
สูทผ้าขนสัตว์ แบบอเมริกัน ปกเสื้อเป็นแบบหยัก มีฝากระเป๋าเสื้อ ทางขวามือเป็นแจ็คเกตผ้าขนสัตว์ ไว้สวมกับเสื้อยืดคอเต่าสีดำ และกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเวลาหนีเที่ยวหน้าหนาว ผมคว้ามาจากราวขายของมือสองในราคาเพียงสามร้อยห้าสิบบาท อุ่นมากๆในหน้าหนาว
เครื่องหมายรูปสามเหลี่ยมซ้ายมือแสดงว่า เป็นผ้าขนสัตว์ร้อยเปอร์เซนต์ ระบุว่าเป็น pure new wool บางทีก็ใช้คำว่า lambskin ซึ่งบอกชัดว่าทอมาจากขนแกะ ผ้าขนสัตว์มีราคาแพงและอุ่น เหมาะจะใช้กับเขตหนาว ผ้าจะทิ้งตัวมีน้ำหนักตัดสูทได้สวยงามมาก เนื้อผ้าหากโดนน้ำแล้วจะเสียรูป จึงไม่ควรซักเลยซึ่งเป็นไปไม่ได้ พยายามซักให้น้อยครั้งที่สุด แนะนำให้ส่งซักแห้งเท่านั้น หากนำลงซักเครื่องซักผ้าเนื้อผ้าจะเสียทำให้เสียทรงหมดสภาพไปเลย สูทตัวแรกๆของผมซักบ่อยจนผ้าเสียทรงเห็นได้ชัดเจน ผ้าซับในที่รองบนฟองน้ำหนุนไหล่จะย่นและไม่คืนรูป สูทสองตัวหลังผมใช้วิธีผึ่งลมและแปรงเท่านั้น ผมไม่ยอมให้โดนน้ำเลย

เข็มกลัดไทคู่กับเนคไท เลือกแบบที่เรียบที่สุดจะดูดีที่สุด ผมมีหลายแบบตั้งแต่ ลายเฟรนชฮอร์น ตราสถาบันฯ รวมแล้วแต่ดูๆไปเหมาะไว้เล่นลิเก สู้เรียบๆแบบนี้ไม่ได้ ดุมข้อมือ หรือ cufflinks มีชุดของเลียนแบบคาร์เทีย เป็นของทำเลียนแบบจากฮ่องกงราคาประมาณ 450 บาท ซื้อจากมาบุญครอง (ราคาเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว) มาพร้อมเข็มกลัดไท ส่วนดุมสีเงินเป็นเงินแท้ ได้รับเป็นของขวัญวันเกิดจากพี่สาวผมส่งมาจากอังกฤษ

ทักเซโดสีดำ หุ้มปกเสื้อและกระดุมด้วยผ้าต่วนซาติน กระดุมสองแถว ปกเป็นแบบบากปลายชี้แหลม ทรงเสื้อเป็นแบบสูทยูโรเปียน ชายเสื้อเป็นมุมแหลม ทักเซโดสีครีมเป็นแบบปกกล้วยไม่มีรอยบาก แบบนี้ดัดแปลงเป็นเสื้อชายสั้นกระดุมเม็ดเดียว
เสื้อปกปีกสวมกับทักเซโด โบไทเป็นผ้าต่วนเย็บสำเร็จ หากเป็นผู้ดีแท้เขาจะใช้โบแบบผูกเอง มีแต่ไพร่อย่างผมที่ซื้อแบบเย็บสำเร็จมา ผมเคยดูราคาโบที่ลอนดอนอันละ 25-38 ปอนด์ หรือประมาณ 1,600-2,400 บาท คัมเมอร์บันด์ เขาจะจับจีบไว้ เวลาใส่ต้องหันเกล็ดหงายขึ้นเท่านั้น และใช้กับทักเซโดแบบปกกล้วย สำหรับทักซ์ฯแบบปกแหลมไม่ต้องใส่เพราะตำแหน่งกระดุมเสื้อสูงบังจนมองไม่เห็น
สูทที่ติดกระดุมแบบคลับ จะเป็นสูทที่ไม่เป็นพิธีการมากนัก ผมมักนำติดตัวไปเมืองนอกเวลาที่จะเดินทางไปหลายๆแห่งคราวละ 7-10 วัน เพราะใช้ได้กับกางเกงทุกสี สีกรมท่าจะเป็นสีที่สวยที่สุดและสุภาพมาก สูทสีดำและสีกรมท่าสองตัวนี้เห็นความแตกต่างของเนื้อผ้าชัดเจน ตัวสีดำผ้าเนื้อหนาหนักอยู่ทรงสังเกตได้จากกระดุมปลายแขนที่ติดเรียงเป็นระเบียบในขณะที่ตัวสีกรมท่ากระดุมหันไปคนละทิศเนื่องจากใช้ผ้าที่ผสมโพลีเอสเตอร์สูง ทำให้ผ้าเบาออกมันเล็กน้อยดูไม่ภูมิฐาน หากจะเลือกสูทจงยอมจ่ายแพงอีกนิด ผ้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เลือกผ้าที่ดีเช่นผ้าขนสัตว์ที่ทอผสมไลกร้าแบบที่เขาเรียกว่าสูทนักเดินทาง traveling suit ซึ่งยับได้ยาก หากมีโอกาสไปเมืองนอกในช่วงกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ ผมมักแวะเวียนไปดูสูทของมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ที่ลดมากถึง 80% จากชุดละเป็นหมื่นเหลือไม่กี่พันบาท และก็ได้แต่ดูจริงๆเพราะไม่เคยมีไซส์ของตัวเองเลยLabels: นั่งเล่นคุยกัน

สมัยเมื่อผมเป็นเด็กหากใครมาด่าไอ้จัณฑาลนี่คงต้องมีเรื่องเลือดตกยางออกกันแน่ๆ แต่ถ้าไปว่าเด็กสมัยนี้คงโดนถามกลับมาว่าอะไรเหรอ ในหนังสือแปลเรื่องจัณฑาลพูดไว้อย่างนี้ว่า มนุษย์ทุกหกคนในโลกของเราเป็นชาวอินเดียหนึ่งคน และชาวอินเดียทุกๆหกคนอยู่ในวรรณะจันฑาลหนึ่งคน ประมาณว่ามีจำนวนถึงหนึ่งร้อยหกสิบห้าล้านคนทีเดียว คนในวรรณะต่ำสุดในศาสนาฮินดูอย่างจัณฑาลถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่มนุษย์ภายใต้ระบบวรรณะไม่น้อยกว่าสามพันห้าร้อยปีมาแล้ว การถือกำเนิดของจัณฑาลตามคัมภีร์ฤคเวทระบุว่ายักษ์ตนหนึ่งนามว่า ปุรุชา ได้พลีกายของตนเพื่อสร้างมนุษย์ ส่วนของปากนั้นให้กำเนิดพราหมณ์เป็นวรรณะสูงสุดเพื่อติดต่อกับเทพเจ้า กษัตริย์ถือกำเนิดจากส่วนแขนแสดงความเป็นนักรบ ต้นขากลายมาเป็นแพศย์หรือพ่อค้า ส่วนของเท้าเป็นวรรณะศูทรหรือผู้ใช้แรงงานเช่น เกษตรกร กรรมกร สำหรับจัณฑาล (jati) นั้นต่ำสุดราวกับไม่มีตัวตน จัณฑาลมีสมบัติได้เพียงลาและสุนัขเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ในการเรียนคัมภีร์พระเวท จัณฑาลอาจถูกลืมไปในสังคมเมืองใหญ่แต่ไม่ได้หายไปไหนเลยในเมืองชนบท มันยังคงอยู่คู่กับฮินดูสืบมา
คนที่เกิดเป็นจัณฑาลได้รับการสอนมาว่านี่เป็นผลกรรมที่ทำให้เกิดมาต่ำต้อยในชาตินี้ เขาต้องประพฤติตนในธรรมเพื่อว่าชาติหน้าจะได้กำเนิดในวรรณะที่ดีขึ้น เมื่ออังกฤษเข้าปกครองอินเดีย การศึกษาได้แผ่กว้างออกไปไม่จำกัดวงแต่ในวรรณะชั้นสูง โอกาสทางการศึกษาของคนระดับล่างขยายตัวขึ้นและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคม หนังสือที่ผมอ่านเล่มนี้เขียนโดยดร.นเรนทรา จาดฮาฟ บรรพบุรุษของเขาอยู่ในวรรณะจัณฑาล พ่อของเขาเป็นนักต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของวรรณะต่างๆในสังคมที่จะมีสิทธิเสมอภาคในการดำรงชีวิตร่วมกัน สามารถเข้าไปในศาสนสถานได้เท่าเทียมกับคนในวรรณะอื่นที่แม้แต่สุนัขยังวิ่งเข้าออกได้แต่ไม่ใช่ที่สำหรับจัณฑาล มีสิทธิอื่นๆที่ไม่แตกต่างกันในสังคม ดร.นเรนทราจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมุมไบ (บอมเบย์) และได้รับปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอินเดียนา สหรัฐอเมริกา เขาได้เล่าเรื่องราวแทนพ่อของชีวิตจัณฑาลในช่วงปี 1930-1979
จัณฑาลในชนบทเลี้ยงชีพด้วยเศษอาหารที่มีคนเทไว้ให้แลกกับการวิ่งร้องตะโกนแจ้งข่าวตามถนนในหมู่บ้านเมื่อมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามา หากอยู่ในเมืองใหญ่เช่นมุมไบ จัณฑาลจะวิ่งหางานรับจ้างเป็นกรรมกรแบกหามรายวันแลกเงินรายวัน 2-3 รูปีเท่านั้น จัณฑาลต้องแยกตัวออกไปจากชุมชน หากจะเข้าในเขตชุมชนต้องถอดรองเท้าและคอยตะโกนบอกการเข้ามาปรากฏกายของพวกเขา จัณฑาลต้องแขวนหม้อดินไว้ที่คอเพื่อรองรับน้ำลายของตนที่ไม่อาจถ่มลงพื้นดินให้แปดเปื้อนได้ ต้องห้อยไม้กวาดติดไว้ที่สะโพกเพื่อคอยกวาดกลบรอยเท้าขณะเดิน จัณฑาลถูกห้ามไม่ให้สวมรองเท้าจึงต้องหิ้วรองเท้าเดินไปจนนอกหมู่บ้านจึงจะสวมได้ ไม่สามารถแตะต้องสิ่งของใดได้ตามอำเภอใจ แม้แต่ศพไร้วิญญาณของวรรณะที่สูงกว่า จัณฑาลไม่สามารถใช้บ่อน้ำร่วมกับคนวรรณะอื่นได้ ไม่สามารถเข้าไปในเขตวัดเกินหลักเขตที่ปักไว้ได้ การต่อสู้ของจัณฑาลยาวนานกว่าจะเป็นที่ยอมรับกันในสังคมบางกลุ่มซึ่งไม่ใช่การต่อสู้กับวรรณะที่สูงกว่าเท่านั้นแต่รวมถึงการต่อสู้ทางความคิดของจัณฑาลด้วยกันเองที่เชื่อว่าฟ้าได้ลิขิตตนไว้แล้วให้ใช้กรรมให้หมดสิ้นในชาตินี้
ดร.นเรนทราเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง เป็นตัวแทนของอินเดียในกองทุนการเงินระหว่างประเทศจึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เขานับรุ่นที่สองจากรุ่นพ่อที่อยู่ในยุคบุกเบิก พ่อของเขาแค่พออ่านหนังสือออกกระท่อนกระแท่นเท่านั้นแต่ผลักดันทุกทางที่จะให้ลูกทุกคนได้ร่ำเรียน เมื่อลูกสาวของดร.นเรนทราเข้าโรงเรียน ครูประจำชั้นจดจำนามสกุลจาดฮาฟได้ คำถามของครูกับเด็กวัย 12 ขวบ (ปี 1997) คือ “เธอเป็นลูกสาวของ ดร.นเรนทรา จาดฮาฟ นักวิชาการจัณฑาลนั่นหรือเปล่า” สังคมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสามสี่ชั่วอายุคนจึงจะลบคำว่าจัณฑาลออกไปจากหมู่ผู้มีการศึกษาได้ เธอเป็นนักเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังจอห์นฮอพกินส์
จัณฑาล แปลมาจาก Untouchables โดยวีระยุทธ เลิศพูนผล ของสำนักพิมพ์สันสกฤต เป็นหนังสือที่น่าอ่านเล่มหนึ่ง คำนำของสำนักพิมพ์กล่าวว่า “ไม่มีอะไรทำร้ายเพื่อนมนุษย์ได้ปวดร้าวเท่ามนุษย์ด้วยกันเอง” ผมเพิ่งได้หนังสือจากสำนักพิมพ์นี้มาอีกเล่มหนึ่ง ขันทีหรือจัณฑาลของจัณฑาล จะเป็นอย่างไรคงต้องรอฟังกันต่อไป
บางครั้งเราคิดว่าการแบ่งวรรณะมีแต่ในศาสนาฮินดู แต่ความเป็นจริงของสังคมทุกวันนี้การแบ่งวรรณะของสังคมโลกนี้ยังคงมีไม่เปลี่ยนแปลง เรามีการแบ่งสีผิวแม้ในประเทศที่ประกาศความเท่าเทียมกันทางสิทธิมนุษยชนมาเป็นร้อยปีเช่นสหรัฐอเมริกา เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าฝรั่งผิวขาวส่วนหนึ่งในยุโรป, อเมริกาเหนือและออสเตรเลียเหยียดชาวผิวเหลือง เพศหญิงถูกจัดเป็นอีกวรรณะหนึ่งแม้ว่าโดยกฏหมายแล้วจะเท่าเทียมกับชาย คนมีการศึกษา, คนที่มีเศรษฐานะมั่นคง, คนที่ถือว่าอยู่ในสถานะทางสังคมที่ดีเหยียดคนที่ขาดโอกาสและแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ที่ด้อยกว่า คนเราต่างตั้งมาตรฐานขึ้นมาเพื่อบอกว่าตนดีกว่า อยู่ในสถานะที่เหนือกว่า แม้การศึกษาพาคนเปลี่ยนสถานะได้ภายในไม่กี่ชั่วคน แต่สำหรับบางคนแล้วการศึกษาไม่อาจขุดสันดานพื้นฐานในจิตใจได้ ตราบที่จิตใจไม่ได้มีการปรับระดับและเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมให้ยึดคุณธรรมเป็นของสูง ตราบนั้นวรรณะยังคงมีอิทธิพลครอบงำความคิดและคนในสังคมอยู่ต่อไป
Labels: นั่งเล่นคุยกัน
Labels: นั่งเล่นคุยกัน
Labels: นั่งเล่นคุยกัน
เมืองพิษณุโลกมีบทบาทมากขึ้นในฐานะเมืองลูกหลวง พระมหาธรรมราชาลิไทได้สถาปนาพุทธศาสนาให้เข้มแข็ง พระองค์ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุขึ้นในราวปี 1900 ประกอบด้วยพระปรางค์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัยอยู่ตรงกลาง มีวิหารสี่ทิศและล้อมรอบด้วยระเบียง 2 ชั้น สันนิษฐานว่าเจดีย์ธาตุได้เปลี่ยนจากทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัยมาเป็นยอดปรางค์แบบขอมอยุธยาในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระมหาธรรมราชาลิไทโปรดให้ปั้นหุ่นพระขึ้นมา 3 องค์ พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดานั้นเททองสำเร็จเรียบร้อย เหลือแต่พระพุทธชินราชองค์เดียวที่เททองแล้วทองไหลไม่เต็มเบ้าถึง 2 ครั้ง ร้อนถึงพระอินทร์ต้องแปลงกายเป็นชีปะขาวลงมาช่วยหล่อองค์พระจึงสำเร็จในครั้งที่ 3 พระพุทธชินราชจึงมีลักษณะทางพุทธศิลป์ที่งดงามที่สุดในประเทศไทยตามแบบศิลปะสมัยสุโขทัย ประทับนั่งในปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สูง 7 ศอก ด้านตะวันออกของวัด ปรากฏพระอัฏฐารสเป็นพระยืนปางห้ามญาติ อยู่ในวิหารเก้าห้อง (บอกขนาดของอาคารโดยนับจากจำนวนเสา) ตำนานการสร้างพระพุทธรูปทั้งสามองค์ในพงศาวดารเหนือแตกต่างกันออกไปว่าเป็นการสร้างของพระเจ้าเชียงแสนภายหลังจากการสร้างเมือง
พระอัฏฐารส ที่ตั้งอยู่บนเนินวิหารเก้าห้อง
ตรงข้ามกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุหรือวัดใหญ่ มีวัดเล็กๆชื่อวัดนางพญา บ้างก็เชื่อว่าวัดนางพญานี้แต่เดิมเป็นวัดเดียวกับวัดราชบุรณะซึ่งสร้างขึ้นก่อนสมัยของพระมหาธรรมราชลิไท แต่ถูกถนนตัดผ่านแยกออกเป็นสองวัด บ้างก็สันนิษฐานว่าพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยาได้บุรณะเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระวิสุทธิกษัตริย์ พระมเหสีในคราวที่ทรงดำรงตำแหน่งอุปราชและเสด็จมาครองเมืองพิษณุโลก (2091-2112) การบุรณะนั้นทำในปี 2120 ที่มาของชื่อนางพญาจึงแสดงออกถึงความเป็นสตรีสูงศักดิ์ ในปี 2444 (ปลายรัชกาลที่ 5) ได้ขุดพบกรุพระนางพญา และพบอีกกรุหนึ่งในปี 2497 พระนางพญาเป็นพระที่โด่งดังมากจัดเป็นหนึ่งในเบญจภาคี รูปพิมพ์อรชรอ้อนแอ้นสมชื่อนางพญา รอบวัดเหลือเพียงเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองในสมัยอยุธยาตอนปลายสององค์ที่เป็นของเก่า สิ่งปลูกสร้างอื่นได้รื้อทิ้งอย่างน่าเสียดายและสร้างใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง พระสมเด็จนางพญาเรือนแก้วในพระอุโบสถจัดได้ว่างดงามองค์หนึ่ง ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถด้านบนเขียนเป็นพุทธประวัติอย่างไม่เหลือคุณค่าทางจิตรกรรมใดๆ ส่วนด้านล่างระหว่างบานหน้าต่างเป็นจิตรกรรมพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชใช้เทคนิคเขียนภาพสีน้ำมัน
ภาพจิตรกรรมพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในวัดนางพญา
วัดราชบุรณะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดนางพญา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งได้รับการบุรณะในสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย สิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ที่ยังพบเห็นคือพระอุโบสถ วิหาร หอไตรและหอระฆังแบบ 16 ต้นเสา และเจดีย์ใหญ่ เจดีย์ฐานแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่เดิมเป็นฐานดิน ได้รับการเสริมจนเด่นเป็นสง่า ออกเป็นสองชั้น ภาพจิตรกรรมภายในอุโบสถเขียนเรื่องรามเกียรติงดงามมากๆ ด้านล่างเขียนเป็นสัตว์ในหิมพานต์บ้าง ชายหญิงทั้งไทยและจีนเกี้ยวพาราสีกันบ้าง ส่วนภาพจิตรกรรมในวิหารลบเลือนเกือบหมด เหลือเพียงเหนือประตูทางเข้าที่เป็นภาพแม่ธรณีบีบมวยผมขับไล่หมู่มารที่มาผจญเท่านั้นที่ยังสมบูรณ์อยู่ ภาพจิตรกรรมบางส่วนใช้เทคนิคการเขียนแบบฝรั่ง คือมีแสงเงาสร้างมิติเหมือนภาพส.ค.ส. นอกจากนี้ภายในวัดยังพบเรือโบราณที่ใช้รับเสด็จคราวในหลวงรัชการที่ 5 ประพาสมณฑลพิษณุโลก


เหนือวัดใหญ่ขึ้นไปประมาณ 500 เมตร มีวัดเจดีย์ยอดทอง จุดเด่นของวัดคือมีเจดีย์ทรงดอกบัวตูมแบบสุโขทัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นร่วมสมัยกับวัดใหญ่ เจดีย์ยอดบัวตูมหรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์นี้เหลือเพียงองค์เดียวที่พิษณุโลกเท่านั้น จากรอยปูนส่วนยอดบัวตูมที่กระเทาะออกมาทำให้เห็นการฉาบพอกปูนเพื่อเสริมส่วนยอดให้สูงขึ้น

Labels: โลกนอกกะลา
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009 July 2009 August 2009 September 2009 October 2009 November 2009