พิชิตภูกระดึง ตอนที่ 2 บนเส้นทาง 36 กิโลเมตร
เพียงไม่นานฟ้าก็ค่อยๆเปลี่ยนสี ฟ้าเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง สะท้อนจนผืนน้ำของบึงเบื้องล่างแปรเปลี่ยนเป็นสีทอง ฟ้าแจ้งแล้วแต่ตะวันไม่ยอมโผล่ออกมาจากเมฆที่หนาทึบ หลายคนเริ่มบ่นว่าไม่ได้เห็นตะวันขึ้นแล้ววันนี้ และมีหลายคนเริ่มทยอยออก ในที่สุดดวงกลมโตสีแดงค่อยๆผุดลอยออกมาพ้นกลุ่มเมฆให้ได้ยลกัน เสียงชัตเตอร์และเสียงนับดังรัวถี่ยิบ ทุกคนยิงกันจนหนำใจจึงได้กลับออกมาเพื่อไปต่อกันที่ลานพระแก้วที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ลานพระแก้วเป็นลานหินโล่งๆ มีเฟิร์นแห้งๆและกล้วยไม้แทรกอยู่ตามพื้นหินให้เห็น เขาตั้งพระพุทธรูปปางลีลาทาสีขาวประดิษฐานไว้ให้คนบูชา เส้นทางกลับผ่านโหล่นสนภูเขา เช้านี้สีของฟ้าสดใส แสงสียามเช้าทำให้ทุกอย่างสวยงามน่าถ่ายรูป ผมเดินอย่างไม่เร่งรีบเก็บรูปไปตลอดทาง ผ่านโป่งดินที่เต็มไปด้วยรอยเท้าและมูลสัตว์ บางแห่งมีรอยของไฟ ผมเห็นต้นสนเล็กๆสูงเพียงสองนิ้วเศษแทงยอดขึ้นมา คนเรามักกลัวไฟป่า แท้จริงแล้วธรรมชาติให้ไฟป่าเป็นวัฏจักรของสรรพชีวิต ชีวิตเล็กๆเบื้องล่างไม่มีโอกาสเติบใหญ่หากพืชข้างบนขึ้นปกคลุมไว้ ไฟคือโอกาสของชีวิตและกระจายชีวะหลากหลาย ป่าสนบนภูเขามีทั้งสนสองใบและสนสามใบ มีที่เป็นสนสามใบดงหนึ่งโผล่ให้ผมเห็น ลักษณะลำต้นที่เปลือกไม่มีรอยแตกลึก แตกกิ่งก้านเป็นระเบียบ มันทิ้งใบเกลื่อนพื้นไม่ผิดกับพรมสีน้ำตาลแดง หากหยิบสนขึ้นมาเส้นหนึ่งและมันติดขึ้นมาเป็นสามเส้นติดกันนั่นคือสนสามใบ ถ้าหยิบหนึ่งเส้นแต่ติดสองนับเป็นสนสองใบ สนสองใบจะเจริญเติบโตบนพื้นที่ๆสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 600 เมตรขึ้นไปได้ดี ลำต้นของมันจะเป็นปุ่มชัดเพราะแตกเป็นร่องลึก กิ่งก้านหงิกงอไร้แบบแผนแปลกตา ผมเดินอ้อมกลับมาถึงที่พักอีกฝั่งหนึ่ง เห็นป้ายเตือนนักท่องเที่ยวว่าห้ามผ่านเส้นทางดังกล่าวในช่วงเวลา 15.00 น.ถึง 08.30 น.ของวันรุ่งขึ้น เนื่องจากอาจมีอันตรายจากสัตว์ป่าที่ออกมาหากินในเวลากลางคืน และสัคว์ป่าที่น่ากลัวที่สุดคือช้างป่านั่นเอง
กลับมาถึงศูนย์ฯวังกวาง ผมเลือกรับประทานโจ๊กหมูเป็นอาหารเช้าที่ร้านเดิม เช้านี้งดไข่ และกาแฟโบราณหนึ่งแก้ว ทางร้านมีชาจีนสามารถรินใส่ถ้วยตะไลให้ดื่มล้างปากได้เช่นเคย เสร็จจากอาหารเช้ากลับเข้าเตนท์เพื่อเปลี่ยนเสื้อเป็นเชิ๊ตตาหมากรุกสีแดง ถอดเสื้อแจ๊กเกตออกเก็บไว้ในเตนท์ และไปล้างหน้าแปรงฟันทำธุระต่างๆ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมคว้าหมวกปีกใบเก่งและออกเดินทางจากหลังเตนท์ของผมตรงไปลานพุทธเมตตา วันนี้ผมมีโปรแกรมเดินผ่ากลางภูตัดขึ้นไปทางเหนือผ่านน้ำตกถ้ำสอเหนือแล้วจึงวกลงทางทิศตะวันตก กะว่าจะไปทานข้าวเที่ยงที่ผาหล่มสัก และเดินเลียบหน้าผาทางด้านตะวันตกกลับมารอดูพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหมากดูกซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก วันนี้ฟ้าเปิดเห็นเป็นสีฟ้าสด มีเมฆเป็นกลุ่มก้อน แสงแดดในราวแปดโมงครึ่งกำลังดี สองข้างทางไปลานพุทธเมตตาเป็นต้นเฟิร์นขึ้นสูงถึงระดับอก มีนักท่องเที่ยวทยอยเดินกันไปเป็นกลุ่มๆ บ้างก็เช่าจักรยานออกขี่ตามกันไป ลานพุทธเมตตาอยู่ห่างออกไปเพียง 600 เมตร เป็นลานหินกว้างๆ ขนานนามว่า “ลานพระศรีนครินทร์” ที่ปลายลานประดิษฐานพระปางมารวิชัย ที่ด้านหน้ามีสระน้ำเล็กๆเป็นรูปหัวใจตามสัณฐานของภูกระดึง และมีระฆังใบใหญ่แขวนไว้ มีศาสนิกชนนำระฆังใบเล็กใบน้อยรวมถึงโมบายมาเป็นเครื่องสักการะ ชื่อของภูกระดึงนั้นเล่าขานกันมาว่า หากย่ำเท้าหนักๆบนหลังภูจะได้ยินเสียงสะท้อนกลับมาคล้ายกับมีระฆังหรือกระดึงอยู่ภายในจึงเป็นที่มาของชื่อภูกระดึง ผมจัดการตั้งกล้องถ่ายรูปไว้บนเป้วางไว้เหนือโขดหินและถ่ายรูปตัวเองไว้เป็นที่ระลึกได้รูปมาเบี้ยวๆหนึ่งใบ จากลานพุทธเมตตาผมเดินเลาะไปตามป้ายบอกทางไปสระอโนดาตและน้ำตกถ้ำสอเหนือ ระหว่างทางผมเห็นป้ายบอกทางน้ำตกถ้ำใหญ่จึงได้แวะเข้าไปดู พบเจ้าหน้าที่อุทยานผูกเปลนอนรอต้อนนักท่องเที่ยวให้ออกจากบริเวณนั้น สอบถามได้ความว่ามีช้างป่าออกมากินน้ำ ผมเห็นแผงเหล็กและป้ายห้ามผ่านกั้นทางลงไปน้ำตกข้างล่าง นับว่าทางอุทยานฯรอบคอบและรู้จักนิสัยของนักท่องเที่ยวดีว่าจุดที่ห้ามคือต้องเข้าไปดูให้ได้ ผมถามเจ้าหน้าที่ฯว่าหากผมเดินไปเจอช้างในเส้นทางเดินผมควรทำอย่างไร เขาบอกผมว่าให้หนีอย่างเดียว อย่าหยุดดู เจ้าหน้าที่แนะให้ผมไปดูน้ำตกธารสวรรค์ที่อยู่ใกล้ๆแทน ผมจึงได้กลับออกมาเดินไปตามพื้นหิน มีโขดหินขึ้นสลับ บนโขดมีซากเฟิร์นแห้งๆ บ้างก็มีกล้วยไม้เกาะเหลือให้เห็นแต่ตะเกียงกิ่งเก่า ป่าแถบนี้เป็นป่าแล้งๆ มีสนให้เห็นประปรายส่วนใหญ่เป็นต้นยาง ผมเดินหลบโขดหินไปตามพื้น สังเกตว่ามีทรายขาวละเอียดอยู่บนพื้นหิน เดินมาไม่ไกลก็มาถึงน้ำตกธารสวรรค์ เห็นร่องของธารภูเขาที่ไหลมาถึงหน้าผาและตกลงเบื้องล่าง หน้าแล้งเหลือเพียงร่องน้ำเล็กๆแค่คืบสองสามสายให้น้ำไหลเอื่อยๆ รอบน้ำตกมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นมาจากพื้นข้างล่าง ส่วนต้นไม้ข้างบนขึ้นปกคลุมพื้นหิน ตามโคนต้นมีมอสขึ้นหนาแน่นที่ใต้ร่มไม้ เด็กสาวสี่ห้าคนกำลังผลัดกันถ่ายรูป และเมื่อผมก้าวเข้าไปก็ได้รับการร้องขอ
ออกมาจากน้ำตกธารสวรรค์มุ่งหน้าขึ้นทิศเหนือ สภาพภูมิประเทศจากโขดหินกลายเป็นทุ่งโล่งๆ สองข้างทางมีต้นสนสามใบขึ้นเขียวสูงไม่เกิน 1.5 เมตร พื้นปกคลุมด้วยเฟิร์นสองชนิด ชนิดหนึ่งเขียวสด อีกชนิดหนึ่งเป็นเฟิร๋นหรือชาวบ้านเรียกกันว่าผักกูดแห้งจนเป็นสีน้ำตาลซีดๆปกคลุมเป็นทุ่งกว้าง ผมเดินไปตามทางไม่ผิดกับการเดินตัดทุ่ง มองเห็นแนวสนอยู่ลิบๆพาดข้ามขอบฟ้า บนพื้นหินตามเส้นทางผมเห็นมูลสัตว์ค่อนข้างสดและแห้ง เป็นมูลของสัตว์กินพืช ลักษณะเหมือนรังนก คล้สยใยมะพร้าวม้วนอัดแน่นและมีเนื้ออุจจาระแทรกอยู่ระหว่างเส้นใย ทำให้ผมนึกออกว่าผมเห็นใยมะพร้าวม้วนรีๆตกอยู่ตามพื้นก่อนหน้านี้ ความจริงแล้วมันคือซากมูลเก่าที่เนื้ออุจจาระถูกฝนชะออกไป สัตว์กินพืชเช่น กวาง ละมั่ง อีเก้งเหล่านี้และเล็มพืชทั้งวันเพื่อให้ได้น้ำและปริมาณสารอาหารมากพอที่จะเป็นแหล่งพลังงาน นักท่องเที่ยวต่างสนุกสนานที่เห็นสัตว์พวกนี้เข้ามาหาและแต่ละคนหยิบยื่นอาหารของมนุษย์ให้ พืชไม่มีรสชาติเช่นอาหารปรุงแต่งทำให้สัตว์ติดใจ มันเปลี่ยนพฤติกรรมการกินพืชและเมื่อไม่มีก็ตามกลิ่นรื้อกองขยะกินเอาถุงพลาสติกและภาชนะโฟมที่ผูกเศษอาหารทิ้งลงไปด้วย สัตว์ไม่มีเอนไซม์ย่อยพลาสติกและขับไม่ออกเพราะลำไส้ไม่ได้เป็นท่อตรงๆ มันจะอักเสบและตายอย่างทรมานในที่สุด ทั้งๆที่อุทยานฯต่างๆติดป้ายห้ามให้อาหารสัตว์แต่ผมก็เห็นนักท่องเที่ยวพยายามล่อและป้อนอาหารเพียงเพื่อจะได้ถ่ายรูปสักใบหนึ่ง ความสนุกสนานและเห็นแก่ตัวชั่ววูบหยิบยื่นมัจจุราชให้กับอีกชีวิตหนึ่ง
หากใครขึ้นมาถึงภูกระดึงแล้วไม่ได้มาถ่ายรูปกับผาหล่มสัก ก็ไม่อาจคุยโอ้อวดได้ถนัดปากว่ามาภูกระดึง ผาหล่มสักเป็นชะง่อนหินรูปสามเหลี่ยมยื่นออกไปนอกผาทางด้านอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ไม่ไกลจากผาหล่มสักมีต้นสนสามใบขนาดใหญ่ กิ่งสนยื่นย้อยออกไปสู่อากาศเบื้องล่าง ผมไม่ทราบว่าใครท่านแรกที่บันทึกภาพบนชะง่อนหินดังกล่าวผ่านกิ่งสนที่ย้อยปรกลงมา และช่างบังเอิญเสียเหลือเกินที่ตะวันตกดินเข้ามาอยู่ในองค์ประกอบของภาพนั้น ชะง่อนหิน, ต้นสนและดวงตะวันกลายเป็นโลโก้ของผาหล่มสักและตัวแทนของภูกระดึงให้พ่อค้าหลายๆคนใช้เป็นส่วนประกอบในของที่ระลึก แถวของนักท่องเที่ยวรอถ่ายรูปกับผาหล่มสักไม่น้อย มีทั้งถ่ายเดี่ยว แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นคู่ เปลี่ยนเป็นหมู่ ต่างทำเวลากันอย่างน่าเวียนหัว ผมไปอย่างหัวเดียวกระเทียมลีบจึงอาศัยตากล้องที่รอเวลาแถวนั้นบันทึกผมกับผาหล่มสักในมุมอื่นๆแทน กว่าจะได้ภาพที่พอจะยอมรับได้ก็ไหว้วานเสียหลายคน ผมออกเดินทางอีกครั้งราวบ่ายสองโมงเศษ เส้นทางของผมเป็นเส้นทางเลียบหน้าผมด้านทิศตะวันตก จุดหมายปลายทางของผมคือผาหมากดูกเพื่อชมตะวันตกดินเป็นระยะทาง 7.2 กม. จากหน้าผาฝั่งนี้ มองไปทางไหนก็เป็นทิวเขาสลับซับซ้อน มองลงไปทางผาหล่มสักผมเห็นบ้านฟองใต้ ในเขตอ.น้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ มองไปเบื้องหน้าเห็นภูผาจิต ภูเขาลูกโดดๆที่ยอดเขาตัดราบเช่นภูกระดึงในจังหวัดชัยภูมิ ท้องฟ้าปลายฤดูหนาวเต็มไปด้วยหมอกแดดผสมกับหมอกควันจากการเผาทำไร่บนภูเขาเป็นจุดๆ ทำให้บรรยากาศเบื้องล่างดูขมุกขมัว เส้นทางบนภูฝั่งทิศตะวันตกแตกต่างจากกลางภูเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พื้นที่เชิงผาเป็นพื้นหินทราย ทางเดินที่ย่ำกันไว้เป็นหินค่อนข้างเรียบ จะมีตะปุ่มตะป่ำ บ้างก็เป็นโขดให้นั่งพักผ่อนได้ก็แถวใกล้หน้าผา มีต้นสนอยู่เป็นหย่อมๆ พื้นที่ว่างปกคลุมด้วยหญ้าและเฟิร์นแห้งๆ หญ้าบางจุดเกรียมด้วยไฟเผา ผมไม่แน่ใจว่าทางอุทยานเผาหรืออย่างไรทำให้พื้นที่แถบนั้นเป็นฝุ่นเบา ฟุ้งกระจายง่ายเวลาเดินลัดไปหน้าผา เห็นชัดเจนว่าทางเดินเลียบหน้าผามีสองเส้น เส้นในเป็นทางหลักเดินค่อนข้างยากเพราะเป็นทางเดินทรายไม่ผิดกับชายหาด ส่วนทางเส้นติดหน้าผาเป็นหินและดินอัดแน่นเหมาะกับการเดินมากกว่า รถจักรยานที่สวนกันไปมามักเลี่ยงไปใช้เส้นใน ผมรู้สึกยินดีที่ไม่เช่าจักยานมาขี่ แม้จะเป็นเสือภูเขาแต่การบังคับจักรยานบนพื้นทรายเป็นเรื่องยาก สิ้นเปลืองแรง ผมเห็นหลายคนต้องลงมาจูงจักรยานเดินเป็นระยะ ไหนจะถ่ายรูป ไหนจะต้องหลบหลีกหลุมอุกกาบาต ไหนจะต้องจูงจักรยาน ผมว่าเดินเป็นดีที่สุด จากผาหล่มสักผมมาถึงผาแดงซึ่งเป็นหน้าผาเล็กๆ มีร้านค้าอยู่ 1-2 ร้าน ผมหยุดแวะบันทึกภาพไว้ก่อนจะต่อไปผาเหยียบเมฆ สองข้างทางยังคงเป็นต้นสน, ทุ่งหญ้าแห้งๆ, ถนนทราย,และโขดหิน ฟ้าซีกตะวันออกสีสด แต่ฟ้าฝั่งตะวันตกเต็มไปด้วยหมอกแดด แต่ผมกลับยกกล้องขึ้นบันทึกภาพไม่ขาดสาย กิ่งของต้นสนสองใบที่หงิกงอโอนเอน, ทิศทางของแสง, โขดหินและองค์ประกอบภาพเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา ธรรมชาติบนนี้ไม่ว่ามุมไหนก็สวย ผมเดินตัดข้ามไปมาระหว่างถนนเส้นในและเส้นนอกเพื่อถ่ายภาพ วางกล้องบนกระเป๋าและถ่ายภาพของตัวเบางทีก็ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้าง
อุนจิ


ผมถึงผาเหยียบเมฆ เป็นบริเวณที่ใหญ่กว่าผาแดง เต็มไปด้วยโขดหินเหมาะแก่นั่งการชมพระอาทิตย์ตก มีต้นสนขึ้นอยู่ประปราย เป็นสนสองใบต้นไม่สูงใหญ่นัก ในบางครั้งเมฆจะลดลงต่ำเลี่ยพื้นดูเหมือนยืนอยู่บนก้อนเมฆ เขาจึงเรียกบริเวณนี้ว่าผาเหยียบเมฆ อากาศร้อนเต็มที ผมแวะร้านค้าหวังจะหาขนมน้ำแข็งไสดับกระหายแต่ได้รับคำตอบว่าน้ำแข็งหมด และร้านข้างหน้าก็ไม่มีน้ำแข็งแล้ว ร้านค้าต่างคาดผิดที่วันหยุดยาวนอกเทศกาลครั้งนี้จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นมามากเลยไม่ได้เตรียมน้ำแข็งไว้ ผมได้แตงโมซีกมาดับกระหายแทน ราคาชิ้นละ 10 บาท พักพอหายเหนื่อยผมออกเดินทางต่อไป อีก 2 กม.จะถึงผานาน้อย ระหว่างทางผมเห็นต้นสนสองใบที่ใกล้หน้าผานอนล้ม รากของมันแผ่ออกไปรัศมีไม่เกิน 1 เมตร ลึกไม่เกิน 10 นิ้ว ต้นสนที่ใกล้หน้าผาส่วนใหญ่เป็นต้นแกร็นๆเล็กๆ รากมันแผ่ออกแต่หยั่งลึกไม่ได้เพราะติดชั้นหินที่อยู่ข้างล่าง แต่ต้นที่อยู่ลึกเข้าไปมีโอกาสโตมากกว่าหากเติบโตในตำแหน่งที่มีชั้นดินลึกกว่า เพียงไม่นานผมก็มาถึงผานาน้อย เป็นหน้าผาเล็กๆตื้นๆไม่ยื่นออกไปมาก ที่นี่มีร้านค้าเพียงร้านเดียว เสียงพ่อค้าเรียกนักท่องเที่ยวให้เขามานั่งพักเหนื่อยดื่มน้ำ “ที่นี่มีน้ำแข็งไปข้างหน้าไม่มีน้ำแข็งแล้วนะครับ” เสียงนี้เหมือนแม่เหล็กดึงดูดผมให้เข้าไปสั่งขนมน้ำแข็งไสทันที ผมชอบน้ำแข็งไสใส่น้ำเชื่อมมากกว่าที่ใส่น้ำแดง อาจเพราะผมไม่ชอบกลิ่นของมัน เติมพลังเรียบร้อยก็พร้อมออกเดินทางต่อ แถวผาจำศีลเต็มไปด้วยชะง่อนหินที่ยกตัวสูงขึ้น ผมเห็นรอยแยกลึกหลายรอย มีทางลงไปข้างล่างใต้ชะง่อนผาแต่ผมหาไม่พบว่าเขาลงกันทางไหน ที่ผาจำศีลมักมีพระธุดงค์มาใช้จำศีลอยู่เสมอ ที่ผาจำศีลผมเห็นผาหมากดูกยื่นออกมารับแสงตะวันเต็มๆ และเห็นผานกเค้าเบื้องล่างลอยขึ้นจากพื้นราบ ระยะทางเพียง 600 เมตรก็มาถึงผาหมากดูก แสงอาทิตย์อ่อนลงมากแล้ว บริเวณข้างหน้าผามีนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่มารอดูพระอาทิตย์ตกดิน ผาหมากดูกเป็นหน้าผากว้างและยาวคดเคี้ยวทำให้มีพื้นที่ชมพระอาทิตย์ได้หลายช่องไม่บังกัน พื้นแถบนี้เป็นพื้นหินเรียบ ไม่ค่อยมีทราย มีร้านค้าตั้งอยู่หลายร้าน เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่ใกล้ที่ทำการศูนย์วังกวางที่สุด ผมบันทึกภาพทิวทัศน์ไว้ 2-3 ใบ เหลือบดูเวลาแล้วเพิ่งจะห้าโมงเศษ ยังเหลือเวลากว่าครึ่งชั่วโมง จึงไม่มีอะไรดีกว่าการนั่งพักและหาอะไรใส่ท้อง สอบถามแล้วที่นี่มีน้ำแข็งจำหน่ายแต่เหลือไม่มาก ทางร้านเขาสงวนน้ำแข็งไว้ให้ลูกค้าที่ซื้อน้ำเท่านั้น หากมาขอซื้อน้ำแข็งเขาไม่ขายให้ ผมสั่งน้ำแดงแฟนต้ากับน้ำแข็งมาหนึ่งแก้ว ผมมีชาลิปตันเหลือเล็กน้อยเลยเทน้ำชาลงไปก่อน พลางล้วงเอาข้าวเหนียวปิ้งที่เหลือตั้งแต่มื้อเที่ยงมารองท้องไว้ พอดื่มน้ำชาหมดก็ย้ายออกไปหาที่นั่งข้างนอกร้าน ออกไปนั่งจิบน้ำแดงดูผู้คนและดื่มด่ำกับธรรมชาติในช่วงรอยต่อของเวลา ตะวันค่อยๆลดลงต่ำอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับเสียงชัตเตอร์ที่ดังถี่ขึ้น เสียงคนรอบข้างเซ็งแซ่ลุกขึ้นถ่ายรูปกันอุตลุดจนผมเกรงว่าจะมีคนพลาดตกลงไป ทันทีที่อาทิตย์ลับขอบฟ้า ลมที่พัดมาไม่ขาดสายตลอดวันกลายเป็นลมเย็นจนผมต้องพับแขนเสื้อลงมา และกลัดกระดุมครบทุกเม็ด ผมเก็บกล้องลงกระเป๋าเป้, ก้มลงไปผูกเชือกรองเท้าให้แน่นอีกครั้งเตรียมพร้อมกลับที่พัก
ความมืดโรยตัวลงอย่างรวดเร็วจากแสงสลัวกลายเป็นเห็นอย่างรางเลือน ผู้คนต่างทยอยออกจากผาหมากดูกไปตามเส้นทางกลับที่ทำการฯเดินตามกันมาบนถนนแคบๆ สองข้างทางเป็นไม้ล้มลุกสูงระดับเอว ท้องฟ้าฝั่งทิศตะวันตกยังเป็นสีน้ำเงินอมแดง เงาโหล่นสนดำทาบทับฟ้าหลากสีเป็นภาพสวยงามที่หลายคนหยุดเพื่อบันทึกภาพ ผมล้วงกล้องออกมาจากเป้อีกครั้งเพื่อบันทึกภาพแห่งความทรงจำนี้ไว้ ระยะทาง 2 กม.จากผาหมากดูกมาถึงที่พักใช้เวลาไม่นานนัก เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาอยู่บนภูในช่วงสั้นๆ หากผมเลือกชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ผมต้องใช้เวลาเดินไม่น้อยกว่า 2.5-3 ชม.กลับมาที่พักหลังจากที่เดินมาแล้วทั้งวัน เมื่อกลับมาถึงที่พัก สิ่งแรกที่ผมนึกถึงก่อนคืออาบน้ำ วันนี้เหงื่อออกมากจนตัวเหนียว เท้าระบมและพองใต้นิ้วโป้งเท้าขวา ถุงเท้าผมส่งกลิ่นแทบสลบไม่ต่างจากคนอื่น ผมนึกสงสัยรองเท้าที่ผมใส่เขาโฆษณาว่าหายใจได้ มันไม่น่าจะชื้นเหงื่อได้ขนาดนี้ มีคนรอต่อคิวเข้าห้องอาบน้ำกัน 4 คน สักพักใหญ่ผมก็ได้คิวเพราะมีคนสละให้ก่อน เมื่อเข้าไปผมจึงพบว่าห้องอาบน้ำห้องนี้ไม่มีราวตากผ้านั่นเอง ผมทำตามขั้นตอนเดิมทุกประการ แต่ผมคราวนี้พาดกางเกงไว้บนกำแพงแทน อาบน้ำเสร็จผมจำใจใส่ถุงเท้าคู่เดิมกับบู๊ทไปก่อนเพราะผมไม่มีรองเท้าแตะมาเปลี่ยน หลังจากสำรวจตลาดเรียบร้อย คืนนี้ผมเปลี่ยนมาร้านขายอาหารตามสั่งอีกร้านหนึ่ง เลือกสุกี้น้ำไก่เป็นอาหารค่ำ สุกี้ร้อนๆกับอากาศที่เย็นเพิ่มรสชาติของชีวิตไม่น้อย ผมพยายามเคี้ยวช้าๆจะได้มีเวลานั่งพักนานขึ้น พลางมองดูผู้คนและร้านค้ารอบข้าง ผมปิดท้ายมื้อค่ำคืนนี้ด้วยนมถั่วเหลืองแก้วใหญ๋ เดินจิบไประหว่างแวะเวียนไปร้านขายของที่ระลึก เลือกโปสการ์ดไว้ 1 ชุดเล็ก ได้หลักกิโลเมตรกระเบื้องมาหนึ่งอัน หลักกิโลเมตรที่ 9 นับจากกม. 0 ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึงบ้านศรีฐาน มาถึงที่ทำการศูนย์วังกวางข้างบนเป็นระยะทาง 9 กม. ผมอยากได้เสื้อยืดสีเทาด้านหน้าสกรีนเป็นโลโก้ของผาหล่มสักสีเหลืองมัสตาร์ด แต่เขาไม่มีไซส์ M มาอีกร้านหนึ่งมีเสื้อยืดออกแนวอาร์ต และสามารถให้เขาเพนท์ตัวหนังสือเพิ่มได้อีก เขาขายเสื้อตัวละ 150 บาท คิดค่าเพนท์ต่างหาก ผมเลือกได้เสื้อยืดพื้นดำพิมพ์ใบเมเปิลแดง ให้เขาเขียนลายเพิ่มคำว่า PASSED และวันที่ เขานัดให้มารับของเช้าวันรุ่งขึ้น

จันทร์คืนนี้เกือบครบวงเต็มดวง ท้องฟ้ามีรอยเมฆจางๆ เสียงลมพัดผ่านยอดสน ผมโทรศัพท์คุยกับแม่เดินตากลมหนาวสูดอากาศจนพอใจจึงกลับมาแปรงฟัน ทำธุระส่วนตัวเตรียมเข้านอน กลิ่นถุงเท้ารบกวนปลายโสตประสาทจนผมต้องผูกมัดปากถุงไว้ ส่วนรองเท้านำออกไปไว้นอกเตนท์ ผมใช้ผ้าเย็นเช็ดเท้าอีกครั้งหนึ่ง ผมล้มตัวลงนอนในราวสองทุ่มครึ่ง เมื่อยล้าจากการเดินทางแต่กลับข่มตาไม่ลง ผมได้ยินเสียงนักท่องเที่ยวที่กลับมาจากผาหล่มสัก, เสียงคนคุยกันที่เตนท์ข้างๆ, เสียงคนบ่นด่าคนอื่นหยาบๆคายๆ, จนกระทั่งทางอุทยานฯแจ้งประกาศปิดไฟตอนสี่ทุ่ม เสียงต่างๆจึงได้ซาลง ผมจึงได้เปลี่ยนมาอยู่ในโหมดสแตนด์บายรอเวลาลุกขึ้นมาใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น
รูปบางส่วนโพสต์ไว้ที่นี่ครับ
ตัดทุ่ง
แดดในราวสิบโมงครึ่งแผดเผาอย่างไม่ปรานี และตอนนี้ผมก็เพิ่งรู้ตัวว่าผมพลาดอีกเป็นครั่งที่สอง ผมไม่มีน้ำดื่ม ควานในกระเป๋ากางเกงไม่มีถุงมะขาม มีนักท่องเที่ยวเดินตามกันพอให้เห็นในระยะสายตา สักพักใหญ่ผมก็มาถึงสระอโนดาต สระน้ำบนภูที่ไม่เคยเหือดแห้ง รอบสระมีนักท่องเที่ยวพักถ่ายรูปกันอย่างคึกคัก เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำจึงมีต้นไม้ขึ้นให้ร่มเงา ผมอยากได้ภาพตัวเองกับโอเอซีสแห่งนี้สวยๆสักภาพ และก็หาคนมีน้ำใจช่วยถ่ายรูปให้ผมไม่ยาก คนบนนี้รวยน้ำใจกันจริงๆ มีนักท่องเที่ยวบางคนเดินลงไปในสระเพื่อถ่ายภาพทำให้ผมรู้ว่าสระนี้น้ำลึกเพียงหน้าแข้ง พื้นสระอโนดาตเป็นหิน น้ำในสระนอกจากน้ำฝนตามธรรมชาติแล้ว ยังเป็นน้ำซับที่มาจากการคายน้ำของพืชยืนต้นทำให้โอเอซีสแห่งนี้ไม่เคยขาดน้ำ เมื่อได้ภาพของตัวเอง ได้ภาพสระน้ำเท่าที่ผมพอใจแล้วผมออกเดินทางตามป้ายบอกทางไปน้ำตกถ้ำสอเหนือที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 1.7 กม.เพื่อไปดูดอกกุหลาบพันปี กุหลาบพันปีจะออกดอกในหน้าร้อนประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ เส้นทางที่ไปน้ำตกในช่วงแรกค่อนข้างจะร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ เดินไปได้สักพักสภาพสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนไปเป็นทุ่งเฟิร์นสลับกับหญ้า มีต้นสนสองข้างทางเป็นสนเตี้ยๆ หากมีต้นที่สูงหน่อยพอให้ร่มเงาเล็กๆก็มักเห็นนักท่องเที่ยวซุกตัวนั่งพักเท้าหลบแดด
ตอนนี้ตะวันส่องลงกลางศีรษะผมพอดี ผมเริ่มหิวและเพลียแดดหลังจากที่กระหายน้ำมาได้พักใหญ่ ผมมาถึงน้ำตกถ้ำสอเหนืออย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย บริเวณน้ำตกอยู่ติดข้างทาง มีธารน้ำซับไหลมาและตกลงยังพื้นหินเบื้องล่างเช่นเดียวกับน้ำตกธารสวรรค์ แถบน้ำตกมีต้นไม้ใหญ่ขึ้น แต่แสงแดดยังส่องทะลุลงมาถึงพื้น ที่ๆพอจะมีร่มเงาเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวพักหลบแดดเอาแรง บริเวณนี้ถือว่าเย็นที่สุดแล้วเพราะมีน้ำขังเป็นแอ่งตื้นๆ น้ำที่เอ่อเหลือเป็นทำพื้นหินเปียกเป็นทางน้ำกว้างแค่คืบไหลหยดลงสู่เบื้องล่าง กุหลาบพันปีแดงต้นใหญ่ 2-3 ต้นออกดอกสะพรั่งให้ได้ยลกันถ้วนหน้า ผมเห็นดอกหรีดแทรกตัวอยู่ระหว่างต้นมอสที่ขึ้นแน่นตามพื้นหิน หลังจากที่ได้หลบร้อนพักใหญ่ด้วยการถ่ายรูปผมก็เร่งออกเดินทางต่อ เพราะเป็นเวลาเที่ยงเศษแล้ว จากน้ำตกถ้ำสอเหนือถึงผาหล่มสักเป็นระยะทาง 4.5 กม. ผมคำนวณในใจว่าผมต้องใช้เวลาจ้ำเดินประมาณ 1 ชม. ออกมาจากน้ำตกถ้ำสอเหนือไม่ไกลนักผมพบกับดอกกุหลาบพันปีขาวข้างทาง 2 ต้น แม้จะมีดอกไม่มากแต่ก็น่ายินดีและทำให้หลายคนเข้าไปมุงเพื่อเก็บภาพ แดดตอนเที่ยงแผดกล้า ผมเดินไปตามทางที่เกือบตลอดเส้นเป็นทรายละเอียดไม่ผิดกับชายหาด พอมีคันดินข้างทางที่มีหญ้าขึ้นให้เหยียบย่ำได้ บางช่วงก็เป็นพื้นท้องหิน บางช่วงเป็นพื้นท้องดินแข็งที่ปกคลุมด้วยทราย ในยุคโบราณภูกระดึงจมอยู่ใต้น้ำทะเล เมื่อเปลือกโลกยกตัวสูงขึ้นฝนได้ชะเอาดินเลนไหลไปกับน้ำเหลือแต่ทรายขังอยู่บนพื้นหิน ทำให้บนภูกระดึงมีทรายสะสมไว้เป็นจำนวนมาก ตลอดเส้นทางผมพบกับเพื่อนร่วมทางที่ออกมาจากศูนย์ด้วยกันในตอนเช้านั่งพักผ่อนหลบตามเงาไม้ข้างทาง มีนักท่องเที่ยวที่เดินสวนกันขึ้นมาให้ได้ทักทายและถามทางกันไม่น้อย สิ่งที่น่ายินดีคือแต่ละคนถ้อยทีถ้อยอาศัยให้กำลังใจกันและกัน และแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่กัน ในที่สุดผมก็มาถึงผาหล่มสักอย่างอิดโรย หิวโหยเต็มที ลำคอแห้งผาก ผมสำรวจร้านอาหาร 3-4 ร้านในแถบนั้น ส่วนใหญ่เขาขายอาหารคล้ายๆกันเป็นอาหารตามสั่ง ต้มและผัดเป็นหลัก มีขนมน้ำแข็งไส กาแฟ น้ำอัดลม ได้หมายตาส้มตำไทย, ปีกไก่ย่าง 2 ชิ้น, ข้าวเหนียวปิ้งไส้เผือก 2 ห่อ, เป๊บซี่น้ำแข็ง 1 ชุด ผมสั่งอาหารราวกับนี่เป็นมื้อสุดท้ายของชีวิตก็ไม่ปาน ปิดท้ายด้วยเฉาก๊วยลูกชิดน้ำแข็งไส ผมเหลือข้าวเหนียว 1 ห่อและซื้อชาไอซ์ทีไว้กินระหว่างทาง มื้อนี้เป็นค่าอาหารรวม 160 บาท (ส้มตำ 30 บาท, ไก่ชิ้นละ 15 บาท, ข้าวเหนียวปิ้งห่อละ 10 บาท เครื่องดื่มขวดละ 30 บาท)Labels: ผานกแอ่น, ผาหมากดูก, ผาหล่มสัก, ภูกระดึง, มรดกไทย มรดกโลก, โลกนอกกะลา

0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home