One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Tuesday, May 26, 2009

 

สุดแดนตะวันตกที่แม่สอด (4 มกราคม 09)

รู้สึกว่างีบไปไม่นานก็เช้าวันใหม่แล้ว ผมหลับสนิทไม่รับรู้เรื่องราวอะไรจนได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก อากาศค่อนข้างเย็น เมื่อได้ลุกขึ้นล้างหน้าตาอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ผมจึงได้ออกไปสตาร์ทรถอุ่นเครื่องพร้อมกับทำความสะอาดภายในห้องโดยสาร เริ่มลำเลียงข้าวของที่จัดเสร็จแล้วเข้าไว้ในรถรอเวลาที่แม่และพี่ของผมแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยจึงได้ออกมาทานอาหารเช้าพร้อมๆกัน รีสอร์ทจัดศาลาริมสวนด้านหน้าไว้เป็นที่สำหรับอาหารเช้า ซึ่งมีขนมปังและเบเกอรี่หลายชนิดให้เลือกทานกับผลไม้ มีกาแฟบริการให้ด้วย หากต้องการอาหารเช้าแบบอเมริกันหรือข้าวต้มก็สามารถสั่งให้ทางครัวจัดให้ได้ในราคาที่เขาตั้งไว้

หลังอาหารมื้อเช้า เรามีเวลาเล็กน้อยที่จะจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อย และเก็บกระเป๋าเสื้อผ้านำขึ้นรถ ผมขับรถผ่านตลาดที่กำลังวาย ทั้งตลาดมีแต่คนพม่า(หรือมอญผมไม่แน่ใจ) ส่งเสียงด้วยภาษาที่ผมไม่เข้าใจ สุภาพสตรีจะสวมเสื้อผ่าหน้าชายสั้นเข้ารูป นุ่งซิ่นกรอมเท้า ปะแป้งจนหน้าลาย ชายสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวเป็นส่วนใหญ่และนุ่งโสร่ง แขกเป็นอีกกลุ่มที่เห็นมากพอสมควร น่าจะเป็นแขกปากีสถาน บังคลาเทศมากกว่าอินเดีย เราไม่ได้แวะลงที่ตลาดแต่ผมขับรถวนรอบเมืองเพื่อดูบ้านเมืองในตอนเช้า ร้านรวงต่างๆเปิดหน้าร้านกันแล้ว ไม่มีวันหยุดปีใหม่ราวกับที่นี่ทุกวันเป็นเงินเป็นทอง ผมตรงไปวัดชุมพลคีรีก่อนเพื่อจะดูเจดีย์ทองในวัด ผมเคยเห็นภาพถ่ายทางอากาศรูปทรงไม่ผิดแผกไปจากเจดีย์ชเวดากองสักเท่าใด แต่เมื่อยืนดูจากในลานวัดแล้วก็พบว่าเป็นเจดีย์มอญแปดเหลี่ยมที่ฐานไม่กว้างอย่างที่คิด แถมรูปทรงยังสูงชะลูดแบบเจดีย์อยุธยา เฉพาะปล้องไฉนเท่านั้นที่ใหญ่แบบรามัญและมียอดมงกุฎ ตัวเจดีย์ทาสีทองซีดๆ เป็นเจดีย์โดดๆ มีเจดีย์บริวารเล็กๆล้อมรอบ 20 องค์ เจดีย์อยู่กลางวัดพอดี ชาวบ้านแถบนั้นเดินตัดลานวัดออกไปตลาด ลานซีเมนต์ยังเป็นที่จอดรถและที่นอนของสุนัขหลายตัว มันมาพร้อมกับกองอุจจาระปัสสาวะทำให้ต้องระมัดระวังในการเดินถ่ายรูปภายในวัด วัดชุมพลคีรีสร้างในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช จึงมีอายุเกือบ 240 ปี มีวิหารเล็กๆอีกสองหลัง พระพุทธรูปในวิหารเป็นศิลปะตามยุคสุโขทัย

ไปตามถนนอินทรคีรีทางซ้ายมือเป็นที่ตั้งของวัดมณีไพรสณฑ์ เป็นวัดเก่าอายุเกินกว่า 200 ปี สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภายในวัดกำลังมีการก่อสร้าง วัดค่อนข้างร่มรื่น บนลานวัดและในศาลาเต็มไปด้วยพระพุทธรูปขนาดใหญ่จำนวนมาก จุดเด่นของวัดมีไพรสณฑ์คือเจดีย์ที่สร้างบนหลังคาวิหารซึ่งแตกต่างจากที่วัดไทยวัฒนารามคือ รอบเจดีย์ประธานประกอบไปด้วยเจดีย์บริวารเล็กๆ 233 องค์ และเขาบรรจุพระพุทธรูปเล็กๆไว้รวมแล้ว 512,028 องค์ เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าที่มีในทุกกัปป์ตามความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าหลายองค์ จึงเรียกเจดีย์แบบนี้ว่าแบบสัมพุทเธ สำหรับผู้ที่อยากดูเจดีย์ที่วัดมณีไพรสณฑ์จะต้องผิดหวัง เพราะเจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่มุมวัดด้านที่ติดถนน อาคารด้านนอก เสาไฟ สายโทรศัพท์บดบังทัศนียภาพจนแทบไม่เห็นอะไร ส่วนด้านในวัดก็สร้างศาลากันสาดออกมาบดบังสายตา ผมเดินไปด้านในที่ติดกำแพงเพื่อหาทางบันทึกภาพก็พบกับกองอุจจาระเรี่ยราดแทบไม่มีที่วางเท้า ในระหว่างที่เดินเพลินๆกลับออกมาเพื่อขึ้นรถผมได้ยินเหมือนเสียงของหนักตกลงบนพื้นดังทึบๆทีเดียวและรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่กดอยู่บนบ่าของผมหายไปทำเอาใจหายวาบ อีสัมฤทธิ์มันเลื่อนหลุดลงไปกองอยู่ที่พื้น แผ่นฟิลเตอร์หลุดออกจากหน้าเลนซ์ ผมขอบคุณพระเจ้าที่ทั้งกล้องและเลนซ์ปกติดี มีรอยบิ่นเล็กๆให้เห็นที่ฟิลเตอร์ปิดหน้าเลนซ์เท่านั้น




จุดหมายต่อไปของเราคือตลาดริมเมย การค้าขายที่ตลาดริมเมยคล้ายๆกับตลาดอินโดจีนทั่วๆไป แต่สิ่งที่เราตั้งใจกันคือมาซื้อเครื่องไม้ ผมเล็งสำเภาไม้ลำใหญ่ไว้ และคิดว่าจะหากรอบไม้สักแกะสลักไว้ประดับผนังบ้าน รวมถึงตู้ไม้เล็กๆไว้ใส่ของโชว์ รอบแรกเราเดินดูรอบๆก่อน ผมเจอปิ่นโตเถาไม้สามชั้นน่ารัก จึงหมายตาไว้ก่อนเพื่อมาเก็บตอนเดินกลับ เมื่อดูสำเภาแม่สอดแล้วผมเปลี่ยนใจเพราะเขาทำจากไม้เนื้ออ่อนและมีหลายชิ้นที่เป็นไม้อัดไม่เหมือนแบบที่ผมซื้อมาจากสังขละบุรี ผมพบร้านขายพวกถาดไม้แกะสลัก เขามีกรอบไม้สักแกะลายไม่ลงแลคเกอร์ และมีไม้แกะเป็นหัวกวางพร้อมเขาซึ่งผมกำลังอยากได้อยู่พอดีหลังจากที่เห็นของจริงในโรงแรมที่แม่สะเรียง ถัดไปอีกสองสามร้านเราพบร้านขายกระจกเงากรอบไม้สัก พี่สาวผมแอบมากระซิบบอกว่าแม่เตือนว่าอย่าลืมปิ่นโตไม้ถึงสองครั้ง แม่คงคิดว่าเราจะไม่ซื้อแล้ว (ความจริงผมซื้อมาแล้ว) ที่หน้าร้านขายกระจกเงานั้นเองผมเห็นร้านขายของเก่าอดไม่ได้ที่จะเข้าไปเมียงมอง เมื่อเดินทะลุจากหลังร้านเข้าไปออกถนนด้านหน้าจึงได้เห็นว่าตลอดซอยดังกล่าวมีร้านขายเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่และร้านขายของเก่าหลายร้าน ผมเห็นนาฬิกาลานแขวนเต็มฝาผนัง สนนราคาตั้งแต่หกพันบาทขึ้นไปเป็นหมื่น โคมไฟเก่าสารพัดแบบห้อยลงมาจากเพดาน กล้องดูดาว ตะเกียง เครื่องกระเบื้อง เครื่องทองเหลือง ตุ๊กตาไม้แกะแบบพม่า วางไว้ในตู้บนโต๊ะจนทั้งร้านแทบไม่มีช่องเดิน ผมฝากแม่นั่งจิบน้ำชาที่ร้านเขาและฮอบจากร้านหนึ่งไปอีกร้านหนึ่ง ผมเล็งโคมไฟไว้หลายแบบ ราคาที่เขาบอกมาถูกกว่าที่จตุจักรเกือบครึ่ง เจ้าของร้านเป็นหนุ่มจีนเมืองยะลา มาเที่ยวแม่สอดแล้วติดใจในความสงบเงียบของเมืองเมื่อ 19 ปีที่แล้วจึงได้มาตั้งรกรากที่นี่ มาหัดพูดภาษาพม่า ของในร้านส่วนใหญ่มาจากฝั่งพม่า วันนั้นผมได้โคมเพดานกลับบ้านสองอัน เครื่องทองเหลืองอีกจำนวนหนึ่ง ของที่เราซื้อจากริมเมยเกินกว่าที่เราจะบรรทุก แต่ผมมีแร๊คหลังคารถที่ยังไม่เคยใช้งานเลย เราจัดการนำกระเป๋าผ้าใบออกมาคลี่วางบนแร๊ค นำของที่เบาและไม่แตกหักง่ายขึ้นไปวางในกระเป๋าและมัดอย่างแน่นหนา

เราเดินซื้อของกันจนลืมเวลาอาหารเที่ยง แดดเที่ยงแรงมากทำเอาเราเหงื่อซิบๆ มีร้านก๋วยเตี๋ยวที่หัวมุมอาเขตใต้เงาไม้ไม่ไกลจากตลาดริมเมยนัก ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นหายลงไปในกระเพาะอย่างรวดเร็ว เรามีไอศครีมนมสดและไอศครีมกะทิสดเป็นของหวานล้างปาก เจ้าของร้านช่างเจรจาพูดได้ทั้งไทยและพม่า ใบหน้าหวานและน้ำเสียงหวานสนิทถามดูจึงทราบว่าเป็นคนลำปาง มาพักอยู่กับญาติ หัดพูดพม่าเพื่อจะได้คุยกับลูกจ้างในร้านได้และจะได้รู้ลูกจ้างพูดอะไรกัน ร่ำลากันเสร็จเรียบร้อยผมนำรถไปเติมน้ำมันและเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสองโมงครึ่งเศษๆเราจึงได้ออกเดินทางกัน รถพาเราขึ้นๆลงไปตามถนนกว้างลาดยางอย่างดีเยี่ยมข้ามอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราชและอุทยานแห่งชาติลานสางออกมาบรรจบกับถนนสายเอเชีย เวลาสั้นๆเพียงครึ่งวันน้อยจนเราแทบไม่รู้จักแม่สอด ผมเริ่มตั้งใจใหม่ว่าเราจะกลับมาเที่ยวแม่สอดสักสองคืนเพื่อไปให้ทั่วเมือง ขึ้นไปดูหมู่บ้านกะเหรี่ยงอพยพที่ท่าสองยาง ลงไปดูธรรมชาติที่อุ้มผาง และกลับมาซื้อของเก่า

เมื่อรถมาถึงกำแพงเพชรผมนำรถไปเติมแก๊สจนเต็มถัง ถนนจากกำแพงเพชรลงมาที่นครสวรรค์มีรถบางตาใช้ความเร็วได้เต็มที่แต่ผมค่อนข้างกังวลกับการนำรถผ่ากลางเมืองนครสวรรค์ ผมมาถึงปากน้ำโพเอาในราวหกโมงเย็นพอดี ลมพัดแรงและมีเมฆดำราวกับจะมีฝน สายตาผมมองหาร้านอาหารริมทาง ร้านส่วนใหญ่ปิดเพราะเป็นวันหยุดปีใหม่ มีร้านก๋วยเตี๋ยวไก่รถเข็นเปิดไฟอยู่บนฟุตบาทกว้าง ถัดไปเล็กน้อยเป็นตลาดชุมชนเล็กๆจึงได้ลงไปสั่งก๋วยเตี๋ยว ผมเดินไปซื้อกับข้าวถุงมีแพนงเนื้อ กับอะไรอีกอย่างหนึ่งผมลืมไปแล้ว เอามาทานกับก๋วยเตี๋ยวแห้ง ที่เหลือกะว่าจะนำกลับมาบ้านเพราะเราเคลียร์ของล้างครัวปิดตู้เย็นไปหลายวัน รถที่ผ่านเมืองนครสวรรค์มีไม่มากและรถไม่ได้ติดยาวอย่างที่กังวล รถจากนครสวรรค์เข้ากรุงเทพฯวิ่งกันเต็มทุกช่องจราจร ผมสามารถใช้ความเร็วได้ 80-100 กม./ชม. โดยไม่ติดขัด เราแวะเข้าห้องน้ำและพักรถสองครั้งเพื่อยืดเส้นยืดสายอย่างไม่รีบเร่ง เป็นครั้งแรกในการเดินทางไกลที่เรากลับถึงบ้านก่อนเที่ยงคืน เราถึงบ้านตอนห้าทุ่มพอดี วันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2009 กำลังจะหมดลง

ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับการเดินทางรอบใหญ่หกวันห้าคืนเต็ม เรามีที่พักทุกคืน แม้ว่าจะเป็นหน้าเทศกาลแต่เราไม่ต้องแย่งกินแย่งเส้นทางกับใคร ไม่ต้องติดอยู่บนถนนยาวนาน เราไม่เจออุบัติเหตุ รถไม่เสียกลางทาง อากาศที่เย็นสบาย ทิวทัศน์ที่สวยงาม ผู้คนที่พบเจอล้วนมีอัธยาศัยที่ดี วัฒนธรรมท้องถิ่นที่แปลกตา พระเจ้าทรงเป็นผู้สรรค์สร้างสรรพสิ่งและเป็นผู้ประทานและผู้จัดเตรียมให้กับครอบครัวของเรา และสิ่งที่ผมขอบคุณพระองค์ที่สุดคือเวลา โอกาสพิเศษที่ได้อยู่กับครอบครัวตลอดเวลาหกวันเต็มๆ นอนด้วยกัน กินด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน พูดคุยพร้อมหน้ากัน นั่นคือพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่ผมไม่มีวันลืม ผมบันทึกภาพไว้หลายร้อยภาพ เวลาอาจทำให้ความทรงจำบางอย่างลบเลือนแต่เมื่อผมเปิดดูภาพเหล่านั้นครั้งใด ความทรงจำจะกลับคืนมาให้ผมได้ระลึกถึงและขอบคุณพระองค์อยู่เสมอ

Labels:


Wednesday, May 20, 2009

 

แม่สะเรียงที่รัก (3 มกราคม 09)


เสียงนาฬิกาปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหนาวเย็นที่แสนจะสดชื่น ผมพลิกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างเกียจคร้านสักพักก็รีบลุกขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟันและแต่งตัว ผมสวมเสื้อยืดแขนยาวผ้าขนสัตว์บางและทับด้วยแจ๊คเกต พอเสร็จเรียบร้อยก็คว้าหมวกและถุงมือออกไปสตาร์ทรถอุ่นเครื่องโดยไม่ลืมสำทับกับแม่ว่าให้สวมเสื้อหนาวตัวไหนออกไปจะได้ไม่หนาเกินหรือบางเกินไป ฟ้าตีห้าครึ่งยังไม่สว่างมาก มีแต่ไฟถนนซีดๆ เมืองปกคลุมไปด้วยหมอกจางๆ ผมอุ่นเครื่องยนต์นานเกือบห้านาทีแต่เกียร์เดินหน้าไม่ทำงานเวลาที่ผมเร่งเครื่อง นึกในใจว่าอาจต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่กับเกียร์รถหลังกลับจากเที่ยวแน่ๆ

เมื่อทุกคนพร้อม รถก็พาเรามาถึงตลาดเทศบาล มีนักท่องเที่ยวมาเดินตลาดก่อนหน้าเรากันแล้ว ตลาดเป็นศาลาโถง สองข้างเป็นอาคารพาณิชย์สองชั้น มีแผงขายของเป็นแถวเป็นแนว มีทั้งอาหารสด อาหารสำเร็จรูปทั้งคาวหวาน ผลไม้ และสินค้าเฉพาะถิ่นอย่างเครื่องยาสูบ สีเสียด ขนมหน้าตาแปลกๆ ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกหนาวมากขึ้นทุกที ดีที่ผมนำถุงมือและหมวกออกมาด้วย ผมเห็นไอจางๆลอยออกมาตามลมหายใจ บางคนก็ห่อตัวกันจนมิด แต่ผมเห็นบางคนสวมเพียงเสื้อยืดบางๆตัวเดียว เห็นเขาหยอดขนมครกในกะทะดินเผาแล้วน่าทานมากจึงได้ซื้อมาทานแก้หนาว เพียงหกโมงเล็กน้อยพ่อค้าแม่ขายก็เก็บของกันแล้ว ก่อนกลับเราเดินออกมาถนนข้างตลาด แม่ค้าหน้าตาคมขำกำลังนวดแผ่แป้งโรตีเพื่อทอดให้กับลูกค้าที่รอกันอยู่ จำนวนผู้รอคอยน่าจะประกันความอร่อยได้ระดับหนึ่ง จากการสนทนาได้ความว่าเธอเป็นอิสลามรุ่นที่สามที่นี่ ชุมชนพุทธ, คริสต์และอิสลามที่แม่สะเรียงต่างมีไม่น้อยและไม่เคยมีปัญหากันเลย เขาอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสงบ แม่สะเรียงเป็นชุมชนกระจายสินค้าให้กับแม่ลาน้อย ยวมและสบเมย แม้เศรษฐกิจจะไม่คึกคักหวือหวาแต่ก็พอเลี้ยงตัวได้

อาหารเช้าที่ทางโรงแรมจัดมาให้เป็นเมนูแบบอเมริกัน เรานั่งรับประทานอาหารกันที่ระเบียงที่อยู่ติดแม่น้ำยวม เสียงน้ำจากแม่ยวมเซาะแก่งดังแว่วมาตลอดเวลาในขณะที่หมอกยังปกคลุมอยู่เหนือผิวน้ำและภูเขาที่อยู่ห่างออกไป ผมเห็นแม่เดินดูโน่นดูนี่ เกาะระเบียงชะโงกลงไปดูต้นไม้ที่ตลิ่งเบื้องล่าง เสร็จจากอาหารเช้าเราก็เก็บของ อาบน้ำแต่งตัวใหม่ เราไม่ได้เร่งร้อนเนื่องจากที่พักค่อนข้างถูกใจเรามาก เช้านี้ผมมีโปรแกรมจะพาแม่ไปวัดศรีบุญเรืองและวัดจองสูง เราถึงวัดศรีบุญเรืองในตอนสายๆ วัดอยู่ในช่วงการจัดงานขึ้นปีใหม่ไทยพอดี เขาแขวนโคมกระดาษไว้ใต้ต้นไม้ และที่ลานว่างหน้าวิหาร มีโต๊ะบริจาคซื้อผ้าห่มกันหนาวแจกผู้ยากไร้ซึ่งเราก็ร่วมทำบุญกับวัดด้วย เขาให้เขียนข้อความบนผ้าห่ม ข้อความของเราคือขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอำนวยพรให้ครอบครัวของท่านมีความอบอุ่นและความสุขตลอดไป ผมว่าคนรับผ้าห่มคงประหลาดใจไม่น้อยที่ของมาจากวัดแต่เป็นคำอวยพรแบบคริสต์ จุดเด่นของวัดศรีบุญเรืองคือ เป็นวัดที่สร้างโดยชาวไทยใหญ่ อุโบสถที่นี่เป็นจองยอดปราสาท ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปแบบพม่าองค์ใหญ่ เครื่องบนหลังคาเป็นไม้ฉลุลวดลายสวยงาม ส่วนวิหารโถงแบบจองเป็นทั้งสถานที่ทำศาสนกิจ เป็นกุฏิ จึงมีทั้งพระพุทธรูปพม่าทรงเครื่องกษัตริย์องค์ใหญ่ พระพุทธรูปหินหยกขาว ธรรมาสน์พระเทศน์สองหลังพนักสูงฉลุลายปิดทองไว้งดงาม สิ่งที่เป็นงานศิลปะล้ำค่าในวิหารคือภาพเขียนชาดกเรื่องพระเวสสันดร 12 ภาพ เขียนตามวิถีชีวิตแบบไทยใหญ่


วัดจองสูง หรือวัดอุทยานรมณ์อยู่ติดกับวัดศรีบุญเรืองเพียงคั่นด้วยกำแพง สามารถข้ามไปมาอย่างสดวกผ่านประตูเหล็กดัด วัดจองสูงเป็นวัดที่สงบเงียบสร้างโดยชาวไทยใหญ่ในปี 2381 ต่อมาเกิดไฟไหม้ทำให้วัดเสียหายจนต้องสร้างใหม่สำเร็จเรียบร้อยในปี 2439 แต่เดิมก่อนที่จะมีวัด เจดีย์ทรงมอญก็มีอยู่แล้ว เชื่อกันว่าบรรจุพระธาตุไว้ คณะศรัทธาได้ทำนุบำรุงกันมาหลายยุคหลายสมัย เจดีย์ทรงมอญองค์เล็กทางทิศตะวันตกสร้างใหม่ในสมัยรัชกาลที่หก ส่วนเจดีย์เจ็ดยอดแบบชเวดากองทางด้านทิศตะวันออกสร้างไว้ภายหลังจากไฟไหม้เพื่อบรรจุพระพุทธรูปที่เหลือจากไฟไหม้ครั้งนั้น วิหารไม้ที่สร้างใหม่อยู่บนยกพื้นสูง หลังคาหลายชั้นตามแบบการสร้างจองของไทยใหญ่ ภายในมีพระพุทธรูปปิดทองแบบมัณฑเลย์ มีพระนอนไม้องค์เล็กแบบพม่าที่สวยงามมาก และมีผอบบรรจุพระธาตุด้วย ภายในจองร่มรื่น พระท่านก็ไม่มารบกวนปล่อยให้เราดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยๆ กว่าที่เราจะรู้ตัวก็เลยเวลาอาหารมื้อเที่ยงไปแล้ว


ผมขับรถตระเวณหาอาหารเที่ยง คิดว่าจะหาร้านข้าวซอยแต่ก็ผิดหวัง ในที่สุดจึงได้ไปฝากปากท้องกับร้านก๋วยเตี๋ยวที่หน้าตลาดเทศบาล หลังอาหารเที่ยงเราย้อนกลับไปตามถนนแหล่งพาณิชย์ผ่านโรงแรมที่พักเพื่อไปร้านผ้าทอกะเหรี่ยง วันนี้ผมสวมเสื้อกะเหรี่ยงสีแดงเลือดนกทำให้ผมตกเป็นเป้าสายตามาตั้งแต่เช้าเพื่อไปเอาใจป้ามารศรีโดยเฉพาะ เสื้อตัวนี้ผมซื้อไว้เมื่อสงกรานต์ปีที่แล้วและป้าเป็นคนเลือกให้ผมเองว่าต้องใส่ตัวใหญ่แค่ไหน ร้านขายผ้าทอกะเหรี่ยงอยู่ไม่ไกลจากเทศบาลนัก ตั้งอยู่ที่บ้านโป่ง ต.บ้านกาด (โทร 053 681999) เป็นบ้านไม้สองชั้น ภายในบ้านอัดแน่นด้วยผ้าทอนานาชนิด ผมได้ย่าม กระเป๋าถือ เสื้อเก่าสำหรับประดับข้างฝา เสื้อ ผ้าทอที่นี่ราคาถูกกว่าที่ในเมืองเชียงใหม่กว่าครึ่ง และด้วยความที่เป็นคริสเตียนทำให้พูดคุยกันถูกคอ ป้าก็จะทั้งลดและแถมให้อีก เราอยู่ที่ร้านเกือบสองชั่วโมงและเมื่อป้ามารศรีทราบว่าผมจะขับรถไปนอนแม่สอดคืนนี้ แกก็ออกปากไล่ทันทีด้วยเกรงว่าจะมืดกลางทาง ถนนเส้นแม่สะเรียง-แม่สอดเมื่อพ้นสบเมยไปแล้วคือป่าเขา และหมู่บ้านกะเหรี่ยง หลังหกโมงเย็นไปแล้วแทบจะไม่มีรถผ่านไปมาแม้ในหน้าเทศกาล

นาฬิกาบอกว่าเป็นเวลาบ่ายสามเศษ ก่อนจะเริ่มเดินทางกันอีกครั้งหนึ่ง ผมนำรถไปเติมน้ำมันเต็มถัง ผมยังพอเหลือก๊าซสำรองในถังอีกเล็กน้อย เราล้างหน้าตาเข้าห้องน้ำ ดื่มกาแฟ และจัดการกับขนมเค็กที่เหลือ และเราก็ออกเดินทางกันต่อ เมื่อรถมาถึงแยกจอมแจ้งผมก็อดไม่ได้ที่จะนำรถวนขึ้นไปตามดอยเตี้ยๆขึ้นไปลานวัดด้านบนเพื่อให้แม่ได้ดูภาพเมืองแม่สะเรียงจากมุมสูง วัดพระธาตุจอมแจ้งถือเป็นแลนด์มาร์คหนึ่งในสี่จอมของเมือง แดดหน้าหนาวค่อนข้างแรงเผาจนแสบผิว ผมได้ยินเสียงนักท่องเที่ยวถามกันเองว่าผมเป็นชาวกะเหรี่ยงหรือเปล่า ทำนองว่าถ้าเป็นกะเหรี่ยงจะได้มาขอถ่ายรูปด้วย กว่าที่เราจะเดินทางกันจริงๆก็สี่โมงเย็น ผมประมาณในใจว่าผมจะถึงท่าสองยางตอนหกโมงเย็นและแม่สอดในราวหนึ่งทุ่ม
ถนนสายแม่สะเรียง-แม่สอดเป็นถนนสองเลนลาดยางสภาพดี ถนนคดเคี้ยวใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 60 กม./ชม. จะมีช่วงที่ใช้ความเร็ว 80 กม./ชม.ได้บางจังหวะแซงเท่านั้น ผมใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงจึงมาถึงสบเมยที่ห่างออกไป 25 กม. พ้นจากสบเมยไปแล้วจำนวนยานพาหนะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม่ผมเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ป่าโปร่งบนไหล่เขาตลอดสองข้างทาง เราเห็นแม่น้ำเมยที่กั้นพรมแดนไทยกับพม่าเป็นระยะ ทางหลวงสาย 105 มีบางช่วงสั้นๆเท่านั้นที่ติดพรมแดน ถนนที่คดเคี้ยวขึ้นลงไปตามไหล่เขาเริ่มมืดสลับกับบางช่วงที่ยังมีแสงอาทิตย์แตะยอดไม้ ผมมาถึงบ้านท่าสองยางเข้าเขตจังหวัดตากจึงได้แวะห้องน้ำของกรมทางหลวง รวมแล้วใช้เวลาไปชั่วโมงครึ่งในระยะทางประมาณหนึ่งร้อยกิโลเมตร ยังเหลืออีก 130 กม. เป็นเส้นทางบนเขาเกินกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อฟ้ามืด มีรถทะเบียนกรุงเทพฯขับลงไปตามเส้นทางเกาะกันไปพอให้อุ่นใจสี่ห้าคัน ผลัดกันนำผลัดกันตามและทิ้งห่างจนลับตากันเป็นระยะ ส่วนรถที่ขึ้นมาจากแม่สอดไม่มีให้เห็น ผมลงไปถึงอำเภอท่าสองยางผ่านหมู่บ้านกะเหรี่ยงอพยพเมื่อทุ่มเศษ ถนนจากอ.ท่าสองยางไปแม่ระมาดคดเคี้ยวน้อยลงและใช้ความเร็วได้ดีขึ้น ผมเริ่มเห็นไฟจากหมู่บ้านเมื่อเข้าเขตแม่ระมาด ถนนจากสองเลนขยายเป็นสี่เลนและเป็นทางตัดตรง


เราเข้ามาถึงเขตเทศบาลแม่สอดเอาเมื่อสองทุ่ม ผมตรงไปที่พักที่รุจิรารีสอร์ท ด้วยความกลัวหลงทางจากทางแยกและแผนเดินรถทางเดียวของเมืองแม่สอด ผมใช้เส้นทางเข้าเมืองผ่านหลังสนามบิน ถนนคอนกรีตจากสภาพดีกลายเป็นถนนขรุขระผ่านทุ่งและบึง ผมได้แต่หมายเอาไฟแนวถนนข้างหน้าและในที่สุดก็หลุดมาถึงถนนหน้ารีสอร์ทอย่างใจหายใจคว่ำ ห้องพักที่รุจิราจัดไว้ให้เป็นห้องขนาดมหึมาเท่ากับสองห้องรวมกัน ผมขอแผนที่เมืองแม่สอดพร้อมกับบ่นว่าผมหลงทางในเมืองทุกครั้งที่มา ผมได้รับแผนที่พร้อมกับคำอธิบายจนมั่นใจว่าผมจะไม่มีวันหลงทางอีกต่อไป คืนนั้นเราพากันออกไปทานข้าวที่ตลาดโต้รุ่ง เขาปิดถนนหน้าตลาดกำลังมีงานเลี้ยงปีใหม่กันพอดี ผมสั่งกับข้าวสามสี่อย่างมาทานกับข้าวต้ม อากาศกำลังเย็นสบาย เจ้าของร้านบอกว่าสองวันก่อนอากาศหนาวมากเพิ่งจะมาอุ่นเมื่อวานนี้ ร้านรวงต่างๆปิดไปแล้วแต่ถนนในแม่สอดยังมีรถขับขี่กันคึกคัก ผมขับรถวนไปรอบๆเมืองและแวะซื้อขนมปัง โยเกิร์ต แยมโรล ไว้เผื่อจำเป็น เมื่อกลับมาถึงที่พักจึงได้ชงน้ำขิงออกแจกจ่าย หลังจากนอนเอกเขนกดูข่าวสารบ้านเมืองบนชุดโซฟารับแขกขนาดใหญ่ได้เพียงพักเดียวผมก็รู้สึกง่วงเป็นอย่างมาก จึงได้ชวนกันอาบน้ำและเข้านอน คืนนั้นผมเปิดเครื่องปรับอากาศทั้งที่อากาศเย็นสบาย ผมสำรวจดูแล้วพบว่าห้องของผมไม่มีมุ้งลวด เป็นห้องกระจกทั้งห้อง ไม่มีทางให้ลมเข้าออกได้เลยนอกจากจะต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ ขอบคุณพระเจ้าที่พาผมและครอบครัวเดินทางมาถึงที่พักด้วยความปลอดภัย วันหยุดของเรากำลังผ่านไปอีกวันหนึ่ง

Labels: ,


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?