One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Thursday, February 19, 2009

 

สมุดภาพของหมู่บ้าน



มีอยู่คืนหนึ่งผมดูทีวีจนได้เวลาเข้านอน เมื่อผมเปลี่ยนช่องไปที่เอเชี่ยนแชแนลก็ได้พบกับภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งที่ตรึงสายตาผมไว้เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น สิ่งนั้นคือกล้องถ่ายรูปแบบ large format ที่เลื่อนตำแหน่งโฟกัสด้วยการยืดหดเลนซ์ตามรางเลื่อนและบันทึกภาพบนแผ่นฟิล์ม ฟิลม์แผ่นขนาดที่นิยมกันคือ 5 X 7 นิ้วบรรจุอยู่ในแมกกาซีน หนึ่งแมกกาซีนมีฟิลม์หนึ่งแผ่น ผมคุ้นเคยกับกล้องแบบนี้ตั้งแต่ผมจำความได้และผมไม่เคยเห็นใครใช้กล้องแบบนี้อีกเลยตั้งแต่ผมอยู่ชั้นประถมต้น

ภาพยนตร์เรื่อง The village album เป็นเรื่องราวที่ผูกขึ้นของหมู่บ้านฮานาตานิ ซึ่งเป็นหมู่บ้านในชนบทประเทศญี่ปุ่น หมู่บ้านในหุบเขานี้พึ่งพาเกษตรกรรมกันมาหลายชั่วอายุคน ชีวิตของพวกเขากำลังเปลี่ยนแปลงเมื่อรัฐผุดโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ และอีกไม่นานทั้งหมู่บ้านจะต้องจมอยู่ใต้บาดาล คณะกรรมการหมู่บ้านจึงตกลงที่จะให้บันทึกภาพของครอบครัวของสมาชิกในหมู่บ้านไว้เพื่อจัดทำเป็นอัลบัมที่ระลึก เคนอิจิช่างภาพรุ่นใหญ่ที่สุขภาพกระเสาะกระแสะด้วยโรคหัวใจอาสาที่จะรับงานนี้ และเขาก็ออกตระเวณไปทั้งหุบเขาเพื่อบันทึกภาพ ครอบครัวของเคนอิจิมาตั้งรกรากที่นี่ แม่ผู้ให้กำเนิดลูกทั้งสามด่วนจากไปก่อน ลูกชายคนเดียวไปเรียนหนังสือและทำงานเป็นผู้ช่วยช่างภาพในมหานครโตเกียวทาเคชิถูกเรียกตัวกลับมาเพื่อช่วยพ่อในงานชิ้นสำคัญนี้ สัมพันธภาพระหว่างพ่อลูกคนสองรุ่นเป็นไปอย่างย่ำแย่ กว่าที่พ่อลูกจะเข้าใจกันได้ก็ผ่านอุปสรรคมากมาย

เดอะวิลเลจอัลบัม เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ “มิตซูฮิโร มิฮารา” สร้างในปี 2005 ได้รับรางวัล ให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เซียงไฮ้ “ทัตซึยะ ฟูจิ” รับบทของเคนอิจิพ่อได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมในงานเดียวกัน ส่วนบทของทาคาชินั้นรับบทโดยนักแสดงหนุ่ม “เคน ไคโตะ” มิตซูฮิโร ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ (1) ว่า “ตั้งใจจะสร้างหนังสักเรื่องเพื่ออุทิศให้กับความดีงามเก่าแก่ ความงามของธรรมชาติ และวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ที่กำลังสูญสลายไปช้าๆจากญี่ปุ่น และผลลัพทธ์ที่ได้คือหนังที่เชิดชูเรื่องราวเหล่านั้น ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นทัศนียภาพอันงดงามของหมู่บ้านเชิงเขา ผู้คนที่โดยมากทำการเกษตร ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายจนดูเรื่องราวน่าเบื่อ ไม่เพียงแต่การเดินจะสอนทาคาชิเท่านั้นแต่มันสอนให้เราตระหนักถึงการละเลียดมองดูความงามในความง่ายนั้นช้าๆ มองดูใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี แวะชมหัวผักกาดใหญ่ยักษ์ ผลผลิตจากไร่ในแรงเหงื่อของผู้คน นอกจากนี้ มันยังบอกถึงการเข้าหาผู้คนอย่างอ่อนน้อมและให้เกียรติ ซึ่งในฐานะช่างภาพ นี่เป็นวิธีการเดียวที่จะดึงเอาจิตวิญญาณจากผู้คนที่เราถ่ายภาพออกมาได้”

คนต่างยุคมีโลกทัศน์และประสพการณ์ที่ต่างกัน พ่อเช่นเคนอิจิยังยึดติดกับธรรมเนียมดั้งเดิมของคนที่โตมาในรุ่นสิ้นสงครามและญี่ปุ่นกำลังสร้างประเทศ เครื่องแต่งกายในชุดสากลผ้าขนสัตว์ ผูกเนคไทเรียบร้อย รองเท้าหนังขัดมัน สวมโค้ทและหมวกสักกะหลาดสื่อให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิตแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งตรงกันข้ามกับเสื้อกันหนาวผ้าใยสังเคราะห์ กางเกงยีนส์ รองเท้าวัสดุสังเคราะห์ลวดลายตัดเย็บแบบใหม่รวมถึงผมที่ย้อมเป็นสีน้ำตาลทองของทาคาชิ สำหรับทาคาชิแล้วกล้องฟิล์มในโลกไซเบอร์ของเขาเป็นเรื่องล้าหลัง ยิ่งเป็นกล้องฟิล์มแบบที่ใช้ฟิล์มแผ่นใหญ่กลายเป็นของที่ควรเก็บไว้ในกรุ เขาพูดถึงกล้องขนาดสี่ล้านพิกเซล เขาคิดถึงเทคโนโลยีการสร้างภาพที่ได้เห็นได้ร่ำเรียนมาจากโตเกียวมากกว่าที่จะคิดถึงว่าภาพที่ดีเป็นอย่างไร ในวันที่พ่อเจ็บและล้มลงจนต้องเข้าโรงพยาบาล ทาคาชิออกไปทำงานแทนและพบว่าภาพที่เขาบันทึกนั้นไร้ชีวิตต่างกับภาพที่พ่อของเขาทำไว้ สัมพันธภาพระหว่างบุคคลนั้นเป็นเรื่องสำคัญและนั่นเป็นสิ่งที่หนุ่มน้อยอย่างเขาไม่มีประสพการณ์มาก่อน ดวงตาและใบหน้าเป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกในใจและสื่อสารกับผู้ชมภาพให้รับรู้ความรู้สึกนั้น ทาคาชิติดตามพ่อของเขาไปทั่วหมู่บ้านแต่เขาไม่เคยได้เรียนรู้เคล็ดลับที่สำคัญนั้นเลยเพราะอคติที่มีอยู่ในใจมันปิดประตูการรับรู้ทุกอย่างของเขาจนหมดสิ้น

หนังที่โครงเรื่องไม่ซับซ้อน จับประเด็นที่การเดินทางรอนแรมไปตามหุบเขาเพื่อบันทึกภาพ การทำงานของเคนอิจิที่ทาคาชิมีหน้าที่เพียงแบกขาตั้งกล้องเดินตาม พวกเขาผ่านหมู่บ้าน บ่านเรือกสวนไร่นา ผ่านธรรมชาติเปลี่ยนสี การดำเนินไปของเรื่องราวราบเรียบจนดูน่าเบื่อ แต่สำหรับผมแล้ว ผมได้เห็นธรรมชาติ เห็นฤดูกาล การผลัดเปลี่ยนของเวลาและเห็นการปรับสมดุลย์ในตัวของมันเอง สรรพสิ่งล้วนดำเนินไปอย่างตามจังหวะของเวลา เช่นเดียวกับชีวิตชาวไร่ชาวนาในชนบทที่นาฬิกาของเขาเดินไม่หยุด ทุกเวลาของเขามีค่าและเขามีงานที่ต้องเร่งทำให้เสร็จในแต่ละวัน แรงงานคือต้นทุนและความสุขคือการได้ชื่นชมผลผลิตของตนเอง มันเริ่มต้นและดำเนินไปจนสิ้นสุดกระบวนการ และกลับมาเริ่มต้นวัฎจักรรอบใหม่รอบแล้วรอบเล่า


ทุกวันนี้เราต่างวางชีวิตของเรายึดติดกับเทคโนโลยี ผมขาดความมั่นใจที่จะขับรถออกจากบ้านในวันที่ผมไม่มีโทรศัพท์มือถือ ผมทำงานไม่ได้หากวันนั้นไฟดับเพราะข้อมูลทุกอย่างของผมเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์และผมดึงข้อมูลอื่นๆผ่านระบบคอมพิวเตอร์ไม่ได้ เราอาบน้ำใช้น้ำไม่ได้หากไม่มีไฟฟ้าเพราะเราใช้น้ำจากแรงดันของปั๊มน้ำ เราชำระค่าสาธารณูปโภคผ่านบัตรเครดิตแทนที่จะใช้เงินสดที่มีอยู่ในมือ เราเลือกที่จะใช้เงินในอนาคต เงินที่ยังมาไม่ถึงและไม่มีโอกาสทราบด้วยว่าเงินนั้นจะมาถึงหรือเปล่า แต่เราก็พร้อมเสี่ยงที่จะสร้างหนี้ ผมว่าเราได้ค่านิยมที่ประหลาดที่สุด คือยอมให้คนอื่นเอาเทคโนโลยีหลายอย่างมาผูกรวมกันให้มันซับซ้อนมากยิ่งขึ้นแทนที่จะให้มันทำงานแยกเป็นอิสระจากกันและยอมให้ความซับซ้อนเหล่านั้นกำหนดชีวิตของเรา มีคนภาพถ่ายภาพมากต่อมากที่เอาชนะกันด้วยอุปกรณ์ โดยถือเอาความทันสมัยของเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง อุปกรณ์มีส่วนช่วยให้เกิดมุมมองแปลกใหม่มากมาย แต่มีกี่ภาพที่ในความแปลกใหม่นั้นมีชีวิต ภาพที่มีชีวิตคือภาพที่สามารถพูดกับคนดูเท่านั้น

คนเราทุกวันนี้ต่างคนต่างอยู่ เราค่อนข้างคบกันแบบฉาบฉวย ยิ่งในหมู่คนมีการศึกษาเรายิ่งเห็นแก่ตัวหนักเป็นสองเท่า สังคมชนบทเขารู้จักกันตั้งแต่หัวบ้านยันท้ายบ้าน ตั้งแต่เด็กไปถึงคนเฒ่า เขาต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน เขายินยอมให้เดินท่อน้ำเข้านาผ่านที่กี่แปลงต่อกี่แปลงก็ได้ พร้อมใจกันลงแขก บ้านไหนมีงานบ้านที่เหลือในหมู่บ้านจะไปช่วยกัน เขาตอบแทนกันเป็นแรงงาน เป็นน้ำใจไม่ใช่ด้วยน้ำเงิน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นการพึ่งพิงกันและเป็นความสัมพันธ์ทางใจไม่ใช่วัตถุ ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างจากสังคมเมืองโดยสิ้นเชิง สัมพันธภาพจะเกิดก็ต่อเมื่อต่างฝ่ายเปิดใจและยอมรับ (respect) อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เคนอิจิจะเข้าไปนั่งอยู่ในใจของทุกบ้านตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ ฉันใดก็ฉันนั้น ช่างภาพที่สามารถเข้าไปถึงใจของผู้ที่เป็นแบบและให้เขาเกิดความไว้วางใจที่จะเปิดเผยตัวตน จึงสามารถดึงเอาชีวิตของคนในภาพมาตีแผ่ให้เป็นที่ประจักษ์ได้ วันนี้ผมไม่ถามคุณว่าคุณได้สานสัมพันธ์กับคนรอบข้างไว้ดีเพียงใด แต่ผมต้องถามตัวเองมากกว่า เพราะมีแต่ภาษิตสอนใจที่ว่า “ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว(เอง)”


(1) อ้างอิงจาก http://filmsick.exteen.com/20061116/the-village-album
ภาพประกอบนำมาจาก http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/villagealbum/album.html
บางรีวิวก็เขียนได้ยอดเยี่ยมครับ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=11-2006&date=29&group=1&blog=1

Labels:


Wednesday, February 11, 2009

 

โก + เบือก



















หน้าเทสโกโลตัส ปากทางลาดพร้าว
“มาถึงแล้ว..นายไปไถนาอยู่ตรงไหน”
“ผมอยู่ที่มิสเตอร์โดนัท นายอยู่ไหนล่ะ”
“เออ..รอที่คอกนั่นแหละ เดี๋ยวเดินไปหา”
.........
บนเส้นทางสายผักไห่-สุพรรณบุรี
“แก่ตัวลงนายน่าย้ายมาอยู่ที่นี่นะ”
“ที่บ้านเราก็มี จะมาอยู่ทำไมแถวนี้”
(แค่นี้ก็งงด้วย เดี๋ยวเอ็งก็รู้) “อ้าวก็นี่ไง..เขาเขียนว่า บ้านโคกโคเฒ่า.. เหมาะกับนายมากเลย”
หึ หึ อึ้งไปเลยกับดอกนี้
........
“นายเคยเข้าไปดูหมู่บ้านควายไทยหรือยัง เข้าไปทางแยกนี้”
(คำถามเปิดช่องแบบนี้ชอบ) “ไอ้ที่เป็นพิพิธภัณฑ์นะเหรอ...ยัง ถ้าเราเข้าไปดูก็เจอรูปนายติดอยู่ที่ข้างฝาอะดิ”
(ตอนนี้มันคงเหลืออดแล้ว) “รูปที่แกใส่แว่นดำยืนอยู่ข้างเราไง” “นี่..เจอซะมั่ง เดี๋ยวจะหาว่าไม่ตอบโต้” อะนะ มันคงอัดอั้นมานานนี่เอง
........
บนถนนสายสุพรรณบุรี-นางบวช มีรถขนวัวบังทางอยู่ข้างหน้า
“อ้าว ไม่กลับไปนั่งรถของนายละ วัวกับควายนี่มันก็ใกล้กันเนอะ ไถนาเป็นเหมือนกัน”
“เออ แกอยู่ด้วยนั่นไง แกตัวแดง เราตัวขาว”
“เอ็งนั่นแหละแดง ดำออกขนาดนี้จะมาขาวได้ยังไง” ไม่น่าหลงกลมันเลยเท่ากับยอมรับว่าเราก็วัวเหมือนกัน อืม..มันเริ่มย้อนเป็นแล้ว โดนมาตั้งนานเพิ่งนึกออกหรือไร
.........

“แล้วทำไมเพื่อนๆเรียกนายว่าเบือก มาเจอนายก็ได้ยินใครๆเขาก็เรียกกันอย่างนี้แล้ว”
“คงเห็นเราซื่อๆมาจากบ้านนอกมั๊ง”
(แดกดัน) “เอ็งอะนะ ซื่อจะแย่อยู่แล้ว”
.........




ข้างต้นเป็นบทสนทนาหลายครั้งระหว่างผมกับโกเบือก โกเป็นคำเรียกพยางค์แรกของชื่อโกวิท เอามาผสมกับเบือกที่เราใช้เป็นชื่อล้อเลียนกันสมัยเรียนมัธยม ความจริงผมก็ไม่ได้คิดจะเขียนเรื่องของนายสักเท่าใดนะ แต่เพื่อนเล่นถามกันเช้าวันรุ่งขึ้นเลยว่าจะเอารูปขึ้นเวปหรือยัง เที่ยวมาทั้งวันเพิ่งแยกกันห้าทุ่มชาวบ้านไม่ต้องหลับต้องนอนกันหรือไร ใจร้อนขนาดนั้นเอาทั้งรูปทั้งเรื่องไปเลยก็แล้วกัน ในเมื่อเพื่อนขอเราจะไม่จัดให้ได้ไง




ผมรู้จักกับโกเบือกครั้งแรกเมื่อเราร่วมชั้น 3/1 โกเบือกเป็นเด็กชายร่างเล็ก เลยได้ที่นั่งแถวหน้าสุดโต๊ะเดี่ยวโต๊ะติดประตูแรก จึงต้องทำหน้าที่เป็นหูตาให้เพื่อนทั้งห้องว่าครูมาหรือยัง ผมกับโกเบือกนั่งห่างกันเป็นโยชน์เราจึงไม่สนิทสนมกันมากนักในปีแรก ความที่โกเบือกเรียนเร็วกว่าปกติจึงอ่อนกว่าพวกผม 1 ปี เด็กชายร่างเล็กที่สูงใหญ่เป็นเป็นอันดับที่สองถัดมาจากไอ้เตี้ย ผมจำได้ว่ามันพูดน้อย ใจเย็น ใครจะว่าอะไรก็เฉย ใบหน้าของโกเบือกยิ้มกริ่มทั้งวัน ผมไม่เข้าใจดอกว่ายิ้มกริ่มในตอนนั้นมันสื่ออะไรจวบจนผมเป็นผู้ใหญ่ จัดได้ว่าเป็นเด็กสุภาพว่านอนสอนง่าย พูดจาเรียบร้อย เสียงนุ่มๆกังวาลในโพรงจมูก เสื้อผ้าของโกวิทดูใหม่และเนี๊ยบตลอด รีดเสียจนกลีบโง้ง ผมเผ้าเรียบแปล้เข้าข่ายหนุ่มสำอางค์ เสื้อดูออกจะขาวสะดุดตาเป็นประกายอย่างที่ฝรั่งเรียกกันว่า sparkling white ผมไม่รู้ว่าเพราะผงซักฟอกหรือเพราะสีผิวที่ดำปี๊ดปี๋ขับให้ผ้าขาวเปล่งประกายได้ขนาดนั้น




เรียนด้วยกันหนึ่งปีเราก็ขึ้นชั้นมัธยมปลายมาอยู่ห้องเดียวกันอีกสองปี จากเด็กชายร่างเล็ก โกเบือกเริ่มเสียงแตก ไรขนอ่อนๆเหนือริมฝีปากเริ่มกลายเป็นขนแข็งๆ ตามหน้าแข็งอย่าให้พูดเลยว่ามันเป็นดงหมาหลงขนาดไหน และในที่สุดมันก็สูงขึ้นมาไล่เลี่ยกับเพื่อนคนอื่นๆ สองปีหลังมานี่โกเบือกเลยย้ายตัวเองไปนั่งแถวกลางๆแทนเพื่อประกาศศักดาว่าข้าโตแล้ว จากที่พูดน้อยก็เริ่มพูดมากขึ้นและรวมกลุ่มเป็นแกงค์เด็กเรียน นอกจากการแต่งกายที่สะอาดเรียบร้อยแล้วสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคือลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม โกเบือกจากบ้านมาอยู่บ้านเช่าหรือบ้านญาติผมไม่แน่ใจนัก ผมเคยไปบ้านของเขาครั้งหนึ่งอยู่แถวใกล้ๆปากซอยวัดนาคปรก เดี๋ยวนี้เขาเชื่อมถนนซอยนั้นไปถึงบางแคกลายเป็นถนนเทอดไทย (เทอดไท -เขียนแบบใหม่)ไปแล้ว เมื่อเรียนจบ เพื่อนเขียนในเฟรนด์ชิปให้ว่า




“โชคดีนะคร๊าบๆ ตลอดระยะเวลา 3 ขวบติดต่อกัน ผมรู้สึกว่ามันเป็นเวลาที่แสนสั้น ถึงกระนั้นเราก็มีความจริงใจต่อกันและเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาตลอด กาลครั้งหนึ่งผมยังจำได้ว่า..ผมได้มีเพื่อนที่แสนดี หุ่นเหมือน ผี! พูดแล้วขนลุก (แหย่เล่นนะ) ที่จริงแล้วหุ่นเหมือนจตุรพรต่างหาก ผมมีความภูมิใจในตัวคุณเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะที่เราได้ทำงานร่วมกัน ผมได้เห็นถึงความสามารถของคุณ โดยเฉพาะการเรียน คุณมีความสนใจดี ขยันและขยัน ขยัน ขยัน จนเดี๋ยวนี้แว่นตาหนักเป็นตันๆแล้ว ระวังนะวันเบาๆก็ต้องใช้ของเบา <-- สำนวนโฆษณาผ้าอนามัยยี่ห้อหนึ่งในสมัยนั้น




อีกไม่นานแล้ว เราก็จะต้องจากกัน ผมจะจำหุ่นอันทรมานใจสาว (แก่ๆนะ) ให้ติดตรึงอยู่ในหัวใจ เหมือนติดด้วยกาวลาเท็กซ์ สิ่งใดที่คุณปรารถนาขอให้สิ่งนั้นจงเป็นของคุณ ถ้ามากไปก็แบ่งให้ผมบ้างก็ได้ พับใส่ซองแล้วเขียนจดหมายมาตามที่อยู่นะ อย่าลืมเสียล่ะ สวัสดีนะเคอะ โกวิท (เบือก)"


โกเบือกวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม ความขี้เล่นที่ซ่อนไว้ใต้บุคลิกดูขี้อายและสุภาพ เพื่อนผมดูซื่อๆปราศจากเหลี่ยมคมใดๆ มันดูกลมเกลี้ยงราวกับน้ำที่กลิ้งบนใบบอน กลิ้งไปเนิบๆเรื่อยๆ ไร้พิรุธ เผลอคือจับไม่ได้ไล่ไม่ทันแบบหมอความ เราคุยกันเยอะแยะหลายเรื่อง เรื่องของคนอื่นบ้าง เรื่องส่วนตัวบ้าง มีหลายเรื่องที่เล่าในที่นี้ไม่ได้ ได้แต่คันปากยุบยิบ เก็บไว้ในอกให้ออกจากปากมันเอง ฝันหลายอย่างของโกเบือกอาจดูเหมือนว่าไปไม่ถึงเป็นธรรมดาของชีวิตที่ลิขิตเองไม่ได้ ผมไม่อยากสะกิดว่าหลายอย่างเกิดขึ้นเพราะรอยยิ้มกริ่มที่เกลื่อนใบหน้านั่นโดยแท้ นายคงลืมไปแล้วว่าวันเบาๆก็ต้องใช้ของเบาๆใช่หรือเปล่าล่ะเพื่อน
อ่างทองและอยุธยา เป็นถิ่นของนายซึ่งนายก็มีเรื่องเล่าเยอะแยะตามประสาเด็กท้องนา เรามีคำถามที่คาอยู่ในใจจะถามแต่ดันลืมไป คือเราอยากรู้ว่าเวลาโดนแอกเข้าไปเทียมแล้วเพื่อนรู้สึกว่าเป็นไงบ้าง ... แต่ก็ดีแล้วที่เราไม่ได้ถาม เพราะอาจเป็นวันที่นายไม่ใจเย็นให้เรามีชีวิตอยู่ที่จะรู้ว่าคำตอบคืออะไร

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?