One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Monday, October 27, 2008

 

วันที่ผู้ชายลุกขึ้นแต่งตัว


ผมเพิ่งมาสนใจเครื่องแต่งกายเมื่อคิดจะตัดชุดทักเซโดเพื่อใช้สวมร้องเพลงเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว เริ่มจากผมสังเกตว่าทักเซโดที่เช่ามามีอยู่สองแบบแต่ละแบบมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันเยอะมาก ทำให้ผมต้องพลิกตำราหาความรู้ที่มาของการใส่ชุดสากลกันใหม่ว่าแบบแผนแต่เดิมนั้นเป็นอย่างไร

เสื้อนอกหรือสูทสากลหรือแจ๊คเกต (jacket) ที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการพอจะแบ่งออกได้เป็นสามแบบได้แก่ อเมริกัน, ยูโรเปียน และอังกฤษ ทรงเสื้อของอเมริกันจะลงมาตรงๆเป็นทรงกระสอบเพื่ออำพรางหุ่นเจ้าเนื้อและตัวใหญ่เนื่องจากการบริโภคที่สูงกว่าชาวยุโรปหลายเท่าตัว ที่ปกเสื้อมีรอยหยักเล็กๆ ส่วนด้านหลังจะมีรอยผ่าตรงกลางเพียงรอยเดียว สูทแบบอเมริกันจะผ่าด้านหน้า ติดกระดุมไว้ 2-3 เม็ด ชายด้านหน้าโค้งมน มีกระเป๋าที่หน้าอก และกระเป๋าด้านล่างอีกสองกระเป๋าโดยมีฝากระเป๋าสี่เหลี่ยม สูทแบบยูโรเปียนได้รับอิทธิพลของห้องเสื้อค่ายฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งออกแบบเพื่อโชว์หุ่นสะโอดสะองของชาวยุโรปจึงเป็นสูทแบบเข้ารูปเพื่อให้เห็นสัดส่วนชัด มีการหนุนฟองน้ำที่ไหล่ ช่องแขนสูงและแคบกว่าแบบอเมริกัน รอยหยักที่ปกแคบเป็นเพียงรอยบากและปลายตัดเรียวแหลม ชายเสื้อด้านหลังไม่มีรอยผ่า ส่วนด้านหน้าจะเป็นการติดกระดุมเรียงเป็นสองแถวและซ้อนสาปเสื้อ ชายเสื้อเหลี่ยมไม่โค้งมน กระเป๋าที่อกและด้านล่างไม่มีฝาปิด สำหรับสูทแบบอังกฤษถือกำเนิดในลอนดอนเมื่อปี 1930 มีชื่อเรียกว่า Drape และยังอนุรักษ์มาอยู่จนทุกวันนี้ ลักษณะของเสื้อคล้ายกับสูทแบบอเมริกัน แต่จะตัดให้เข้ารูป ชายเสื้อด้านหลังผ่าเป็นสองแนวซ้ายขวา ทั้งแบบอังกฤษและอเมริกันจะสวมกับกางเกงที่มีจีบและปลายขากางเกงพับออก




สูทผ้าขนสัตว์ แบบอเมริกัน ปกเสื้อเป็นแบบหยัก มีฝากระเป๋าเสื้อ ทางขวามือเป็นแจ็คเกตผ้าขนสัตว์ ไว้สวมกับเสื้อยืดคอเต่าสีดำ และกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเวลาหนีเที่ยวหน้าหนาว ผมคว้ามาจากราวขายของมือสองในราคาเพียงสามร้อยห้าสิบบาท อุ่นมากๆในหน้าหนาว










สูทที่ดีเมื่อสวมแล้วควรปิดบังส่วนที่บกพร่องของร่างกาย และเสริมในจุดที่บกพร่องให้ดูดีภูมิฐานงามสง่า จึงมีความจำเป็นที่จะต้องวัดและตัดให้เหมาะกับรูปร่างของแต่ละคน สูทที่หลวมเกิน รัดเกิน ชายยาวเกินสั้นเกิน การทิ้งตัวของผ้าไม่เท่ากันเนื่องจากชนิดของผ้า ลวดลายและสี อาจทำให้ผู้สวมใส่เสียบุคลิกที่ดีไปได้ นอกจากนี้ยังพบว่าแต่ละคนจะเหมาะกับสูทแต่ละแบบไม่เหมือนกัน หากมีรูปร่างเตี้ยล่ำ มีสะโพกต้นขาใหญ่ก็ไม่เหมาะกับสูทแบบยูโรเปียนซึ่งเน้นรูปร่างที่สมส่วนสะโอดสะองอย่างนายแบบ การไปตัดสูท ควรสวมเสื้อและรองเท้าที่จะใส่กับสูทไปด้วย รวมถึงสมบัติต่างที่พกติดกระเป๋า เช่น กระเป๋าเงิน ปากกา พวงกุญแจ ฯลฯ เพื่อลองสูทเวลาที่มีสิ่งต่างๆเหล่านี้พกติดกระเป๋าแล้วจะเป็นอย่างไร เมื่อสวมเสื้อสูทกับเชิ้ตแล้วให้ติดกระดุมเม็ดบนสุดเม็ดเดียว (ถ้าเป็นแบบกระดุมเรียงแถวสามเม็ดให้ติดเม็ดกลาง) หากเป็นกระดุมสองแถวให้ติดเม็ดด้านใน ผ้าด้านหลังเสื้อต้องเรียบตึงพอดี ไม่มีรอยย่นเพราะผ้าเหลือและไม่ปรากฏรอยรั้งตึงที่รอยต่อของเสื้อและแขน ลองขยับตัว บิดตัว ก้มเงยในอิริยาบถปกติ ยกมือยกแขนดูว่ารั้งมากหรือไม่ เมื่อยืนตรงแล้วสังเกตรอยกากบาทจางๆที่ตำแหน่งกลัดกระดุม หากมีรอยแสดงว่าช่วงเอวคับเกินไป รอยผ่าที่ชายเสื้อด้านหลังต้องไม่แยกจากกัน ความยาวของชายข้อมือเสื้อให้คลุมพอดีที่รอยต่อข้อมือและแขน ความยาวของเสื้อสูทต้องยาวพอดีปิดก้นหรือประมาณข้อบนของนิ้วโป้ง ปีกปกต้องแนบกับหน้าอกไม่เผยอ โพรงแขนต้องกระชับพอดีเหลือเกินจากวงแขนไม่เกินสองนิ้ว สำหรับกางเกงนอกจากตะขอแล้วควรมีกระดุมกลัดด้านในเพื่อให้กระชับกับขอบเอว ตัวกางเกงต้องหลวมพอที่จะเอามือล้วงกระเป๋าได้ กางเกงที่ฟิตเกินไปสังเกตได้จากรอยย่นและรั้งของกระเป๋ากางเกงที่ขอบเผยอไม่แนบกับสะโพก ปลายขากางเกงควรยาวไปถึงขอบส้นรองเท้า โดยที่ด้านหลังควรยาวกว่าด้านหน้าสักครึ่งนิ้ว ให้สวมสูทโดยกลัดกระดุมไว้เสมอ อย่าปลดกระดุมให้ชายเสื้อปลิวไสว การกลัดกระดุมจะติดเฉพาะเม็ดบน เม็ดที่อยู่ล่างสุดให้ปล่อยไว้เพื่อที่จะไม่ติดเวลาที่ลุกนั่ง หากสังเกตเวลาดูข่าวต่างประเทศถึงการแต่งกายของพระราชวงศ์ และผู้ปกครองประเทศในยุโรปจะเห็นว่านี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติครับ หากเวลานั่งแล้วติดพุงเขาจะปลดกระดุม แต่ทันทีที่ลุกขึ้นเขาจะกลัดกระดุมให้เรียบร้อยก่อนเฉพาะเม็ดข้างบนโดยปล่อยเม็ดข้างล่างไว้แล้วถึงจะสัมผัสมืออำลาและถ่ายรูป การใส่กระดุมครบทุกเม็ดแปลว่าเชยนะครับ

สำหรับผ้าที่นำมาตัดสูทนั้น ผ้าที่เป็นเนื้อขนสัตว์แบบไลท์เวท (light weight)จะสวยดูภูมิฐานที่สุดเหมาะกับสภาพอากาศที่ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไปเพราะให้น้ำหนักทิ้งตัวกำลังดี สำหรับผ้าขนสัตว์ที่เป็นมีเดียมเวทจะค่อนข้างหนาและเหมาะกับเมืองหนาว ผ้าที่เหมาะกับการใช้ตัดสูทในเขตร้อนนิยมตัดเย็บจากฝ้าย ไหม และลินินแต่ผ้าเหล่านี้กลับยับย่นง่ายจนเสียบุคลิก ได้มีการนำเอาโพลีเอสเตอร์เป็นด้ายสังเคราะห์ทอผสมเข้าไปเพื่อรักษารูปทรงของผ้าให้คงตัว อย่างไรก็ตามการระบายอากาศ การซึมซับเหงื่อและไขมันไม่ดีเท่าผ้าจากวัสดุธรรมชาติ ผ้าอื่นๆที่นิยมใช้ตัดสูทได้แก่ แคชเมียร์ (cashmere) เนื้อเป็นขุยเล็กน้อย, กาบาร์ดีน (gabardine) เป็นผ้าขนสัตว์ทอเป็นลายตามขวางเข้ากับโพลีเอสเตอร์ทำให้ยับยาก แต่เมื่อรีดจะเกิดเป็นรอยขาว, ซิลค์แอนด์วอร์สเต็ด (silk and worsted) เป็นผ้าที่ทอไหมและใยขนสัตว์เข้าด้วยกันทำให้ผ้าดูหรูหราและมีราคาแพง, ชีเวียท (cheviot) เป็นผ้าที่ทอจากใยด้ายเส้นใหญ่เล่นลายก้างปลา ทำให้ดูหนาแต่ยับง่าย ปัจจุบันดูปองต์ได้ขายใยสังเคราะห์นาโนเช่น สแปนเด็กซ์หรือไลคร้า (spandex or lycra) เพื่อใช้ทอร่วมกับวัสดุธรรมชาติทำให้ได้ผ้าซึ่งมีคุณสมบัติยืดหยุ่น คงรูปไม่ยับและดูมีน้ำหนัก ทำให้สวมใส่สบาย จึงเป็นที่นิยมกันมากสำหรับสูทของคนระดับกลาง สีของสูทนั้นถือว่าสีดำเป็นสีพิธีการ สูทธุรกิจจะเลือกที่เป็นสีเข้ม อาจมีลายจางๆได้ สีที่นิยมคือน้ำตาล เทาแก่ และสีกรมท่า สีเหล่านี้ให้ความภูมิฐาน น่าเชื่อถือซึ่งต่างจากสูทสีขาว สีอ่อนหรือสีสว่างที่นิยมใช้เป็นสูทลำลอง



เครื่องหมายรูปสามเหลี่ยมซ้ายมือแสดงว่า เป็นผ้าขนสัตว์ร้อยเปอร์เซนต์ ระบุว่าเป็น pure new wool บางทีก็ใช้คำว่า lambskin ซึ่งบอกชัดว่าทอมาจากขนแกะ ผ้าขนสัตว์มีราคาแพงและอุ่น เหมาะจะใช้กับเขตหนาว ผ้าจะทิ้งตัวมีน้ำหนักตัดสูทได้สวยงามมาก เนื้อผ้าหากโดนน้ำแล้วจะเสียรูป จึงไม่ควรซักเลยซึ่งเป็นไปไม่ได้ พยายามซักให้น้อยครั้งที่สุด แนะนำให้ส่งซักแห้งเท่านั้น หากนำลงซักเครื่องซักผ้าเนื้อผ้าจะเสียทำให้เสียทรงหมดสภาพไปเลย สูทตัวแรกๆของผมซักบ่อยจนผ้าเสียทรงเห็นได้ชัดเจน ผ้าซับในที่รองบนฟองน้ำหนุนไหล่จะย่นและไม่คืนรูป สูทสองตัวหลังผมใช้วิธีผึ่งลมและแปรงเท่านั้น ผมไม่ยอมให้โดนน้ำเลย



เสื้อเชิ้ตที่สวมกับสูท ควรเป็นเสื้อที่พอดีตัว หากเลือกเสื้อเชิ้ตที่หลวมจะทำให้มีผ้าเหลือมากองย่นอยู่ด้านหน้าให้เห็น และเมื่อถอดสูทตัวนอกออกจะเห็นเสื้อเชิ้ตที่ยับย่นไปทั้งตัว การเลือกเสื้อเชิ้ตควรเลือกที่ไหล่พอดี วงแขนกว้างพอประมาณที่จะยกแขนได้ เมื่อติดกระดุมคอแล้วยังเหลือที่พอที่จะสอดนิ้วชี้เข้าไปได้ ปลายแขนเสื้อยาวพ้นรอยต่อกระดูกที่ข้อมือประมาณครึ่งนิ้วเมื่อปล่อยแขนลงตรงๆ จุดเด่นของเชิ้ตอยู่ที่ปกเสื้อซึ่งมีหลายแบบ แต่เดิมปกเชิ้ตสามารถถอดออกจากตัวเสื้อเพื่อเปลี่ยนได้ โดยจะไม่มีการซักปกเสื้อเนื่องจากน้ำทำให้ปกยับและเสียรูป ปลายปกเสื้อมีหลายแบบ เช่น แบบที่ปลายปกแหลมยาว, แบบที่แผ่ออก แบบนี้ปลายปกสั้นและชี้ปาดออกไปทางราวนม, แบบที่ติดกระดุมตรงปลาย, แบบที่มีปลายมน รูปแบบปลายปกเหมาะกับรูปหน้าที่ต่างกัน หากมีรูปหน้ากว้างคอสั้น ควรเลือกปลายปกที่ยาวจะช่วยให้คอดูยาวขึ้น หากมีใบหน้าแคบ คอยาวก็ควรเลี่ยงปลายปกที่ยาวแหลม ปลายปกแบบแผ่กว้างถือเป็นแบบพิธีการ นิยมใช้กับเสื้อขาว หรือเสื้อเชิ้ตสีที่มีปกและปลายแขนเสื้อเป็นสีขาว ส่วนปลายปกที่ติดกระดุมถือเป็นแบบลำลอง นอกจากนี้ยังมีปกแบบที่เจาะรูเพื่อใช้เข็มหรือพินร้อยข้างใต้เพื่อหนุนปมเน็คไทให้ลอยขึ้นมา บางทีก็เป็นกระดุมกลัดเชื่อมคอปกและให้ปมเน็คไทพาด ปลายแขนเสื้อนอกจากจะเป็นกระดุมแล้ว บางครั้งจะมีการเจาะเป็นรูเพื่อร้อยดุมข้อมือหรือคัฟลิงส์ (cufflinks) ซึ่งทำจากวัสดุที่มีราคา วิธีที่จะกลัดกระดุมแบบคัฟลิงส์ให้ง่ายคือ ใส่คัฟลิงส์ลงไปที่ปลายแขนเสื้อก่อน แล้วจึงสวมเสื้อและรวบกลัดเข้ากับปลายอีกข้างหนึ่ง หากสวมเสื้อเรียบร้อยแล้วถึงจะนำกระดุมคัฟลิงส์มาใส่จะกลัดได้ยากมาก


เข็มกลัดไทคู่กับเนคไท เลือกแบบที่เรียบที่สุดจะดูดีที่สุด ผมมีหลายแบบตั้งแต่ ลายเฟรนชฮอร์น ตราสถาบันฯ รวมแล้วแต่ดูๆไปเหมาะไว้เล่นลิเก สู้เรียบๆแบบนี้ไม่ได้ ดุมข้อมือ หรือ cufflinks มีชุดของเลียนแบบคาร์เทีย เป็นของทำเลียนแบบจากฮ่องกงราคาประมาณ 450 บาท ซื้อจากมาบุญครอง (ราคาเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว) มาพร้อมเข็มกลัดไท ส่วนดุมสีเงินเป็นเงินแท้ ได้รับเป็นของขวัญวันเกิดจากพี่สาวผมส่งมาจากอังกฤษ

อุปกรณ์ประกอบการสวมสูทอีกอย่างคือเนคไท มีหลายแบบ ที่นิยมกันได้แก่ คลับไท (club tie) ได้แก่เนคไทที่พิมพ์ตราของคลับ สถาบันฯ หรือตรามหาวิทยาลัยลงไป, ไทแบบถัก (knit tie) เป็นการทอจากไหมหรือขนสัตว์ด้วยวิธีถักนิต, หากเป็นการทอเฉียงสลับสีจะเป็นแบบที่เรียกว่า regimental stripe tie, อีกแบบหนึ่งที่นิยมกันคือแบบลายลูกน้ำที่พิมพ์ลายบนผ้าไหมซึ่งมีต้นแบบจากเมืองไพสลีย์ในสก็อตแลนด์เรียกว่า paisley tie, แบบโพลก้าดอท (polka dot) เป็นเนคไทที่ทอลายจุดเล็กๆ เป็นต้น นอกจากเน็คไทแล้วยังมีหูกระต่าย แต่ผมคงไม่ขอพูดถึงการผูกหูกระต่ายเพราะไม่เคยผูก มีแต่ที่เย็บเป็นโบว์สำเร็จมาแล้ว การผูกเน็คไทมีแบบชั้นเดียวและสองชั้น หากเป็นเสื้อปกห่างต้องผูกแบบปมสองชั้น การเลือกสีเนคไทมีหลักง่ายๆคือเลือกให้สีเข้ากับสีเสื้อเชิ้ต หากเสื้อสีก็เลือกเนคไทสีเดียวกันแต่พื้นเข้มกว่าหรืออ่อนกว่าหากเสื้อมีสีเข้ม และเล่นลวดลายเล็กๆด้วยสีอื่น หรือเลือกสีตรงข้าม การเลือกสีตรงข้ามก็ควรเบรกความแรงของสีตรงข้ามนั้นให้หม่นลง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสีของสูทด้วยเช่นกัน หากไม่แน่ใจว่าจะจับคู่สีได้เหมาะสมหรือไม่ ลองเปรียบเทียบดูจากภาพโฆษณาของห้องเสื้อต่างๆและจดจำไปใช้



เนคไทแบบต่างๆ (จากซ้ายไปขวา) สีน้ำตาล ลวดลายสมัยใหม่ออกแนวแฟชั่น สีน้ำตาลแบบนี้ใช้ได้กับเสื้อสีอ่อนเกือบทุกสี ขาว ฟ้า เขียว เหลือง ชมพู น้ำตาล เทาและดำ ซื้อมาในราคาร้อยกว่าบาทแต่ดูแล้วเหมือนพันกว่าบาท, แถบสลับสีแนวเฉียง ก็เหมาะกับเสื้อสีฟ้า สีน้ำตาล, ผมสะสมเนคไทลายลูกน้ำ Paisley ไว้หลายผืน ผืนนี้เรียบๆดูเป็นผู้ใหญ่เหมาะกับธุรกิจ ใช้กับเสื้อได้หลายสีเช่นกัน, ผมมีเนคไทถักอยู่หนึ่งเส้น ได้รับเป็นของฝาก จะใช้ได้เฉพาะหน้าหนาวเนื่องจากทอจากขนแกะ ปลายจะตัดตรง ติดยี่ห้อดังของราฟ โลรุง Ralph Lauren, ลายพื้นเมืองสก็อตสองผืนนี้เป็นของฝากจากพี่เช่นเคย ผ้าขนสัตว์ทอลายสก็อตแบบนี้เพิ่งเกิดขึ้นประมาณร้อยกว่าปี ทอและออกแบบลายในสก็อตแลนด์ แล้วแต่ว่าตระกูลไหนหมู่บ้านไหน (แคล็น หรือ clan) จะออกแบบลวดลายเฉพาะโดยอาศัยเทคนิคการเล่นสีระหว่างไหมเส้นพุ่งและเส้นยืน ผืนที่ออกสีส้มเป็นของตระกูลบูคานั่น Buchanan และผืนสีเขียวเป็นของรอส Ross เขาระบุเลยว่าเขียวแบบนี้เรียกว่า ฮันติง hunting ผืนสุดท้ายทอจากไหมเป็นการสลับสีตามแนวเฉียง เป็นของขวัญวันเกิดจากพี่สาว ผืนนี้ชอบมากเพราะผมเลือกใช้ได้กับเสื้อทุกสีไม่มีข้อจำกัดเลย ที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาลงคือเนคไทที่เป็นเชือกแบบญี่ปุ่น ผมเห็นพวกโปรเฟสเซอร์แก่ๆจากญี่ปุ่นใส่กับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวแล้วดูดีมากๆ ไม่ค่อยเป็นทางการเลยไปหามาใส่ดูมั่ง ปรากฏว่าผมกลับดูแย่มาก เพราะผมผอมสูง ดูมันชะลูดไปหมด แถมยังสั้นเต่อแค่ลิ้นปี่ ในขณะที่ท่านเหล่านั้นตัวกลมๆเตี้ยๆใส่แล้วลงมาถึงพุง สำหรับเนคไทห้ามซัก ห้ามรีด แม้กระทั่งพ่นด้วยไอน้ำร้อนก็ไม่ได้ ผมลองมาทุกเทคนิคแล้วเท่าที่เคยอ่านพบมาแต่อย่างไรไม่มีวิธีไหนทำให้มันดีขึ้นได้เลยเพราะมันเสียแล้วเสียเลยครับ ปัญหาในการเสียคือผ้ารองผืนข้างในเสียทรงจากการผูกและรูดคลายปมแล้วทำให้เนคไททิ้งตัวไม่สม่ำเสมอและบิดไปทั้งเส้น หรือเสียเพราะเปียกจากโดนน้ำแล้วย่นเป็นเม็ดเลยดึงให้ผ้าที่หุ้มอยู่เป็นรอยไปด้วย


สูทสำหรับอาหารค่ำ (dinner jacket, Br) หรือทักเซโด (tuxedo, Am) เป็นสูทโก้หรูที่ใช้กับงานกลางคืนที่เป็นพิธีการ มีชายเสื้อด้านหลังเป็นหางยาว ตามธรรมเนียมฝรั่งหากพูดถึงงานแบบทางการ เขามักถามกันว่าไทดำหรือเปล่า หมายถึงทักเซโดสีดำและใช้หูกระต่ายหรือโบว์ดำซึ่งกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1860 โดยช่างเสื้อได้ออกแบบให้กับมกุฏราชกุมารอังกฤษ เสื้อผ้าแบบนี้ใช้กับงานพิเศษจริงๆ ทักเซโดแบบที่วาทยากรและนักเปียโนคอนเสิร์ตสวมเป็นแบบมีหางยาว แต่สำหรับบุคคลโดยทั่วไปจะเป็นแบบตัดตรงไร้หาง ตำนานเล่ากันย้อนไปถึงปี 1886 ในนิวยอร์คว่า นายกริสโวลด์ ลอริลลาร์ด (Griswold Lorillard) บุตรชายของตระกูลคหบดีเจ้าของไร่ยาสูบ พ่อของเขาเป็นผู้บริจาคที่ดินและก่อตั้งสโมสรในทักเซโดปาร์ค ชายหนุ่มเข้าไปในงานบอลฤดูร้อนประจำปีของสโมสร ชายหนุ่มทุกคนในงานสวมทักเซโดที่มีชายยาว แต่พ่อหนุ่มคนนี้สวมสูทราตรีชายสั้นที่ช่างเสื้อชาวอังกฤษตัดเย็บให้ ด้วยความที่พ่อเป็นผู้ก่อตั้งเขาจึงได้รับการอนุโลมให้อยู่ในงานได้ทั้งๆที่เขาแต่งตัวผิดระเบียบ เสื้อสูทแบบสั้น ชายเหลี่ยมไม่โค้งมนและปกมันด้วยผ้าซาตินในวันนั้นเป็นที่โจษจันและเป็นที่นิยมกันในเวลาต่อมา การลองทักเซโดก็มีหลักการแบบเดียวกับการลองเสื้อสูทที่กล่าวมาข้างต้น เพียงแต่แบบของทักเซโดนั้นมีปกเพียงสองแบบเท่านั้น คือปกกล้วย (shawl-collar) ซึ่งไม่มีรอยหยักหรือรอยบากเลย ตัวเสื้อแบบยูโรเปียน แต่ในปัจจุบันนี้มีการดัดแปลงจนมีทั้งแบบยูโรเปียนและแบบอังกฤษ ส่วนปกเสื้อแบบที่เป็นรอยผ่าและปลายหยักแหลม (peaked-lapel) จะใช้กับตัวเสื้อที่เป็นแบบยูโรเปียนเท่านั้น ปกเสื้อทักเซโดจะหุ้มด้วยผ้าซาตินเป็นมันทำให้ดูเนี้ยบ และตะเข็บด้านนอกของกางเกงจะหุ้มด้วยแถบผ้าซาตินกว้างประมาณหนึ่งนิ้วเพื่อความหรูหรา กางเกงเป็นกางเกงมีจีบ ไม่มีหูเข็มขัดเพราะใช้กับสายโยงกางเกง (suspenders or braces) ชายกางเกงทักเซโดจะไม่มีการพับขอบออก ประเพณีการพับชายกางเกงออกมามีที่มาจากถนนในยุโรปแต่เดิมเป็นถนนดิน เมื่อฝนตกเฉอะแฉะจะมีริ้วรอยของโคลนตมกระเซ็นติดขากางเกง ดังนั้นเขาจะเอาผ้ามาคาดไว้รอบขากางเกง เมื่อเข้าไปถึงงานจะปลดผ้าชิ้นนี้ออก แต่ทักเซโดเป็นชุดของคนอีกระดับหนึ่งที่นั่งรถม้าไปงานจึงไม่ต้องมีผ้าคาดกันดินโคลนกระเซ็นทำให้กางเกงของทักเซโดไม่มีรอยพับออกมาด้านนอก เสื้อเชิ้ตที่สวมกับชุดสูททักเซโดเป็นเสื้อเชิ้ตขาว ปกตั้งลดรูปเหลือแต่ปีกเล็กๆด้านหน้าซึ่งจะช่วยเสริมโบว์ไทให้โก้หรูยิ่งขึ้น อกเสื้อทักเซโดมักตีเกล็ดไว้เป็นแนวเพื่อความสวยงาม บ้างก็ติดผ้าลูกไม้ กระดุมอาจซ่อนไว้ในสาบเสื้อหรือโชว์กระดุมแบบสตัดสีดำมันวาว ปลายแขนเสื้อจะกลัดไว้ด้วยคัฟลิงส์ เนื่องจากกางเกงไม่มีเข็มขัด จึงมักมีแถบผ้าต่วนสีดำขนาดกว้างประมาณ 6 นิ้วคาดปิดหน้าท้อง แถบผ้านี้เรียกว่าคัมเมอร์บันด์ (cummerbund) เมื่อสวมเสื้อตัวข้างนอกปิดทับจะเห็นขอบผ้าคาดท้องโผล่ขึ้นมาเล็กน้อย ผ้าที่คาดนี้มักมีสีเดียวกับโบว์ไท ผ้าจะทำให้ต้องแขม่วท้องเดินหลังตรงตลอดเวลาทำให้ผู้สวมใส่ดูดี รองเท้าและถุงเท้าที่ใช้เป็นสีดำเท่านั้น และเป็นรองเท้าทรงออกซ์ฟอร์ดแบบผูกเชือก ที่กระเป๋าทักเซโดนิยมเหน็บผ้าเช็ดหน้าขาวไว้ด้วย



ทักเซโดสีดำ หุ้มปกเสื้อและกระดุมด้วยผ้าต่วนซาติน กระดุมสองแถว ปกเป็นแบบบากปลายชี้แหลม ทรงเสื้อเป็นแบบสูทยูโรเปียน ชายเสื้อเป็นมุมแหลม ทักเซโดสีครีมเป็นแบบปกกล้วยไม่มีรอยบาก แบบนี้ดัดแปลงเป็นเสื้อชายสั้นกระดุมเม็ดเดียว



เสื้อปกปีกสวมกับทักเซโด โบไทเป็นผ้าต่วนเย็บสำเร็จ หากเป็นผู้ดีแท้เขาจะใช้โบแบบผูกเอง มีแต่ไพร่อย่างผมที่ซื้อแบบเย็บสำเร็จมา ผมเคยดูราคาโบที่ลอนดอนอันละ 25-38 ปอนด์ หรือประมาณ 1,600-2,400 บาท คัมเมอร์บันด์ เขาจะจับจีบไว้ เวลาใส่ต้องหันเกล็ดหงายขึ้นเท่านั้น และใช้กับทักเซโดแบบปกกล้วย สำหรับทักซ์ฯแบบปกแหลมไม่ต้องใส่เพราะตำแหน่งกระดุมเสื้อสูงบังจนมองไม่เห็น

ผมมีสูทอยู่หลายชุด มีที่ตัดจากผ้าขนสัตว์แบบมีเดียมเวจ ซึ่งเห็นว่าสวยมาก ผ้ามีน้ำหนักดีและเนี๊ยบ ผมซื้อโดยไม่รู้ว่ามันไม่เหมาะกับอากาศร้อนเลย วันรับพระราชทานปริญญาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วทำเอาเสื้อเชิ้ตข้างในผมชุ่มโชก และแม้จะสวมในห้องที่เปิดแอร์ปกติก็ยังร้อนพอให้เหงื่อซิบๆในเวลากลางวัน แต่เมื่อผมติดไปต่างประเทศในต้นหน้าหนาวใช้ร่วมกับเสื้อกั๊กมันกลับอุ่นกำลังดี ผมยังมีเสื้อนอกสีกรมท่าที่ติดกระดุมชุดแบบสโมสร (club type button) มันใช้ได้ดีกับหลายสถานการณ์และใช้ได้กับกางเกงสีเข้มสีอ่อนทุกสี ผมตัดทักเซโดไว้ชุดหนึ่งเมื่อสิบห้าปีมาแล้วเพื่อใช้ร้องเพลงหน้าพระที่นั่งหลายครั้ง สมัยนั้นตัดที่ร้านแขกในสยามเซ็นเตอร์ชุดละ 3,500 บาทในขณะที่ไปเช่าคิดครั้งละ 500 บาท ผมเลือกผ้ากาบาร์ดีน สองปีที่แล้วผมยังสวมได้อยู่เลยแม้ว่าเอวผมจะขยายมาอีกสองนิ้ว แต่เมื่อสวมคลุมลงมาปิดแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าผมติดได้แต่กระดุมกางเกงแต่ติดตะขอไม่ได้เพราะคัมเมอร์บันด์บังไว้ ทักเซโดอีกตัวหนึ่งผมได้มาเป็นค่าตอบแทนตอนไปร้องเพลงเมื่อครั้งเฉลิมพระชนม์พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 6 รอบ เสื้อเป็นสีขาวครีมซึ่งผมไม่ได้ใช้อีกเลยจนขึ้นจุดเหลือง หาโอกาสใส่ไม่ได้และที่สำคัญคือสีครีมสวมแล้วเหมาะจะไปเสริฟอาหารมากกว่า ในโลกยุคเสรีทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครใส่ใจว่าประเพณีและความเป็นมาของเสื้อนอกแบบต่างๆ ก็เลือกหากันตามแต่จะชอบและตามราคาที่เหมาะสม หากจะต้องจ่ายเงินให้กับสูทราคาแพงแล้ว น่าจะเลือกสักนิดหนึ่งเพื่อให้แต่งออกมาแล้วดูดีสมกับราคาที่จ่ายไปและใช้ได้นานๆ สำหรับผมแล้วการจับตาดูคนเวลาแต่งตัวเป็นความบันเทิงเท่านั้นเอง และไม่ใช่ทุกครั้งที่ผมจะแต่งตัวตามแบบแผนเสมอไป ผมก็แหวกกฏเกณฑ์บ้างเพื่อรสชาติของชีวิต แจ็คเกตผ้ากระสอบสีน้ำตาลอ่อนติดแผ่นหนังที่ข้อศอกกับยีนส์เท่ๆสักตัวก็อาจทำให้สาวเหลียวได้เหมือนกันนะครับ



สูทที่ติดกระดุมแบบคลับ จะเป็นสูทที่ไม่เป็นพิธีการมากนัก ผมมักนำติดตัวไปเมืองนอกเวลาที่จะเดินทางไปหลายๆแห่งคราวละ 7-10 วัน เพราะใช้ได้กับกางเกงทุกสี สีกรมท่าจะเป็นสีที่สวยที่สุดและสุภาพมาก สูทสีดำและสีกรมท่าสองตัวนี้เห็นความแตกต่างของเนื้อผ้าชัดเจน ตัวสีดำผ้าเนื้อหนาหนักอยู่ทรงสังเกตได้จากกระดุมปลายแขนที่ติดเรียงเป็นระเบียบในขณะที่ตัวสีกรมท่ากระดุมหันไปคนละทิศเนื่องจากใช้ผ้าที่ผสมโพลีเอสเตอร์สูง ทำให้ผ้าเบาออกมันเล็กน้อยดูไม่ภูมิฐาน หากจะเลือกสูทจงยอมจ่ายแพงอีกนิด ผ้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เลือกผ้าที่ดีเช่นผ้าขนสัตว์ที่ทอผสมไลกร้าแบบที่เขาเรียกว่าสูทนักเดินทาง traveling suit ซึ่งยับได้ยาก หากมีโอกาสไปเมืองนอกในช่วงกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ ผมมักแวะเวียนไปดูสูทของมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ที่ลดมากถึง 80% จากชุดละเป็นหมื่นเหลือไม่กี่พันบาท และก็ได้แต่ดูจริงๆเพราะไม่เคยมีไซส์ของตัวเองเลย


ผมอาจจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายแล้วที่จะสนใจกับแบบแผนการแต่งกายเมื่อร้อยปีก่อน ผมเคยหน้าแตกที่เสื้อเชิ้ตยับไปทุกอณูเมื่อถอดเสื้อนอกออกถ่ายรูปหมู่ในขณะที่เสื้อของคนอื่นเรียบกริบ แม้กระทั่งสวมเสื้อนอกที่ยับเป็นใบผักกาดดองในงานสถานทูตที่ต่างประเทศเพราะใส่นอนในตอนเดินทางพอลงจากเครื่องแล้วต้องเข้างานเลย ที่เล่าให้ฟังก็ล้วนมาจากประสพการณ์ลองผิดลองถูกมาเยอะ สิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับผมก็คือว่าเมืองทักเซโด ในมลรัฐนิวยอร์คก็ยังคงปรากฏอยู่ โรงงานยาสูบที่เก่าแก่ที่สุดของตระกูลลอริลลาร์ดก็ยังดำเนินกิจการอยู่พร้อมกับตำนานของชุดทักเซโดที่สืบทอดกันมานานกว่าร้อยกว่าปี ทั้งหมดนี้สามารถติดตามได้จากเวปไซต์ข้างล่างนี้

http://en.wikipedia.org/wiki/Pierre_Lorillard_IV
http://www.lorillard.com/
http://www.tuxedogov.org/

Labels:


Monday, October 20, 2008

 

จัณฑาล

“เงาของแกเป็นราคีจนขนมพวกนี้กินไม่ได้แล้ว” คุณนายกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดลึกๆ แล้วฉันไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดเพียงแค่ฉันจับถาดอาหารนั้นจะพาลทำให้ขนมทั้งถาดแปดเปื้อน ฉันไม่เข้าใจว่าใครเป็นคนตัดสินให้ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ ฉันเองก็สงสัยเช่นกันว่าจัณฑาลอย่างเรามันแย่กว่าสัตว์เดรัจฉานหรือไง”



สมัยเมื่อผมเป็นเด็กหากใครมาด่าไอ้จัณฑาลนี่คงต้องมีเรื่องเลือดตกยางออกกันแน่ๆ แต่ถ้าไปว่าเด็กสมัยนี้คงโดนถามกลับมาว่าอะไรเหรอ ในหนังสือแปลเรื่องจัณฑาลพูดไว้อย่างนี้ว่า มนุษย์ทุกหกคนในโลกของเราเป็นชาวอินเดียหนึ่งคน และชาวอินเดียทุกๆหกคนอยู่ในวรรณะจันฑาลหนึ่งคน ประมาณว่ามีจำนวนถึงหนึ่งร้อยหกสิบห้าล้านคนทีเดียว คนในวรรณะต่ำสุดในศาสนาฮินดูอย่างจัณฑาลถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่มนุษย์ภายใต้ระบบวรรณะไม่น้อยกว่าสามพันห้าร้อยปีมาแล้ว การถือกำเนิดของจัณฑาลตามคัมภีร์ฤคเวทระบุว่ายักษ์ตนหนึ่งนามว่า ปุรุชา ได้พลีกายของตนเพื่อสร้างมนุษย์ ส่วนของปากนั้นให้กำเนิดพราหมณ์เป็นวรรณะสูงสุดเพื่อติดต่อกับเทพเจ้า กษัตริย์ถือกำเนิดจากส่วนแขนแสดงความเป็นนักรบ ต้นขากลายมาเป็นแพศย์หรือพ่อค้า ส่วนของเท้าเป็นวรรณะศูทรหรือผู้ใช้แรงงานเช่น เกษตรกร กรรมกร สำหรับจัณฑาล (jati) นั้นต่ำสุดราวกับไม่มีตัวตน จัณฑาลมีสมบัติได้เพียงลาและสุนัขเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ในการเรียนคัมภีร์พระเวท จัณฑาลอาจถูกลืมไปในสังคมเมืองใหญ่แต่ไม่ได้หายไปไหนเลยในเมืองชนบท มันยังคงอยู่คู่กับฮินดูสืบมา

คนที่เกิดเป็นจัณฑาลได้รับการสอนมาว่านี่เป็นผลกรรมที่ทำให้เกิดมาต่ำต้อยในชาตินี้ เขาต้องประพฤติตนในธรรมเพื่อว่าชาติหน้าจะได้กำเนิดในวรรณะที่ดีขึ้น เมื่ออังกฤษเข้าปกครองอินเดีย การศึกษาได้แผ่กว้างออกไปไม่จำกัดวงแต่ในวรรณะชั้นสูง โอกาสทางการศึกษาของคนระดับล่างขยายตัวขึ้นและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคม หนังสือที่ผมอ่านเล่มนี้เขียนโดยดร.นเรนทรา จาดฮาฟ บรรพบุรุษของเขาอยู่ในวรรณะจัณฑาล พ่อของเขาเป็นนักต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของวรรณะต่างๆในสังคมที่จะมีสิทธิเสมอภาคในการดำรงชีวิตร่วมกัน สามารถเข้าไปในศาสนสถานได้เท่าเทียมกับคนในวรรณะอื่นที่แม้แต่สุนัขยังวิ่งเข้าออกได้แต่ไม่ใช่ที่สำหรับจัณฑาล มีสิทธิอื่นๆที่ไม่แตกต่างกันในสังคม ดร.นเรนทราจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมุมไบ (บอมเบย์) และได้รับปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอินเดียนา สหรัฐอเมริกา เขาได้เล่าเรื่องราวแทนพ่อของชีวิตจัณฑาลในช่วงปี 1930-1979

จัณฑาลในชนบทเลี้ยงชีพด้วยเศษอาหารที่มีคนเทไว้ให้แลกกับการวิ่งร้องตะโกนแจ้งข่าวตามถนนในหมู่บ้านเมื่อมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามา หากอยู่ในเมืองใหญ่เช่นมุมไบ จัณฑาลจะวิ่งหางานรับจ้างเป็นกรรมกรแบกหามรายวันแลกเงินรายวัน 2-3 รูปีเท่านั้น จัณฑาลต้องแยกตัวออกไปจากชุมชน หากจะเข้าในเขตชุมชนต้องถอดรองเท้าและคอยตะโกนบอกการเข้ามาปรากฏกายของพวกเขา จัณฑาลต้องแขวนหม้อดินไว้ที่คอเพื่อรองรับน้ำลายของตนที่ไม่อาจถ่มลงพื้นดินให้แปดเปื้อนได้ ต้องห้อยไม้กวาดติดไว้ที่สะโพกเพื่อคอยกวาดกลบรอยเท้าขณะเดิน จัณฑาลถูกห้ามไม่ให้สวมรองเท้าจึงต้องหิ้วรองเท้าเดินไปจนนอกหมู่บ้านจึงจะสวมได้ ไม่สามารถแตะต้องสิ่งของใดได้ตามอำเภอใจ แม้แต่ศพไร้วิญญาณของวรรณะที่สูงกว่า จัณฑาลไม่สามารถใช้บ่อน้ำร่วมกับคนวรรณะอื่นได้ ไม่สามารถเข้าไปในเขตวัดเกินหลักเขตที่ปักไว้ได้ การต่อสู้ของจัณฑาลยาวนานกว่าจะเป็นที่ยอมรับกันในสังคมบางกลุ่มซึ่งไม่ใช่การต่อสู้กับวรรณะที่สูงกว่าเท่านั้นแต่รวมถึงการต่อสู้ทางความคิดของจัณฑาลด้วยกันเองที่เชื่อว่าฟ้าได้ลิขิตตนไว้แล้วให้ใช้กรรมให้หมดสิ้นในชาตินี้

ดร.นเรนทราเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง เป็นตัวแทนของอินเดียในกองทุนการเงินระหว่างประเทศจึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เขานับรุ่นที่สองจากรุ่นพ่อที่อยู่ในยุคบุกเบิก พ่อของเขาแค่พออ่านหนังสือออกกระท่อนกระแท่นเท่านั้นแต่ผลักดันทุกทางที่จะให้ลูกทุกคนได้ร่ำเรียน เมื่อลูกสาวของดร.นเรนทราเข้าโรงเรียน ครูประจำชั้นจดจำนามสกุลจาดฮาฟได้ คำถามของครูกับเด็กวัย 12 ขวบ (ปี 1997) คือ “เธอเป็นลูกสาวของ ดร.นเรนทรา จาดฮาฟ นักวิชาการจัณฑาลนั่นหรือเปล่า” สังคมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสามสี่ชั่วอายุคนจึงจะลบคำว่าจัณฑาลออกไปจากหมู่ผู้มีการศึกษาได้ เธอเป็นนักเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังจอห์นฮอพกินส์

จัณฑาล แปลมาจาก Untouchables โดยวีระยุทธ เลิศพูนผล ของสำนักพิมพ์สันสกฤต เป็นหนังสือที่น่าอ่านเล่มหนึ่ง คำนำของสำนักพิมพ์กล่าวว่า “ไม่มีอะไรทำร้ายเพื่อนมนุษย์ได้ปวดร้าวเท่ามนุษย์ด้วยกันเอง” ผมเพิ่งได้หนังสือจากสำนักพิมพ์นี้มาอีกเล่มหนึ่ง ขันทีหรือจัณฑาลของจัณฑาล จะเป็นอย่างไรคงต้องรอฟังกันต่อไป

บางครั้งเราคิดว่าการแบ่งวรรณะมีแต่ในศาสนาฮินดู แต่ความเป็นจริงของสังคมทุกวันนี้การแบ่งวรรณะของสังคมโลกนี้ยังคงมีไม่เปลี่ยนแปลง เรามีการแบ่งสีผิวแม้ในประเทศที่ประกาศความเท่าเทียมกันทางสิทธิมนุษยชนมาเป็นร้อยปีเช่นสหรัฐอเมริกา เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าฝรั่งผิวขาวส่วนหนึ่งในยุโรป, อเมริกาเหนือและออสเตรเลียเหยียดชาวผิวเหลือง เพศหญิงถูกจัดเป็นอีกวรรณะหนึ่งแม้ว่าโดยกฏหมายแล้วจะเท่าเทียมกับชาย คนมีการศึกษา, คนที่มีเศรษฐานะมั่นคง, คนที่ถือว่าอยู่ในสถานะทางสังคมที่ดีเหยียดคนที่ขาดโอกาสและแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ที่ด้อยกว่า คนเราต่างตั้งมาตรฐานขึ้นมาเพื่อบอกว่าตนดีกว่า อยู่ในสถานะที่เหนือกว่า แม้การศึกษาพาคนเปลี่ยนสถานะได้ภายในไม่กี่ชั่วคน แต่สำหรับบางคนแล้วการศึกษาไม่อาจขุดสันดานพื้นฐานในจิตใจได้ ตราบที่จิตใจไม่ได้มีการปรับระดับและเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมให้ยึดคุณธรรมเป็นของสูง ตราบนั้นวรรณะยังคงมีอิทธิพลครอบงำความคิดและคนในสังคมอยู่ต่อไป

Labels:


Friday, October 17, 2008

 

วันที่มังกรกระแอม ตอนจบ: ในครัวพญามังกร

นอกจากจะเป็นโรงงานของโลกแล้ว จีนยังเป็นครัวของโลกโดยแท้ นอกจากจะเป็นฐานการผลิตอาหารสำเร็จรูปและอาหารเสริมต่างๆให้กับบริษัทชั้นนำของตะวันตกแล้ว ผลผลิตทางการเกษตรส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกทั้งพืช ผักผลไม้ ราคาของจีนถูกกว่า ผลไม้ที่ได้ยังมีคุณภาพที่ดีอีกด้วย (พูดถึงความอวบใหญ่ สวย รสชาติดี) เพราะภูมิอากาศที่เหมาะสม เกษตรกรจีนโหมทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืชอย่างเต็มที่ ภายหลังการลงนาม FTA ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบทุกประตูเนื่องจากเราไม่มีมาตรการรองรับเช่นประเทศคู่สัญญาทั้งหลายทำไว้ แม้ว่าจะเป็นประตูเสรีทางการค้าแต่ประเทศต่างๆเขาปกป้องผลประโยชน์ด้วยการตั้งกำแพงคุณภาพมาตรฐานสินค้าไว้สูงลิ่ว ต้องปราศจากการปนเปื้อนต่างๆในระดับเป็น ppm หรือ หนึ่งในล้านส่วน แต่เรากลับเปิดโอกาสให้พืชผลของจีนทะลักเข้ามาทางเชียงแสน พืชผลเหล่านี้ผ่านเข้ามาได้ง่ายดายและกระจายไปทั่ว หากเราเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตในวันนี้ ผักสดจากนอกพวกแครอท บร๊อคเคอลี ฯลฯ รวมทั้งผลไม้เมืองหนาวต่างมาจากจีนส่วนใหญ่ ของนอกที่เต็มไปด้วยสารพิษ กระเทียมจากจีนราคาแสนถูกเข้ามาตีตลาดในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของไทย ทำให้เกษตรกรของเราเลิกปลูกกระเทียมไปเป็นจำนวนมากโดยที่ภาครัฐไม่สามรถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้ นี่เป็นเพียงตัวอย่างดียวที่ยกขึ้นมา

ทุกวันนี้จะเข้าไปซื้อของต้องพลิกดูกระป๋องก่อนว่าเนยถั่วกระป๋องนี้ผลิตที่ไหน นับเป็นข้อดีของกฏหมายต่างประเทศบังคับให้ระบุบนฉลากว่าสินค้าผลิตจากที่ใด แต่ข้อดีนี้กลับใช้ไม่ได้ในปัจจุบันเสียแล้วตั้งแต่มีข่าวเรื่องนมผสมสารเมลามีนออกมาจำหน่ายทั่วโลก กลายเป็นว่าการผสมเมลามีนไม่ได้มีแต่ในนมส่งออกเท่านั้น แต่แฝงอยู่ในวัตถุดิบและส่วนประกอบของอาหารสำเร็จรูปไม่เว้นแม้กระทั่งแป้งสาลี นมถั่วเหลือง ซอสต่างๆ น้ำปลา เนยถั่วอาจผลิตในอเมริกาหรือแหล่งใดในโลกนี้ตามที่ระบุไว้บนฉลาก แต่ไม่ระบุว่าได้ใช้วัตถุดิบที่นำมาจากจีน ต่อไปนี้ก็ต้องตัวใครตัวมันกันแล้ว เมื่อพูดถึงแหล่งผลิตแล้ว ไม่ทราบว่าเคยสังเกตสินค้าอุปโภคบริโภคในซุปเปอร์มาร์เก็ตกันบ้างหรือไม่ พวกสบู่ ยาสีฟันของบริษัทในเครือลีเวอร์และคอลเกตที่ขายกันล้วนมาจากเวียดนามและจีน ประเทศเรากำลังก้าวไปอีกระดับหนึ่งแล้วคือมีแต่คนถอนทุนออกไป หากเรารวยแบบญี่ปุ่น สิงคโปร์ผมคงเฉยๆ แต่เราจนลงกว่าเดิมแล้วใช้ของนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน สินค้าไม่มีกำแพงภาษีก็จริงแต่คนของเราตกงานพราะลดกำลังการผลิต และสินค้าที่นำเข้าของบริษัทเครือดังกล่าวเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าโดยขายกันแบบพรีเมียมเกรด ครั้งหนึ่งไทยเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าไปทั่วอาเซียน แต่วันนี้เราเป็นผู้นำเข้าเสียแล้ว กรรมของเราที่เลือกคนไม่ดีมาปกครองประเทศ

ในเมื่อเมลามีนมันเป็นเรื่องร้อนแรงกันขนาดนี้จะไม่กล่าวเสียหน่อยคงไม่ได้แล้ว เมลามีนเป็นสารเคมีที่มีส่วนประกอบของไนโตรเจนสูงถึง 66% ของมวล ตัวเมลามีนโดยตัวของมันเองแล้วไม่สามารถนำไปทำประโยชน์อะไรได้ แต่หากอยู่ในรูปของ ไซโรเมซีน cyromazine มันจะมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าแมลง หากนำเมลามีนไปทำปฏิกิริยากับฟอร์มาลดีไฮด์ (ยาดองศพ) จะได้พลาสติกเรซินที่แข็งทำเป็นจานชามเมลานีน ใช้ปูเป็นวัสดุพื้นผิวโต๊ะและเฟอร์นิเจอร์ สารประกอบเมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์นี้แกร่งมากใช้ทำเป็นวัสดุก่อสร้างได้ เป็นกาวประสานไม้อัด ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้าเพื่อไม่ให้ผ้ายับ ในระหว่างปี 1950-60 เขาใช้เมลามีนเป็นปุ๋ยไนโตรเจน แต่ให้ผลไม่ดีนักจึงได้ยกเลิกไป ในวงการยาเคยใช้อนุพันธ์ของเมลามีนกับสารหนูเพื่อเป็นยาฆ่าพยาธิ trypanosomasis สาเหตุของโรคง่วงหลับในคนและในสัตว์ สารประกอบเมลามีนไซยานูเรท melamine cyanurate ใช้เป็นสารควบคุมเพลิง เมื่อโดนความร้อนจะสลายให้กาซไนโตรเจนซึ่งเป็นกาซไม่ติดไฟคลุมไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปช่วยให้ไฟติด เมลามีนไซยานูเรทมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ไม่ดีนัก นี่แหละอาหารโปรตีนเทียมจากจีน

ไนโตรเจนเป็นธาตุที่พบในอาหารประเภทโปรตีนเป็นหลัก พบน้อยมากในอาหารที่เป็นแป้งและไขมัน การตรวจหาปริมาณโปรตีนตามวิธีมาตรฐานใช้การวิเคราะห์ปริมาณไนโตรเจนแทนเพราะทำได้ง่าย หากจะปลอมปนสารเคมีที่มีไนโตรเจนลงไปก็ทำให้ผลการวิเคราะห์อาหารนั้นมีโปรตีนสูงซึ่งหมายถึงมีคุณค่าทางอาหารมาก คงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าเมลามีน เพราะมีไนโตรเจนสูง การหาโปรตีนแบบเคดาล Kjedahl’s เป็นการหาไนโตรเจนทั้งหมดในอาหารซึ่งมีทั้งที่มาจากโปรตีนและไม่ใช่ที่มาจากโปรตีนปะปนอยู่ด้วยกัน ส่วนวิธีการหาโปรตีนตามวิธีของลาวรี Lowry’s น่าจะได้ผลไม่ต่างจากโปรตีนแท้ เพราะองค์ประกอบทางเคมีเป็นห่วงแหวน aromatic ring ซึ่งใกล้เคียงกับโครงสร้างของแขนกรดอะมิโนชนิดไทโรซีนและทริปโตเฟน

โรงงานที่ผลิตสารประกอบเมลามีนไซยานูเรทที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่แผ่นดินใหญ่ พ่อค้าชาวจีนผสมเมลามีนลงไปในอาหารสัตว์เพื่อแสดงว่าอาหารสัตว์ของตนมีโปรตีนสูง คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เคยได้รับหมูป่วยที่กินอาหารที่เมลามีนมาศึกษา พบว่าหมูตัวดังกล่าวมีความผิดปกติที่ไต มีเลือดออกและพบพยาธิสภาพของเนื้อเยื่อไตผิดปกติ คนกินเมลามีนก็คงไม่ต่างอะไรจากหมู เนื่องจากสารประกอบของเมลามีนไม่ละลายน้ำและขับออกพร้อมปัสสาวะ มีการสะสมตกผลึกภายในไต กระเพาะปัสสาวะ ร่วมกับสารอื่นเป็นนิ่ว ยังไม่มีรายงานการเกิดมะเร็งและไม่พบว่าเมลามีนเป็นสารก่อมะเร็ง การกินสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารเมลามีนอาจไม่มีผลมากกับคน แต่การกินอาหารที่ปนเปื้อนเมลามีนจากยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนมากับผักผลไม้ การกินอาหารที่เติมเมลามีนเพื่อให้มีโปรตีนสูง และทำให้เนื้อของอาหารเหนี่ยวนุ่มขึ้นเช่นแป้งพิซซา อาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ ทำให้เราหนีไม่พ้นเมลามีน จากรายชื่ออาหารต้องสงสัยทั้งหลายที่เคยมีรายงานทั้งในและต่างประเทศทำให้เราต้องกลับมาทบทวนกันแล้วว่าจะกินและอยู่อย่างไร อาหารประเภทครีมที่ทำจากนมวัว นมวัวและนมจากถั่ว แป้งที่อยู่ในส่วนผสมของขนมอบทุกประเภท ซอสถั่วเหลือง น้ำปลา อาหารทุกชนิดที่บ่งว่ามีโปรตีนล้วนเป็นอาหารในกลุ่มเสี่ยงทั้งสิ้น แค่ที่นึกออกนี่ก็แทบไม่มีอะไรเหลือให้รับประทานได้แล้ว

จีนประกาศความเป็นมหาอำนาจอย่างเต็มตัว ทางเศรษฐกิจด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุด ด้วยการปกครองที่เฉียบขาด ด้วยประชากรที่มากที่สุด ด้วยประชากรที่มีคุณภาพดีเยี่ยม และด้วยทุกวิธีการโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม นับตั้งแต่การปฏิวัติทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและตำราของเล่าจื้อ เม่งจื้อถูกเผาเรียบ จีนยุคใหม่ถือหลักฝ่าฟันเพื่ออยู่รอดโดยไม่คำนึงถึงวิธีการอีกต่อไป ความหมายของความสัตย์ซื่อ มีคุณธรรม รักษาคำพูด สิทธิมนุษยชน มารยาทสังคม จึงไม่เหลืออยู่ในสังคมจีน ผู้นำของโลกยุคนี้ต่างเกรงกลัวมังกรตัวนี้เสียเหลือเกิน ผมกำลังตั้งตารอดูอยู่ว่าจีนจะเข้าครอบครองเศรษฐกิจของอเมริกาและประเทศตะวันตกอื่นๆที่กำลังสะดุดขาตัวเองอย่างไร เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งประเทศตะวันตกและสิงคโปร์เข้าครอบครองเศรษฐกิจของไทยภายใต้มาตรการบีบบังคับของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ... ดาบนี้คืนสนอง


เอกสารอ่านเพิ่มเติม

http://www.ruf.rice.edu/~bioslabs/methods/protein/lowry.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Melamine
http://www.navy.mi.th/science/pdf/melamine.pdf
http://agro.psu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1001&Itemid=113
http://potency.berkeley.edu/chempages/MELAMINE.html
http://202.12.97.4/newspaper/index.php?option=com_content&task=view&id=330&Itemid=62

Labels:


Monday, October 13, 2008

 

วันที่มังกรคำราม

หากจะจัดว่าผมอยู่ในข่ายของลูกหลานจีนอกตัญญูก็คงใกล้เคียงความจริง ผมกับแม่มักมีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศจีน แม่ผมภาคภูมิใจมากที่เกิดและเป็นลูกหลานของมหาอาณาจักรจีน แต่สำหรับผมแล้วผมไม่เคยชอบทั้งประเทศและคนบนแผ่นดินใหญ่เลย โอลิมปิคที่ผ่านมา แม่ผมนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดการถ่ายทอดแม้กระทั่งกีฬาที่ไม่เคยใส่ใจมาก่อนอย่างชกมวย มวยปล้ำ ฟันดาบ แม่ผมไม่ยอมพลาดอะไรเลย

จีนเป็นประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายกาจ หากมีการประท้วงอะไรก็แล้วแต่ รัฐบาลเผด็จการจะลงมือปราบปรามอย่างรุนแรง การไม่เท่าเทียมกันของรัฐบาลกลางในการจัดสรรงบประมาณและการปกครองในแต่ละมณฑล ทำให้ดินแดนหลายส่วนของจีนต้องการแยกตัวเป็นเอกราช ดินแดนเหล่านี้มีวัฒนธรรมของตนเอง มีทรัพยากรของตนเอง แน่นอนทรัพยากรเช่นน้ำมัน ถ่านหิน เป็นสิ่งที่รัฐบาลกลางไม่ยอมปล่อย

เมื่อจีนเริ่มเปิดประเทศ ชาวตะวันตกพากันหลั่งไหลเข้าไปลงทุน บริษัทฯข้ามชาตินำเอาเทคโนโลยีของตนเข้าไปโดยใช้จีนเป็นฐานการผลิต สิ่งที่บริษัทเหล่านี้มองคือค่าแรงถูก ทรัพยากรมีมากมาย และแน่นอนที่ต่างชาติเห็นจีนเป็นตลาดใหญ่ ประชากรกว่า 1,300 ล้านคนเป็นตลาดที่หอมหวลยิ่ง เวลาผ่านไปไม่กี่ปีสินค้าและเทคโนโลยีถูกทำเทียมเลียนแบบและไม่สามารถสู้คดีความได้เนื่องจากภาษา รัฐบาลกลางและรัฐบาลถิ่นโยนเรื่องกันไปมาปัดความรับผิดชอบ จีนเป็นประเทศที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหนักที่สุดทำเอาผู้ลงทุนรายย่อยต่างพับฐานออกมาเหลือไว้แต่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เท่านั้น

การใช้ทรัพยากรของจีนในทศวรรษที่ผ่านมายิ่งกว่ายุคใดๆและเกินกว่าครึ่งหนึ่งที่ใช้กันทั้งโลก ทั้งสัญญาการเช่าที่ บ่อน้ำมัน สัมปทาน ทำให้จีนมีรายได้มหาศาล รัฐบาลร่ำรวยจากการขายสินค้า แม้ว่าสินค้าจีนจะราคาถูก ขายแบบขาดทุนเพื่อตีคู่แข่งให้ตาย แต่นั่นเป็นนโยบายที่อย่างน้อยประชาชนก็มีงานทำ มีรายได้ เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ สินค้าจีนเป็นสินค้าด้อยคุณภาพ แต่เรามักเห็นสินค้าเหล่านั้นมีตรารับรองคุณภาพซึ่งได้มาง่ายๆ รัฐบาลจีนออกใบรับรองให้เพื่อส่งออกไปขายได้ รัฐอุดหนุนเต็มที่เพื่อให้จีนเป็นโรงงานของโลก manufacturer of the world ผลจากการเร่งภาคการผลิตทำให้จีนมีของเสีย มีขยะมากมาย มลภาวะเสื่อมโทรมถึงขนาดที่ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค จีนสั่งปิดโรงงานรายรอบปักกิ่งเพื่อให้หมอกควันและฝุ่นจากภาคอุตสาหกรรมลดลงแล้วก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น ขยะต่างๆที่นำกลับไปใช้ใหม่ เช่นเหล็ก ตะกั่วจากสินค้าอิเลคทรอนิค นำกลับมาเผาและถลุงอย่างที่ไม่ได้ควบคุมสิ่งแวดล้อมและปกป้องคนทำงาน แรงงานจีนจึงป่วยด้วยโรคจากอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก จีนติดอันดับของประเทศที่ทำให้โลกร้อนด้วยการปล่อยกาซคาร์บอนไดออกไซด์สูงอันดับสองของโลก แต่จีนกลับขอการยกเว้นลดการปล่อยกาซด้วยอ้างว่ากำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาประเทศ การใช้ทรัพยากรของจีนสร้างรายได้ให้จีนมั่งคั่ง ประมาณว่าจีนมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุด สูงถึง 1.76 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าประเทศญี่ปุ่นอันดับที่สองเกือบเท่าตัว และมากกว่ากลุ่มประเทศ G7 ทั้งหมดรวมกันเสียอีก

ประชากรจีนที่มีการศึกษา ใช้ภาษาต่างประเทศได้ดีจะหลั่งไหลเข้ามาในเมืองใหญ่ จีนทุ่มทุนในการปรับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเขตเศรษฐกิจจำเพาะอื่นๆให้ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วในทุกด้าน ระบบการมีลูกคนเดียวเพื่อควบคุมจำนวนประชากรของจีนทำให้จีนมีประชากรชายมากกว่าหญิง การมีลูกคนเดียวทำให้เกิดการทุ่มเททางการศึกษาให้กับลูกเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นจนเกิดคำว่า “จักรพรรดิน้อย” ประเทศคอมมิวนิสต์ที่อยู่หลังม่านไม้ไผ่มานาน เมื่อประชาชนมีรายได้และมีเสรีที่จะจับจ่ายทำให้จีนกลายเป็นประเทศบริโภคนิยม เป็นที่ร่ำลือกันทั้งฮ่องกงว่านักท่องเที่ยวจากจีนเป็นนักช๊อปตัวยง สินค้าแบนรด์ของฝรั่งเศสและอิตาลีได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง นักช๊อปรุ่นใหม่เหล่านี้จะเข้ามากวาดไปทุกรุ่น ทุกสี ทุกแบบ แต่ในอีกขั้วหนึ่งของชนบทห่างไกล ประชากรจีนกลับยากจนข้นแค้น เผชิญกับภัยธรรมชาติ ห่างไกลจากความเจริญ ช่องว่างระหว่างคนมีและคนจนถ่างกว้างกว่ายุคสมัยใดๆ

โอลิมปิคที่ผ่านมาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในทุกวิถี จีนรื้อชุมชนโบราณในปักกิ่ง ถมคูเมือง ขึ้นสิ่งปลูกสร้างใหม่เพื่อแสดงความเป็นอารยะโดยไม่คำนึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน การปราบปรามทิเบตอย่างหนักและรุนแรงโดยไม่ฟังเสียงเรียกร้องจากนานาชาติ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันถึงความเป็นไปได้ที่มีการใช้สเต็มเซลเพื่อเป็นการกระตุ้นร่างกายนักกีฬา หากการใช้เสต็มเซลเป็นไปได้จริงจะไม่สามารถตรวจพบยาโด๊ปในร่างกายของนักกีฬาได้ นักกีฬาหญิงเหรียญทองยิมนาสติกของจีนถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการโกงอายุใช้เด็กที่อายุต่ำว่าเกณฑ์กำหนดเนื่องจากความยืดหยุนของกล้ามเนื้อเด็กมีมากกว่า ท่าบางท่านั้นนักกีฬาที่อายุถึงเกณฑ์ไม่อาจทำได้ นอกจากนี้เด็กหญิงที่ปรากฏตัวร้องเพลงในพิธีเปิดการแข่งขันไม่ใช่เจ้าของเสียง เธอเป็นเพียงดาราลิปซิงเพียงเพราะนักร้องตัวจริงหน้าตาไม่น่ารักและฟันหล๋อ คำสารภาพเดียวที่มีคือเพื่อภาพพจน์และหน้าตาของประเทศ ผมยอมรับว่าพิธีเปิดและปิดนั้นยิ่งใหญ่สมกับเป็นงานของพญามังกร อย่างน้อยที่พอจะยอมรับได้คือการถ่ายทอดพิธีเปิดและพิธีปิดซึ่งได้ใช้เทคนิคการซ้อนภาพพลุให้ดูยิ่งใหญ่อลังการกว่าความเป็นจริงที่ออกมาแล้วดูดี งานยิ่งใหญ่แบบนี้มีแต่ประเทศเผด็จการทหารเท่านั้นที่จะทำได้

ยังไม่จบครับ ไว้พบกับเมลามีน –โปรตีนเทียมของจีน

อ้างอิงจาก

http://www.guardian.co.uk/sport/2008/aug/12/olympics2008.china1
http://www.teachabroadchina.com/ioc-gymnasts-ages-scandal-fig-olympics/
http://newspoke.cpe.ku.ac.th/search/detail.php?id=157240
http://abcnews.go.com/International/Story?id=5565191&page=1
http://www.cocadc.cn/english/sanji/sj01.php?id=228
http://www.msnbc.msn.com/id/25816605/

Labels:


Wednesday, October 08, 2008

 

เหยื่ออธรรม


แด่ ผู้สูญเสียที่ตกเป็นเหยื่อของความอธรรม


Wednesday, October 01, 2008

 

เที่ยวเมืองสองแคว

เที่ยวบินเช้าจากกรุงเทพฯไปพิษณุโลกทำให้ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ เมื่อเครื่องขึ้นจากสนามบินดอนเมืองผมมองลงไปเบื้องล่างเห็นแต่แปลงนาสีเขียวหลากเฉดในกรอบสี่เหลียมติดต่อกันสุดสายตา เมื่อเครื่องลดระดับการบินลงสุ่น่าผ้าพิษณุโลก ผมก็เห็นแปลงนาสุดสายตาเช่นเดิมในขณะที่แปลงเพาะปลูกสองฝั่งลำน้ำกลับจมอยู่ใต้บาดาลเป็นบริเวณกว้าง ผมได้แต่อธิษฐานให้ผู้คนและพืชผลได้รับความปลอดภัย รถมารับผมเพื่อพาไปส่งที่มหาวิทยาลัย ยังมีเวลาเหลืออีกมากมายเนื่องจากเพิ่งจะโมงเช้าเศษเท่านั้น ผมสอบถามห้องพัก ห้องเรียนและการเดินทางเข้าเมืองกับคนรถแล้วจึงได้แจ้งให้เขาทราบว่า หากอาจารย์ผู้ประสานงานถามหา ให้เรียนว่าผมเข้าเมืองและจะกลับมาเตรียมอุปกรณ์ตอนเที่ยงครึ่ง

ในสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมมาพิษณุโลกเกือบทุกปี หากผมไม่ได้ไปพักแรมแถบภูหินร่องก้า หรือ ทุ่งแสลงหลวงแล้ว ตัวเมืองพิษณุโลกเป็นเพียงทางผ่านเพื่อแวะพักทานอาหารเพื่อไปเที่ยวจังหวัดข้างเคียง เมืองพิษณุโลกมีอีกชื่อหนึ่งว่าเมืองสองแคว ผมคิดเอาเองว่าน่าจะเป็นแควยมและแควน่าน เพราะแม่น้ำน่านไหลผ่ากลางเมืองทำให้อยู่ในสภาพเมือง ‘อกแตก’ ซึ่งนับว่าผมเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง แม่น้ำอีกสายหนึ่งคือแม่น้ำเหตุ แต่ในปัจจุบันลำน้ำเหตุได้เปลี่ยนทิศทางการเดินไปแล้ว ตำนานการสร้างเมืองพิษณุโลกปรากฏอยู่ในพงศาวดารเหนือ ในปีพ.ศ. 1581 หรือประมาณเกือบหนึ่งพันปีมาแล้ว พระเจ้าเชียงแสน นามว่า พระศรีธรรมไตรปิฎก ได้ให้ขุนนางสองท่านคือจ่าการบุญ (จ่าการบูรณ์)และจ่านกร้องลงมาหาที่ตั้งเมือง พระมเหสีของเจ้านครเชียงแสนชื่อพระนางประทุมเทวี เป็นธิดาพระเจ้าบาธรรมราชเมืองสวรรคโลก เจ้าเมืองเชียงแสนซึ่งอยู่ในอาณาจักรล้านนาให้ขุนนางทั้งสองลงมาหาชัยภูมิสร้างเมืองที่สุดรอยต่อแดนล้านนากับสยามประเทศ จ่าทั้งสองท่านได้เลือกทำเลบริเวณลุ่มน้ำน่านและน้ำเหตุเป็นที่สร้างเมือง ได้สร้างในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู พ.ศ. 1496 และใช้เวลา 1 ปีกับอีก 7 เดือนจึงสร้างสำเร็จ พระศรีธรรมไตรปิฏกได้เสด็จมาถึงเมืองใหม่ที่สร้างขึ้นนี้ในยามพระพิษณุ จึงได้ตั้งชื่อตามฤกษ์เวลาที่มาถึงว่าเมืองพิษณุโลก ต่อมาได้สร้างเมืองแฝดที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่านและตั้งชื่อให้คล้องจองกันว่าเมืองโอฆบุรี เมืองพิษณุโลกดั้งเดิมสร้างขึ้นแถบที่ตั้งวัดจุฬามณีในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ทางใต้ของเทศบาลเมือง อีกตำนานหนึ่งที่ผมอ่านพบที่วัดนางพญา เล่าว่าพระศรีธรรมไตรปิฏกหรือพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งอาณาจักรสุโขทัยให้สร้างเมืองขึ้น โดยให้จ่าการบุญและจ่านกร้องแข่งขันกันสร้างเมือง จ่าการบุญสร้างเมืองพิษณุโลกและจ่านกร้องสร้างเมืองโอฆบุรีหรือเมืองพิจิตร จ่าการบุญสร้างเมืองพิษณุโลกสำเร็จก่อน นอกจากนี้ก็ยังมีตำนานอื่นๆที่เล่าว่าจ่าการบุญเป็นคนธรรมะธรรมโม ในเมืองของจ่าการบุญจึงได้สร้างวัดวาอารามไว้มากมาย แต่จ่านกร้องชอบเล่นตีไก่ เมืองโอฆบุรีที่อยู่อีกฝั่งของลำน้ำน่านจึงไม่มีวัดวาอารามมากมายเช่นเมืองพิษณุโลก (ปีที่อ้างอิงในย่อหน้านี้ ใช้ตามที่ปรากฏอยู่ใน th.wikisource.org ซึ่งเล่าเรื่องพงศาวดาร)

เมืองพิษณุโลกมีบทบาทมากขึ้นในฐานะเมืองลูกหลวง พระมหาธรรมราชาลิไทได้สถาปนาพุทธศาสนาให้เข้มแข็ง พระองค์ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุขึ้นในราวปี 1900 ประกอบด้วยพระปรางค์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัยอยู่ตรงกลาง มีวิหารสี่ทิศและล้อมรอบด้วยระเบียง 2 ชั้น สันนิษฐานว่าเจดีย์ธาตุได้เปลี่ยนจากทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัยมาเป็นยอดปรางค์แบบขอมอยุธยาในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระมหาธรรมราชาลิไทโปรดให้ปั้นหุ่นพระขึ้นมา 3 องค์ พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดานั้นเททองสำเร็จเรียบร้อย เหลือแต่พระพุทธชินราชองค์เดียวที่เททองแล้วทองไหลไม่เต็มเบ้าถึง 2 ครั้ง ร้อนถึงพระอินทร์ต้องแปลงกายเป็นชีปะขาวลงมาช่วยหล่อองค์พระจึงสำเร็จในครั้งที่ 3 พระพุทธชินราชจึงมีลักษณะทางพุทธศิลป์ที่งดงามที่สุดในประเทศไทยตามแบบศิลปะสมัยสุโขทัย ประทับนั่งในปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สูง 7 ศอก ด้านตะวันออกของวัด ปรากฏพระอัฏฐารสเป็นพระยืนปางห้ามญาติ อยู่ในวิหารเก้าห้อง (บอกขนาดของอาคารโดยนับจากจำนวนเสา) ตำนานการสร้างพระพุทธรูปทั้งสามองค์ในพงศาวดารเหนือแตกต่างกันออกไปว่าเป็นการสร้างของพระเจ้าเชียงแสนภายหลังจากการสร้างเมือง



พระอัฏฐารส ที่ตั้งอยู่บนเนินวิหารเก้าห้อง


ตรงข้ามกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุหรือวัดใหญ่ มีวัดเล็กๆชื่อวัดนางพญา บ้างก็เชื่อว่าวัดนางพญานี้แต่เดิมเป็นวัดเดียวกับวัดราชบุรณะซึ่งสร้างขึ้นก่อนสมัยของพระมหาธรรมราชลิไท แต่ถูกถนนตัดผ่านแยกออกเป็นสองวัด บ้างก็สันนิษฐานว่าพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยาได้บุรณะเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระวิสุทธิกษัตริย์ พระมเหสีในคราวที่ทรงดำรงตำแหน่งอุปราชและเสด็จมาครองเมืองพิษณุโลก (2091-2112) การบุรณะนั้นทำในปี 2120 ที่มาของชื่อนางพญาจึงแสดงออกถึงความเป็นสตรีสูงศักดิ์ ในปี 2444 (ปลายรัชกาลที่ 5) ได้ขุดพบกรุพระนางพญา และพบอีกกรุหนึ่งในปี 2497 พระนางพญาเป็นพระที่โด่งดังมากจัดเป็นหนึ่งในเบญจภาคี รูปพิมพ์อรชรอ้อนแอ้นสมชื่อนางพญา รอบวัดเหลือเพียงเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองในสมัยอยุธยาตอนปลายสององค์ที่เป็นของเก่า สิ่งปลูกสร้างอื่นได้รื้อทิ้งอย่างน่าเสียดายและสร้างใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง พระสมเด็จนางพญาเรือนแก้วในพระอุโบสถจัดได้ว่างดงามองค์หนึ่ง ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถด้านบนเขียนเป็นพุทธประวัติอย่างไม่เหลือคุณค่าทางจิตรกรรมใดๆ ส่วนด้านล่างระหว่างบานหน้าต่างเป็นจิตรกรรมพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชใช้เทคนิคเขียนภาพสีน้ำมัน

ภาพจิตรกรรมพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในวัดนางพญา


วัดราชบุรณะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดนางพญา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งได้รับการบุรณะในสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย สิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ที่ยังพบเห็นคือพระอุโบสถ วิหาร หอไตรและหอระฆังแบบ 16 ต้นเสา และเจดีย์ใหญ่ เจดีย์ฐานแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่เดิมเป็นฐานดิน ได้รับการเสริมจนเด่นเป็นสง่า ออกเป็นสองชั้น ภาพจิตรกรรมภายในอุโบสถเขียนเรื่องรามเกียรติงดงามมากๆ ด้านล่างเขียนเป็นสัตว์ในหิมพานต์บ้าง ชายหญิงทั้งไทยและจีนเกี้ยวพาราสีกันบ้าง ส่วนภาพจิตรกรรมในวิหารลบเลือนเกือบหมด เหลือเพียงเหนือประตูทางเข้าที่เป็นภาพแม่ธรณีบีบมวยผมขับไล่หมู่มารที่มาผจญเท่านั้นที่ยังสมบูรณ์อยู่ ภาพจิตรกรรมบางส่วนใช้เทคนิคการเขียนแบบฝรั่ง คือมีแสงเงาสร้างมิติเหมือนภาพส.ค.ส. นอกจากนี้ภายในวัดยังพบเรือโบราณที่ใช้รับเสด็จคราวในหลวงรัชการที่ 5 ประพาสมณฑลพิษณุโลก






(บน) แม่พระธรณีบีบมวยผมให้น้ำท่วมเหล่าทัพมารที่มาผจญ ภาพเขียนในวิหารวัดราชบุรณะ
(ล่าง) ภาพจิตรกรรมรามเกียรติ์ในอุโบสถวัดราชบุรณะ




เหนือวัดใหญ่ขึ้นไปประมาณ 500 เมตร มีวัดเจดีย์ยอดทอง จุดเด่นของวัดคือมีเจดีย์ทรงดอกบัวตูมแบบสุโขทัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นร่วมสมัยกับวัดใหญ่ เจดีย์ยอดบัวตูมหรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์นี้เหลือเพียงองค์เดียวที่พิษณุโลกเท่านั้น จากรอยปูนส่วนยอดบัวตูมที่กระเทาะออกมาทำให้เห็นการฉาบพอกปูนเพื่อเสริมส่วนยอดให้สูงขึ้น

ได้เวลา 11.30 น. ผมเริ่มออกเดินหาร้านก๋วยเตี๋ยวดู๋ดี๋ ผมเดินไปตามถนนเอกาทศรถหลายช่วงตึก เวลาไม่อำนวยให้ผมเลือกอะไรได้มาก ผมจำใจหยุดที่ร้านผัดไทเนื่องจากเวลาเหลือไม่มาก ผมกลับมาที่ป้ายรถเมล์ตอนเที่ยงพอดี รถเมล์สาย 12 คาดแดงผ่านหน้าผมไปจอดป้ายที่ห่างไปเพียง 50 เมตร ผมได้แต่นั่งรอรถคันต่อไปด้วยใจกระวนกระวาย สิบห้านาทีผ่านไป รถเมล์อีกคันหนึ่งคืบคลานเข้ามาให้ดีใจเล่น เขาไม่รับคนโดยสารเพราะจะกลับไปที่อู่รถ 12.35 น. ผมได้นั่งรถหวานเย็นสมใจ ผมนั่งลุ้นระทึกกับการกลับไปสอนหนังสือให้ทันบ่ายโมง รถพาผมเข้าไปในมหาลัยจากประตูหน้าทะลุไปออกประตูด้านหลังโดยไม่ผ่านหน้าคณะ รถจะผ่านหน้าคณะก็ต่อเมื่อผมนั่งจนสุดสายแล้วนั่งขากลับออกมา เขาแนะนำให้ผมไปขึ้นรถไฟฟ้าซึ่งเป็นรถบริการที่วิ่งวนรอบมหาลัยจะเร็วกว่า ผมสายไป 10 นาทีแต่อย่างไรก็ต้องเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อยก่อน ล้างหน้า แปรงฟัน ปลดทุกข์ เก็บชายเสื้อที่หลุดลุ่ย

เวลาสามชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมนัดแนะกับคนรถให้ไปส่งผมที่ตลาดกลางคืนริมแม่น้ำน่าน และนัดแนะให้มารับผมไปส่งที่สนามบินตอนสองทุ่ม ตลาดกลางคืนเขาสร้างอย่างดีเลียบริมน้ำ หลายปีก่อนผมไปนั่งรับประทานอาหารมีร้านค้าและผู้คนคึกคัก มีร้านผักบุ้งลอยฟ้าที่เรียกสียงเฮได้ ปลายปีที่แล้วร้านค้าหายไปเหลือเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น เสียงจากผู้ขายคือไนท์บาซาร์ที่อยู่ด้านนอกบังผู้คนและแย่งที่จอดรถ วันนี้ตลาดอาหารกลางคืนไม่เหลือแม้แต่ร้านเดียว อาคารทั้งหมดปิดร้างให้เช่าเป็นที่เก็บของ มีคนทัดทานผมว่าไนท์บาซาร์ไม่มีอะไรนอกจากเสื้อผ้า ไปเดินบิ๊กซีโลตัสดีกว่า เขาช่างไม่เข้าใจเลยว่าซุปเปอร์สโตร์ในกรุงเทพฯใหญ่กว่าที่นั่นเยอะ แต่กรุงเทพฯไม่มีแม่น้ำน่าน ไม่มีชีวิตบ้านนอก ไม่มีโชวฮ่วย ไม่มีสวนสาธาณะริมเขื่อน มองไปทางไหนก็ไม่เห็นตะวันกำลังลับฟ้าเพราะตึกบัง ไม่มีรถซาเล้งนั่งรอบเมือง ไม่มีแนวภูเขาให้เห็น ฯลฯ ผมอยากเห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านนอกและเห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะของสังคมเมือง ผมเดินในสวนสาธารณะริมเขื่อนจนโพล้เพล้ และเดินผ่านไนท์บาซาร์ที่กำลังตั้งร้านกัน ที่ริมเขื่อนหน้าวัดท่าปรางค์ มีร้านรถเข็นเย็นตาโฟจอดรอให้ผมนั่งลงกินบรรยากาศ ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำไม่มีบ้านเรือน มีแต่ต้นไม้มืดสนิท ผมเห็นไฟประดับเป็นหย่อมๆของร้านอาหารริมน้ำ ท้องฟ้าไกลออกไปเป็นสีส้มแต่ท้องฟ้าเหนือศีรษะของผมกลับเป็นสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำสนิท

ร้านค้าที่ตั้งอยู่แถบถนนบรมไตรโลกนาถตกแต่งได้ถูกใจผมมาก มีเอกลักษณ์ที่ถูกใจนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติผิดกับที่อื่น ร้านในกรุงเทพมักตกแต่งแบบโมเดิร์นเน้นความโปร่งโล่ง ร้านในเชียงใหม่มักเน้นความเป็นเมืองและวัฒนธรรมถิ่น ร้านในขอนแก่นและหาดใหญ่จะออกแนวจีนเนื่องจากมีชุมชนชาวจีนหนาแน่น แต่ร้านแถบที่ผมเดินเล่นมีร้านหมอเรียงรายกันหนาแน่น ทุกร้านมีผู้ป่วย 4-5 คน ผมไม่ค่อยเห็นร้านแว่นอย่างท๊อปเจริญ ร้านแว่นที่นี่เป็นร้านโล่งๆมีแบบแว่นให้เลือกเพียงเคาน์เตอร์เล็กๆเท่านั้น ร้านขายตุ๊กตา ร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ราวแขวนให้เลือก ร้านตัดผมสตรีตกแต่งด้วยสติกเกอร์สดใสเหมือนเดินอยู่แถบชินจูกุ ผมพบร้านขายเครื่องตกแต่งของพวกคาวบอยขนาดสองคูหา มีทั้งเครื่องหนัง เสื้อผ้า ของเล่นที่มีทั้งของใหม่และของมือสอง สินค้าในร้านแพงมาก รองเท้าหนังกลับมือสองของคล๊ากคู่ละ 3,000 บาท ฝั่งตรงข้ามมีร้านหมึกจีน ภายในร้านขายตุ๊กตากระเบื้องจากประเทศจีน ผมชอบใจโคมจีนเอามากๆ น่าเสียดายที่เขามีแต่ที่ประกอบไว้แล้ว มันไม่สดวกที่จะเอาขึ้นเครื่องสักเท่าใด เจ้าของร้านรินชาพลางเชิญผมดื่มและชมภาพเขียนจีนที่ฝาผนังซึ่งเป็นฝีมือของเขาเอง เขาทำร้านนี้เพราะใจรักเอาไว้แก้เหงาจากงานรับเหมาก่อสร้าง ไว้สิ้นปีผมขึ้นเหนือเมื่อใดผมจะแวะกลับไปอีก ผมพบร้านอาหารสองสามร้านที่ขายไอศครีม เครื่องดื่มแบบต่างๆ ร้านแบบนี้ไม่พบในกรุงเทพฯอีกแล้ว กรุงเทพฯจะมีแต่ร้านไอศครีมที่ซื้อแฟรนไชส์มา รวมทั้งร้านเสต็ก ร้านอาหารที่ทำแต่ข้าวผัดนานาชนิด ความสงบเงียบไม่จอแจแต่มีสไตล์ในการแต่งร้านทำให้ถนนบรมไตรโลกนาถบริเวณหลังตลาดเทศบาลและหน้าสถานีรถไฟเป็นเสน่ห์ที่น่าเดินน่ามองแตกต่างจากเมืองอื่นๆที่ผมเคยผ่านมาไม่น้อย

















สองทุ่มตรง รถที่ผมนัดไว้มารับผมที่หน้าตลาดเทศบาลเพื่อไปยังสนามบิน ยังไม่มีระบบขนส่งมวลชนและรถรับจ้างอิสระจากในเมืองไปส่งที่สนามบินที่ห่างออกไปจากสถานีรถไฟไม่กี่กิโลเมตร จึงเป็นความไม่สดวกเท่าใดนัก ตึกรับรองของสนามบินพิษณุโลกเพิ่งสร้างเสร็จไม่กี่ปีแต่ยังคงใช้รันเวย์ของค่ายทหารเช่นเดิมซึ่งถือว่าถูกต้องในการจัดการงบประมาณ หลังจากตึกรับรองหลังใหม่สร้างเสร็จ เที่ยวบินที่มีวันละ 4-5 เที่ยวก็เหลือแต่เที่ยวเช้าตรู่กับเที่ยวดึกดื่นค่อนคืนเท่านั้น ร้านค้าในตึกรับรองว้าเหว่รอคอยลูกค้ามาใช้บริการและได้แต่ภาวนาให้เที่ยวบินอย่าลดหายไปไหนอีกเลย แผลของสับไพร์มในอเมริกาบ่มไว้จนงอมเต็มที ขนาดต้มยำกุ้งตัวเล็กๆของไทยและกิมจิของเกาหลีเมื่อสิบปีที่แล้วยังทำเอาทั้งภูมิภาคตะวันออกกระเทือน แล้วช้างล้มอย่างอเมริกามีหรือที่จะไม่ฉุดเอาสหภาพยุโรปและเอเชียล้มไปด้วย เศรษฐกิจโลกคงซบเซากันไปอีกยาว รวมถึงสภาพคล่องทางการเงิน ได้แต่หวังว่าอย่าได้มีภัยพิบัติอะไรมาซ้ำเติมประเทศไทยอย่างที่ทั้งนักวิชาการทั้งหลายออกมาพยากรณ์กันเลย กำเงินไว้แน่นๆอย่าให้มันหลุดมือไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น และดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทครับ

อ้างอิง
พงศาวดาร พระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี และพระศาสดา พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พงศาวดารเหนือ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อ้างจาก www.panyathai.or.th

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?