พิชิตภูกระดึง ตอนที่ 1 ปีนภู
เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี ผมไม่มีโอกาสได้ขึ้นภูกระดึง ไม่ใช่เพราะผมไม่มีเวลาแต่ไม่มีใครยินดีจะร่วมลำบากด้วย ครั้นผมมีกำหนดที่จะขึ้นไปทำงานที่เพชรบูรณ์ในช่วงกลางเดือนกุมภาฯที่ผ่านมา แวบหนึ่งของความคิดคือไปภูกระดึง ผมมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า 2 วันก่อนจะเดินทางไปทำงานที่เพชรบูรณ์และวางแผนขับรถไปในวันจอดที่อุทยานฯเช้าวันศุกร์ที่ 18 เพื่อนอนพักบนภู 2 คืนและกลับลงมาวันอาทิตย์ที่ 20 ผมโทรศัพท์ไปถามน้องที่เคยขึ้นภูเมื่อปีก่อนๆจึงทราบว่าควรติดต่ออุทยานฯเพื่อจองที่พักข้างบนเพราะเขาจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เรื่องเตนท์นำขึ้นไปเองก็ได้ ถ้าจองก็สดวกจะได้ไม่ต้องขนของมากเกินไป ควรนำขึ้นไปแต่ถุงนอนอย่างเดียวก็พอ ผมจัดการจองเตนท์ 2 คืนๆละ 245 บาททันที ส่วนเรื่องอาหารเขาแนะนำว่าเรามีสตางค์ซื้อกินดีกว่าขนเตาขึ้นไปทำเอง ยิ่งไปคนเดียวแค่เดินก็เหนื่อยพออยู่แล้ว ผมจัดกระเป๋าเตรียมกางเกงขึ้นไปอีก 1 ตัว, เสื้อแขนยาวอีก 2 ตัว, ชุดชั้นใน, ผ้าขาวม้า, เสื้อทหารผ้าเนื้อหนา, เสื้อคอกลมกางเกงขาสั้นไว้ใส่นอน, ถุงเท้า 2 คู่, หมวกปีก, ผ้าขนหนูเช็ดหน้า 2 ผืน, ไฟฉาย, รองเท้าแตะฟองน้ำ, ยาประจำตัว ข้อเท้าผมที่แพลงมายังปวดตุบๆอยู่สัปดาห์หนึ่งทำให้ผมติดยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบ, ยาคลายกล้าม, ยาพ่นแก้ปวดเฉพาะที่ไปด้วย ส่วนเครื่องมือบันทึกช่วยจำ ผมนำกล้องโอลิมปัส E-1 พร้อมเลนซ์ ZD 12-60 มม. f2.8-4.0 และ ชุดโคมาจิ E-420 พร้อม ZD 25 มม. f2.8 ใส่ในกระเป๋าเป้ Lowepro flipside200 และนำขาตั้งกล้อง Slik Sprint Pro ไปด้วย คืนวันพฤหัสฯผมนำกระเป๋าผ้าใบออกมาจัดของอีกครั้งหนึ่งเตรียมไว้ จัดกระเป๋าไปดูทีวีไปพร้อมกับวางแผนในใจว่าพรุ่งนี้เช้าผมจะออกจากเพชรบูรณ์ตั้งแต่ตีห้าเพื่อที่ผมจะได้ไปถึงที่ภูกระดึงก่อนแปดโมงเช้า จัดของเสร็จเรียบร้อยรูดซิปปิด ตาผมจึงได้เหลือบไปเห็นว่ากระเป๋าผ้าใบของผมขาดที่ตะเข็บยาวประมาณ 3 นิ้ว กระเป่าใบนี้ผมซื้อใส่ของกลับมาจากอเมริกาเมื่อ 15 ปีมาแล้ว และผมใช้มันเดินทางปีละหลายสิบครั้ง ตอนนี้มันจากผมไปเสียแล้ว ผมจำต้องเปลี่ยนโปรแกรมใหม่เป็นออกจากที่พักหกโมงเช้าและไปซื้อกระเป๋าที่ร้านแถวตลาดเทศบาลในตัวเมืองเพชรบูรณ์ เช้าวันรุ่งขึ้นผมไปถึงตลาดราวหกโมงครึ่ง ร้านค้าส่วนใหญ่ยังไม่เปิด มีร้านหนึ่งกำลังทยอยขนสินค้าออกมาจัดวางและแขวนที่หน้าร้าน ผมสอบถามหากระเป๋าเดินทาง เขานำออกมาให้เลือกหลายแบบ ผมเน้นที่ความแข็งแรงและเลือกได้ใบใหญ่ใกล้เคียงใบเดิมในราคา 250 บาท เมื่อได้กระเป๋ามาแล้วผมจัดการย้ายของลงในกระเป๋าใบใหม่ หาซื้อนมกล่องและขนมปังติดตัวจากร้านสดวกซื้อแถวนั้นเพื่อเป็นอาหารเช้าในรถ เส้นทางจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ขึ้นไปหล่มสักเป็นทาง 2 เลนให้รถสวนกัน มีถนนบางช่วงกำลังขยายยิ่งทำให้การเดินทางเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า ถนนจากหล่มสักแยกไปชุมแพผ่านอ.น้ำหนาวมีรถไม่มาก ถนนที่เลื้อยคดเคี้ยวผ่านป่าเขา ทิวสนและอากาศเย็นในตอนเช้าทำให้ผมอดแง้มกระจกออกรับอากาศบริสุทธิ์ภายนอกไม่ได้ ก่อนถึงอ.ชุมแพ จังหวัดขอนแก่นเล็กน้อยมีทางแยกเข้าจังหวัดเลย ผมนำรถผ่านอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ผ่านผานกเค้า เข้าสู่อ.ภูกระดึง ผมมาถึงที่ทำการอุทยานฯเอาเมื่อเก้าโมงครึ่ง มีรถจอดอยู่เกือบเต็มลานจอดรถ เมื่อลงมาจากรถมีรถอีกคันหนึ่งมาจอดเทียบข้างๆ รถคันนี้มากันพ่อแม่ลูกรวม 5 คน เสียงของคนเป็นแม่บงการลูกๆให้เร่งจัดของลงเป้ ให้เอาโน่นเอานี่ อะไรที่ไม่ต้องเอาขึ้นไป คำว่า “ไม่มีลูกหาบ เราต้องขนของขึ้นไปเอง” ทำเอาผมถึงกับหูผึ่ง ผมจัดการล็อครถและเดินไปติดต่อที่ทำการอุทยานฯเพื่อชำระค่าเข้าอุทยานฯและไปติดต่อที่ศาลาลูกหาบ จึงทราบว่าไม่มีลูกหาบแล้ว ปกติหน้าเทศกาลมีลูกหาบอยู่ราว 600 คน วันนี้ทางอุทยานฯไม่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามานอกฤดู พวกลูกหาบส่วนใหญ่ไปทำไร่ทำนากัน วันนี้มีลูกหาบเพียง 100 คนเท่านั้น ผมต้องเปลี่ยนแผนอีกแล้ว ผมไปเดินแถวร้านค้าและหาเป้ใบเล็กมาใช้แทน ของที่ผมตั้งใจจะนำขึ้นไปต้องมาพิจารณาเลือกเท่าที่จำเป็นกับชีวิตนี้จริงๆ คือ นอกจากชุดที่นุ่งขึ้นไปแล้วผมนำ เสื้อเชิ๊ต 1 ตัว, เสื้อยืดแขนยาว 1 ตัวไว้ใส่นอนและใส่วันกลับลงมา, กางเกงขาสั้นใส่นอน, เสื้อกันหนาว, ทหารถุงเท้า 1 คู่, ผ้าเช็ดตัวไม่เอา นำแปรงและหลอดยาสีฟัน, ยาทุกชนิด, แว่นสายตาสำรอง, ผ้าเย็นเช็ดหน้า, กระเป๋ากล้องสำหรับ E-1 และ ZD 12-60 มม. ส่วนกล้องโคมาจิและขาตั้งกล้องทิ้งไว้ในรถ ก่อนขึ้นภูผมขอจิบกาแฟสดให้สดชื่น แกล้มขนมปังลูกแกด ของกินเล่นที่ซื้อไว้ตอนเช้าโยนเก็บไว้ในรถ ก้าวแรกของการขึ้นภูเริ่มเวลา 11.00 น. แดดกำลังแรงได้ที่ มีนักท่องเที่ยวขึ้นภูประปราย รวมถึงแกงค์พ่อแม่ลูกที่จอดรถข้างๆกัน มีลูกหาบขึ้นไปเป็นระลอก มีทั้งนักท่องเที่ยวและลูกหาบที่สวนกลับลงมาทำให้ตลอดทางไม่เงียบเหงา ทางขึ้นช่วงแรกเป็นระยะทางประมาณ 900 เมตร ปกคลุมด้วยต้นไผ่เป็นส่วนใหญ่ ใบไผ่ทิ้งเกลื่อนเต็มพื้นหนาทำให้เดินบนทางลาดภูเขาแล้วลื่นไถล มองขึ้นไปบนฟ้ามีแต่กิ่งไผ่ เมฆก้อนโตและฟ้าสีคราม แดดที่ส่องลงมาเกรี้ยวกราดไม่ปรานีใคร สักพักผมก็หอบจนหายใจไม่ทัน เหงื่อออกจนเสื้อเปียก ผมเห็นนักท่องเที่ยวไม่น้อยซุกตัวอยู่ตามร่มไม้กำบังเล็กๆดื่มน้ำพักเหนื่อย ผมก็ต้องพักเช่นกัน และเริ่มพักถี่ขึ้นจาก 100 เมตรเป็นทุกระยะ 50-60 เมตร ถึงตอนนี้คอผมแห้งผาก ผมอยากได้น้ำดื่มหรือลูกอมก็ยังดี ขนมปัง 2 แผ่นเมื่อกี้มันเปลี่ยนเป็นพลังงานหมดไปนานแล้ว นักท่องเที่ยวขาลงส่งเสียงทักทายกัน และคอยให้กำลังใจแก่คนที่กำลังขึ้นภู มีหลายคนขึ้นไปถึงจุดพักกลางทางและกลับลงมา อากาศที่อบอ้าว แดดที่กล้า ผมอ่อนแรงจนตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือเราจะไม่ไปต่อดี ในที่สุดผมก็เห็นป้ายไม้ที่เขียนว่า “ซำแฮก” ปักไว้ ข้างหน้ามีเพิงไม้ไผ่หลังคามุงแฝกเรียงรายกันหลายสิบหลังเป็นร้านค้าจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มให้เลือก นักท่องเที่ยวยี่สิบกว่าคนนั่งพักกัน และแต่ละคนดูท่าจะพักกันยาว ผมกำลังหน้ามืดสั่งส้มตำ, เป๊บซี่ และข้าวไข่เจียว ระหว่างที่รออาหารออกไปเดินดูตลาดขายของที่ระลึกและถ่ายรูปกับป้ายซำแฮกส่งให้เพื่อนๆทางโทรศัพท์ ผมเหนื่อยจนทานไม่ลง ทั้งข้าวทั้งส้มตำเหลือ ได้แต่ท่องในใจว่าแรงมาจากที่กำลังกินเข้าไป สุดท้ายก็เหลือไว้แต่ข้าว ค่าอาหารมื้อนี้จานละ 40 บาท ส่วนค่าน้ำเขาคิด 20 บาท บทเรียนแรกที่ผมได้มาคือ อย่าหวังน้ำบ่อหน้า ผมซื้อมะขามหวานไว้หนึ่งถุงเล็กๆ 10 บาท และไอซ์ทีหนึ่งขวดพกติดตัวไว้

พร่านพรานแป กว่าครึ่งทางขึ้นเขา
ได้พักและเติมพลังแล้วผมพร้อมที่จะออกเดินทางอีกครั้ง หนทางยังคงเป็นป่าไผ่ สลับกับป่าเต็งรัง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ผมเริ่มคุ้นเคยกับการเดินขึ้นเขา และนั่งพักยืดขาตามร่มไม้ มะขามข้อเล็กๆทำให้ชุ่มคอได้อย่างน่าประหลาด การพักบ่อยๆทำให้ผมมีเวลามองหาภาพ มีเวลาสนทนากับคนเดินทางคนอื่นๆที่กำลังขึ้นไปด้วยกัน ผ่านซำบอน มาถึงซำกอซางเห็นมีร้านค้า ผมถือโอกาสแวะเข้าไปนั่งพักสั่งเฉาก๊วยน้ำแข็งใสมากิน พักพอหายเพลียแดดผมเริ่มไต่ระดับความสูงต่อ ตรงจุดนี้ผมอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เมตร สภาพป่าเปลี่ยนไป ใบไผ่ที่เคยมีเกลื่อนกล่นกลับลดลง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือใบไม้ร่วงจนเหลือแต่กิ่ง ผมผ่านชัยภูมิต่างๆ พร่านพรานแปเป็นจุดครึ่งทางพอดี ผ่านซำกกหว้า ซำกกไผ่ ที่นี่มีซำเยอะเหลือ ซำหรือซับแปลว่ามีน้ำซับ ผมมาถึงซำกกโดน บริเวณนี้มีแต่ไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมจนร่มครึ้ม พื้นที่เต็มไปด้วยหินภูเขาก้อนใหญ่น่าพักน่านอน มีบ้านพักเจ้าหน้าที่อุทยานฯและร้านค้า ผมมองเห็นอ.ภูกระดึงเบื้องล่าง เห็นผานกเค้า ผมได้พักเหนื่อยถ่ายภาพ ทางที่ขึ้นเขาเริ่มชันมากขึ้น แต่ผมก็ยังไปได้ ไต่ไปตามก้อนหินและรากไม้เดินวกไปวนมา มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกแปลบในกล้ามเนื้อต้นขา ผมรู้ตัวในทันทีว่าผมกำลังจะเป็นตะคริว ไม่มีอะไรดีกว่านั่งพักและบีบนวดให้กล้ามเนื้อคลายตัว เมื่ออาการบรรเทาลงจึงได้ออกเดินต่อ แค่เดินมาไม่ไกลนักผมเห็นเด็กหนุ่มสองคนนั่งพิงกันให้เพื่อนๆช่วยกันดัดขาเพราะตะคริว ไหนๆผมก็มียาพ่นคลายกล้ามมาแล้วจึงอนุเคราะห์ให้ ผมนึกขำในใจว่าถ้าผมเป็นหนักคงต้องปลดกางเกงลงมาพ่นยาข้างทางเป็นแน่ และไม่น่าแปลกใจที่พบเด็กหนุ่มเป็นตะคริวหนักตลอดทาง ผู้ชายเป็นเพศก้าวร้าวบ้าพลังไม่ค่อยพักและเร่งทำเวลาต่างจากผู้หญิงที่สำนึกว่าเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า จากจุดนี้ผมเปลี่ยนจากการเร่งเดินเป็นค่อยๆเดินเมื่ออาการกล้ามเนื้อเกร็งตัวเกิดขึ้นให้รู้สึกเป็นระยะ เพียง 150 เมตรผมก็มาถึงจุดพักสุดท้ายที่ซำแคร่ ผมละเลียดกินไอศครีมกะทิสด น่าจะเป็นไอศครีมถ้วยที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยรับประทานมาทีเดียว ก่อนออกเดินทางผมซื้อแฟนต้าน้ำแดงมาไว้เติมพลังระหว่างทาง แม่ค้าบอกผมว่าทางจากนี้สบายแล้วเพราะเป็นป่าดิบ แดดไม่ร้อน แต่จะต้องปีนเขา ผมจัดการเก็บกล้องลงกระเป๋า ผูกเชือกรองเท้าใหม่ให้รัดกุมและออกเดินทางต่อเพื่อไต่ความสูงจากระดับ 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป บนทางที่ลาดชันเกือบ 60 องศา เพียงออกเดินทางมาได้ไม่กี่เมตรก็เจอกับเด็กหนุ่มที่เจอเมื่อครู่ ตอนนี้คนหนึ่งนอนปากซีดเหงื่อแตกซิกให้เพื่อนๆช่วยกันทั้งกดทั้งดึงซึ่งเป็นการแก้ตะคริวผิดวิธี ผมคงช่วยได้อย่างมากแค่แบ่งยาคลายกล้ามให้ เป็นยากิน ทางขึ้นเต็มไปด้วยก้อนหินใหญ่บ้างเล็กบ้าง ผมใช้มือช่วยเหนี่ยวตัวเองขึ้นไป บางช่วงที่มีความชันมากเขาทำทางลาดไว้และมีราวให้จับ คนที่ขึ้นลงต่างพูดให้กำลังใจกันว่าอีกไม่ไกล ผมพักบ่อยเกือบจะเรียกว่าทุกระยะ 30-50 เมตร มะขามที่ผมซื้อไว้ช่วยให้สดชื่นได้มาก ผมมองขึ้นไปเห็นบันไดเหล็กที่เขาทำไว้สูงชันตั้งเด่เกือบเท่าตึกสองชั้น จัดการเก็บสัมภาระให้รัดกุมและก้าวขึ้นไป ผมเหนื่อยหอบจนต้องหยุดกลางบันไดเช่นอีกหลายคน เมื่อพ้นบันไดลิงขึ้นมาอีกไม่กี่เมตรผมก็ขึ้นมาถึงหลังแป 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล
หนทางจากชำกกไผ่สู่ซำกกโดน
หนทางสู่หลังแป
ฟ้ามืดแล้ว ทันทีที่ตะวันลับฟ้าลมหนาวพัดมาให้หนาวเยือกเป็นระยะ ผมเตรียมตัวไปอาบน้ำ จะทิ้งกล้องไว้ในเตนท์ก็ไม่ได้เพราะมาคนเดียว ผมจัดการย้ายกล้องกลงเป้ นำเสื้อยืดใส่นอนและกางเกงชั้นในติดไป เดินข้ามสนามไปยังห้องอาบน้ำด้านที่ทำการฯ ผมสำรวจแล้วห้องน้ำที่นี่ดีที่สุด มีคนรอคิวอาบน้ำอยู่ 2 คน เพียงไม่นานผมก็เข้าห้องอาบน้ำ ความยากกลำบากของผมกำลังจะเริ่มขึ้น ในห้องอาบน้ำมีราวให้พาดของอันเดียว ไม่มีตะปูหรือตะขอ ผมจัดการถอดรองเท้าบูทหุ้มข้อออกวางบนตะแกรงเหล็กครอบท่อระบายน้ำชิดกับประตู วางเป้ลงบนรองเท้า ผมถอดเสื้อผ้าออกพาดไว้กับราว แล้วก็อาบน้ำ ห้องอาบน้ำแคบๆ มีเพียงแสงไฟรอดผ่านจากบนกำแพงเหนือประตู คนสายตาสั้นมากผสมสายตายาวอย่างผมยุ่งยากไม่น้อยเพราะต้องถอดแว่นตาออก ในยามที่มือเปียกผสมมันจากไขบนใบหน้ากว่าจะฉีกซองสบู่ซองแชมพูได้ช่างน่าหงุดหงิดนัก ละอองน้ำที่เย็นเฉียบกลับทำให้สดชื่นไม่น้อย เมื่ออาบน้ำเสร็จผมใช้เสื้อตัวเก่าเช็ดตัว สวมกางเกงแล้วจึงขนสัมภาระออกมาแต่งตัวข้างนอก ตอนนี้ผมสดชื่นพร้อมสำหรับอาหารค่ำแล้ว หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวัน ผมเลือกโจ๊กหมูใส่ไข่ซึ่งเบาและย่อยง่าย โจ๊กร้อนๆในอากาศหนาวทำให้อุ่นสบาย ผมซื้อน้ำเต้าหู้ร้อนๆแก้วโตและน้ำหนึ่งขวดเก็บไว้สำหรับคืนนี้ เดินโต้สายลมหนาวสุดท้ายของฤดูข้ามสนามกลับที่นอน บนฟ้าเดือนเต็มดวงดูใกล้จนราวกับจะคว้าไว้ได้ เสียงทางสายประกาศของอุทยานฯทบทวนระเยียบต่างๆของการใช้อุทยานเรื่องงดของมึนเมา เรื่องเวลาปิดไฟและหยุดการใช้เสียงหลังไฟปิดดังไปเรื่อยๆ ผมจัดการตั้งนาฬิกาปลุกเมื่อได้ยินประกาศรวมกันในตอนเช้าเวลาตีห้าหน้าที่ทำการฯ เจ้าหน้าที่จะพาไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นเป็นหมู่คณะ น้ำเต้าหู้หมดพอดีเมื่อกลับมาถึงเตนท์ ผมเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆทำธุระส่วนตัวและแปรงฟัน ไม่ลืมกินยาแก้อักเสบและยาคลายกล้าม คืนนี้ผมซุกตัวอยุ่ในถุงนอน ใช้เสื้อผ้าหนุนต่างหมอนหลับไปอย่างรวดเร็ว เสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินคือเสียงไกวของกิ่งสนเมื่อต้องลม เสียงผ้าใบสะบัด และสรรพสำเนียงลับไปจากโสตประสาทอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

Labels: มรดกไทย มรดกโลก, โลกนอกกะลา






0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home