เพลงสวดส่งวิญญาณของโมสสาร์ท
เรื่องราวของเพลงสวดส่งวิญญาณ Mozart’s Requiem ที่ลือลั่นของโมสสาร์ทมีผู้วิเคราะห์ไว้อย่างสนุกสนานดังนี้ ท่านเคานท์ ฟอน วอลเซค Count Von Walsegg ได้ให้พ่อบ้านชื่อ ฟรานซ์ อังตวน เลต์เกป Franz Anton Leitgeb ถือหนังสือไปให้โมสสาร์ทพร้อมเงินก้อนแรก 60 ดูคัทเพื่อให้โมสสาร์ทแต่งเพลงสวดส่งวิญญาณให้กับภริยาท่านเคานท์ที่เพิ่งเสียชิวิตไปในเดือนกุมภาพันธ์ ท่านหญิงฟรานซ์มีอายุเพียง 20 ปี และท่านเคานท์ทั้งรักทั้งหลงจนอยากให้มีการบรรเลงเพลงเรควิเอมนี้ทุกปีในโอกาสครบรอบวันตายของเธอ และอยากมีเรควิเอมนครอบครองของตนเอง บุรุษลึกลับที่เล่าลือกันว่าแอบมาพบโมสสาร์ทกลางดึกคืนวันฝนตกก็คือพ่อบ้านคนนี้นี่เอง ความเรื่องนี้เพิ่งจะมาเปิดเผยในปี 1964 เมื่อมีผู้พบหลักฐานบันทึกถึงเรื่องนี้ของ อังตวน แอร์ซอก Anton Herzog อังตวน คนนี้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้รับใช้ใกล้ชิดของท่านเคานท์
ปี 1790 โมสสาร์ทตกอับถึงขีดสุด แต่ในปีนี้ท่านพอมีรายรับดีขึ้นจากงานใหญ่สองชิ้นที่มีผู้ว่าจ้างทำโอเปร่า 2 เรื่อง โมสสาร์ทรับงานนี้ไว้ในราวกลางเดือนกรกฎาคม 1791 แต่ท่านยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ท่านอยู่ในระหว่างเตรียมงานโอเปร่าฉลองพิธีราชาภิเษกของพระเจ้าลีโอโปลด์ที่ 2 แห่งโบฮีเมีย งานนี้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6 กันยายน ที่โรงโอเปร่าในกรุงปราก เดือนสิงหาคมโมสสาร์ทใช้เวลาส่วนใหญ่ประพันธ์โอเปร่าเรื่องดังกล่าว ลา คลีเมนซา ดิ ติโต La Clemenza di Tito (K621, ผลงานลำดับที่ 622) พอปลายเดือนสิงหาคม ท่านจึงได้ออกเดินทางไปกรุงปราก ในระหว่างนี้คนถือหนังสือจากท่านเคานท์มาพบอีกครั้งเพื่อเร่งรัดงาน ท่านประพันธ์โอเปร่าเสร็จเมื่อวันที่ 5 กันยายน และควบคุมวงเล่นสดกันวันที่ 6 กันยายน เรียกว่างานนี้เล่นกันสดๆเลย นักดนตรีอาชีพก่อนนี้ขนาดไม่มีชื่อเสียงก็มีฝีมือกันจริงๆไม่เหมือนเดี๋ยวนี้อุ้มมากันคนละหลายๆปริญญา เห็นซ้อมกันเป็นเดือนๆก็ยังเล่นหลุดให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ผลงานเพลงของโมสาร์ทในปีสุดท้ายมีมากถึง 83 ชิ้น (K543-K626) คีตกวียุคนี้เขียนได้แค่ปีละ 2-3 เพลงก็หายากยิ่งกว่ายาก โมสสาร์ทเริ่มมีอาการป่วยไข้เมื่อเขาอยู่ที่กรุงปราก กลางเดือนกันยายนท่านนำเอาเมจิกฟลุต The Magic Flute มาแก้ไขก่อนออกแสดง งานสำเร็จเรียบร้อยวันที่ 28 กันยายน วันทื่7 ตุลาคมท่านประพันธ์คอนแชร์โตสำหรับคลาริเนตสำเร็จอีกบทหนึ่ง คือ Concerto in A for Clarinet (K622) หลังจากนั้น ท่านจึงได้เริ่มลงมือร่าง Requiem (K626) พร้อมๆกับแคนตาตา Cantata อีกบท ระหว่างนั้นสุขภาพท่านไม่ค่อยดีนัก วันที่ 20 พฤศจิกายนท่านล้มป่วยชนิดลุกไม่ขึ้น และสิ้นชีวิตในวันที่ 5 ธันวาคม ด้วยอาการไข้รูมาติก ศพของท่านฝังไว้ที่วัดเซนต์มาร์กซ์ในวันรุ่งขึ้น พิธีไว้อาลัยจัดขึ้นที่โบสถ์เซนต์ไมเคิลในอีกวันถัดมาด้วยบทเพลงเรควิเอมของท่านเอง น่าจะเป็นสองบทที่อยู่ในท่อนแรก
เรควิเอมของโมสสาร์ทซุบซิบกันมานานว่า เป็นการจ้างวานกันอย่างลับๆและเป็นลางที่ไม่ดี หากจะบอกว่าเป็นบทเพลงที่ทำอย่างลับๆก็คงไม่ใช่ ก่อนที่เขาจะประพันธ์เสร็จ มีคนแวดล้อมหลายคนได้รับรู้งานชิ้นนี้ของเขาแล้ว แม้กระทั่งลูกศิษย์อีก 2-3 คน ในบ่ายวันที่ 4 ธันวาคม ก่อนที่โมสสาร์ทจะจบชีวิตลง ภรรยาของเขาเล่าว่าท่านมีสัมปชัญญะดี แจ่มใสถึงขนาดร้องเล่นกับเพื่อนๆที่มาเยี่ยมเยียนได้ คนที่คอนสแตนเซ่อ้างถึงว่ามาร้องเรคเอมของเขาในวันนั้นมี เบเนดิค ช๊าก Benedikt Schack ร้องเสียงฟอลเซตโตโซปราโน โมสสาร์ทร้องเสียงอัลโต นักไวโอลินที่ชื่อโฮเฟอร์ Hoefer ร้องเสียงเทเนอร์ และ ฟรานซ์ เกร์ล Franz Gerl ร้องเสียงเบส โมสสาร์ทระเบิดเสียงร้องอย่างเต็มที่สนุกสนาน และเมื่อมาถึงบทลาคริโมซา เขาก็ร้องไห้และร้องต่อไปไม่ได้ ในค่ำนั้นอาการของโมสาร์ทก็ทรุดหนัก และเขาหมดลมไปในเช้ามืดวันที่ 5 ธันวาคม ก่อนเวลาตีหนึ่งเพียงห้านาที ว่ากันว่าวันที่บรรจุท่านเขาทำกันอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางพายุฝน ป้ายชื่อก็ไม่มี ครอบครัวโมสสาร์ทอยู่ในสภาพ ร่างของท่านฝังอยู่ในป่าช้าของคนอนาถา จนชั้นหลังเมื่อมีการล้างป่าช้าหาที่ฝังร่างของท่านไม่พบ
โมสสาร์ทวางโครงดนตรีของเขาไว้ในความยาวประมาณ 1 ชม. โดยนำบทสวดภาษาละตินมาประกอบกัน 15 บท แบ่งเป็น 8 ท่อน เป็นบทเพลงสวดที่เน้นการร้องร้องประสานเสียงเป็นหลัก และมีการร้องเดี่ยวเป็นท่อนสั้นๆเท่านั้น ส่วนเครื่องดนตรี ใช้เครื่องเป่าอย่างละ 2 ชิ้น ได้แก่ แบสเซทฮอร์น, แบสซูน, ทรัมเปต มีทรอมโบน 3 ชิ้น และกลองทิมปานี ส่วนเครื่องสายมีไวโอลิน ไวโอลา เชลโล เบส และ มีออร์แกนประกอบ
เล่ากันว่า (อีกแล้ว) คอนแสตนเซ่ ภรรยาของโมสสาร์ท นำโน๊ตของโมสสาร์ทไปหาลูกศิษย์ของเขาหลายคน ขอร้องให้ช่วยทำต่อให้เสร็จ แต่ได้รับการปฏิเสธ แต่ละคนติดงานคนละงานสองงาน เป็นไปได้ที่นางต้องเร่งรัดให้งานชิ้นนี้สำเร็จเพราะสามีของนางรับเงินท่านเคานท์มาแล้ว ในบรรดาลูกศิษย์ที่ถูกอ้างถึงได้แก่ ฟรานซ์ จาคอบ เฟรย์สแตดเลอร์ Franz Jacob FreyStadtler, โจเซฟ อีบเลอร์ Josef Eybler และ แมกซิมิลเลียน สแตดเลอร์ Maximillian Stadtler ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าแก่ โจเซฟ อีบเลอร์สานต่องานของครูโดยเขียนออเครสเตชั่นส่วนที่ค้างอยู่ไปถึงบทลาคริโมซาเท่าที่ครูเขียนไว้ บ้างก็ว่าเขาพยายามแต่งแนวเสียงโซปราโนในลาคริโมซาต่ออีกสองห้องแต่ทำต่อไม่ได้จึงหยุดและส่งงานคืนคอนสแตนเซ่ งานชิ้นนี้ถูกส่งต่อไปให้แมกซิมิลเลียน สแตดเลอร์ เขาเขียนออเคสเตรชั่น 2 บทในออฟเฟอร์ทอรี แล้วก็ส่งคืนให้คอนสแตนเซ่ สำหรับซูสแมร์ดูเหมือนว่าเป็นคนที่ถูกวางตัวไว้ให้ทำงานนี้ต่อจนสำเร็จเพราะโมสสาร์ทเคยให้รายละอียดงานชิ้นนี้กับท่าน ลงไปถึงการทำดนตรี แม้กระทั่งได้ลองเล่นและร้องทำนองด้วยกัน ในช่วงปีสุดท้าย ซูสแมร์ใกล้ชิดโมสสาร์ทมากที่สุด เป็นผู้ช่วยโมสสาร์ทในโอเปร่าสองเรื่องสุดท้ายคือ เดอะเมจิกฟลุต และ ลาคลีเมนซา ดิ ติโต คอนสแตนเซ่เคยบอกสำนักพิมพ์ไบร์ทคอฟแอนด์ฮารเตลว่า โมสสาร์ทประสงค์ให้ซูสแมร์ต่องานชิ้นนี้จนสำเร็จ ท่านได้สอนซูสแมร์ไว้แล้วว่าจะสานต่ออย่างไร รวมถึงตอนจบให้ใช้ทำนองของท่อนเริ่มต้น ซูสแมร์ปฏิเสธในภายหลังว่าการนำทำนองสองท่อนแรกมาใช้ในตอนจบเป็นความคิดของเขาเอง
จากต้นฉบับลายมือในช่วงที่โมสสาร์ทยังมีชีวิตอยู่ บทคีรีเอ Kyrie มีลายมือของเขาปรากฏในส่วนที่เป็นเสียงร้องประสานสี่เสียง แนวเครื่องสายคัดลอกโดยลูกศิษย์ที่ชื่อ เจคอป เฟรย์สแตดเลอร์โดยยึดตามแนวเสียงโซปราโนที่ครูเขียนไว้ ส่วนออเคสตราที่เป็นเครื่องดนตรีทรัมเปตและกลองทิมปานีเป็นลายมือของซูสแมร์ งานที่โมสสาร์ททำไว้แล้วคือ โน๊ตร้องแนวประสานเสียงทั้งสี่แนวและออเคสเตรชั่นของท่อนที่ 1-2 จาก Requiem จนจบ Kyrie, ท่อนที่ 3 ซีเควนเชียล Sequencial โมสสาร์ทเขียนแต่แนวร้องประสานเสียง ยังไม่ได้เขียนออเคสเตรชั่น ซึ่งมี 6 บท บทที่ 6 ลาคริโมซา Lacrimosa เขียนแนวร้องไว้เพียง 8 ห้อง, ท่อนที่ 4 ออฟเฟอทอรี โมสสาร์ทเขียนเฉพาะแนวร้องประสานเสียงไว้, ท่อนที่ 5-8 ยังไม่ได้ทำอะไร โจเซฟ อีบเลอร์ได้เขียนออเคสเตรชั่นส่วนที่ขาดอยู่ในท่อน 2 และ 3 มาจบที่ลาคริโมซา ห้องที่แปด, ส่วนแมกซิมิแลนทำออเคสเตรชั่นท่อนที่ 4 ออฟเฟอทอรี Offertory 2 บท คือ โดมิเน เยซู Domine Jesu และ โดมิเน โฮซียา Domine Hostias, ท่อน 5-7 แซงตุส Sanctus, เบเนดิคตุส Benedictus, แอกงุส เดอี Agnus Dei ซูสแมร์มาทำงานต่อ โดยเขาเขียนท่อนที่ 5-7 เอง และท่อนที่ 8 ใช้ดนตรีของครูและออเคสเตรชั่นที่โจเซฟทำไว้ในท่อนที่ 1-2 เมื่อซูสแมร์ประพันธ์เสร็จเรียบร้อย เขาทำต้นฉบับไว้ 2 ชุด ชุดหนึ่งส่งให้สำนักพิมพ์ไบร์ทคอฟ แอนด์ ฮาร์เตล อีกชุดหนึ่งมอบให้ภรรยาของโมสสาร์ท และส่งเฉพาะ ท่อน 1 บทเรควิเอม และคีรีเอ ที่ครูทำไว้ให้กับท่านเคานท์ แสดงว่าบทเพลงที่บรรเลงในงานที่ท่านเคานท์จัดทั้งสองคราวนั้นเป็น 2 บทแรกเท่านั้น ซูสแมร์..นายแน่หรือแสบกันแน่ ทำเอาผมคิดไปต่างๆนานาว่าใครได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้บ้าง ใครถือลิขสิทธิ์เพลงสวดนี้ หลายท่านสงสัยว่าคอนสแตนเซ่และซูสแมร์มีความสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง การที่คอนสแตนเซ่ออกมาให้ข่าวกับสำนักพิมพ์ก็เพื่อให้พวกเขามั่นใจว่า เป็นงานที่โมสสาร์ทมอบหมายให้ซูสแมร์จริงๆเพื่อที่เธอจะขายงานชิ้นนี้ได้ การที่คอนแสตนเซ่พยายามตีพิมพ์ผลงานของโมสสาร์ทย่อมต้องทำให้ท่านเคานท์ไม่พอใจ เพราะท่านจ่ายเงินซื้อผลงานนี้ไว้แล้วเช่นที่ท่านทำกับคีตกวีอื่นๆก่อนหน้านี้ เรื่องนี้คงยังไม่จบลงง่ายๆ
ความขัดแย้งต่างของ Mozart’s Requiem เห็นชัดเจน เพราะปรากฏว่ามีหลายเวอร์ชั่นออกมาในภายหลัง เวอร์ชั่นอื่นๆที่ไม่ใช่ของซูสแมร์ เขาใช้วิธีตัดส่วนที่ซูสแมร์เขียนทิ้งไปเลย ได้แก่ แซงตุส, เบเนดิคตุส, แอกงุส เดอี ส่วนลาคริโมซา มีแค่ 8 ห้องแรกที่โมสสาร์ทประพันธ์ไว้ แล้วต่อด้วยออเคสตราบรรเลงเรควิเอมส่วนที่โมสสาร์ททำไว้ในท่อนแรก แล้วจึงมาเข้าท่อนคอมมิวเนียนอันเป็นท่อนจบเลย พูดกันง่ายๆคือฝีมือไม่ถึง ยอมรับไม่ได้ เวอร์ชั่นของฟรานซ์ แบร์ Franz Beyer แสบไปอีกแบบหนึ่ง เขาระบุชัดว่า เป็นฉบับแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆของซูสแมร์ โดยเฉพาะเรื่องเสียงฮาร์โมนีแปร่งๆทะแม่งหูที่เกิดจากการใช้โน๊ตไม่ถูกต้อง fault harmonic realization and insensitive scoring
เรื่องพิพาทยาวนานข้ามศตวรรษจึงมีที่มาเช่นนี้ มันดูสับสนแล้วแต่ว่าแหล่งข่าวมาจากที่ใด ซูสแมร์เสียชีวิตในปี 1803 ไม่มีผลงานอื่นใดเป็นที่กล่าวขานเลยนอกจากนี้ เขามีชื่อชื่อเสียงเพียงว่าเป็นคีตกว แต่ถ้าได้ฟังดนตรีส่วนที่โมสสาร์ทประพันธ์แล้วขนไม่ลุกก็แปลว่าท่านอาจไม่ปกติ ส่วนที่ซูสแมร์ประพันธ์ไว้ เช่น แซงตุส-โฮซันนา ไม่มีอะไรโดเด่นเป็นพิเศษ, เบเนดิคตุส ก็ใช่ว่าจะฟังไม่ได้เลย แนวประสานเสียงของเบเนดิคตุสไพเราะไม่เบาทีเดียว นักวิจารณ์ให้คะแนนแอกงุส เดอี ว่าไพเราะตามแนวดนตรีครูของเขา วันนี้ผมได้เลือกของโมสสาร์ทมาสองบท แต่เกรงว่าเสียงมันจะตีกันจึงจัดทำลิงค์ไว้ให้หนึ่งแห่งเป็นบทเปิด Requiem แผ่นที่ผมฟังอยู่ ควบคุมโดย เซอร์ จอห์น เอเลียต การ์ดิเนอร์ และฝังที่เป็นวีดิทัศน์ไว้อีกหนึ่งแห่งในบท Dies Irae ซึ่งมีความหมายว่า ในวันที่พระพิโรธของพระเจ้ามาถึง โลกนี้จะกลายเป็นเถ้าธุลี และพระองค์จะทรงพิพากษาทุกคนตามการกระทำอย่างยุติธรรม ทั้งเนื้อร้องและแนวดนตรีที่เด็ดขาด
Labels: ดูหนังฟังเพลง, โมสสาร์ท



1 Comments:
ขอบคุณสำหรับบทความที่ดี ๆ จากคุณเมธี
นักดนตรีอาชีพสมัยนั้นเก่งจริง ๆ นะครับ
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home