One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Monday, April 20, 2009

 

Olympus ZD 11-22mm f2.8-3.5

ผมเพิ่งริอ่านคิดอุปการะเลนซ์ตัวใหม่จากคนอื่น ในชีวิตนี้นอกจากกางเกงยีนส์แล้วผมไม่ใช้ของมือสองเลย ยิ่งเป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพด้วยแล้วผมซื้อแต่ของใหม่ พี่สาวถามผมว่าคิดดีแล้วหรือเมื่อผมคิดจะซื้อเลนซ์มือสอง เลนซ์ซุยโกะดิจิตัล (ZD) 11-22มม. ตัวนี้อยู่ในความคิดของผมตั้งนานแล้ว ผมสืบราคาเลนซ์ใหม่ตัวนี้หลายร้านเทียบกับที่ขายกันในเวปของอเมซอนแล้วราคาไม่แตกต่างกัน ผมเคยเห็นหลายคนนำของมาประกาศขายในตลาดกล้องรวมถึงเลนซ์รุ่นนี้ด้วยแต่ผมไม่เคยทันคนอื่นสักที อุปกรณ์มือสองของโอลิมปัสซื้อง่ายขายคล่องมาก ภายหลังประกาศเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นจะขึ้นป้ายปิดการขาย กว่าผมจะเห็นประกาศก็ผ่านไปหลายวันแล้ว หลังจากยึกยักมาหลายรอบเมื่อต้นเดือนจึงได้เตรียมกล้องเพื่อไปซื้อเลนซ์ในวันอาทิตย์หลังเลิกโบสถ์ ทางร้านของหมดต้องรอสั่งเข้าสต็อค อีกไม่กี่วันถัดมาผมเตรียมไปซื้อจากอีกร้านหนึ่งแต่ทางร้านแจ้งว่าไม่มีของทั้งที่ผมเคยเห็นว่าเขามีของอยู่

เลนซ์ในช่วงมุมกว้างของโอลิมปัสมีอยู่ 3 รุ่น คือ 7-14 มม., 9-18มม. และ 11-22มม. ตัวแรกจัดอยู่ใน super high grade หากไม่มีเงินเจ็ดหมื่นบาทก็อย่าได้หวัง เลนซ์ตัวนี้ออกมาหลายปีแล้ว เลนซ์ 11-22มม. ออกมานานพอสมควรแล้วเช่นกัน จัดอยู่ในกลุ่ม high grade หรือ semi-pro เลนซ์สองตัวนี้เป็นเลนซ์ที่ออกแบบมาให้กันฝุ่นและกันละอองน้ำ ส่วนเลนซ์ 9-18มม.เพิ่งจะออกมาไม่กี่เดือนนี้เอง แต่เป็นเลนซ์เกรดมาตรฐาน ในกลุ่มผู้เล่นเลนซ์มุมกว้างแบ่งออกเป็นสองความคิดคือ ผู้ที่ชอบมุมมองกว้างสะใจพากันเลือกเลนซ์ 9-18มม. เนื่องจากออกแบบมาดี มีน้ำหนักเบามาก สามารถถ่ายทอดให้ภาพเกิดความบิดเบี้ยวต่ำและมีขอบมืดน้อย มีความคมชัดจากขอบถึงขอบอยู่ในเกณฑ์ดีพอใช้ และมีคุณภาพดีกว่าเลนซ์ค่ายอิสระอย่างซิกมา 10-20มม. ที่สำคัญคือมีมุมมกว้างกว่าด้วย ข้อจำกัดของเลนซ์ตัวนี้อยู่ที่รูรับแสงแคบ (f4.0-5.6) และมีความคลาดสีที่ขอบภาพให้เห็นได้ ส่วนอีกลุ่มหนึ่งยังยืนยันว่าต้องการคุณภาพความคมชัดที่ดีเลิศจากขอบภาพหนึ่งถึงอีกขอบหนึ่ง, ภาพที่ได้ต้องไม่มีขอบมืดและมีความบิดเบี้ยวต่ำ เขาบอกว่าหากต้องการเลนซ์เกรดโปรสามารถกันฝุ่นและกันละอองน้ำ คุณภาพของภาพและความคมชัดที่ดีกว่า เป็นเลนซ์สว่างมีรูรับแสงกว้างไม่น้อยกว่า f2.8 ภาพที่ได้มีสีสันสดอิ่มให้เลือกเลนซ์ 11-22มม. แต่ต้องยอมเสียองศาของมุมกว้างไป ค่าเงินเยนที่กำลังแข็งเต็มที่ รวมถึงต้นทุนการออกแบบเลนซ์มาตรฐาน 9-18 มม.ตัวใหม่ของโอลิมปัสเกิดมีราคาที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ยิ่งเป็นการตอกย้ำของกลุ่มที่ต้องการคุณภาพว่าต้องเป็น ZD 11-22 มม.เท่านั้น ในต่างประเทศมีผู้ทดสอบเลนซ์อ้างว่า ZD 11-22มม.ตัวนี้ให้มุมมองภาพได้กว้างเทียบเท่า 10-20มม. เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่ยากที่ผมจะตัดสินใจเลือกเลนซ์ 11-22มม.โดยไม่รีรอ แน่นอนที่ว่าอีกไม่นานมันจะถูกถอดออกจากสายการผลิตตามกลไกทางตลาด

คุณลักษณะจำเพาะของ ZD 11-22มม. คือเป็นเลนซ์ที่ใกับกล้อง dSLR ในระบบ 4/3 เทียบเท่ากับขนาดความยาวโฟกัส 22-44มม.ในกล้องฟิล์ม โดยมีองศาการรับภาพ 53-89 องศา กระบอกเลนซ์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 7.5 ซม. สูง 9.2 ซม. มีน้ำหนักมากคือ 485 กรัม ใช้กับฟิลเตอร์ขนาด 72 มม. สามารถปรับรูรับแสงได้ในช่วง f2.8-f22 โดยที่เปิดรูรับแสงกว้างที่สุดได้ f2.8 ที่ความยาวโฟกัส 11 มม. และกว้างสุดที่ f3.5 เมื่อซูมไปที่ความยาวโฟกัส 22 มม. นับว่าเป็นเลนซ์สว่างทำให้ถ่ายภาพในที่มีแสงน้อยได้ดี สามารถเข้าไปถ่ายวัตถุใกล้ที่สุดในระยะไม่ต่ำกว่า 28 ซม.ในทุกช่วงซูม มีขนาดใกล้เคียงกับเลนซ์ ZD 14-54 มม. f2.8-3.5 ที่ผมใช้อยู่ และมีหน้าตาที่เหมือนกันราวกับคู่แฝด

ความเกือบจะเป็นเลนซ์คู่แฝดกับ ZD 14-54 มม. f2.8-3.5 ทำเอาผมเคยลังเลใจที่จะเสาะหามาใช้งานเพราะมันมีช่วงที่ทับซ้อนกัน (14-22 มม.) มุมที่กว้างขึ้นในช่วง 11-14 มม. มันน้อยจนหลายคนตั้งคำถามว่ามันคุ้มค่าที่จะซื้อเลนซ์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัวหรือ ถ้าเช่นนั้นผมขายเลนซ์ 14-54 มม.ทิ้งและหาซื้อเลนซ์ 12-60 มม.ตัวใหม่ที่ติดมอเตอร์ SWD ซึ่งเป็นเลนซ์ที่โฟกัสได้เร็วที่สุดในโลกจะดีกว่าไหม เพราะจะได้ทางยาวโฟกัสที่เกือบครอบคลุมเลนซ์ทั้งสองตัว (11-54 มม.) แถมยังได้ช่วงเทเลเพิ่มมา (60 มม.เทียบเท่า 120 มม.กล้องฟิล์ม) จากบทความปริทรรศน์และความเห็นของผู้ใช้งานในต่างประเทศต่างให้ความเห็นว่า 11-22 มม. เป็นเลนซ์ที่จำเป็นเพราะมันเติมเต็มในส่วนที่ขาดของ 14-54 มม. หลายคนใช้เลนซ์ตัวนี้เป็นเลนซ์ติดกล้องเป็นประจำแทนเลนซ์ 14-54 มม.ไปเลยก็มี โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ชอบถ่ายภาพทิวทัศน์ ภาพสถานที่และภาพบุคคลในพื้นที่จำกัด เมื่อเปรียบเทียบกันในช่วงทางยาวโฟกัส 11-14 มม.แล้วพบว่าคุณภาพของภาพที่ได้จากเลนซ์ 11-22 มม. ดีกว่าเลนซ์ 12-60 มม.อย่างชัดเจน คุณภาพที่ดีของเลนซ์ 11-22 มม.ทำให้ผู้ใช้งานต่างบอกว่ามันคุ้มที่จะซื้อมาไว้ใช้งาน เมื่อพิจารณาแล้วผมจึงตัดสินใจว่าผมจะหาเลนซ์ตัวนี้มาใช้คู่กับกล้อง E-1 อีกตัวที่วางไว้เฉยๆ กล่าวกันว่า 11-22 มม.ให้สีสันอิ่มสดเต็มที่กับเซ็นเซอร์ของโกดักในกล้อง E-1 เป็นที่สุด จึงน่าจะเหมาะกับการถ่ายภาพภูมิทัศน์กลางแจ้งในแสงกลางวันซึ่งเป็นแนวการถ่ายภาพของผมพอดี

หลังสงกรานต์ผมลองเปิดเข้าไปดูในฟอรัมประกาศขายและแลกเปลี่ยนกล้องและอุปกรณ์ในเวปของไทยดีโฟโต้ พบว่ามีคนนำเลนซ์ 11-22 มม.มาบอกขาย โดยยังอยู่ในประกันของศูนย์อีก 6 เดือน เขาลงประกาศตอนเก้าโมงเช้า ผมเปิดเห็นตอน 11.45 น. มีคนเข้ามาอ่านประกาศนี้แล้ว 97 คน ผมตัดสินใจโทรไปติดต่อเจ้าของตอนเกือบบ่ายโมง ได้ยินว่าผู้สนใจรายแรกที่ติดต่อเพื่อดูของนัดไว้ในเช้าวันถัดไป ผมคิดในใจว่าช้าเกินไปเสียแล้ว คงไม่มีใครปล่อยโอกาสงามๆอย่างนั้นให้หลุดมือไป ในคืนวันนั้นระหว่างที่ผมกำลังตัดผมอยู่ที่ร้าน เขาโทรศัพท์กลับมาว่าผู้ที่ติดต่อนัดรายแรกไม่สดวกมาผมยังสนใจอยู่หรือไม่ นั่นเป็นโอกาสที่ผมคาดไม่ถึง วันที่ผมไปดูเลนซ์ ผมนำโน๊ตบุ๊คติดตัวไปด้วย ผมไม่เคยซื้อเลนซ์มือสองมาก่อนแต่ผมมีวิธีเบื้องต้นที่จะทดสอบในเวลาจำกัดดังนี้

ตรวจสภาพภายนอกเพื่อดูร่องรอยการใช้งาน รอยถลอก รอยกระแทก ดูที่เมาท์เหล็กว่ามีร่องรอยการถอดเปลี่ยนเลนซ์เข้าออกบ่อยเพียงใด มีคราบไคลอะไรติดมาบ้าง ตรวจดูชิ้นเลนซ์ด้านหลังและถอดฟิลเตอร์ที่ปิดหน้าเลนซ์ออกเช่นกันเพื่อดูวว่ามีรอยนิ้ว รอยฝุ่น รอยขูดขีดหรือไม่ หากมีรอยขูดขีดให้ปฏิเสธทันที หากมีรอยฝุ่นรอยนิ้วก็พอบอกวิธีการใช้งานและสภาพการใช้งานที่ผ่านมาได้ระดับหนึ่ง เอามือจับกระบอกเลนซ์และพลิกกลับไปมาช้าๆอย่างเบามือเพื่อฟังเสียงว่ามีอะไรหลุดกลิ้งอยู่ภายในกระบอกหรือไม่ จากนั้นให้ค่อยหมุนซูมเข้าออกช้าๆดูกระบอกที่ยืดหดว่ามันไหลเป็นปกติไม่หมุนควงไร้ทิศทางพร้อมกับใช้ความรู้สึกว่ามันไม่สะดุดในขณะหมุน ไม่ฝืดและหลวมจนผิดปกติวิสัย ให้ดูว่าซูมมันหนืดมากน้อยด้วยการจับเลนซ์คว่ำลงให้ซูมมันเลื่อนตกตามแรงโน้มถ่วง เมื่อตรวจสอบในขั้นต้นเรียบร้อยแล้วจึงประกอบเข้ากับกล้องแล้วลองถ่ายภาพ ผมกำหนดวิธีการถ่ายภาพไว้สามแบบ แบบปรับตั้งเองโดยคงความไวชัตเตอร์ไว้แต่เปลี่ยนรูรับแสงจาก f3.5, f5.6, f8 และ f11 เพื่อดูคร่าวๆว่ารูรับแสงเปลี่ยนตามค่าที่ตั้งหรือไม่ ซึ่งควรจะได้ภาพที่อันเดอร์ พอดีและโอเวอร์ ตามขนาดรูรับแสง อีกการทดสอบหนึ่งคือเปิดรูรับแสงคงที่แล้วซูมในช่วงกว้างที่สุด ช่วงกลางและช่วงมุมแคบที่สุด เล็งไปให้มีส่วนของท้องฟ้าครึ่งหนึ่งในเฟรมแรกสุดแล้วจึงซูมเข้าไปทีละสเตป อย่างน้อยค่าของความไวชัตเตอร์ควรจะไม่เท่ากัน สุดท้ายที่ทำการทดสอบคือใช้ระบบปรับโฟกัสแบบปรับด้วยมือ ผมเปิดรูรับแสงกว้างสุดเพื่อดูว่าโฟกัสเปลี่ยนตามระยะหรือไม่ ผมไม่ดูภาพจากจอ LCD ของกล้องเพราะมันเล็กเกินจนบอกอะไรไม่ได้ ให้ต่อดูภาพผ่านจอโน๊ตบุ๊ค โดยวิธีนี้ช่วยให้ผมตัดสินใจในเบื้องต้นได้ว่าผมจะรับอุปการะเลนซ์ดังกล่าวหรือไม่ ในภายหลังหากผมพบว่าเลนซ์มีปัญหาหรือข้อบกพร่องนอกเหนือจากนั้นก็ต้องพึ่งใบรับประกันแล้ว ดังนั้นต้องตรวจสอบใบรับประกันว่าเป็นของร้านที่หิ้วของมาจากต่างประเทศหรือเป็นของตัวแทนจำหน่ายในประเทศ หากเป็นของตัวแทนจำหน่ายจะดีที่สุด บนบัตรรับประกันพิมพ์ชื่อและรุ่นของเลนซ์ลงในบัตรประกัน และมีเลข S/N ระบุไว้หรือไม่ หากไม่มีให้ดูที่เลนซ์และบนตัวกล่อง รวมถึงบนใบรับประกันนานาชาติว่าตรงกันหรือไม่แทน สุดท้ายคือขอดูบัตรประจำตัวของผู้ประกาศขายเพื่อบันทึกหรือถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน พึงระวังว่าเราอาจรับซื้อของโจรไว้โดยไม่รู้ตัว การขอดูหลักฐานจากผู้ประกาศขายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผมตั้งใจว่าหากเขาบ่ายเบี่ยงผมจะไม่รับซื้อของนั้นทันที

เมื่อตกลงซื้อขายกันเสร็จเรียบร้อย ผมนำเลนซ์ไปทดสอบทันทีกับกล้องโอลิมปัส E-3 ซึ่งผมพอใจกับผลการทดสอบมาก ZD 11-22มม. ตัวนี้สามารถถ่ายทอดสีสันที่ดุดัน สดอิ่มเป็นอย่างมากทั้งภาพในที่ร่มและในกลางแจ้ง






















ความคมชัดของภาพจากกลางภาพไปถึงขอบภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดี พบความแตกต่างน้อยมากบนหน้าจอโน๊ตบุ๊ค ผมเห็นความแตกต่างก็ต่อเมื่อดูภาพเต็มขนาดเท่านั้น และความบิดเบี้ยวของภาพอยู่ในระดับต่ำ ผมไม่เห็นขอบภาพมืด ภาพที่บันทึกในทางยาวโฟกัสสั้นที่สุดคือ 11 มม. ในหลายสถานการณ์ยังคงให้สีและแสงที่เท่ากันจากกลางภาพไปจรดขอบทุกด้าน

ผมทดสอบระยะชัดลึกของภาพดู ด้วยการเปิดรูรับแสงแคบๆที่ f11 ภาพหนึ่งโฟกัสที่กระจกหูช้างรถที่จอดอยู่ อีกใบหนึ่งโฟกัสที่ตัวหนังสือของเสาที่อยู่ห่างออกไปไม่น้อยกว่าหนึ่งสนามบาส เมื่อผมดูภาพเต็มขนาดแล้วแทบไม่พบความแตกต่างกันของการถ่ายทั้งสองครั้ง แต่พบความคลาดสีเล็กน้อยที่ใกล้ขอบภาพตรงตัวหนังสือภาษาละติน ถือว่าเลนซ์ดังกล่าวมีระยะชัดลึกที่ดี







คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย



ภาพเปรียบเทียบความเป็นคู่แฝดของเลนซ์ซุยโกะทั้งสองขนาด


สรุปว่า ในการทดสอบเบื้องต้น ผมพอใจกับคุณภาพเลนซ์ตัวนี้ และหลงรักมันเสียแล้ว ติดตามภาพอื่นๆที่ทดสอบได้ที่นี่ครับ

ที่มา:
http://www.biofos.com/esystem/1122test.html
http://www.wrotniak.net/photo/43/zd-011-022.html

Labels:


Friday, April 17, 2009

 

หน้าหนาวที่แม่แจ่ม (2 มกราคม 09)

เราตื่นขึ้นมาหกโมงเช้าเพื่อจะออกไปตลาดแม่แจ่ม เช้านี้อากาศเย็นพอสมควรแต่ไม่ถึงกับหนาวสั่น อากาศแจ่มใสแม้จะมีเมฆกระจายอยู่เต็มฟ้า เราไปถึงตลาดก็พบว่าเขาเก็บของกันเกือบหมดแล้ว แผงตลาดสดยังคงค้าขายกันต่อไป ในส่วนที่เป็นแผงโชห่วยเขาเพิ่งจะเปิดร้านกัน แต่รายย่อยที่มาปูขายแบกะดินรอบๆตลาดเหลือไว้แต่กองขยะทิ้งไว้เรี่ยราด ผมตั้งใจจะมาดูร้านแบกะดินเพราะมีของป่าบ้าง ของที่ชาวบ้านชาวดอยเก็บมาจากป่า บ้างก็เป็นของที่เหลือกินเหลือใช้พวกหมากพลู สีเสียด เอื้องผึ้งที่จับช่อในกรวยใบตอง และบางครั้งอาจเจอผ้าซิ่นตีนจก นับว่าคาดเดายากเสียจริง เมื่อสงกรานต์ที่แล้วเขายังปูผ้าใบขายกันจนโมงครึ่งแท้ๆแต่ไฉนวันนี้เก็บกันเร็วมาก ชาวบ้านเขาใส่เสื้อกันหนาวกันมาเกือบทุกคน เอาผ้าขนหนูโพกหัวกันลมก็มี สวมหมวกไหมพรมก็มี สวมถุงเท้าคีบรองเท้าแตะ ส่วนพวกเราก็สวมครบชุดเช่นกัน เพียงแต่ชุดของเราค่อนข้างจะคนเมืองมากอยู่สักหน่อย หลังจากดูตลาดแล้วจึงได้ชวนกันไปยืนดูแม่น้ำแม่แจ่มที่สะพานเทศบาล จากจุดนี้เห็นภูเขา เห็นบ้านเรือนในเขตเทศบาล อีกด้านหนึ่งเป็นเรือกสวนไร่นา มีสายหมอกอ่อนๆเหนือแนวต้นไม้และควันไฟจากครัวเรือนลอยขึ้นอ้อยอิ่งเป็นสาย ผมขับรถลัดเลาะลึกเข้าไปตามถนนสองเลนแคบๆ ถนนเหล่านี้เป็นเหมือนร่างแหผืนใหญ่ที่เชื่อมหมู่บ้านชุมชนต่างๆเข้าด้วยกัน ถนนพาผมเลาะขนานไปกับลำน้ำแม่แจ่มจนผมเห็นสะพานปูนข้ามลำน้ำจึงได้หยุดรถแอบไว้ข้างทางและชวนกันขึ้นไปเดินเล่นบนสะพานเพื่อบันทึกภาพ มองลงไปเห็นน้ำไหลแรงมากเป็นสีขุ่นของตะกอนดิน อีกฝั่งแม่น้ำเป็นทุ่งนาไปจนสุดภูเขา ข้าวเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับผืนดินที่ไถพรวนเอาตอซังออก ชาวบ้านกำลังลงแปลงกัน เขาเอาผ้าพลาสติกคลุมดิน เมื่อผมส่งเสียงสอบถามได้ความว่าฝั่งนี้เขาจะเอาหอมแดงลง ส่วนอีกซีกหนึ่งที่เห็นเขาเตรียมดินอีกแบบหนึ่งนั้นจะเอากระเทียมลง เรามองเขาทำงาน เขาก็มองเราชักภาพกันอุตลุด เขาอาจนึกว่าเรามาถ่ายแฟชั่นกระมัง ขากลับจากตลาดผมขึ้นเนินและมองเห็นผืนนาอีกฝั่งของทางหลวงเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อยู่ระหว่างหุบเขา นั่นคือชุมชนแม่แจ่มดั้งเดิม กลางผืนนาและหมู่บ้านมีวัดหนึ่งที่ดูใหม่ ผมเห็นวิหารสองหลังและเจดีย์ขาวสะอาดตาตั้งแต่ที่ผมมาแม่แจ่มครั้งที่แล้ว ผมจะต้องหาโอกาสไปดูวัดนี้ให้ได้

เรากลับมาทานข้าวเช้ากันที่รีสอร์ท เลือกเมนูอาหารเช้าอเมริกัน ระหว่างรออาหารจึงได้เดินดูรอบๆบริเวณ ณวสรวง เป็นรีสอร์ทที่ปลูกอยู่บนไหล่เขา ส่วนของแผนกต้อนรับและห้องอาหารเป็นอาคารไม้ขนาดใหญ่ ด้านหนึ่งจึงเป็นกำแพงภูเขา อีกด้านหนึ่งมองเห็นแนวเทือกเขาถนนธงชัยไกลออกไป จากลานจอดรถเบื้องล่างมีบันไดไม้เลี้ยวลดไต่ขึ้นสู่อาคารต้อนรับซึ่งปลูกด้วยไม้สูงประมาณตึกสามชั้น ข้างบนปลูกไม้ดอกและจัดสวนไว้สวยงาม เขาทำทางเดินเล็กๆจากกระท่อมที่พักเชื่อมต่อกับอาคารต้อนรับ มีทางคอนกรีตให้นำรถจากลานจอดรถขึ้นมาถึงกระท่อมที่พักได้แต่ไม่สามารถเดินรถสวนกันได้จึงต้องทำหลูบวนรถกลับลงมาไว้ข้างบน กระท่อมโซนที่ผมพักอยู่ด้านล่าง ด้านบนมีกระท่อมเรียงเป็นหน้ากระดานอีกหนึ่งแถว ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งจะพบกับสระว่ายน้ำ น้ำในสระใสมองเห็นกระเบื้องสีฟ้าสด นับเป็นสระว่ายน้ำที่สวยที่สุดที่ผมเคยเห็นมา เป็นสระว่ายน้ำที่ภาพรอบทิศคือภูเขา และเบื้องบนคือฟ้าที่มือคว้าไว้ได้ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ เราเก็บของและออกไปถ่ายรูปเก็บบรรยากาศต่างๆ เช้านี้ผมมีแผนว่าจะพาแม่ไปดูวัดพุทธเอ้นและวัดกองกาน หากมีเวลาเราจะแวะมาวัดช่างเคิ่ง และตอนบ่ายเราจะไปวัดยางหลวง วัดป่าแดด และวัดอีกแห่งหนึ่งที่ผมเห็นเมื่อตอนเช้า

ผมขับรถไปรอบๆเขตเทศบาลเพื่อดูชุมชนก่อนจะนำรถข้ามสะพานคอนกรีตใหม่เอี่ยมเพื่อไปบ้านกองกานผมผ่านหมู่บ้านหลายแห่งและในที่สุดก็มาถึงวัดพุทธเอ้น วัดยังคงเงียบเหงาเช่นเคย มีแต่ชาวบ้านที่มารองน้ำที่บ่อน้ำหน้าวัดเป็นปกติ จุดแรกที่ผมตรงไปทำเป็นอันดับแรกคือดูภาพเขียนจิตรกรรมโบราณช่างไทยใหญ่ที่เหลืออยู่เพียงภาพเดียวเหนือประตูข้างพระประธาน ประตูดังกล่าวมีขนาดแคบๆพอที่ผมจะแขม่วท้องลอดออกทางด้านข้างเท่านั้น วัดเก่าแก่ทางเหนือมีประตูแบบนี้เป็นส่วนใหญ่ เขาทำประตูโดยการย่อมุมทำให้ตัวอาคารไม่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภาพเขียนที่ปรากฏเหนือช่องประตูเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับยืนบนดอกบัว มือถือดอกบัว 4 ดอก ภาพค่อนข้างจะเลือนรางเต็มที ส่วนภาพพุทธประวัติอื่นๆที่ประดับบนผนังเขาเขียนทับของเดิมที่ลบเลือนไปมากโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคณะศรัทธาวัด แทนที่ด้วยภาพเขียนสีน้ำมันสมัยใหม่อย่างน่าเสียดาย เราเดินดูและถ่ายรูปรอบๆวัด วันนี้อุโบสถกลางน้ำลั่นดาลไว้เช่นเดิม ความที่ผมอยากเห็นภายในอุโบสถกลางน้ำ ผมยื่นกล้องผ่านหน้าต่างลูกกรงด้านหน้าเข้าไปบันทึกภาพ อุโบสถกลางน้ำสร้างขึ้นตามความเชื่อว่าพิธีกรรมต่างๆกลางน้ำมีความบริสุทธิ์ อุทกสีมา (อุทก แปลว่าน้ำ, สีมาหรือเสมา หมายถึงเขตแดน) ที่วัดพุทธเอ้น สร้างด้วยไม้อยู่กลางสระ มีสะพานไม้เล็กๆเชื่อมต่อกับแผ่นดิน อุทกสีมาในยุคโบราณจะเป็นการทอดสะพานและชักขึ้นเพื่อให้แยกตัวออกจากแผ่นดิน จากวัดพุทธเอ้น เราออกเดินทางไปยังบ้านกองกานที่อยู่ไม่ไกลนัก เราผ่านลำน้ำแม่ศึกที่น้ำเกือบแห้งขอด เขากำลังทำรั้วและประตูวัดที่ตรงเชิงสะพานพอดี ต่อไปนี้ใครมาวัดก็นำรถเข้าจอดได้ทางด้านหลังไม่ต้องผ่านถนนหมู่บ้านแคบๆมาเข้าทางด้านหน้า แต่ผมว่าการอ้อมมาเข้าด้านหน้าได้อารมณ์ของชุมชนอย่างเต็มที่ วัดกองกานวันนี้เงียบมากเช่นปกติ แม่กับพี่ของผมเดินเข้าไปดูพระเจ้าตนหลวงพระโบราณองค์ใหญ่จนชิดด้านหน้า พี่สาวผมออกปากว่าพักตร์หน้าแย้มยิ้มดีแท้ ภาพเขียนในวิหารเขียนเป็นเรื่องราวของชาวลัวะและกะเหรี่ยงซึ่งอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาแต่เดิม วิวัฒนาการของชุมชนบ้านกองกานและการค้นพบพระเจ้าตนหลวง แม่ผมเริ่มปวดหลังจึงมานั่งดื่มกาแฟเอนหลังรออยู่ในรถใต้ร่มไม้ปล่อยให้ผมกับพี่ไปยืนถ่ายภาพนาขั้นบันไดข้างวัด ชาวบ้านกำลังรวบรวมฟางที่เหลือรวบเข้าเป็นมัดออกไปเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ผมนึกถึงแม่อุ้ยนุ่งซิ่นสวมเสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาวสะพายย่าม มือถือมีดพร้ายืนโบกรถข้างทางตอนที่ผมผ่าน ผมไม่ได้รับแกขึ้นรถมาด้วยไม่ใช่เพราะผมกลัวมีด แต่รถผมบรรทุกของจนไม่มีที่ว่างแบ่งให้แกนั่งต่างหาก ตอนนั้นผมเห็นแกเดินมาลิบๆโน่น ที่วัดกองกานไม่เคยขาดลม ลมทุ่งที่นี่พัดแรงกระนั้นอากาศที่อบอ้าวทำเอาเหงื่อไหลไคลย้อยผิดกับอากาศในตอนเช้า แดดเที่ยงเศษเต้นยิบยับไปบนพื้นและยอดไม้ เป็นจังหวะสอดรับกับท้องที่หิวโหย เรากลับเข้ามาในเมืองเพื่อหาอาหารเที่ยง ผมอยากทานอะไรที่เป็นอาหารเหนือ เมื่อเห็นร้านข้าวซอยที่แยกหน้าที่ว่าการอำเภอแม่แจ่มจึงได้จอดรถที่ว่างหน้าธนาคารฝั่งตรงข้าม ไม่อยากเชื่อว่าเราจะได้ทานข้าวซอยไก่ เนื้อบะหมี่เหนียวนุ่มในขณะที่น้ำแกงหอมกลิ่นเครื่องเทศ ที่สำคัญคือน้ำข้นและรสจัด ผมเติมน้ำพริกเผาลงไปเพิ่มความเผ็ดร้อนอีกเล็กน้อย เจ้าของร้านมีอัธยาศัยดี เขาพูดถึงแม่แจ่มว่าเป็นเมืองที่เคยสงบ มีป่าไม้เยอะ แต่ทุกวันนี้คนหักร้างถางพงเพื่อทำไร่จนต้นไม้หมด ทำให้อากาศที่เคยเย็นสบายกลายเป็นร้อนระอุ

ผมจำใจต้องตัดรายการที่จะไปวัดช่างเคิ่งออกทั้งๆที่อยากดูจารึกล้านนาของพระเมืองแก้ว เรานำรถออกไปตามเส้นทางแม่แจ่ม-ฮอดเพื่อไปวัดยางหลวง รถผ่านถนนคอนกรีตลัดเลาะไปตามหมู่บ้านและแปลงนา รั้ววัดเตี้ยๆที่ทรุดตัวเป็นรอนคล้ายกับงูและวิหารที่เขียนรูปพระพุทธเจ้าก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา วัดเงียบสงบจนได้ยินเสียงชาวบ้านข้างๆวัดตีไก่กันถนัด วันนี้หลวงพ่อออกมานั่งรอพุทธศาสนิกชนที่มาไหว้พระ แน่นอนว่าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่แสวงบุญจากแดนไกล เราเข้าไปดูอุโบสถไม้หลังใหญ่ที่อยู่ข้างในก่อน เขาบูรณะใหม่เห็นพื้นไม้กระดานแผ่นใหญ่ปูเต็มพื้น ขนาดของแผ่นกว้างพอที่คนเราจะนอนได้สบายๆ พูดง่ายๆคือขนาดเท่าฝาโลงนั่นแล พื้นไม้ล้วนๆ ไม่ได้ลงสีหรือขัดเงาสร้างความแปลกตาและเป็นเอกลักษณ์ พระประธานปิดทองใหม่มีเค้าพระพักตร์ดุ เสาขื่อคานภายในทาไว้ด้วยสีแดงชาด มีแต่ผนังเบื้องหลังพระประธานเท่านั้นที่เขียนเป็นลายคำ (ลายทอง) รูปกู่มีพระพุทธเจ้าประทับยืนที่เบื้องซ้ายขวา เรากลับลงมาที่วิหารเล็กเพื่อดูกู่คิชกูฏหรือกิจกูฏฝีมือของช่างกระเหรี่ยง กู่นี้ไม่ทราบจุดเริ่มต้น ทราบแต่ว่ามีมานานและคาดว่าพวกยางหรือกระเหรี่ยงสร้างถวาย กู่สร้างติดกำแพงด้านทิศตะวันตกของวิหาร มีขนาดใหญ่และต่อเติมมาติดกับฐานพระพุทธรูปประธาน ทำให้ยากที่จะเข้าไปดูใกล้ๆประกอบกับภายในวิหารมืดมากหากไม่ใช้แฟลชบันทึกภาพแล้วจะไม่เห็นรายละเอียดอะไรเลย ผมเห็นฝักเพกาประดับอยู่บนซุ้ม มีลายเครือเถาประดับอยู่บนเสาซึ่งต่างจากกู่ล้านนาอื่นที่มักเป็นนาคพัน,นกยูงและหงส์ตามแบบที่ได้รับอิทธิพลจากพม่า มีตัวนรสิงห์ครึ่งล่างเป็นคนยืนแต่ตัวครึ่งบนเป็นสิงห์ ต่อเนื่องมาถึงด้านข้างกู่มีพระพุทธรูปยืนแบบเชียงแสน หลวงพ่อจุดเทียนส่องให้ผมดูตัวหนังสือล้านนาลายนูนที่ฐานพระ แปลได้ความว่าบูรณะเมื่อพ.ศ. 2026 คือ 526 ปีมาแล้ว หลวงพ่อยังพาผมไปดูด้านข้าง เมื่อปิดหน้าต่างแล้วจะเห็นภาพหัวกลับของพระอุโบสถผ่านรูหน้าต่าง ผมเห็นข้างวัดกองไว้ด้วยไม้เป็นมัดๆมากมายจึงได้ถามท่านว่าจะมีตานหลัวหิงไฟเมื่อใด ท่านตอบเป็นภาษาเมืองว่าวันเสาร์ที่จะถึงนี้ งานจะมีในวันเพ็ญแรกของปีใหม่หรือเป็งเดือนสี่ของชาวเหนือ ผมถือโอกาสถามถึงวัดที่ผมเห็นจากทางหลวงแผ่นดินเมื่อเช้านี้ ท่านบอกว่าเป็นวัดบ้านทัพ หากโยมออกไปจะมีทางแยกซ้ายมือไปถึงหลังวัด

ออกจากวัดยางหลวงตรงไปตามทางที่หลวงพ่อบอกจนถึงบ้านทัพไร่ วัดทัพไร่ได้รับการบูรณะใหม่จนสวยงามตามคติของชาวเหนือเช่นเดียวกับวัดยางหลวง ตัวอุโบสถเป็นตึกทาสีขาว เครื่องหลังคาเป็นไม้ย้อมสีเข้มปิดทอง ส่วนตัววิหารสร้างด้วยไม้ยกสูงจนดูเหมือนครึ่งตึกครึ่งไม้ หลังวิหารเป็นเจดีย์สีขาว หน้าวัดเป็นบันไดนาคลงสู่แปลงนา เขาเอารั้วมากันวัวควายชาวบ้านไว้ไม่ให้เข้าถึงเชิงบันได วัดตั้งอยู่ที่ชายขอบของหมู่บ้าน ชาวบ้านทัพไร่เข้าวัดทางด้านหลัง ส่วนบ้านที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งจะต้องเดินตัดทุ่งเข้ามาทำบุญที่วัด ทั้งวิหารและอุโบสถปิดเงียบ เห็นแต่กองฟืนเป็นมัดๆที่ทางวัดเตรียมไว้ในงานตานหลัวหิงไฟพระเจ้า ผมเห็นเณรส่งเสียงเรียกกันข้ามทุ่ง เณรหลายรูปกำลังเดินลัดตัดทุ่งมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ ลักษณะของการเดินขึ้นบันไดนาคเข้าสู่ลานทรายของวัด วิหารที่ไว้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ด้านหลังวิหารเป็นเจดีย์ มีอุโบสถที่แยกออกไป เหล่านี้เป็นคติของการสร้างวัดในล้านนา หากเป็นวัดเก่าแก่สุดทางของบันไดนาคจะทำประตูยอดสูง ประดับตกแต่งด้วยนาคพันและสัตว์ในหิมพานต์อย่างที่เรียกว่าโขงประตู

ผมนำรถกลับออกมาที่ถนนใหญ่ซึ่งสูงท่วมหัวเพื่อเดินทางต่อไปวัดป่าแดดไปได้สักหน่อยเดียวก็ถึงทางแยกลงไปวัดป่าแดด วัดป่าแดดแยกตัวจากชุมชนออกไป เขาสร้างอุทกสีมาขึ้นมาใหม่ที่ฝั่งถนนหนึ่งของวัด ส่วนวิหารหลังเก่าร่มรื่นอยู่ในดงไม้ วิหารหลังนี้ไม่มีเจดีย์ด้านหลัง หน้าวัดหันออกสู่ทุ่งนา ด้านข้างวัดมีตึกเก็บคัมภีร์แบบโบราณ ปลูกเป็นตึกทาสีขาวเขียนลายสับปะรดคาดไว้โดยรอบและเหนือหน้าต่างเขียนสีเป็นลายเครือเถา หน้าตึกมีรูปเทพารักษ์นั่งชันเข่า เป็นสิ่งปลูกสร้างหนึ่งที่เหลืออยู่ไม่มาก ส่วนของวิหารเพิ่งได้รับการบูรณะภายนอกใหม่ ย้อมเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลเข้มและปิดทองในส่วนของลายที่แกะสลักไว้ วิหารยกพื้นสูง บันไดหน้าหมอบเฝ้าประตูด้วยสิงห์หนึ่งคู่ เพดานลดเหนือพระประธานในวิหารเขียนไว้ด้วยภาพจักรวาลแบบง่ายๆคือมีดวงดาวและอาทิตย์ มีกู่ไม้เล็กๆอยู่ด้านข้าง อีกด้านหนึ่งเป็นธรรมาสน์โบราณสูงจรดเพดานเขียนเป็นลายทองภาพดอกไม้ สิ่งที่มีค่ามากที่สุดในวิหารคือจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนเรื่องพุทธประวัติ เวสสันดรชาดก สวรรค์และนรกภูมิโดยช่างชาวไทยใหญ่ แสดงเครื่องนุ่งห่มและวิถีชีวิตของคนในยุคร้อยกว่าปีก่อนได้อย่างงดงาม เราออกไปยืนดูมัดฟืนที่พิงอยู่รอบกำแพงหน้าวัด มองดูผืนนาและดวงตะวันที่คล้อยต่ำลง ลมพัดมาแรงพาเมฆดำและความยะเยือกมาเป็นระลอกเป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องออกเดินทางกันอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ฟ้าจะมืด

หลังจากที่เราดื่มกาแฟและเช็ดหน้ากันเรียบร้อยก็พร้อมจะออกเดินทาง ตลอดเส้นทางสายแม่แจ่ม-ฮอด มีรถสัญจรผ่านไปมาไม่มากนัก แต่ถนนที่เป็นหลุมบ่อก็สร้างความหงุดหงิดใจให้กับผมไม่น้อย เราผ่านบ้านกองแขกและหน้าองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่มีผู้คนมากางเตนท์กันคึกคัก จากจุดนี้ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากป่าไม้ผลัดใบหลากสีเป็นป่าสักและป่าสนที่เขียวชะอุ่ม ผ่านเส้นทางลดเลี้ยวบนเขามาสู่ถนนสายฮอด-แม่สะเรียง ผมมุ่งหน้าสู่แม่สะเรียงสวนทางกับแสงอาทิตย์ในยามเย็นทำให้ขับรถลำบากจากยามโพล้เพล้ก็เปลี่ยนเป็นมืดสนิท รถที่วิ่งสวนไปมามีมากขึ้น

ผมมาถึงแยกจอมแจ้งทางเข้าเทศบาลแม่สะเรียงเมื่อเกือบหนึ่งทุ่ม จึงได้ขับรถตรงไปโรงแรมริเวอร์เฮ้าส์รีสอร์ท จัดการลงทะเบียนและขนของเข้าห้องพัก ห้องที่ผมติดต่อไว้อยู่ด้านล่างติดกับบันไดทางขึ้นข้างบนและครัว โรงแรมปลูกขึ้นจากไม้เก่าเป็นอาคารสามชั้นติดแม่น้ำแม่ยวม ชั้นบนเป็นห้องพัก ห้องด้านหนึ่งติดถนน อีกด้านหนึ่งเป็นวิวแม่น้ำมีระเบียง ชั้นล่างส่วนหน้าเป็นแผนกต้อนรับ ตรงกลางปล่อยโล่งมีชุดรับแขก โต๊ะเก้าอี้ ทีวีและอินเทอร์เนต ส่วนซ้ายขวาชั้นล่างเป็นห้องพัก ห้องน้ำ ครัวและโถงบันได ด้านที่ติดแม่น้ำเป็นระเบียงไม้ขนาดใหญ่ ไม่มีหลังคาแต่มีไม้ยืนต้นสูงใหญ่ให้ร่มเงา เป็นโรงแรมที่สวยงามอยู่สบายเหมือนบ้านของตัวเอง เฟอร์นิเจอร์ใช้เครื่องไม้ทั้งหมด ไฟเพดานเป็นโคมกระเบื้องโบราณ ห้องผมด้านหนึ่งเป็นประตูกระจกเปิดออกไปสู่ระเบียงข้างหน้าได้ พื้นห้องน้ำเป็นพื้นไม้ลงขี้ผึ้งกันน้ำ หลังจากที่ได้ชื่นชมที่พักจนทั่ว เราจึงได้ออกไปหาอาหารค่ำ ผมขับรถตระเวณไปตามถนนสายต่างๆพบว่าร้านรวงปิดกันเงียบเชียบ ไม่มีรถเข็นขายอาหาร ร้านบางแห่งก็มีแต่ชาวขี้เมานั่งดื่ม ผมไปถึงข้างสถานีตำรวจจึงได้เห็นว่าเขามีตลาดกลางคืนแบบถนนคนเดิน ที่นี่เน้นขายอาหารสำเร็จรูป มีของสดบ้าง มีเสื้อผ้าของเล่นไม่กี่ร้าน ที่สำคัญคือตลาดกำลังวาย พ่อค้าแม่ขายเก็บข้าวของกันอยู่ เมืองแม่สะเรียงเงียบสมกับเป็นเมืองชายแดน มีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งออกมาเดินเล่นหลังอาหารค่ำต่างพากันงุนงงไม่รู้จะไปที่ไหนดี ผมวนรถหาร้านอาหารอีกพักใหญ่จึงได้ตกลงใจว่าจะทานที่ร้านอินทิรา ซึ่งใหญ่ที่สุดและเป็นร้านที่แนะนำในหนังสือท่องเที่ยว ทั้งร้านมีแต่นักท่องเที่ยวเข้ามารับประทานอาหาร แต่ร้านก็ทำได้อย่างรวดเร็ว ผมเห็นแต่ละโต๊ะสั่งอาหารมากมาย เขาบริโภคกันมากกว่าความต้องการและเหลือทิ้งเหลือขว้าง เสียงพูดคุยเอะอะดังลอยข้ามโต๊ะแข่งกัน เราได้แต่สั่งอาหารง่ายๆไม่กี่อย่างมานั่งทานกันเงียบๆ และไม่เหลือทิ้ง ในระหว่างที่รออาหาร ผมออกไปหาซื้อผลไม้ ได้ส้มติดมือมาพร้อมกับขนมเค็กไว้ทานคืนนี้ อย่างน้อยเราน่าจะมีอะไรฉลองกันเล็กๆบ้างเพราะวันนี้เป็นวันปีใหม่

ที่พักสวยจนเรายังไม่รีบเข้านอน อากาศเย็นสบาย การเดินเท้าเปล่าบนพื้นไม้เย็นๆเป็นความรู้สึกที่ดี ผมเดินขึ้นๆลงและออกไปนอกระเบียงเพื่อถ่ายรูป เรานำเค็กมาแบ่งกันรับประทานกับน้ำชาร้อนๆ เมื่อเห็นว่านอกระเบียงไม่มีคนแล้วเราก็เปิดม่านออก นอกจากความมืดและสรรพสำเนียงแล้วมีแต่เสียงน้ำจากแม่น้ำเบื้องล่าง ผมแง้มหน้าต่างๆไว้เพื่อให้มีช่องระบายอากาศ อากาศในแม่สะเรียงช่างหนาวเย็นจนผมต้องนำหมวกไหมพรมออกมาสวมและซุกตัวอยู่ในผ้าห่มหนาเพื่อความอบอุ่น

Labels: ,


Thursday, April 16, 2009

 

วันปีใหม่ 2009

ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ก็พบว่าแม่ของผมแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราออกจากที่พักโมงเช้าเพื่อไปยังกาดกองต้า เผื่อว่าจะเห็นชีวิตยามเช้า และพระที่ออกมาบิณฑบาตบ้าง ผมนำรถไปจอดไว้ที่เชิงสะพานเล็กๆข้ามแม่น้ำวังข้างๆบ้านของชาวบ้านเพื่อถ่ายรูปกัน เมฆกระจายเต็มฟ้าบดบังดวงตะวัน เงาของเมฆสะท้อนอยู่เต็มพื้นน้ำจนยากจะแยกว่าสิ่งใดคือของจริง สิ่งใดเป็นของเทียม รถจักรยานยนต์และผู้คนที่สัญจรไปมาทักทายเราอย่างอารมณ์ดีและหยุดรอเมื่อเรากำลังบันทึกภาพ

ถนนหน้ากาดกองต้าเงียบเหงา ร้านรวงปิดเงียบ ไม่มีแม้กระทั่งชายจีวรสีเหลืองให้เห็น ได้ความว่าเขาจัดงานทำบุญตักบาตรกันที่สนามกีฬา เป็นที่น่าสังเกตว่าชุมชนกาดกองต้าในทุกวันนี้เหลือส่วนที่เป็นของเมืองแท้ๆเพียงไม่กี่บ้านเท่านั้น ห้องแถวที่เหลืออยู่จึงปิดเงียบไม่มีการค้าขายกัน คนต่างถิ่นจะมาเปิดร้านก็ต่อเมื่อเป็นวันที่เขากลับมาค้าขายในถนนคนเดิน ถนนคนเดินที่มีแต่ภาพเทียมๆแต่ไร้ซึ่งกลิ่นอายของกาดดั้งเดิม ผมเดินบันทึกภาพอาคารเก่าหลายแห่งไปตลอดถนน ถนนพาออกไปสู่ศาลเจ้าปุนเถ้ากง ศาลเจ้ายังอยู่คู่กับกาดกองต้า บ่งบอกว่านี่เป็นชุมชนค้าขายของชาวจีนมานานก่อนที่รถไฟจะมาถึงเมืองรถม้าแห่งนี้ ที่หน้าศาลเจ้าผมได้ยินเสียงกุบกับของฝีเท้าดังก้องมาตามถนน ผมหยุดรอรถม้าคันแล้วคันเล่าที่ผ่านมาเพื่อบันทึกภาพรถม้าโดยมีศาลเจ้าเป็นฉากหลัง พอควรแก่เวลาจึงได้กลับมาทานข้าวเช้าที่โรงแรม เรากลับมาถึงโรงแรมในขณะที่นักท่องเที่ยวทยอยกันขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อ โรงแรมจัดข้าวต้มเครื่อง กับข้าว และอาหารแบบฝรั่งไว้ให้เลือกตักทานกันเอง ผมเห็นมารยาทการตักอาหาร เด็กร้องกระจองอแงเพราะพ่อแม่สอนลูกไม่เป็นดูน่าเอน็จอนาถใจไปอีกแบบ เมื่อเสร็จจากอาหารเช้า เราเก็บของและเช็คเอาท์เพื่อออกเดินทาง



เป้าหมายในการเดินทางของผมคือวัดปงยางคก และอินทราเซรามิกเพื่อซื้อเครื่องกระเบื้องแบบฮอลแลนด์ ผมนำรถไปเติมน้ำมันและเติมแก๊สจนเต็มถัง สถานีทั้งสองแห่งอยู่คนละฟากเมืองเลยทีเดียว เมื่อเติมแก๊สเรียบร้อยผมย้อนกลับไปเพื่อไปโรงงานอินทราเซรามิก การณ์ปรากฏว่าผมหาแยกที่จะเลี้ยวไปโรงงานไม่พบหลังจากที่เทียวไปมาสองสามรอบ เมื่อดูเวลาแล้วเห็นว่าไม่เป็นไปตามโปรแกรมที่วางไว้ ผมจำใจต้องบอกแม่ว่าเราต้องเดินทางเข้าจังหวัดเชียงใหม่กันแล้ว ผมนำรถเข้าสู่ทางหลวงสายลำปาง-เชียงใหม่ และแยกเข้าจังหวัดลำพูนผ่านวัดพระธาตุหริภุญไชย ผ่านวัดจามเทวี ผ่านหมู่บ้านเพื่อตรงเข้าสู่อำเภอสันป่าตอง ผมเลี้ยวขวาผ่านหางดงมุ่งหน้าไปสะเมิงเพื่อไปวัดต้นเกว๋น วัดต้นเกว๋นยังคงเงียบสงบเช่นเดิม มีญาติโยมทยอยกันเดินทางมาเป็นระยะ ผมมาวัดต้นเกว๋นหลายครั้งแล้ว จึงปล่อยให้พี่ของผมถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จากวิหารเราย้ายมาที่ระเบียงคด ศาลาจตุรมุขซึ่งเคยเป็นที่พักพระธาตุศรีจอมทองเวลาที่แห่แหนเข้าเมือง เราพักดื่มกาแฟและนำขนมปังออกมารองท้อง เป้าหมายต่อไปของผมคือไปร้านข้าวซอยฟ้าฮ่ามที่หางดง แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยไปถึงบ่ายโมงครึ่งแล้วก็ตาม แต่ลูกค้าที่นั่งกันจนเต็มร้านส่วนใหญ่ยังรออาหารในขณะที่ลูกค้าที่เลี้ยวรถเข้ามาก่อนหน้าเราเล็กน้อยยังยืนรอโต๊ะกันอีกหลายคณะ เมื่อผมโผล่หน้าไปที่ส่วนเตรียมอาหารเพื่อซื้อกลับบ้าน เขาชี้ให้ดูปึกใบสั่งอาหารทีเสียบรอคิวการจัดทำ ทำเอาผมต้องล่าถอยและพาแม่ข้ามไปทานก๋วยเตี๋ยวราดหน้าและข้าวหมูแดงร้านที่อยู่อีกฟากถนนหนึ่งแทน ผมจัดการกับอาหารเที่ยงในเวลาอันรวดเร็วเพื่อจะได้ออกไปจ่ายกับข้าวเย็นที่ตลาดหางดงโดยทิ้งให้แม่กับพี่นั่งทานข้าวรอผมที่ร้าน ผมเลือกซื้ออาหารเหนือเป็นหลักจึงได้หมูยอทอดแผ่นใหญ่ ปลาทอด แกงขนุน แกงโฮะ ข้าวเหนียว มีเต้าส่วนและครองแครงเป็นของหวาน ผมไม่ลืมที่จะหิ้วน้ำแข็งยูนิตกลับมาลงกระติกเพื่อแช่กับข้าว ผมสอบถามถึงวัดหางดงจากแม่ค้าได้ความว่า ที่วัดไม่ค่อยเปิดเนื่องมาจากกรมศิลปากรเพิ่งจะขึ้นทะเบียนวิหาร และทางวัดไม่มีพระลูกวัดที่จะเป็นกำลังในการดูแล นั่นแสดงว่าวัดกำลังขาดแคลนพระสงฆ์ที่มาสืบทอด เมื่อทุกคนพร้อม เราจึงออกเดินทางกันต่อ ผมนำรถเข้าไปวัดหางดงอีกครั้งหนึ่งและพบว่าวิหารยังคงปิดคล้องกุญแจไว้เช่นเดิม

ผมนำรถไปเติมแก๊สให้เต็มถังอีกครั้งหนึ่งที่หางดงก่อนจะมุ่งหน้าสู่สันป่าตอง สันป่าตองเป็นสถานีสุดท้ายที่ผมจะมีแก๊สเติมรถ เส้นทางสายจอมทอง-แม่แจ่ม-ฮอด-แม่สะเรียง-สบเมย-แม่สอด-ตาก ไม่มีสถานีแก๊ส ที่สันป่าตองมีกาดสล่า (สล่า หมายถึงช่าง) ที่ผมมักแวะเวียนมาเสมอทุกครั้งที่ผมนำรถขึ้นมา กาดสล่าอยู่ริมเคลองชลประทานบนถนนสายสันป่าตอง-แม่วาง ผมตั้งใจจะมาหาตู้ติดโชว์บนผนัง, โคมไฟ และเครื่องไม้ กาดสล่าวันนี้เปลี่ยนไป เมื่อสอบถามร้านค้าได้ความว่าเจ้าของที่ลงมาค้าขายเอง โดยดันให้ผู้เช้าที่ขายเครื่องไม้ขยับขยายออกไปรอบๆ ผมเลือกได้โคมไฟไม้สักสำหรับติดบนเสาหน้าประตูบ้านมาหนึ่งอันและสำหรับประดับในบ้านอีกหนึ่งอัน ตู้ตั้งพื้นไม้สักใบใหญ่ที่ผมหมายตาไว้มีคนจองแล้วและเขายังไม่มีตู้ใบใหม่เข้ามาในสองวันนี้ ทางร้านมีบริการจัดส่งผ่านระบบคล้ายๆกับร.ส.พ. เราได้เครื่องไม้ตกแต่งมาอีกสองสามอย่างสำหรับเป็นของฝากในโอกาสต่างๆ แม่ผมเดินเลือกของอย่างเพลิดเพลินลืมปวดหลังจนเกือบสี่โมงเย็น ผมมองดูโคมไฟไม้สักสองอันแล้วเริ่มไม่แน่ใจว่าจะนำเข้าไปเก็บในห้องโดยสารได้ ผมอาจต้องนำขึ้นไปใส่ไว้บนแร๊คหลังคา แต่เมื่อลองจัดของในรถดูแล้วเราก็พบว่าสามารถเก็บเข้าไปได้ไม่ยาก เราพักดื่มกาแฟกันก่อนออกเดินทางต่อ ผมจะไปวัดพระธาตุศรีจอมทองให้ทันดูพระธาตุที่เก็บไว้ในวิหาร รถเริ่มชะลอตัวในเขตชุมชนต่างๆที่ผ่านไปตลอดทางเนื่องจากถนนที่ตัดผ่านชุมชนเป็นถนนสองเลนที่ติดฟุตบาทของอาคารพาณิชย์ดั้งเดิมของชุมชนเก่า ลานจอดรถหน้าวัดมีรถจอดเต็ม ผมได้จังหวะมีที่จอดแห่งหนึ่งพอดี แดดห้าโมงเย็นขับสีทองที่หุ้มเจดีย์ตัดกับฟ้าสีเข้ม ผมอดดูพระธาตุเพราะเขาปิดวิหารไปแล้ว เราเลยแยกย้ายกันถ่ายภาพตามใจชอบ พี่ผมเดินลงไปดูบันไดขึ้นด้านหน้า (ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจอดรถและเดินเข้าวัดทางด้านประตูหลังที่ใหญ่โต) รถไอติมเนสเล่มีคนอุดหนุนไม่ขาดสายยั่วยวนให้เราซื้อไอศครีมมาทานกับบิสกิตที่เตรียมมาจากบ้าน

ผมยังต้องข้ามเขาที่สูงชันและไม่อยากมืดบนเขาจึงรีบออกจากจอมทอง ขณะนั้นดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที รถที่ขึ้นดอยอินทนนท์มีไม่มาก แต่รถที่กำลังลงมาจากดอยมีไม่ขาดสาย รถผมดูเหมือนจะไม่มีกำลังไม่ผิดอะไรกับรถบรรทุกที่กำลังไต่เนิน ทำให้ผมต้องตัดมาใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงแทน เมื่อถึงทางเข้าอุทยานฯ ผมแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอผ่านไปแม่แจ่มโดยไม่ต้องชำระค่าเข้าอุทยานฯ รถที่บริเวณที่ทำการอุทยานฯหนาแน่น ผมมองไปตามเนินและที่โล่งเต็มไปด้วยหลังคาเตนท์ ที่จอดรถอีกด้านหนึ่งมีรถจอดอยู่เต็มพื้นที่ และมีรถที่นำมาจอดบนไหล่ทางเต็มสองข้างทาง ฟ้าเริ่มขมุกขมัวและไฟถนนสีส้มส่องจ้าเป็นแถว ผมเห็นดอกพญาเสือโคร่งประปราย และมีต้นใหญ่ที่ดอกบานเต็มต้นทำเอาเราตาลุกโพลงและบ่นเสียดายที่มาถึงเอาเมื่อฟ้ามืด การเดินทางของเราเป็นวงใหญ่และเราจะไม่ได้ย้อนกลับมาเส้นทางนี้อีก ผมนำรถเข้าจอดข้างทางหน้ากาดของชาวเขาและลงไปถ่ายรูปกัน อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตก็ได้เห็นดอกพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย จะมีใครสักกี่คนที่มีรูปถ่ายกับดอกซากุระในยามกลางคืนบ้าง ทุกคนมีแต่ภาพตอนกลางวัน ผมผ่านจุดตรวจบัตรที่ทางแยกไปอำเภอแม่แจ่มตอนฟ้ามืดสนิท ถนนเล็กและแคบผ่านป่าที่มืดครึ้ม ทางขึ้นสูงและลงต่ำ ผ่านโค้งหักข้อศอกไปตลอดทาง ผมเดินรถอยู่ใต้ร่มเงาไม้พักใหญ่กว่าจะออกมาถึงถนนที่เลียบคดโค้งไปตามไหล่เขา ผ่านจากเขาลูกแล้วลูกเล่าโดยมีรถที่นำอยู่ข้างหน้าและมีรถที่ตามหลัง ถนนที่หักไปมาขึ้นๆลงๆ และมีรถที่สวนมาไม่มากนักจนดูเหมือนว่าจะมีเราจะอยู่คันเดียว

ในที่สุดรถก็เข้าสู่เขตอำเภอแม่แจ่ม ผมเห็นป้ายณวสรวงรีสอร์ท (อ่านว่า นะ-วะ-สวง) ขึ้นบอกทางอยู่เป็นระยะ และในที่สุดผมก็ถึงทางเลี้ยวเข้าสู่ที่พัก ถนนที่เข้าไปเป็นถนนแคบๆ ตัวรีสอร์สร้างอยู่บนไหล่เขาที่ค่อนข้างชัน ผมมองไม่เห็นอะไรมากนอกจากทางเดินปูหินและมีไฟทางเดินส่องทาง กระท่อมที่พักอยู่ที่หน้าผา มองไปเห็นเงาของเทือกเขาตะคุ่มๆอยู่ไกลออกไปข้างหน้า ด้านหน้ากระท่อมเป็นระเบียงมีที่นั่งสองฝั่ง หลังคาของกระท่อมต่อเนื่องมาคลุมไว้ เราขนของจากรถเข้าบ้านหลายรอบกว่าจะหมด ผมจึงวนรถกลับลงไปจอดที่จอดรถพื้นข้างล่างด้วยข้างบนไม่มีที่จอด ภายนอกอากาศเริ่มลดต่ำลงและลมพัดมาตลอด ทางรีสอร์ทบอกผมว่าอากาศในเช้ามืดวันนั้นลงไปแตะที่ 12 องศา และมีหมอกจัด เกือบจะสองทุ่มแล้ว ผมเริ่มนำอาหารออกมาอุ่นบนเตาแก๊สสนาม คืนนี้เรามีไก่หมุนที่ซื้อมาจากเกาะคา แหนม หมูยอทอด ปลาทอด แกงโฮะ แกงขนุน ให้เราทานกับข้าวเหนียวที่ผมเอาลงไปจี่ในกะทะจนร้อน ความหิวและความเหนื่อยทำให้อาหารจำนวนมากหมดไปอย่างรวดเร็ว จนเราต้องเก็บของหวานไว้จัดการก่อนนอน อย่างน้อยเราก็สบายใจว่าหมดภาระไปเรื่องหนึ่ง เราจัดการล้างถ้วยชาม ถ่ายน้ำในกระติกน้ำแข็งออกก่อนที่จะทยอยกันไปอาบน้ำ อากาศข้างนอกหนาวจนผมต้องเอาเสื้อหนาวออกมาสวม เราชงน้ำขิงร้อนๆถือออกไปนั่งดูดาวกันที่ระเบียง ฟ้าในหุบเขามืดสนิท มีเมฆประปรายเต็มฟ้า ฟ้าส่วนที่ปราศจากเมฆเบียดเสียดด้วยดาวส่องแสงระยิบระยับ มันใกล้จนเรารู้สึกว่าเราอาจจะคว้ามันไว้ได้ คืนนั้นเราขอบคุณพระองค์ที่นำเราเดินทางมาถึงด้วยความปลอดภัย

Labels: ,


Thursday, April 09, 2009

 

ก่อนสิ้นปี 2008

สามสัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นปี 2008 ผมใช้เวลาในการจัดแผนการเดินทาง รายชื่อสถานที่พักแรม และโปรแกรมกิจกรรมในแต่ละวัน และแน่นอนที่สุดคือตำแหน่งที่ตั้งของสถานีเติมแก๊ส สถานีน้ำมันเพื่อให้การเดินทางไม่สะดุด ผมลังเลใจในการขึ้นไปสู่จังหวัดพะเยาและวกขึ้นสู่ดอยอ่างขางและกลับลงมาเชียงใหม่ ผมอยากเที่ยวพะเยาให้มากกว่าแค่เป็นทางผ่าน แต่ความกังวลใจถึงขบวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปสัมผัสความหนาวบนดอยจะทำให้เราหมดสนุก ทำให้ผมเปลี่ยนแผนการเดินทางไปเที่ยวโดยเริ่มที่แม่สอด และขับรถเลียบชายแดนมุ่งหน้าสู่แม่สะเรียงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผ่านเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ที่แม่แจ่ม และวกกลับเข้ากรุงเทพผ่านลำพูนและลำปาง ผมมั่นใจว่าผมสามารถหลีกความจอแจในช่วงเทศกาลได้เพราะเป็นเส้นทางที่มีคนใช้น้อย เมื่อผมเริ่มโทรศัพท์ไปตามที่พักที่หมายไว้ในแต่แรก ผมก็พบว่าที่พักทุกแห่งเต็ม เพื่อนที่ทำงานพากันหัวเราะเยาะว่าผมหมดหนทาง ในเมื่อผมไม่สามารถหาที่พักที่ดีพอได้ผมทดลองกลับทิศเส้นทางของผมโดยมุ่งหน้าสู่ตาก, ลำปาง, ลำพูน, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน และกลับลงมาทางด้านแม่สอด การณ์กลับกลายเป็นว่าตลอดเส้นทางมีที่พักให้ผมทุกคืน นับว่าพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้ผมล่วงหน้าก่อนออกเดินทางเพียงห้าวันเท่านั้น อย่างนี้กระมังที่เขาพูดว่า “หัวเราะที่หลังดังกว่า”

ที่เก็บของท้ายรถของผมหายไปกว่าครึ่งเพราะถูกแทนที่ด้วยถังแก๊ส หากผมอยากได้พื้นที่บรรทุกของเพิ่ม ผมต้องย้ายสัมภาระขึ้นไปบนหลังคารถแทน ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน ผมพยายามหาที่ติดตั้งแร๊คหลังคาพร้อมกล่อง roof box ซึ่งดูเรียบร้อยดี กันน้ำได้และสามารถใส่กุญแจได้ แต่ปัญหาของ roof box คือขนาดเล็กสุดมีความจุถึง 80 ลิตร มันจึงต้านลมและหากผมจะถอดออกผมต้องมีพื้นที่เก็บในบ้าน ความอยากได้ทำให้ผมคิดว่าหากถอดออกจะนำขึ้นไปแขวนติดกับเพดานบ้าน ผมติดต่อไปหลายที่ แต่เขาเลิกผลิต roof box เพราะจำนวนลูกค้าน้อยไม่คุ้มที่จะลงทุน ในขณะที่ของนำเข้าจากสวีเดนมีมูลค่าซื้อขายสูงถึงสามหมื่นบาท ผมคงไม่มีความสุขเท่าใดหากจอดรถทิ้งไว้เพราะมูลค่าของมันล่อตาล่อใจเหล่ามิจฉาชีพ ในเดือนธันวาคมผมโทรศัพท์ไปติดต่อโรงงานแห่งหนึ่งที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีเพื่อติดตั้งแร็คหลังคารถ การสื่อสารที่ผิดพลาดทำให้ผมเข้าใจว่าผมสามารถนำรถเข้าไปเลือกดูและทดลองวางก่อนติดตั้ง ผมไปถึงบ้านโป่งแบบสบายๆเอาตอนบ่ายสามโมงครึ่งเพราะเจ้าหน้าที่บอกผมว่าติดตั้งเพียงครึ่งชั่วโมงก็สำเร็จเรียบร้อย แต่เมื่อไปถึงผมกลับพบว่าเขาไม่มีสินค้า เจ้าหน้าที่ไม่ได้เบิกสินค้าไว้เพราะผมไม่ได้ตกลงใจว่าจะติดตั้งรุ่นใด ผู้จัดการโรงงานออกมาขออภัยในความผิดพลาด ที่โรงงานมีแต่แร๊คหลังคาในโกดังไม่กี่ชิ้นแต่ไม่มีขาจับ เขาผลิตขาจับแร๊คเพื่อส่งออกและผลิตเท่าจำนวนที่สั่งเท่านั้น และสินค้าที่ผลิตเผื่อไว้ไม่มากจัดส่งให้ร้านประดับยนตร์ในย่านวรจักร ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือเขาออกแบบขาจับบนพื้นฐานของหลังคารถกระบะ และดัดแปลงชิ้นส่วนบางชิ้นให้เข้ากับรถหลายรุ่น แต่เขาไม่เคยติดตั้งบนรถเก๋งยี่ห้อและรุ่นเดียวกับรถของผมซึ่งอาจใช้ด้วยกันไม่ได้ เขาจัดการโทรศัพท์ไปหลายที่ให้ตรวจว่ามีสินค้าค้างในสต็อคที่อื่นหรือไม่ ในที่สุดผมก็เห็นเด็กขี่รถจักรยานยนตร์นำขาจับเข้ามาสองอัน ผู้จัดการและช่างอีกสองคนก็เข้ามาช่วยกันประกอบ และในที่สุดมันก็ติดตั้งได้สำเร็จเรียบร้อย ห้าโมงเย็นผมปปปปปนำรถออกมาจากโรงงานและขอบคุณพระเจ้า ในความไม่พร้อมและในความไม่แน่นอนแต่พระเจ้าของผมกลับเป็นพระเจ้าที่พร้อมเสมอและให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ ผมได้กระเป๋าผ้าใบกันน้ำเนื้อหนาขนาดความจุ 100 ลิตรมาหนึ่งใบสำหรับติดตั้งกับแร๊ค กระเป๋าใบนี้พับแล้วมีขนาดเท่ากับสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองเล่มใหญ่ ผมหมดปัญหาเรื่องสถานที่เก็บกล่อง roof box และแขวนแร๊คหลังคาไว้กับข้างฝาที่ว่างอยู่แทน ที่สำคัญคือผมมีรายจ่ายรวมแล้วไม่กี่พันบาทเท่านั้น

นอกจากปัญหาการขนสัมภาระแล้ว พวกเรายังจดจำความหนาวในวันปีใหม่ปี 2007 ได้เป็นอย่างดี ตอนนั้นเราพูดกันว่าเสื้อหนาวไม่จำเป็นเพราะมันไม่เคยหนาวเลยในปีใหม่สักปีที่ผ่านมา เราขนเสื้อหนาวคนละ2-3 ตัวบรรจุลงในกระเป๋าใบใหญ่มากโดยแทบไม่ได้สวมเลยเกือบทุกปี แต่ลมแม่น้ำโขงปีนั้นก็ทำเราหนาวเข้ากระดูกเพราะเรามีแต่เสื้อกันลมบางๆในขณะที่พยากรณ์อากาศบอกเราว่าอากาศเย็นสบาย รายงานความหนาวเย็นของฤดูหนาวปีที่แล้วตั้งแต่เดือนตุลาคมทำเอาผมออกไปเดินหาเสื้อโค้ทให้แม่ ฟังดูแล้วเหมือนจะเกินไปที่จะสวมเสื้อโค้ทในเมืองไทย แต่เสื้อโค้ทและกระเป๋าน้ำร้อนจำเป็นสำหรับผู้สูงวัยหากเราต้องเผชิญกับอากาศบนดอย ใกล้ๆบ้านผมมีร้านขายเครื่องกันหนาวส่งออก ผมพบเสื้อโค้ทสั้นผ้าขนสัตว์ตัดเย็บเป็นทรงวินเทจ เขามีมาไม่กี่ขนาด แม่ผมเห็นราคาแล้วบอกให้ผมลองเดินไปดูอย่างอื่น ผมบอกแม่ว่าถ้าซื้อมาแล้วได้ใช้มันก็คุ้ม เราใช้มันได้เป็นสิบปี จะได้สวมเสื้อคลุมตัวเดียวไม่ต้องใส่เสื้อหลายๆชั้นให้อึดอัดและถอดยาก

เมื่อวันทำงานสุดท้ายของปีมาถึง ผมเดินทางพร้อมกับครอบครัวออกจากกรุงเทพในราวสี่โมงเย็นเพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดตาก ผมติดต่อที่พักไว้ที่อันดามันรีสอร์ทซึ่งอยู่บนเนินก่อนเข้าเมือง รถที่ออกจากกรุงเทพมีอยู่ไม่ขาดสาย แต่ก็ไปได้เรื่อยๆด้วยความเร็วไม่น้อยกว่า 80 กม./ชม. ผมเห็นแสงสุดท้ายของวันที่อยุธยานั่นหมายความว่าใกล้เวลาอาหารค่ำเต็มที แต่ความเรื่องมากของผมทำให้ผมหาร้านอาหารที่ถูกใจไม่ได้ ผมไม่อยากทานข้าวที่จุดพักรถของสถานีบริการน้ำมัน บ้างก็ขับเลยไปเพราะจะหาร้านอาหารและมองทางไปพร้อมๆกันไม่ได้ กว่าที่ผมจะได้พบกับร้านอาหารก็มาถึงอุทัยธานี ครัวท่าน้ำอ้อยเจ้าเก่าริมแม่น้ำน้อยรอผมอยู่ แม้ว่าจะไม่ถึงขนาดต้องแย่งโต๊ะกันราวกับเก้าอี้ดนตรี แต่อาหารจานเด็ดทั้งหลายที่ขึ้นชื่อหมดไปก่อนหน้านี้นานแล้ว อย่างน้อยเราก็ได้โต๊ะริมน้ำที่มองออกไปเห็นแต่กอสวะลอยอย่างลางเลือนในความมืด ผมดูแม่ที่กินข้าวเคี้ยวตุ้ยๆไม่พูดไม่จาด้วยความหิวอย่างขบขัน แม่ผมไม่สนใจอะไรอีกแล้วนอกจากอาหารที่อยู่เบื้องหน้า

สองทุ่มครึ่งเราออกเดินทางกันอีกครั้งหนึ่ง ผมนำรถเข้าเมืองปากน้ำโพและแวะเติมแก๊สรถยนตร์จนเต็ม เรามุ่งหน้าสู่กำแพงเพชรและตากอันเป็นที่หมายสุดท้ายในคืนนี้ ผมมาถึงอันดามันรีสอร์ทในราวห้าทุ่ม แขกต่างทยอยกลับมาจากการรับประทานอาหารที่ในเมืองกันพอดีและมีแขกที่รอเช็คอินอีกสองคณะ ห้องที่ผมติดต่อไว้ขอเป็นชั้นพื้นเพราะมีคนสูงอายุ อาคารของโรงแรมเป็นตึกปลูกไว้สามชั้นท่ามกลางดงไม้และตั้งอยู่บนเนิน เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งในห้องทำจากไม้สักแกะสลัก แต่ละชิ้นหนาและหนัก ขนาดห้องพักสูงโปร่งและใหญ่มาก แม้ว่าเราจะปิดประตูหน้าต่างจนหมดแต่เราก็สัมผัสได้ว่าคืนนี้อากาศไม่ธรรมดาเสียแล้ว คืนนั้นผมหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการขับรถทางไกล

วันรุ่งขึ้นหลังจากอาหารเช้า เราออกจากที่พักเมื่อเกือบเก้าโมงมุ่งหน้าไปตามเส้นทางตาก-ลำปาง เมื่อถึงทางแยกผมนำรถเข้าอำเภอบ้านตากเพื่อไปวัดพระบรมธาตุบ้านตาก จุดประสงค์ของผมคือการไปชมเจดีย์ที่จำลองมาจากเจดีย์ชเวดากอง แต่เดิมเจดีย์พระบรมธาตุบ้านตากเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย ต่อมาได้มีการเปลี่ยนรูปทรงเป็นดังปัจจุบันเมื่อพระครูพิทักษ์บรมธาตุ อดีตเจ้าอาวาสได้ไปนมัสการและประทับใจในความงามของเจดีย์ชเวดากอง วันที่ผมไปถึงนั้นเป็นวันสิ้นปี มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมานมัสการพระธาตุกันเนืองแน่น เจดีย์ประธานนั้นเป็นเจดีย์ทรงมอญรายล้อมด้วยเจดีย์ชั้นในอีก 16 องค์ แต่ละองค์ทาด้วยสีทอง รอบนอกเป็นโขงจุดเทียนอีก 6 โขง องค์เจดีย์สูง 23 เมตร กว้าง 63 เมตร มณฑปไม้สำหรับวางพระพุทธรูปออกแบบไว้เป็นทรงล้านนาวางอยู่ในศาลายกพื้นที่อยู่ข้างเจดีย์ ด้านบนขื่อเขาเอาไม้กระดานวางพาดไว้ และนำหีบเก็บพระธรรมขึ้นไปเก็บไว้หลายใบ หีบนั้นเป็นทรงสี่เหลี่ยมก้นสอบปากกว้างทาด้วยสีหมากแดงเขียนลายทอง

ไม่ไกลจากวัดพระบรมธาตุบ้านตากมีเจดีย์องค์หนึ่ง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเจดีย์ยุทธหัตถีระหว่างพ่อขุนรามคำแหงมหาราชกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด และเจดีย์องค์นี้พระองค์สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่เจ้าเมืองฉอด การกระทำยุทธหัตถีบนหลังช้างถือเป็นวิถีแห่งกษัตริย์ชาตินักรบ จึงมีพระเกียรติทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ เจดีย์สร้างอยู่บนดอยช้าง ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ตามแบบศิลปะสุโขทัย สูง 16 เมตร ส่วนฐานกว้าง 12 เมตร มีผู้ตั้งเครื่องบูชา และนำช้างไม้กับอ้อยมาวางอยู่โดยรอบ

เราออกมาจากบ้านตากเมื่อใกล้เที่ยง ตั้งใจว่าจะไปหาทานข้าวมื้อเที่ยงที่อำเภอเกาะคา ถนนสายบ้านตาก-เถิน เต็มไปด้วยรอยปะยางมะตอยใหม่และหลุมจากน้ำกัดเซาะทำให้ไม่สามารถใช้ความเร็วได้ การเดินทางในครั้งนี้ผมไม่ได้แวะเยี่ยมคุณทวีที่เถินด้วยเห็นว่าเวลาจำกัดเต็มที กว่าที่เราจะไปถึงเกาะคาก็เป็นเวลาบ่ายโมงครึ่ง ตลาดเกาะคาคราคร่ำด้วยผู้คนออกมาซื้อหาข้าวของและนักท่องเที่ยว ที่หวังว่าจะได้กินข้าวซอยเกาะคาจึงอย่าได้คิด ผมแวะสั่งผัดไทจากร้านที่อยู่ข้างทาง ในระหว่างที่รออาหารจึงได้เดินไปหาของทานเล่น ผมเห็นเขาขายไก่หมุนเป็นของโอทอปจึงได้ซื้อมาลองชิมดูครึ่งตัว ซื้อไส้กรอกอีสานและซื้อมันสำปะหลังเชื่อมที่ไม่ได้ลิ้มรสมานานอีกชิ้นหนึ่ง เครื่องเทศในไส้กรอกอีสานหอมอร่อยจนแม่ออกปากทำให้ผมต้องไปซื้อมาเก็บไว้ทานเล่นรองท้องกับเวลาอาหารที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

ภายหลังอาหารเที่ยง เราตรงไปวัดไหล่หินหลวงหรือวัดไหล่หินแก้วช้างยืน วัดไหล่หินเป็นวัดที่สร้างอยู่บนเนิน ช้างที่นำพระธาตุเพื่อมาบรรจุที่วัดพระธาตุลำปางหลวงเคยมาหยุดที่นี่ วัดที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นฝีมือช่างไทยใหญ่เมืองเชียงตุงที่มีศรัทธาต่อเจ้าอาวาสพระมหาเกสรปัญโญ วัดขนาดย่อมสร้างตามคติล้านนาด้วยลวดลายสัตว์ในหิมพานต์ตามแบบศิลปะไทยใหญ่ทำให้วัดมีเอกลักษณ์โดดเด่น การบูรณะวัดในยุคหลังสูญเสียเอกลักษณ์แบบล้านนาไปเมื่อเปลี่ยนส่วนหลังคาทำให้ช่อฟ้า ใบระกาและตัวนาคลำยองกลายเป็นศิลปะแบบไทยภาคกลาง หากการบูรณะไม่ระวังดูแลให้ดีแล้ววัดไหล่หินจะสูญเสียเอกลักษณ์ความเป็นล้านนาและคติการสร้างวัดแบบดั้งเดิมไปจนหมดสิ้น ดังเช่นลานทรายรอบวัดที่เปรียบดั่งนทีสีทันดรถูกแทนที่ด้วยลานซีเมนต์บ้าง ลานแกรนิตบ้าง คุณค่าดั้งเดิมสูญหายไปกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนรุ่นใหม่ เหมือนที่เขาทำกับวัดพระธาตุลำปางหลวงมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ (เรื่องราวของวัดไหล่หินเคยเล่าไว้แล้วที่นี่) ผมพาแม่เข้าไปดูในวิหารโถง (ฝาด้านเดียว ทางทิศตะวันตก ส่วนอีกสามด้านเปิดโล่ง) หลังคาที่ลาดต่ำ ภายในเขียนลายคำรูปพระพุทธเจ้าประทับยืนบนเสา และขื่อ และรูปวิถีชาวบ้าน หลังพระประธานเขียนเป็นต้นโพธิ์ทอง ปูนปั้นเชิงประดับฐานพระเป็นกินรีแบบอย่างเชียงตุง พระภิกษุที่มารอรับญาติโยมที่ยกพื้นชะเง้อมองตามมือผมที่ชี้และอธิบายให้แม่ฟัง เก้าอี้ยาวทรงเตี้ยที่ท่านนั่งเป็นไม้ชิ้นใหญ่เก่าแก่ มีลายเล็กๆที่พนักเป็นฝูงลิง ข้างนอกมีพุทธศาสนิกชนที่ทยอยกันเข้ามาไหว้พระทำบุญ เขาจะจุดเทียนไว้ที่ข้างโขงประตูด้านนอก เทียนทางเหนือต่างจากเทียนไทยภาคกลางที่มีขนาดเล่มใหญ่กว่า เห็นได้ชัดว่านวดขี้ผึ้งเทียนด้วยมือห่อหุ้มแผ่นกระดาษยันต์ไว้ เปลวเทียนใหญ่เหมือนกับเทียนจีนที่จุดตามศาลเจ้า





พอบ่ายสามโมง ผมรีบกลับมาเช็คอินที่โรงแรมทิพย์ช้างซึ่งได้จองไว้ วันส่งท้ายปีเก่าขึ้นปีใหม่ทำเอาโรงแรมขายห้องพักได้หมด ห้องที่พักเขานำเตียงมาเสริมให้ พนักงานทำงานกันมือเป็นระวิงเพราะสองสามวันนี้ห้องเต็มตลอด เมื่อนำของเก็บเข้าที่เรียบร้อยผมก็ตรงไปบ้านลุงน้ำชา หลังจากที่ได้พูดคุยทักทายกันแล้ว ลุงน้ำชาจัดการพาขึ้นชั้นสามเพื่ออวดห้องพื้นเขียวที่ทำใหม่ มุมจัดรายการวิทยุออนไลน์รวมทั้งห้องสัมภารกที่แปลงให้เป็นเรียบร้อยเข้าที่ และนำไวโอลินเก่าหลายตัวออกมาให้ดู แน่นอนว่ามีหนังสือคริสตมาสของขวัญจากอเมริกาด้วย ผมถือโอกาสนั้นประกอบโปะไฟที่ไม่มีทีท่าว่าจะต่อได้สำเร็จ ผมทำอยู่หลายรอบประกอบผิดประกอบถูก กว่าจะเรียบร้อยก็พบว่าชิ้นส่วนไม่ครบ หกโมงเย็นพอควรแก่เวลาจึงได้ขอตัวออกมารับประทานอาหารเย็น ส่วนลุงน้ำชาเตรียมตัวไปทำงาน ผมเพิ่งทราบว่าการหาอาหารเย็นทานในวันสิ้นปีเป็นเรื่องยากเย็น ร้านข้าวต้มริมน้ำที่ผมหมายไว้ปิดขายหลายวัน ผมขับตระเวณหาร้านอยู่ครึ่งชั่วโมง ตลอดถนนริมน้ำมีแต่ร้านออกแนวผับคนรุ่นใหม่ ไฟสลัวๆที่ติดตั้งไว้จึงไม่เหมาะกับกลุ่มผู้สูงวัยที่ต้องการไฟสว่างจ้า ในที่สุดเมื่อวนไปถึงหน้าตลาดเทศบาลก็ได้พบกับตลาดโต้รุ่งติดไฟไว้สว่างไสว มีอาหารให้เลือกหลายอย่าง ผมเดินไปร้านส้มตำเพื่อสั่งตำผลไม้ แต่ได้รับคำตอบมาว่าไม่ทำเพราะเสียเวลาปอกผลไม้มากโดยยังมีลูกค้ารออยู่หลายราย ผมก็ไม่ว่าอะไรถ้างั้นก็เอาตำไทยก็ได้คำตอบว่าถั่วลิสงหมด ผมจึงได้ถามว่าถ้าเช่นนั้นทำอะไรได้บ้าง ขอให้ส่งที่โต๊ะที่อยู่ห่างไปไม่ถึงสามเมตร แม่ค้าตอบผมว่าไม่ส่งเพราะไม่ว่างให้รอเอาไปเอง ผมจึงไม่พูดอะไรเดินกลับออกมาสั่งอาหารอื่น เวลานั้นคิดในใจว่าเรื่องมากนักไม่กินก็ได้ หลังจากที่ข้าวต้มสองชามลงไปนอนรองเต็มกระเพาะ ผมซื้อน้ำเต้าหู้มาตุนเผื่อว่าดึกๆจะหิว ในตู้เย็นที่โรงแรมยังมีไก่อีกครึ่งตัว ไส้กรอกอีสานและมันเชื่อมอีกหนึ่งถุง พอกลับเข้ามานั่งในรถพี่ผมเล่าให้ฟังว่าเมื่อเดินผ่านรถเข็นส้มตำ แม่ค้าจ้องผมตาเขียวปัดและเหลียวมองตามหลังมาทำนองโมโหที่ผมถามโน่นถามนี่แต่ไม่ซื้อ ผมหัวเราะเพราะผมลืมไปแล้วแต่แม่ค้าคงอารมณ์เสียไปอีกนาน ตกลงว่าผมเป็นฝ่ายผิดหรือนี่

ทานข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อย ผมนำรถผ่านแถวกาดกองต้าอีกครั้ง ผมเห็นร้านขายโคมกระดาษแบบล้านนาจึงได้ลงไปดู เป็นบ้านที่อนุรักษ์และสอนการทำโคมมีรายละเอียดแตกต่างจากโคมทั่วไปที่เห็นในเชียงใหม่ ราคาโคมที่จำหน่ายมีราคาที่สูงจนสามัญชนอย่างผมหาซื้อไม่ได้ เดินดูอยู่สักพักจึงได้กลับที่พัก
พอหนังท้องตึงหนังตาผมก็หย่อนทันที บวกกับความอ่อนเพลียจากการเดินทางผมจึงรู้สึกง่วงมาก แต่ผมมีนัดกับลุงน้ำชาว่าจะไปฟังลุงทำงาน อาจแปลกใจว่าทำไมผมไม่ดูคนทำงานแต่ผมใช้วิธีฟัง ก็เพราะลุงน้ำชาเล่นเปียโนในห้องเดอะแกลเลอรีของโรงแรมทิพย์ช้างที่ผมพักอยู่ ผมล้างหน้าตาเพื่อขับไล่ความง่วงและติดกล้องถ่ายรูปลงไปที่ห้องเดอะแกลเลอรีทันที เวลานั้นสองทุ่มครึ่งเห็นจะได้แต่ในห้องอาหารมีแขกที่อยู่รับประทานอาหารค่ำเพียง 2 โต๊ะเท่านั้น ลุงน้ำชาทั้งร้องทั้งเล่นเปียโนหลากสไตล์ ส่วนใหญ่เป็นเพลงในยุคปี 50-60 ส่วนผมก็บันทึกภาพการทำงานของลุงน้ำชาไว้หลายภาพ จนสามทุ่มเศษแขกกลับออกไปหมดแล้วจึงได้พักลงมาคุยกับผม สอบถามความเป็นไปและเรื่องส่วนตัวกัน ผมเห็นแววตาตื่นเต้นยินดีที่กลับมาสู่การเป็นนักเปียโนอาชีพอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อผมมองจำนวนแขกและวัฒนธรรมของเมืองลำปางที่เห็นมาเมื่อตอนเย็นผมได้แต่คิดในใจว่ามันน่าจะจบลงในเร็ววัน เมืองขนาดใหญ่แต่ร้านรวงปิดเงียบกันตั้งแต่หัวค่ำ ตามถนนซอยร้างผู้คนทั้งๆที่เป็นวันสิ้นปี เกือบสี่ทุ่มผมจึงได้ร่ำลาลุงน้ำชากลับขึ้นมาอาบน้ำ รื้อขนมออกมากินและนอนเมื่อใกล้เที่ยงคืนเต็มที ผมไม่ได้ยินเสียงพลุ เสียงโห่ร้องนับถอยหลัง ผมหลับจนเสียงสัญญาณปลุกในปีใหม่

ผมคงไม่กลับมาใช้บริการของทิพย์ช้างอีก เมื่อผมติดต่อจองห้องพักมาโรงแรมพยายามขายบัตรกาลาดินเนอร์คืนวันส่งท้ายปี ที่นี่เป็นโรงแรมเก่าซึ่งภายในไม่ได้ปรับปรุงให้ดีเท่าที่ควรทำให้โรงแรมน่าจะอยู่ในเกรด 1-2 ดาวเท่านั้น ผมเคยพักโรงแรมเก่าหลายแห่งและชื่นชมที่เขาอนุรักษ์และบำรุงรักษาสถานที่ได้อย่างดีเช่นโรงแรมโฆษิตฮิลล์ที่เพชรบูรณ์ แต่ที่โรงแรมทิพย์ช้างปล่อยให้เสื่อมโทรมทั้งที่โรงแรมมียอดจองสม่ำเสมอจากทัวร์ หลังจากนั้นไม่นานผมก็ทราบข่าวว่าลุงน้ำชาไม่ได้ทำงานที่นี่อีกต่อไป หากโลกยุคนี้เป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจอย่างมีธรรมภิบาล จึงควรสนับสนุนเฉพาะธุรกิจธรรมาภิบาลเท่านั้นเพื่อให้คนดีอยู่ได้ในสังคม

Labels: ,


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?