One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Wednesday, December 24, 2008

 

Hark! The herald Angels Sing

วันคริสตมาสผมจะไม่เขียนเรื่องของคริสตมาสได้อย่างไร ผมเริ่มแขวนช่อโฮลีหรีด holy wreath ช่อแรกในบ้านตั้งแต่สิ้นเดือนพฤศจิกายน และทยอยนำของตกแต่งขึ้นจนทั้งบ้านมีแต่สีเขียวและสีแดง ปีนี้ผมอาจหาญรวบรวมเพื่อนๆหลายคนมาร้องคริสตมาสแครอลด้วยกัน ผมเลือกที่จะร้องในแนวอะคับเปลา A Cappella (เพลงประสานเสียงที่ไม่ใช้เครื่องดนตรีประกอบ) เพลงที่ผมร้องเปิดงานคือ Hark! the Herald Angels Sing

Hark! the herald angels sing หรือ จงฟังเพลงแห่งทูตสวรรค์ ประพันธ์เนื้อร้องโดย ชาร์ลส์ เวสลีย์ Charles Wesley ซึ่งเป็นพ่อมดแห่งวงการเพลงฮิมที่ขับร้องกันในโบสถ์มาร้อยกว่าปี เพลงนี้ได้รับการบรรจุเข้าในหนังสือเพลง Hymns and Sacred Poem เป็นครั้งแรกในปี 1739 ในครั้งนั้นเนื้อร้องสองประโยคแรกยังไม่ได้เป็นเช่นที่ร้องกันทุกวันนี้ Hark! how all the welkin rings, Glory to the King of Kings เนื้อเพลงได้ปรับเปลี่ยนหลายครั้งจนสุดท้ายจากเพื่อนร่วมงานของเขาเองคือจอร์จ ไวท์ฟิลด์ George Whitefield ได้ปรับเป็นเนื้อที่ร้องกันอยู่ทุกวันนี้

ส่วนทำนองเพลงในครั้งแรกนั้นเขาใช้ทำนองเพลง Christ the Lord is Risen ซึ่งเป็นเพลงที่นิยมขับร้องกันในเทศกาลอีสเตอร์ และมีบางท่านได้นำไปร้องเข้ากับทำนองเพลงพระคุณพระเจ้า Amazing Grace ผมลองฮัมเนื้อเพลงดังกล่าวกับอีสเตอร์ฮิมแล้วพบว่าเข้ากันได้ดี แต่กลับรู้สึกแปลกหูเมื่อนำมาร้องกับทำนองของ Amazing Grace เนื่องจากวรรคของเนื้อเพลงและทำนองไม่พอดีกัน เนื้อเพลงที่เขียนไว้เป็นบทกวีนี้ได้นำไปขับร้องกับทำนองอื่นๆอีกหลายทำนอง แต่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดและเป็นทำนองที่ร้องกันในทุกวันนี้คือทำนองที่ให้โดยเฟลิกซ์ เมนเดลโซน Felix Mendelsohn คีตกวีเอกคนหนึ่งของโลก เมนเดลโซนได้แต่ง Cantata Festgesang andie Kunstler ในปี 1840 บทที่ชื่อ Vaterland indeinem Gauen เป็นทำนองที่ William Hayman Cummings นำมาใส่เข้ากับเนื้องเพลงในปี 1850 (หนึ่งร้อยปีให้หลัง) เมนเดลโซนได้แสดงความเห็นไว้ว่าทำนองที่เขาประพันธ์ขึ้นนี้ไม่เหมาะกับเพลงศาสนา sacred music ซึ่งเป็นเพลงหนัก อย่างไรก็ตามมีผู้เสนอความเห็นอื่นว่าทำนองเพลงนี้ไม่แตกต่างจากทำนองใน Gavotte of Bach’s ซึ่งเมนเดลโซนชื่นชอบและดนตรีของเขาเองก็ออกในแนวของคีตกวีเอกอย่างบาค ถึงขนาดที่มีผู้ขนานบท Vaterland indeinem Gauen นี้ว่าเป็น Bach’s Christmas Carol

ในสหราชอาณาจักรนั้น ตามโบสถ์ใหญ่นิยมขับร้อง Hark! the herald angels sing กันอย่างแพร่หลาย โดยยึดตามทำนองของเมนเดลโซน สำหรับเพลงท่อนที่สามนั้น เซอร์เดวิด วิลคอกซ์ Sir David Willcocks ได้ทำดนตรีให้นักร้องเดี่ยวโซปราโนคลอไปด้วยคู่เสียงที่สูงกว่าปกติ descant และบรรจุเพลงนี้ไว้เป็นหนึ่งใน 9 แครอลที่จะขับขานกันประจำทุกปีในโบสถ์ของคิงส์คอลเลจ เมืองเคมบริดจ์

Hark! The herald angels sing มีทำนองที่สง่างาม และแฝงไว้ซึ่งความสนุกสนาน เป็นเพลงที่สื่อถึงเหล่าทูตสวรรค์มาร้องบอกข่าวดี และให้มนุษย์ทุกคนได้ร่วมใจกันถวายพระเกียรติแด่พระผู้ช่วยให้รอดที่มาบังเกิดนั้น เนื้อที่ปรากฏอยู่นี้แต่เดิมมี 5 ท่อน มาภายหลังตัดเหลือเพียง 3 ท่อนเท่านั้น เมื่อวันที่พระคริสต์มาประสูตินั้น ทูตสวรรค์หมู่หนึ่งมาปรากฏในท้องฟ้าในยามค่ำคืน เพื่อบอกข่าวดีแก่คนเลี้ยงแกะที่ถือว่าเป็นคนที่ต่ำต้อยที่สุดว่าพระผู้ช่วยให้รอดมาบังเกิดเพื่อทุกคนและเพื่อคนที่ต่ำต้อยที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน การมาบังเกิดของพระกุมารเป็นสัญญาณว่าพระเจ้า(องค์บริสุทธิ์)และมนุษย์ที่เป็นคนบาปจะได้คืนดีกัน ข่าวที่น่าเปรมปรีดิ์นี้เป็นของชนทุกชาติ พระเยซูที่มากำเนิดนั้นจะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากความตายของบาป พระองค์จะเป็นพระเจ้านิรันดร์

เนื้อความในท่อนที่สองและสามพรรณนาว่า ในยุคสุดท้ายนี้พระเจ้าให้องค์พระเยซูมากำเนิดในครรภ์ของหญิงพรหมจารีย์ เป็นมนุษย์มีสภาพร่างกายที่เป็นเนื้อหนังเช่นเดียวกับเราทั้งหลายทุกคนพระองค์จึงเป็นอิมมานุเอล(พระเจ้าที่อยู่กับเราทุกคน) พระเยซูนั้นทรงเป็นแสงของความชอบธรรม เป็นความสว่างของชีวิต (ความสว่างที่ส่องให้มนุษย์เห็นชัดว่าตัวเองเป็นคนบาปที่ช่วยตัวเองไม่ได้) และพระองค์เป็นแหล่งของชีวิตนิรันดร์ การฟื้นคืนชีวิตของพระองค์รักษาคนให้หาย (ฟื้นชีวิตและให้ดำรงอยู่จนนิรันดร์) จิตวิญญาณของเราจะไม่ต้องตายอีกต่อไปแต่จะดำรงอยู่เมื่อได้บังเกิดใหม่ สำหรับท่อนที่สี่และห้านั้น เวสลีย์ได้ชี้ให้เห็นว่าพระเยซูคืออาดัมคนที่สองที่พระเจ้าส่งมาในยุคสุดท้าย เมื่ออาดัมหรือมนุษย์คนแรกหลงผิดไปในความบาป แต่อาดัมคนที่สองเป็นเผ่าพันธ์ของอีฟ เป็นผู้ที่ทำให้หัวของงูแหลกลาญ (ชนะความผิดบาปของโลก) อาดัมคนที่สองนั้นประพิมพ์ประพายกับความบริสุทธิ์ปราศจากบาปขององค์พระผู้เป็นเจ้า เสมือนสิ่งที่ครั้งหนึ่งหายไป แต่ได้กลับมาพบกันอีกและนำไปสู่การคืนดีกัน

คริสตมาสจึงเป็นเวลาแห่งข่าวดีที่พระเจ้ามอบให้ เสียงแครอลในบ้านผมดังตลอดเวลา ผมมีแผ่นแครอลแบบอังกฤษจากหลายโบสถ์ เมื่อยังหนุ่มผมฟังดนตรีคริสตมาสที่หนักหน่วง เสียงของนักร้องประสานเสียงนับร้อยดังกระหึ่ม เสียงออเคสตราที่ดุดัน แต่เมื่อผมแก่ตัวลงผมกลับต้องการแครอลที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมาย และถึงแม้ว่าจะไม่มีเสียงเพลงใดๆเลย แต่แครอลที่อยู่ในใจของผมก็ยังขับกล่อมผมให้เข้าใจถึงความหมายของมันได้อย่างชัดเจน เชิญฟังเพลงแห่งทูตสวรรค์

Hark! the herald angels sing, "Glory to the new born King,
peace on earth, and mercy mild, God and sinners reconciled!
"Joyful, all ye nations rise,join the triumph of the skies;
with th' angelic host proclaim,"Christ is born in Bethlehem!
"Hark! the herald angels sing,"Glory to the new born King!"

Christ, by highest heaven adored;Christ, the everlasting Lord;
late in time behold him come,offspring of a virgin's womb.
Veiled in flesh the Godhead see;hail th' incarnate Deity,
pleased as man with man to dwell,Jesus, our Emmanuel.
Hark! the herald angels sing,"Glory to the new born King!"

Hail the heaven-born Prince of Peace!Hail the Sun of Righteousness!
Light and life to all he brings,risen with healing in his wings.
Mild he lays his glory by,born that man no more may die,
born to raise the sons of earth,born to give us second birth.
Hark! the herald angels sing,"Glory to the new born King!"

Come, Desire of nations, come,fix in us thy humble home;
rise, the woman's conquering Seed,bruise in us the serpent's head.
Adam's likeness, Lord, efface;stamp thine image in its place.
Second Adam from above,Reinstate us in thy love.
Hark! the herald angels sing,"Glory to the new born King!"

Adam’s likeness, Lord, efface,Stamp Thine image in its place:
Second Adam from above,Reinstate us in Thy love.
Let us Thee, though lost, regain,Thee, the Life, the inner man:
O, to all Thyself impart,Formed in each believing heart.
Hark! the herald angels sing,“Glory to the newborn King!”


Cantata การขับร้องประสานเสียงกับเครื่องดนตรี มักมีหลายท่อน movement ซึ่งเปลี่ยนไปตามอารมณ์

Gavotte เป็นเพลงบรรเลงที่เล่นสำหรับการเต้นรำ มีรากฐานมาจากฝรั่งเศส เป็นแนวดนตรีที่นิยมกันมากแนวหนึ่งในดนตรีสมัยบาโร๊ค มีลักษณะของความสนุกสนาน การเฉลิมฉลอง

ที่มา:
http://en.wikipedia.org/wiki/Hark!_The_Herald_Angels_Sing
http://www.kings.cam.ac.uk/assets/7/7c/Nine_Lessons_and_Carols_2007.pdf

Labels:


Monday, December 01, 2008

 

ผลงานของอีสัมฤทธิ์


Olympus E-3, 14-54mm. f3.5, 1/2,500s, ISO100, pattern, AWB

หลังจากที่อีสัมฤทธิ์ (Olympus E-3) มาอยู่ในความดูแลของผม ผมก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่ทำความคุ้นเคยกับมัน แรกๆเมื่อยังไม่คุ้นมือก็ออกจะหงุดหงิดอยู่สักหน่อย การได้เข้าๆออกๆเมนูบ่อยๆทำให้ผมเริ่มเห็นคุณสมบัติของมันมากขึ้น เหลือแต่ว่าผมจะได้ทดสอบมันกับแนวทางการถ่ายภาพของผมเท่านั้น วันนี้ผมเลยรวบรวมผลการทดสอบกล้องโอลิมปัส E-3 กับเลนส์สองตัวคือ 14-54มม. และ 40-150มม. (f3.5-4.5) ว่าให้ภาพและสีสันที่ตรงกับความเป็นจริงถูกใจผมเพียงใด

เมื่อไม่มีแป้นปรับโหมด การเลือกโหมดถ่ายภาพจึงต้องใช้ปุ่มลัดร่วมกับแป้นหมุนที่อยุ่ด้านหน้าและด้านหลังกล้องเลื่อนขยับเลือกผ่านจอมอนิเตอร์ ในระยะแรกผมหาปุ่มลัดการเลือกระบบวัดแสงและโฟกัสภาพไม่เจอทำให้ผมต้องเปิดเข้าไปแก้ในเมนูเป็นที่น่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก แต่เมื่อทุกอย่างเข้าที่ผมก็สามารถใช้นิ้วปรับทุกอย่างโดยไม่ต้องละสายตาออกจากช่องมองภาพ ผมมีโอกาสได้นำกล้องไปทดสอบสามครั้ง เป็นการถ่ายภายในอาคารที่วัดกาลหว่าร์ และไปบันทึกภาพพระเมรุในเวลากลางวันและในเวลากลางคืน ผมเลือกทดสอบด้วยระบบภาพที่ตั้งค่ามาจากโรงงานคือความละเอียดภาพเป็น LN (เลือก SHQ สำหรับ E-1)


ภาพที่ได้ลอยออกจากฉากหลังชัดเจน (Olympus E-3, 14-54mm. f13, 1/250s, ISO200, pattern, AWB)


ภาพที่ได้จากการถ่ายอาคารสถานที่ในเวลากลางวันของ E-3 ให้ภาพที่ใสเคลียร์กว่ากล้อง E-1 เป็นอันมาก รวมถึงมิติของภาพที่ชัดเจน ผมดูรูปพระเมรุที่ลอยออกมาจากเมฆบนท้องฟ้าที่เป็นฉากหลังได้อย่างสวยงาม สีอิ่มเต็มที่เมื่อผมเลือกความอิ่มของสีแบบ vivid โดยให้ความคมชัดสูง คอนทราสต์จัด ผมเลือกมุมของแสงอาทิตย์ที่ตกลงบนเทวดาเพื่อให้เกิดความเปรียบต่างของแสงและเงาสูงและเลือกถ่ายภาพด้วยการเฉลี่ยทั้งภาพ ก็ให้ผลได้ใกล้เคียงกับที่ตาเห็น และเมื่อเลือกระบบวัดแสงแบบจุดจะให้ความเปรียบต่างชัดเจนกว่า อย่างไรก็ตามการวัดแสงแบบจุดต้องมีการชดเชยแสงหากไม่ได้ใช้วัดแสงที่ค่าเทากลาง

ทดสอบการวัดแสงเฉพาะจุดที่แก้มเทวดา (Olympus E-3, 40-150mm. f4.5, 1/1,600s, ISO100, spot metering, +0.7EV, AWB)

ภาพจากกล้อง E-3 ที่ใสเคลียร์และชัดมีมิตินี้ เมื่อผมลองครอปภาพโดยไม่ย่อมาดูเปรียบเทียบกับกล้อง E-1 ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าจำนวนพิกเซลที่เพิ่มขึ้นช่วยให้กล้องเก็บรายละเอียดได้มากขึ้น สามารถไล่แสงเงาได้ดีกว่า นอกจากนี้ E-3 ยังถ่ายทอดรายละเอียดในส่วนมืดของภาพได้ดีกว่ากล้องรุ่นเดิม แสดงถึง dynamic range ของแสงที่มีช่วงกว้างกว่า หากจะเปรียบแล้วภาพจาก E-3 ก็เหมือนภาพที่เขียนด้วยสีอะคริลิคในขณะที่ภาพจากกล้อง E-1 เป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่เห็นฝีแปรงหยาบกว่า แต่ก็เป็นเสน่ห์อีกแบบหนึ่งทำเอาผมตัดใจยากที่จะปล่อยมันหลุดมือไป



















เปรียบเทียบภาพที่ได้จากการครอป 100% ของกล้องโอลิมปัส E-1 และ E-3

แสดงประสิทธิภาพของกล้องในการคำนวณแสงที่มีความเปรียบต่างบนวัตถุ (Olympus E-3, 40-150mm. f4.3, 1/800s, ISO100, pattern, AWB)


แสงไฟที่ส่องพระเมรุเป็นแสงจากหลอดทังสเตนในเวลากลางคืนทำให้พระเมรุเป็นสีทองอร่าม ผมเลือกใช้ระบบสมดุลย์อุณหภูมิแสงเป็นอัตโนมัติ auto white balance (AWB) ซึ่งก็ให้สีใกล้เคียงความเป็นจริงในโทนอุ่นมากกว่าการเลือกอุณหภุมิสีทังสเตนซึ่งให้ภาพโทนเย็น

Olympus E-3, 14-54mm. f5, 1/6s, ISO200, center-weighted, +1.7EV, AWB, live view, tripod


ผมใช้ระบบวัดแสงกลางภาพโดยซูมเข้าไปที่พระเมรุแล้ววัดแสง ก่อนจะถอยซูมออกมาจัดภาพใหม่ การเลือกค่าอุณหภูมิสีสำเร็จรูปทำให้ได้พระเมรุในดทนสีเย็น (Olympus E-3, 14-54mm. f2.9, 1/15s, ISO400, center-weighted, +0.3EV, tungsten, tripod)

ผมลืมเปลี่ยนอุณหภูมิสี ผลที่ได้คือไฟจากหลอดทังสเตนให้สีส้มที่แปลกตาในยามโพล้เพล้ (Olympus E-3, 14-54mm. f2.8, 1/30s, ISO400, pattern, shadeWB, tripod)

Olympus E-3, 14-54mm. f3.2, 1/13s, ISO200, center-weighted, -1.3EV, AWB, tripod


การใช้ระบบวัดแสงแบบเลี่ยให้ผลเป็นที่น่าพอใจกับสภาพแสงที่เปรียบต่างสูง (Olympus E-3, 40-150mm. f3.9, 1/20s, ISO400, pattern, -0.3EV, tungstenWB, tripod)

มีหลายภาพที่ผมใช้ระบบ live view เพื่อบันทึกภาพในมุมสูง และใช้บันทึกในมุมเงยโดยวางกล้องต่ำๆเรี่ยพื้น ทำให้ผมได้ภาพในมุมมองที่ผมไม่ต้องนอนลงไปถ่ายภาพ การถ่ายภาพโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้องในเวลากลางคืนและในสภาพแสงต่ำๆทำให้ผมต้องเร่ง ISO ขึ้นไปสูงกว่า 400 ผมต้องเปิดระบบกันสั่นเพื่อให้สามารถถือถ่ายภาพได้ที่ความไว 1/20-1/30 วินาที นับว่าเป็นประโยชน์มากในสถานการณ์ที่ไม่อาจใช้ขาตั้งกล้องได้ ผมทดลองบันทึกภาพในวัดกาลหว่าร์เปรียบเทียบพบว่าภาพที่ไม่ใช้ระบบ IS มีการสั่นไหวให้เห็นได้ชัดเจน น๊อยส์ของภาพที่ ISO 800 ยังพอปรากฏให้เห็นบ้างแม้จะใช้ standard noise reduction แล้วก็ตาม แต่ผมยอมรับได้ ระบบ AWB ของกล้องทำงานได้ดีให้สีใกล้เคียงความเป็นจริงเมื่อบันทึกภาพในวัดกาลหว่าร์ และเมื่อผมลองเปรียบเทียบอุณหภูมิแสงของภาพดอกไม้กับแสงอาทิตย์ในตอนเที่ยงพบว่ากล้อง E-3 ไม่มีการติดเหลืองเหมือนรุ่น E-1 ซึ่งถือว่าการทำงานของระบบ AWB ถูกใจผมและดีกว่ากล้องรุ่นเดิม

ผมทดสอบสภาพที่มีความเปรียบต่างของแสงและเงาด้วยการวัดแสงเพาะจุดที่แก้มซึ่งก็ให้ผลเป็นที่พอใจ (Olympus E-3, 40-150mm. f4.1, 1/6s, ISO320, spot metering, AWB, tripod, live view)

การบันทึกอุณหภูมิสีของกล้องทำได้ดีภายในอาคารที่มีไฟทังสเตนส่องลงมาและมีแสงธรรมชาติจากประตูที่ส่องเข้ามาจากด้านนอก (Olympus E-3, 14-54mm. f3.5, 1/20s, ISO640, pattern, +0.7EV, AWB, IS)

Olympus E-3, 14-54mm. f2.8, 1/15s, ISO400, pattern, +0.7EV, AWB, IS

Olympus E-3, 14-54mm. f2.9, 1/25s, ISO400, pattern, +0.7EV, tungstenWB, IS

หากวัดแสงได้ถูกต้องแล้ว ภาพที่บันทึกจากกล้อง E-3 เกือบจะไม่ต้องปรับแก้ไขด้วยโปรแกรมตกแต่งภาพอีกเลย ซึ่งผมพอใจกับภาพที่ได้มาเป็นอย่างมาก ภาพที่นำมาประกอบคุณสมบัติของ E-3 นี้ผมไม่ได้ตกแต่งใดๆอีกนอกจากการย่อภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?