นาฬิกาเรียกผมหกโมงเช้า แต่ผมไม่อยากตื่นเลย ความขี้เกียจทำให้ผมผลัดผ่อนว่าฟ้าไม่สว่างถ่ายภาพยากแล้วผมก็นอนต่อ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งตอนโมงเช้า ผมรีบล้างหน้าแต่งตัวขับรถออกไปถึงตลาดเอาโมงครึ่ง ตลาดกำลังวายพอดี ก็คนต่างจังหวัดเขาตื่นกันตั้งแต่ตีสี่ครึ่งขึ้นมาหุงข้าว ตีห้าเขาออกมาตลาดกันแล้ว ผมเดินเข้าไปดูแผงตลาดสดริมน้ำแม่แจ่มมีทั้งของอุปโภคบริโภคมาวางขาย มีทั้งเสื้อผ้า กะปิ น้ำปลา บุหรี่ หม้อ ชาม ของที่ชำต่างๆเป็นอาทิ ผมเพิ่งเห็นเมี่ยงชัดๆก็คราวนี้เอง อีกอาคารโถงหนึ่งที่อยู่ข้างๆเน้นของสด มีผัก ปลา กับข้าวสำเร็จอย่างน้ำพริก ไส้อั่ว ไก่ทอดวางขาย มีคนมาเลือกซื้อกันบ้าง แม่ค้าเห็นผมเอากล้องถ่ายรูปเที่ยวจ่อไปทั่วเหมือนนักท่องเที่ยวก็ยิ้มทักทายอย่างใจดี ผมผ่านโต๊ะขายเทียน เป็นเทียนที่พ่อค้าผู้ขายทำเอง เขาจะเขียนยันต์ลงคาถาเป็นภาษาล้านนาไว้บนแผ่นกระดาษและหุ้มด้วยเทียนขี้ผึ้ง มีหลายแบบ มีทั้งเรียกโชค เสดาะห์เคราะห์ เป็นต้น ตามทางเดินริมถนนมีแม่ค้านำเอาผ้าพลาสติกมาปูวางขายของกับพื้นเรียงต่อกันไป มีทั้งผักริมรั้ว หมากพลูที่ตากแห้งฝานไว้เป็นชุดๆอยู่ในถุงพลาสติกพอคำ มีขมิ้นผง น้ำผึ้ง ผมเห็นชาวบ้านเก็บดอกไม้สีขาว เช่นเอื้อง ดอกพุดซ้อน มาวางไว้เป็นกองๆขายเพื่อให้คนซื้อไปบูชาพระ บางทีก็พับใบตองเป็นกรวยบรรจุดอกไม้ ได้ความว่าสีขาวเป็นสีสะอาดเหมาะที่จะนำมาบูชาพระ ชีวิตต่างจังหวัดเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ตรงไปตรงมาดีแท้ ผมมักเห็นที่ชานบันไดบ้าง หรือแม้แต่บนแนวรั้วต้นเข็มที่ติดระเบียงวิหารมีกองดอกไม้ที่คนนำมาบูชาพระ ความเรียบง่ายของถิ่นกำลังถูกดอกไม้นอกที่โครงการหลวงสนับสนุนมาแทนที่ มีดอกไม้นอกมาส่งขายที่ตลาดมากขึ้นทุกที การนำดอกไม้ไปถวายพระแบบดั้งเดิมกำลังจะหมดไปในคนรุ่นนี้ นอกจากดอกไม้ก็ยังมีจักจั่นป็นกองๆ มีคนมาชวนผมซื้อผ้าซิ่นตีนจกด้วย เขาทอเองและนำติดมือมาด้วยวางรวมกับผักอื่นๆ แม่แจ่มขึ้นชื่อมากเรื่องการทอลายผ้าซิ่นแบบหงส์ดำ เขาให้ราคาผมมาผืนละ 900 บาท ซึ่งถูกมากๆ แต่ผมไม่รู้ว่าจะซื้อมาทำอะไรดี ที่บ้านเป็นคนจีนไม่มีใครนุ่งผ้าไทย 
จากตลาดผมลองนำรถตรงขึ้นไปผ่านวัดแห่งหนึ่ง แสงแดดสีทองที่ส่องตกลงมาบนวิหารแบบล้านนาทำเอาผมตะลึงอยู่ไม่น้อย ป้ายหน้าวัด่งบอกว่าวัดกู้ ผมตรงไปวัดเจียงที่อยู่ในโปรแกรมเที่ยวของผมก่อน ทางวัดกำลังเตรียมจัดงานรดน้ำดำหัวในตอนสาย และตอนบ่ายจะมีการอัญเชิญ พระเจ้าแสนตอง พระคู่บ้านคู่เมืองออกมาแห่ให้สรงน้ำกันเป็นงานประจำปี แต่ยังเช้านักประตูวิหารและวิหารพระเจ้าแสนตองยังไม่เปิด มีแต่คนแบกหามเก้าอี้กันอยู่ ผมเดินถ่ายรูปรอบๆวัด เห็นมีพระธาตุทรงสูงตรงหกเหลี่ยมแปลกตาอยู่ด้านหลัง กล่าวกันว่าเป็นที่เก็บจีวรของพระพุทธเจ้า เลยออกไปจากวิหารเพียงร้อยเมตร ผมเห็นเจดีย์อีกองค์หนึ่งเป็นเจดีย์ของวัดปราสาท เล่ากันว่าแถบวัดเจียงนี้เป็นเมืองเล็กๆของเจ้านายแต่โบราณ เดิมมีวัด 4 วัด ปัจจุบันเหลือแต่วัดเจียงเท่านั้น จากวัดเจียงผมย้อนกลับที่วัดกู้ที่ผมผ่านมา รอบวัดเป็นที่เงียบสงบ ลานวัดกวาดจนสะอาดเอี่ยม ประตูวิหารเปิดรออยู่ ผมเดินขึ้นไปก็เห็นถาดฉันอาหารวางเรียงกันอยู่บนราวระเบียง พระรูปหนึ่งกำลังจัดบาตรที่วางเรียงกันอยู่อีกด้านหนึ่ง พอหันมาเห็นผมเข้าท่านก็ทำหน้าที่มัคคุเทศน์พาชมวัด พร้อมทั้งเล่าประวัติอย่างย่อๆ วัดกู้เป็นวัดชนบท การตกแต่งทุกอย่าง ภาพเขียนบทบานประตู หน้าต่าง บนผนังเป็นฝีมือระดับชาวบ้าน วัดมีอายุเกือบร้อยปี ผมเห็นภาพที่แขวนอยู่ตามเสา เป็นภาพหมู่ขาวดำแสดงถึงปู่ย่าตาทวดในหมู่บ้านที่มีจิตศรัทธาอุปถัมภ์ซ่อมแซมวัด ทางเหนือเขาเรียกกันว่า “คณะศรัทธา” ผมได้ทราบอีกว่าวัดนี้เป็นโรงเรียน
ปริยัติธรรมและเป็นวัดของเจ้าคณะอำเภอ ผมเดินถ่ายรูปจนทั่ว ไปดูธรรมาสน์ไม้เก่าและกรอบหน้าบันที่ถอดไปเก็บไว้ศาลา ในบทสนทนาตอนหนึ่งระหว่างผมกับพระ เราได้พูดคุยกันถึงวันสงกรานต์ ท่านบ่นว่าคนเดี๋ยวนี้สาดน้ำกันไม่ดูอะไรเลย ขนาดพระสงฆ์ที่มีธุระออกจากวัดยังโดนกันถ้วนหน้า วันนั้นเองในตอนสายๆที่ผมผ่านหน้าวัดกู้อีกครั้งหนึ่ง ผมเห็นเณรไม่สวมเสื้อ นุ่งหยักรั้งสีเหลืองอร่ามร่วมกับเด็กวัดคนอื่นๆยกถังน้ำยืนสาดรถเครื่องที่ผ่านไปมาหน้าวัดกู้ สงสัยว่านี่เป็นการเอาคืนหรือเปล่า อิอิ
แม่แจ่มเมืองเล็กๆแต่ไม่มีป้ายบอกทิศทางแหล่งท่องเที่ยวแม้แต่อันเดียว แต่ผมก็ถามจนมาถึงจุดหมายของผมจนได้ วัดพุทธเอ้น ป้ายที่หน้าวัดเล่าถึงควาเป็นมาของวัดนี้ว่า ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่นี่ ประทับอยู่ที่เชิงดอยข้างๆ เมื่อฉันเช้าแล้วก็ทรงบ้วนพระโอษฐ์ ตำแหน่งที่บ้วนพระโอษฐ์เกิดเป็นตาน้ำไหลออกมาถือเป็นบ่อน้ำทิพย์ ทรงตะโกนบอกชาวบ้านให้สร้างวัดที่นี่ เป็นที่มาของชื่อวัดว่า “วัดพุทธเอิ้น” ซึ่งหมายความว่าตะโกนพูด คำว่าเอิ้นได้แปลงมาเป็น “เอ้น” ในทุกวันนี้ วัดยังมีชื่อเป็นทางการว่าวัดศรีสุทธาวาส แต่ไม่เป็นที่รู้จักเท่ากับวัดพุทธเอ้น ถนนหน้าวัดเป็นทางลาดยางรถสวนกันไปมา ด้านหนึ่งเป็นท้องนาสุดสายตา บ่อน้ำทิพย์อยู่หน้าวัด มีคนมาสร้างศาลาคร่อมไว้ ผมเห็นตาน้ำผุดไหลออกมาเป็นน้ำใสสะอาด มีชาวบ้านนำถังมารองน้ำไปใช้บริโภคไม่ขาดสาย จากตรงบ่อน้ำทางขวามือเป็นอุโบสถกลางน้ำ มีถนนและบันไดนำขึ้นไปสู่วิหารและเจดีย์ธาตุซึ่งอยู่บนดอยเตี้ยๆ อุโบสถกลางน้ำหลังนี้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เป็นเรือนไม้ขนาดเล็ก หลังคาชั้นเดียวมุงด้วยแป้นเกล็ด หน้าบันจำหลักลายดอกโบตั๋น แต่เขาทำสีใหม่จนดูแล้วหมดคุณค่า แต่เดิมเป็นสระดอกบัวหลวง แต่ตอนนี้ถอนออกจนสิ้น พระจะทำวัตรและทำพิธีอุปสมบทกันที่นี่เพราะถือว่า อุทกสีมาเป็นเขตแดนที่บริสุทธิ์ยิ่ง วิหารที่อยู่บนดอยเป็นวิหารหลังเล็กๆคล้ายกับวิหารของวัดต้นเกว๋น ลวดลายตกแต่งที่หน้าบันและลายปั้นรักตามเสาหลุดลอกออกไปมาก บนฝาผนังแขวนภาพเขียนพุทธประวัติแบบฝีมือช่างถิ่น ทราบในภายหลังว่าเป็นภาพที่ลบของเดิมออกแล้วเขียนใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ของเดิมเป็นฝีมือช่างไทยใหญ่ เหลืออยู่บานเดียวที่เหนือประตูด้านหลังวิหารที่เป็นของดั้งเดิม น่าเสียดายนักที่คนรุ่นลูกหลานไม่เห็นคุณค่า
อุทกสีมา อุโบสถวัดพุทธเอ้น
น้ำบ่อทิพย์หน้าวัดพุทธเอ้น
ตารางลายตกแต่งหน้าบันวิหารวัดพุทธเอ้น
ออกจากวัดพุทธเอ้นผมขับรถไปลึกเข้าไปเพื่อไปที่บ้านกองกาน ต.แม่ศึก ที่นี่มีพระเจ้าตนหลวง พระคู่บ้านคู่เมืองแม่แจ่มอีกองค์หนึ่ง พระเจ้าตนหลวงเกิดขึ้นเมื่อใดไม่มีใครรู้ ชาวกะเหรี่ยงที่เดินทางไปมาในแถบนี้พบพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนไม่มีพระเศียรอยู่กลางป่า จึงมีจิตศรัทธาปั้นเศียรพระขึ้น ทำอยู่หลายครั้งก็ไม่สำเร็จจึงได้บนบานกับเทพยดา อยู่มามีเณรองค์หนึ่งมาช่วยจึงทำได้สำเร็จ ต่อมาปี 2411 จึงได้สร้างวิหารครอบไว้ พระเจ้าตนหลวงเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดของแม่แจ่ม เป็นที่นับถือของชาวกะเหรียงและชาวลัวะในแถบนั้นเป็นอย่างยิ่ง วิหารได้บุรณะใหม่จนไม่น่าจะเหลือเค้าเดิม พื้นเปลี่ยนเป็นแกรนิต ภาพจิตรกรรมเหนือหน้าต่างเขียนโดยช่างสมัยใหม่เล่าเรื่องพระเจ้าตนหลวง เป็นบานๆ ผมเดินออกมาข้างวัดเพื่อดูนาขั้นบันไดที่เหลือแต่ตอซัง นาขั้นบันไดที่แม่แจ่มเป็นที่ลือชื่อมากเพียงแต่ผมมาผิดจังหวะ พระรูปหนึ่งเดินมาหาขณะที่ผมกำลังหามุมเหมาะเพื่อบันทึกภาพ ท่านแนะให้ผมขึ้นไปบนดอยข้างๆวัดเพื่อนมัสการและถ่ายภาพบ้านกองกาน ผมมองดูเปลวแดดเต้นยิบๆ นึกถึงขั้นบันไดเป็นร้อย อากาศที่อบอ้าวและเวลา ผมหิวแล้วจึงได้อำลากลับ ผมเห็นชาวบ้านนำหอมแดงที่เก็บมามาผึ่งในโรงบ่ม เรียงรายเหมือนสร้อยมรกตห้อยจี้ทับทิม อดไม่ได้ที่จะลงไปบันทึกภาพ
ย้อนกลับเข้าเมืองอีกครั้งหนึ่งมาที่วัดเจียง ตอนนี้เขาเปิดประตูวิหารแล้วไม่ต่างจากวัดทางเมืองเหนือที่แขวนตุง โยงด้ายสายสิญจ์ไว้ใต้เพดานเป็นตาราง แขวนโคมกระดาษเป็นพุทธบูชา ที่วิหารทรงปราสาทพระเจ้าแสนตองที่อยู่ข้างวิหารเปิดประตูแล้ว ผมเห็นพระเจ้าแสนตองชัดเจนว่าเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะแบบเชียงแสนองค์ไม่ใหญ่ขนาดหน้าตักพียง 20 นิ้ว ตามประวัติเล่าว่า ขุนหลวงวิลังคะ กษัตริย์ของชาวลัวะ หรือละว้าเป็นผู้สร้าง พระเจ้าแสนตองอยู่ในวิหารน้อยกลางป่ามาเป็นร้อยปี เพิ่งอัญเชิญมาไว้ที่วัดเจียงในปี 2509 นี้เอง ประวัติของวัดเจียงค่อนข้างสับสน และผมเองก็สับสนที่ไม่ได้บันทึกภาพไว้ ผมอ่านจากหน้าวัดจำความได้คลับคล้ายว่าเป็นแม่ทัพองค์หนึ่งที่พ่ายศึกที่เชียงใหม่และหนีมาอยู่ที่แม่แจ่มมาสร้างวัดและสร้างพระเจ้าแสนตอง หากจะดูจากพุทธลักษณะแล้ว พระเจ้าแสนตองจะอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 แต่หากนับขุนหลวงวิลังคะกษัตริย์ของชาวลัวะ พระองค์อยู่ในราวศตวรรษที่ 12 พระองค์ขอพระนางจามเทวีเป็นมเหสี เวลาคลาดเคลื่อนกันเป็นพันปี นอกจากนี้มีข้อมูลบางแห่งที่อ้างว่าอาณาจักรลัวะที่เชิงดอยสุเทพอพยพหนีการรุกรานของพญาเม็งรายในคราวสร้างเมืองเชียงใหม่ในราวปี 1983 ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับอายุของพระเจ้าแสนตอง
ก่อนที่ผมจะออกจากตัวอำเภอแม่แจ่ม ผมตรงไปที่วัดช่างเคิ่งไม่ได้แวะที่ใดเลยเพราะไม่รู้ว่าจะหาร้านฝากท้องตรงไหนดี มาถึงวัดผมจอดรถใต้ร่มเงาไม้และล้วงเอาบรรดาของกินที่เหลือๆ มีข้าวเหนียวไก่ทอด ขนมปัง ส้ม ทำลายหลักฐานทุกอย่างหมดก็อิ่มกำลังดี ผมกลับมามีแรงตะลอนต่อไปได้อีกครั้งหนึ่ง ผมต้องมาวัดช่างเคิ่งเพราะที่นี่คือที่กำเนิดเมืองแม่แจม ตำนานของเมืองเกิดขึ้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับที่ดอยอ่างกา เช้าวันนั้นแม่เฒ่าชาวลัวะนำเอาปลาปิ้งครึ่งตัวมาถวายบิณฑบาตร พระองค์เห็นว่าเมืองนี้ขัดสนนักจึงออกพระโอษฐ์ว่า “บ้านนี้เมืองนี้มันแจมแต๊นอ” แจมหมายถึงไม่พอ มีน้อย และเรียกกันต่อๆมาในสำเนียงของไท-ยวนว่าเมืองแจ๋ม เพิ่งจะมาเรียกใหม่ว่าแจ่มในสมัยหลังเพื่อให้ชื่อฟังดูเป็นมงคล แม่แจ่มเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่แจ่ม เป็นเมืองในหุบเขาถนนธงชัย ด้านหนึ่งคือดอยอ่างกาหรือดอยอินทนนท์ ข้ามเขาไปอีกด้านหนึ่งคือขุนยวม เดิมเป็นที่อยู่ของพวกลัวะหรือละว้า ต่อมาคนไท-ยวนหรือไต-ยวน ลงมาสมทบจากแคว้นโยนหรือยูนนาน ชาวลัวะกลับมาเรืองอำนาจอีกครั้งหนึ่งในสมัยของพญาเม็งราย (น่าจะสอดคล้องกับการอพยพที่พูดถึงวัดเจียง) นอกจากลัวะและคนไท-ยวนแล้ว ยังมีชาวเข่าเผ่าต่างๆ ที่มีมากที่สุดคือกะเหรี่ยงหรือยาง หากดูจากอายุของเมืองตามหลักฐานที่เหลือ (พระเจ้าตนหลวง, พระเจ้าแสนตอง, กู่กิจกูฏ) ก็มีอายุมากกว่า 500 ปี ช่างเคิ่งหมายถึงช่างทำเครื่องประดับ เคยเป็นชื่อของอำเภแม่แจ่มมาก่อนที่จะเปลี่ยนใหม่ในภายหลัง ภายในวัดช่างเคิ่งมีพระธาตุบรรจุเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า บ้างก็ว่า 4 เส้น บ้างก็ว่า 8 เส้น เส้นพระเกศานี้มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลที่พระองค์เสด็จมาที่นี่พร้อมกับพระมหากัจจาย ที่ลานวัดด้านหนึ่งมีวิหารเล็กๆภายในมีพระมหากัจจายหรือพระสังกัจจายอยู่ เขาปิดประตูลูกกรงลั่นดาลไว้ มองเข้าไปสภาพภายในค่อนข้างสกปรกเต็มไปด้วยหยากไย่ อีกด้านหนึ่งเป็นวิหาร ก่ออิฐถือปูนตกแต่งโขงประตูวิหารตามคติล้านนา ภายในมีแผ่นไม้จารึกว่าเจ้าแก้วเมืองมากษัตริย์เชียงใหม่ทรงสร้างวิหารหลวงและวิหารน้อย ภาพที่ไม่น่าชมคือมีคนนอนคว่ำหลับอยู่ด้านใน น่าเสียดายที่ผมไม่พบเรื่องของไม้สลัก ผมเพิ่งจะกลับมาอ่านพบและเห็นว่ามีแผ่นไม้ในวิหารจริงๆจากภาพรวมๆในวิหารที่ถ่ายรูปมา หากผมทราบก่อนหน้าคงได้เข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ วัดช่างเคิ่งเป็นวัดที่ไม่อยู่ในโปรแกรมและไม่มีที่ใดในหนังสือท่องเที่ยวแนะนำไว้เลย ผมสะดุดชื่อเข้ามาเพราะเป็นชื่อของต.ช่างเคิ่ง
ตะวันบ่ายคล้อยผมออกจากเมืองแม่แจ่มมาตามถนนสู่เมืองฮอด มีอีกสองแห่งที่ผมจะพลาดไม่ได้คือวัดยางหลวงและวัดป่าแดด วัดยางหลวงตั้งอยู่ในหมู่บ้าน เป็นวัดที่ชาวกะเหรี่ยงหรือเรียกว่าชาวยางสร้างขึ้นตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาราวปี 2026 หน้าวัดหันไปทางท้องไร่ท้องนา ผมนำรถมาเข้าทางด้านหลัง ภาพพระพุทธเจ้าบนผนังด้านนอกของวิหารที่อยู่ตรงหน้าเขียนได้อ่อนช้อยสวยงามมากจนผมต้องหยุดบันทึกภาพหลายใบ ระหว่างที่ผมกำลังบันทึกภาพอยู่ ผมได้ยินเสียงเฮเป็นระยะ ผู้ชายหลายคนเดินลัดออกไปนอกกำแพงวัด ผมคาดเดาว่าจะต้องมีการชนไก่กันแถวนี้อย่างแน่นอน วิหารหลังเล็กได้รับการบุรณะใหม่ ทำได้งดงามตามหลักวิชา เป็นวิหารแบบล้านนาหลังคาลาดต่ำ ยักษ์ที่เฝ้าบนบานประตูแลดุดัน ภายในวิหารค่อนข้างมืดแต่แสงจากประตูด้านข้างส่องมาเห็นเจ้าพุทธพิมพาอร่ามไปทั้งองค์ เป็นพระปางมารวิชัยศิลปะล้านนา พักตร์อิ่มหน้านางแบบพุทธศตวรรษที่ 21 ภายในแขวนตุงไว้มากมาย ด้านหลังพระประธานเป็นกู่ กู่หรือคูหา มาจากภาษาพุกาม หมายถึงประตูสู่สวรรค์ กู่ที่วัดยางหลวงสร้างตามจินตนาการว่าเป็นเขาคิชฌกูฏในประเทศอินเดีย หรือกิจกูฏ (อ่านว่า กิด-จะ-กูด) เป็นของเก่าแก่ตกแต่งด้วยปูนปั้นสัตว์ในหิมพานต์ มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็ก ที่ฐานพระมีจารึกปี 2026 ซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าติโลกราช ความมืดภายในวิหารและพระประธานที่ตั้งจนติดกู่ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นและถ่ายภาพรายละเอียดของกู่กิจกูฏได้มากนัก อุโบสถที่อยู่ด้านข้างก็ได้รับการบุรณะใหม่เช่นกัน ซุ้มเหนือบานประตูพระอุโบสถคล้ายกับบานประตูของวัดพันเตาในเชียงใหม่มาก ภายในกำลังตกแต่งเขียนลายคำเป็นพระพุทธเจ้าประทับยืนที่ผนังหลังพระประธาน พื้นไม้กระดานแผ่นกว้างกว่าไหล่ของผมปูเต็มพื้นที่ ขัดเรียบแต่ยังไม่ได้ทำอะไรต่อ มองไปนอกวัดเห็นทุ่งนาแบบวัดในชนบทแท้ จุลกฐินของวัดยางหลวงและพิธีตานหลัวหิงไฟพระเจ้าก็ขึ้นชื่อเลื่องลือมาก ผมอยากกลับมาอีกในเทศกาลดังกล่าว

พระพุทธพิมพาในวิหารวัดยางหลวง เห็นกู่กิจกูฏอยู่ด้านหลัง

กู่กิจกูฏ วัดยางหลวง
ผมมีแรงบันดาลใจในการมาอำเภอแม่แจ่ม เพราะผมเคยเห็นภาพแม่อุ๊ยนุ่งซิ่น เดินฝ่าท้องทุ่งเขียวมาวัดป่าแดด ผมเห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายใบที่ระบุว่าเป็นภาพจิตรกรรมวัดป่าแดด การมาวัดป่าแดดของผมครั้งนี้คือมาตามจิตรกรรมฝาผนังและหากผมปะเหมาะเคราะห์ดีผมจะได้เห็นแม่อุ๊ยนุ่งซิ่นมาทำบุญที่วัดในวันสงกรานต์ นับว่าผมกะผิดไปถึงสามวันเพราะประเพณีปี๋ใหม่เมืองชาวบ้านไม่ได้มาทำบุญที่วัดกันวันที่ 13 ประเพณีเป็นอย่างไรไว้ผมเล่าให้ฟังวันหลัง วัดป่าแดดเป็นวัดโดดตั้งอยู่กลางทุ่ง สร้างในราวรัตนโกสินทร์ตอนต้นประมาณปี 2420 และบุรณะใหญ่ในปี 2523 ตัววิหารเป็นวิหารไม้ขนาดเล็ก เหนือองค์พระประธานเป็นภาพเขียนเพดานที่ลดชั้นลงมาเป็นภาพดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวซึ่งเป็นตัวแทนของจักรวาล เสาและคานลงรักแดง ผมมองไม่เห็นลายคำ หน้าบันด้านหน้าออกแบบเรียบๆปิดทองที่ลายสลัก ราวบันไดเป็นตัวมกรคายสิงห์ซึ่งไม่พบเห็นที่อื่น มองออกไปหน้าวัดผมเห็นแปลงผักและทุ่งนา สิ่งที่มีค่าที่สุดคือภาพจิตรกรรมฝาผนังเหนือบานหน้าต่าง มีทั้งหมด 8 รูป ได้แก่ พุทธประวัติ เวสสันดรชาดก วิฑูรบัณฑิต มโหสถ ไตรภูมิ นิทานพื้นบ้านย่าปู่สี่ (จันทราคราส) ฯลฯ ภาพจิตรกรรมเป็นฝีมือไทยใหญ่ สะท้อนถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้นเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการนุ่งซิ่น ลวดลายทอซิ่นแบบต่างๆ การแต่งกายของเจ้านาย หญิงนิยมเกล้ามวย ไม่สวมเสื้อแต่ใช้การห่มผ้าแถบ ชายหนุ่มไว้ผมทรงหลักแจว นิยมสักตั้งแต่บั้นเอวลงไปถึงเข่า สีที่เขียนเน้นสีแดง น้ำเงินและดำคล้ายกับภาพจิตรกรรมที่วัดภูมินทร์ ผมดูออกเฉพาะเรื่องพระเวสสันดรชาดกและภาพพุทธประวัติ ภาพอื่นไม่มีความรู้พอต้องกลับไปศึกษาทศชาติชาดกก่อนถึงจะพอจับเรื่องจากภาพได้ บริเวณวัดมีวิหารอีกหลังหนึ่งเรียกว่าวิหารลานดิน ก่ออิฐถือปูน มีรูปเทวดาสองข้างประตูและเทวดานั่งชันเข่าประดับอยู่ ตัวอาคารเขียนลายเป็นคิ้วขอบสีอิฐแดงสวยงาม ในหนังสือบางเล่มระบุว่าเป็นหอไตรเก็บคัมภีร์ใบลาน ผมมองเข้าไปข้างในไม่ต่างจากห้องเก็บของไม่ใช้คือมีทุกอย่าง สิ่งที่เป็นของใหม่คือพระอุโบสถทรงล้านนาหลังเล็กๆที่อยู่ด้านนอก นาคตัวยาวทอดไปสู่อาคาร บนหลังนาคเต็มไปด้วยผ้านวมหลากสีผึ่งแดด ดวงตะวันคล้อยลงทุกที ลมจากทุ่งพัดมาเย็นสบาย ผมจำใจอำลาเมืองแจ๋มและเริ่มนับถอยหลังที่จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งในเร็ววัน
วิหารลานดิน วัดป่าแดด
ภาพประสูติกาลของพระพุทธเจ้า

ภาพเขียนพุทธประวัติ วัดป่าแดด
แม่แจ่มเป็นเมืองลับแลโดยแท้เพราะเดินทางเข้าถึงยาก ความเก่าแก่ของเมืองส่ำสมไว้ด้วยตำนานและขนบธรรมเนียมที่แตกต่างจากเมืองเชียงใหม่โดยสิ้นเชิง วัดร้างมีหลายร้อยแห่งที่เกิดขึ้นมาและดับไปตามกาลเวลา คนรุ่นหลังมุ่งแต่ทำมาหากินและเลี้ยงตัวจนลืมบ้านเกิดและรากเหง้าของบรรพบุรุษ ผมมาแม่แจ่มด้วยหนังสือท่องเที่ยวและข้อมูลต่างๆในอินเทอร์เนตที่มีรวมกันแล้วได้เนื้อความไม่ถึง 10 บรรทัด พูดถึงวัดสี่แห่งเท่านั้น สถานที่ทุกแห่งไม่มีประวัติ ไม่มีป้ายชี้ทาง ไม่มีใครรู้เรื่องราว มีแต่เรื่องเล่าที่ขาดหลักฐานและขัดแย้งกันเอง ผมหลงทางแล้วหลงทางอีกเพราะไม่มีป้ายชี้ทาง อนาคตของแม่แจ่มขึ้นอยู่กับคนแม่แจ่มในวันนี้ที่จะค้นหา บันทึก แก้ไข และหาตัวเองให้พบก่อนที่อดีตที่รุ่งเรืองจะดับหายไป
Labels: ชุดเที่ยวล้านนา
ผมมากาดสล่าครั้งหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ครั้งนั้นผมมาดูงานและขากลับเขาพาผมมาซื้อของ เป็นกาดที่ตั้งอยู่บนถนนเลียบคลองชลประทาน กาด แปลว่าตลาด, สล่า หมายถึงช่างแกะสลัก ที่นี่จึงเป็นที่ขายของแกะสลัก คนที่ไปเชียงใหม่จะไปที่บ้านถวายในอ.หางดง กันแทบทั้งนั้นเพราะรู้ว่าเป็นแหล่งของงานไม้ จากงานของชาวบ้านเริ่มมีการสั่งของแบบแปลกๆมาจากจังหวัดอื่นบ้าง สั่งมาจากจีนก็มี ทุกวันนี้ราคาของที่บ้านถวายนับว่าแพงมาก กาดสล่าที่ผมมานี้เป็นบริเวณบ้านของครูท่านหนึ่ง (ขออภัยที่ผมลืมชื่อ) โดยครูได้จัดสรรที่ว่างภายในบ้านทำเป็นกาดให้ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีว่างเว้นจากนาและงานบ้านมาขายของ ที่เห็นนั่งแกะสลักไม้นี้ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน จะมีบุรุษบ้างเวลาที่เป็นงานชิ้นใหญ่ๆเช่นเฟอร์นิเจอร์ ตัวบ้านของครูเป็นเรือนไม้สักยกพื้น ผมได้คุยกับเจ้าของบ้านซึ่งเป็นลูกหลานจึงทราบว่าเขากำลังปรับเรือนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ หากผมแวะไปใหม่คราวหน้าผมจะได้ขึ้นไปเดินดูของสะสม วันนี้ผมตั้งใจจะมาหาตู้แขวนผนังสำหรับใส่ขวดเครื่องเทศในครัว ผมถามดูหลายร้านสนนราคาตั้งแต่ 400-600 บาทขึ้นกับขนาดของตู้ แต่ยังไม่ได้ตู้อย่างที่ถูกใจผมเท่าใดนัก ในที่สุดผมก็สะดุดกับตู้เล็ก ใบนี้เป็นตู้โชว์ห้าเหลี่ยมใบเล็กไว้ตั้งบนหลังตู้อีกทีหนึ่ง มีสามชั้นและมีลิ้นชักเล็กๆข้างหน้าด้วย เขาติดราคาไว้ 1,300 บาท ทำจากไม้สักเก่า ซักถามได้ความว่าต่อจากไม้เก่า เขานำมาจากบ้านธิ (แหล่งค้าไม้เก่าของลำพูน) เขาไม่ขาย ซื้อมาเพราะชอบจะเอาไว้โชว์สินค้า ผมชมว่าสวยดี ตั้งแต่เดินมามีชอบตู้ใบนี้ใบเดียว ภรรยาก็หันไปคุยน้องแน้งกับสามีแล้วหันมาบอกผมว่าถ้าอยากได้จะขายให้ และก็เริ่มพูดกันเรื่องราคา ผมติงว่าตู้ของเขาเห็นขอบชั้นไม้ไม่ได้ทาสีอยู่ด้านหนึ่ง เขาก็รับว่าจะแกะออกมาทาสีให้ขอเวลา 20 นาที ระหว่างที่รอผมไปดูไม้ท่อนที่แกะเป็นชนบทไทยแผ่นใหญ่ที่ร้านฝั่งตรงข้าม ยิ่งดูก็ยิ่งชอบ ไม้ท่อนนั้นเขาเรียกราคาผมไม่กี่ร้อยบาท ผมตกลงใจโดยไม่ต่อรองราคาเลยเพราะลำพังค่าไม้ก็ไม่ได้แล้ว และยังมีค่าฝีมืออีก วินาทีนั้นผมเพิ่งจะนึกออกว่าผมไปต่อราคาตู้ไว้มากมาย เขาอาจจำใจขายให้ผมเพราะจะได้เอาเงินมาหมุนก็ได้ ตอนนี้ตู้ของผมรื้อออกมาทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาเอาพลาสติกบับเบิลมาหุ้มกันกระแทกให้และหุ้มด้วยกระดาษลูกฟูกอีกชั้นหนึ่ง ผมเห็นในร้านของเขายังมีตลับที่ทำจากไม้ท่อนเขียนลายทองดูไปก็สวยดีเหมาะเอาไว้เป็นของฝาก ของขวัญ ผมเลยช่วยซื้ออีก 2 อัน คราวนี้เขาจะคิดเท่าไหร่ก็ไม่ว่ากันแล้วเพราะเป็นงานฝีมือ หรือจะแอบเอาค่าตู้มาโปะลงไปด้วยก็ได้ ราคาที่เขาบอกเรามานี้ถูกกว่าที่ขายกันที่จตุจักรแทบจะเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น เจ้าของร้านต่างนำของที่ผมซื้อไว้มาส่งที่รถ ผมเอาตู้ไปใส่เข็มขัดไว้ที่เบาะนั่งตอนหลัง ส่วนไม้ท่อนไปเก็บซุกไว้ท้ายรถ ทางร้านออกใบเสร็จให้ผมเป็นหลักฐานเนื่องจากมีการขนย้ายไม้สัก และเรายืนพูดคุยกันอีกพักใหญ่หลายเรื่อง
เผลอแผล็บเดียวผมอยู่ที่กาดเกือบชั่วโมงครึ่ง หลังจากที่ดื่มกาแฟแล้ว ผมมุ่งหน้าไปอ.จอมทอง ผมผ่านเทสโกโลตัสที่จอมทองทำให้นึกได้ว่าน่าจะแวลงไปซื้อกระปุกใบนึงและน้ำแข็งยูนิค ที่ซื้อมาจากกรุงเทพฯมันเหลือเป็นน้ำเย็นไปหมดแล้ว ส่วนของกินเล่นแก้เหงาก็ให้เป็นของฝากคุณทวีไปไม่เหลือแล้ว เทสโกที่นี่เป็นเทสโกขนาดย่อมกระทัดรัด แต่ก็พอมีข้าวของให้เลือกได้บ้างแม้จะไม่มาก ผมได้ส้มมาหนึ่งกิโลด้วย ตอนนี้ของกินเต็มกระเป๋าผมเลย ผมไม่ต้องกลัวอดแล้วค่อยมีกำลังไปเที่ยวต่อหน่อย จากแยกขึ้นดอยอินทนนท์ไปไม่ไกล ผมเข้าสู่อำเภอจอมทอง วัดพระธาตุศรีจอมทองอยู่บนเนินทางซ้ายมือเห็นอย่างชัดเจน เจดีย์สีทองอร่ามเรืองปรากฏแก่สายตาตรงช่องประตูวัดซึ่งแปลว่าผมเข้าทางประตูหลัง ตามธรรมเนียมล้านนาเขาจะสร้างวัดให้ประตูหน้าตรงกับวิหารหลวงและให้เจดีย์อยู่หลังวิหาร หากจะเข้าวัดตามตรอกออกตามประตูแล้ว ผมคงต้องนำรถเข้าซอยไปและเดินขึ้นบันไดพญานาคไต่ขึ้นมาตามเนินมาถึงวิหารทรงจตุรมุขที่มีฐานยกต่อเนื่องไปถึงองค์เจดีย์ข้างหลังซึ่งอยู่ติดทางหลวงแผ่นดิน แสงแดดเย็นส่องต้องเจดีย์ที่ปิดทองจังโกเป็นสีทองสุกปลั่งตัดกับฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จขนาดใหญ่กว้างมาก ซ้อนขึ้นไปด้วยฐานเขียงแบบล้านนาสามชั้น ที่ลานวัดมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ มีเสาไม้ลวดลายต่างๆค้ำกิ่งโพธิ์ไว้ไม่ให้หักลงมา ชาวจอมทองจะมีเทศกาลแห่ไม้ค้ำโพธิ์ทุกปีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 


กลับถึงห้อง ผมจัดการล้างกระปุกที่ซื้อมาเพื่อจะถ่ายนมข้นลงกระปุก น้ำที่นี่เป็นน้ำกระด้างล้างแล้วไม่มีฟองเหมือนออกหมด แต่จับแล้วลื่นมือ ผมต้องใชทิชชูเช็ดออกแล้วล้างใหม่ทำอย่างนี้สองสามหน ผมแกะข้าวของออกมา ดื่มกินเป็นโกลาหล นำหนังสือออกมาศึกษาเส้นทาง พร้อมกับวางแผนคร่าวๆในใจอีกครั้งหนึ่งก่อนเตรียมตัวนอน มีพี่น้องในโบสถ์ที่เคยอยู่แม่แจ่มเตือนผมว่า หน้าร้อนในหุบเขาต้องนอนห่มผ้านะครับ ในเมืองที่ร้อนๆกันสาดน้ำแต่ในหุบเขาแม่แจ่มหนาวมาก คืนนี้ผมจะได้พิสูจน์เสียทีว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร ถึงเวลาแล้วแต่ผมนอนไม่หลับ เสียงเพลงคาราโอเกะนรกดังลอยลมมาจากร้านอาหารปากทางรีสอร์ท หากผมนอนห้องตึกและเปิดแอร์คงลดเสียงไปได้เยอะ เมื่อนอนไม่หลับก็เริ่มรู้สึกว่าร้อน ผมจัดการย้ายตัวเองและหมอนลงมานอนพื้นไม้และกลิ้งหลับไปในที่สุด มาตื่นอีกทีหนึ่งด้วยความหนาว ควานหาเทอร์โมมิเตอร์มาส่องดูเห็นว่า 23 องศา ผมปีนกลับขึ้นเตียงนอนห่มผ้าหลับต่ออย่างมีความสุขLabels: ชุดเที่ยวล้านนา


ผมวนหาที่จอดรถ แต่ประตูวัดพระธาตุหริภุญชัยมีแผงเหล็กมากั้นห้ามเข้า ผมต้องนำรถไปจอดที่ริมน้ำ เมื่อเข้ามาถึงประตูใหญ่จึงได้เห็นว่ามีตำรวจมากำกับคอยกันผู้คนเพราะวันนี้จะมีอดีตคนใหญ่คนมาโตมาไหว้พระจึงเกิดปรากฏการณ์เกณฑ์คนว่างงานมายืนให้ดูอุ่นหนาฝาคั่ง วัดพระธาตุหริภุญชัยตั้งอยู่ริมน้ำกวงซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำปิง วัดโอบล้อมด้วยถนนโดยมีถนนหน้าวัดเลียบแม่น้ำกวง ที่หน้าประตูวัดสิงห์คู่แบบล้านนายืนทำหน้าเบ้ อ้าวไม่ใช่...ทาด้วยสีเลือดหมูเดินเส้นทอง สูง 3 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูงรอต้อนรับและเฝ้าปกปักรักษาอยู่ สิงห์คู่นี้พระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่สถาปนาไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 1990 ซุ้มประตูวัดเป็นแบบที่เรียกว่าประตูโขง รูปทรงศิลปะทวารวดียุคสุดท้าย (ศตวรรษที่ 17-18) เป็นยอดปราสาทลดหลั่นกันถึงห้าชั้น
แม้ว่าจะเป็นเวลาเก้าโมงเช้าแต่คนเมืองพากันมาไหว้พระขอพรไม่น้อย ผมเห็นผู้เฒ่าผู้แก่ (40 ปีขึ้นไป) ส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาวมาไหว้พระ แต่งกายตามธรรมเนียมนิยมคือสวมเสื้อแขนกระบอก มักเป็นสีขาว นุ่งซิ่นยาว และบางท่านจะห่มขาวมาด้วย มักจะถือตะกร้าหวายแบนๆรูปทรงเหมือนกระเช้า ภายในมีดอกไม้ธูปเทียนที่ตระเตรียมมาจากบ้าน มีร่มพับใส่ไว้เช่นกัน คนโบราณจะลงมือจัดเตรียมของมาไหว้พระ ทำกับข้าวกับปลาเพื่อใส่บาตรในยามเช้า ของถวายพระจะทำด้วยใจและทำอย่างปราณีต ผมจึงไม่ประหลาดใจเลยที่คนรุ่นก่อนมีจิตใจละเอียด ช่างคิด ช่างสังเกตซึ่งต่างกับคนยุคใหม่ใช้เงินซื้อวัตถุเพื่อทำบุญ ผมไม่คิดนะว่าบุญอยู่แค่ให้เงินให้ของพ้นๆมือไปแล้วก็ได้มา ผมเข้าไปในวิหารหลวงก่อน วิหารหลวงของวัดอันดับหนึ่งของลำพูนเป็นแบบเรียบๆ มีภาพเขียนทศชาติชาดกบนฝาผนังเหนือแนวหน้าต่าง ฝีมือการเขียนหยาบ มีลายคำเขียนไว้เฉพาะส่วนที่ตั้งพระประธาน พระประธานก่ออิฐถือปูน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ลายคำของวิหารหลวงไม่มีอะไรซับซ้อนมาก จุดเด่นกลับเป็นโคมอัจกลับที่ห้อยลงมาจากเพดาน ภายในวัดมีพระเสตังคมณีอยู่ในครอบแก้ว พระเสตังคฯหรือพระแก้วขาวนั้น พระนางจามเทวีอัญเชิญมาจากละโว้ แต่เมื่อพญาเม็งรายตีได้เมืองลำพูนแล้วก็อัญเชิญไปไว้ที่วัดเชียงมั่น พระแก้วขาวองค์นี้จึงเป็นองค์จำลอง วิหารหลวงหลังนี้สร้างขึ้นใหม่ในปี 2460 เป็นอาคารตึกแทนอาคารไม้หลังเดิมที่เสียหายจากพายุ
เขาพระสุเมรุ เหมือนเตายอดแหลมเล็กที่ลานวัด
ด้านหลังฝั่งติดถนนอินทยงยศ มีวิหารหลวงพ่อแดง ภายในวิหารเป็นพระปูนปั้นแบบล้านนาหน้าตักกว้าง 5 เมตร สูง 6 เมตร ห่มจีวรแดง พระเจ้าแดงองค์นี้ได้รับการบุรณะใหม่ แต่เดิมพบเศษอิฐแดงบดร่วงเกลื่อนอยู่จึงทราบว่าช่างโบราณใช้อิฐโบกทาต่างสีจีวรเป็นสีแดงก่ำ เบื้องหน้าพระเจ้าแดงมีพระสำริดหน้าตักกว้าง 1 เมตรอีกองค์หนึ่งเรียกว่าพระกลักเกลือ เป็นพระในปางฉันสมอซึ่งเป็นปางที่ผิดจากลักษณะปกติคือพระหัตถ์ขวาถือผลสมอและพระหัตถ์ซ้ายถือกลักเกลือ หริ แปลว่า ลูกสมอ, ภุญชัย แปลว่า ฉัน (กิน, เสวย) เมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่นี่ มีผู้ถวายลูกสมอให้พระองค์ฉัน ชื่อหริภุญชัยจึงมีที่มาดังนี้เอง
นอกจากเจดีย์ธาตุแล้ว ในวัดยังมีเจดีย์อีกองค์หนึ่ง เป็นเจดีย์ซ้อนลดขนาดบนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส 5 ชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มจรนำประดับพระพุทธรูปแบบล้านนาไว้ พระนางปทุมวดี มเหสีของพญาอาทิตยราชได้สร้างไว้จึงมีชื่อเรียกว่าปทุมวดีเจดีย์ หรือสุวรรณเจดีย์ เชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ที่จำลองมาจากสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ที่วัดกู่กุด พระพุทธรูปที่ประดับรายรอบเจดีย์นี้มีพุทธลักษณะแบบทวารวดีที่แฝงด้วยศิลปะถิ่น คือผสมทั้งพุกามและขอม หริภุญชัยเคยมีโรคระบาดและต้องอพยพไปอยู่หงสาวดีถึง 6 ปี ศิลปะของหริภุญชัยจึงเป็นแบบทวารวดีแฝงด้วยพุกาม ผมได้มีโอกาสเดินดุ่มๆออกไปทางฝั่งโรงเรียนด้วยเพื่อไปบันทึกภาพของเจดีย์เชียงยันซึ่งอยู่ข้างสนามบาส เป็นเจดีย์แบบทวารวาดีทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกับที่วัดเจดีย์เจ็ดยอด
จุดเด่นอีกสองอย่างของวัดพระธาตุหริภุญชัยคือ หอไตรและหอระฆังซึ่งตั้งอยู่สองฝั่งของวิหารหลวง หอไตรมีอายุร้อยกว่าปี เป็นอาคารไม้ตกแต่งประดับประดาแบบล้านนาตั้งอยู่บนฐานสูงก่ออิฐถือปูนทาสีปูนเข้ม รูปทรงคล้ายกับหอไตรวัดพระสิงค์ แต่หอไตรที่นี่ไม่มีลวดลายปูนปั้นเทวดาประดับ ภายในเป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลาน 84,000 พระธรรมขันธ์ เพิ่งได้รับการบุรณะใหม่จึงอร่ามเรืองด้วยลายทองและแวววาวด้วยกระจกสี บนสันหลังคามีฉัตรประดับ ส่วนหอระฆังนั้น ปลูกอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำเป็นหอโถงสองชั้น ชั้นบนลดขนาดแขวนระฆัง ส่วนชั้นล่างนั้นแขวนกังสดาลขนาดใหญ่ นับเป็นกังสดาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตามเสาประดับลวดลายสวยงามและทาสีปูนแดงเข้ม เป็นหอระฆังที่งามแปลกตาและมีเอกลักษณ์ หอระฆังนี้สร้างโดยครูบาคำฟูในปี 2481 สร้างบนฐานเดิมของหอพระแก้วขาว

วันนั้นทั้งวัดมีผู้คนเข้ามาทำบุญกันมากมาย และจะมีการขนทรายเข้าวัดในตอนกลางคืน เขาเอาไม้ไผ่สานมาล้อมเป็นชั้นเจดีย์ทรายอันเป็นประเพณีของล้านนา อีกด้านหนึ่งผมเห็นคนซื้อไม้ง่ามมาเขียนชื่อและเอามาบูชาพระธาตุ ความหมายของไม้ค้ำบ้างก็ว่าเป็นการค้ำชะตา(ของคน?) บ้างก็หมายถึงการค้ำเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาไว้ ผมจึงเห็นไม้ค้ำวางพิงฉัตรที่ประดับพระธาตุ สายๆบรรดาหนุ่มสาวและคนทุกวัยต่างพากันมาไว้พระธาตุกันไม่ขาดสายให้ผมได้เก็บภาพ ผมเดินจนพออกพอใจแล้วก็ตรงไปที่แผงขายรูปเขียนที่ระบียงคตที่ผมหมายตาไว้แต่แรก ภาพเขียนสีอะคริลิคบนผ้าใบขนาดต่างๆกัน มีทั้งดอกไม้ พระธาตุ สัตว์ และทิวทัศน์ ผมถามราคาภาพขนาด14 นิ้วก็ทราบว่าราคา 150 บาท ไม่แพงเลยแต่ด้วยความเคยชินทำให้ผมถามเขาว่าขายให้ได้เท่าไหร่ เขาคิดให้ 120 บาท ผมเลือกไว้หนึ่งภาพ สายตาผมไล่ดูภาพและถามเขาว่าไม่มีลายเซ็นต์หรือ คนขายหัวเราะบอกผมว่าคนไทยเวลาซื้อภาพมักเลือกรูปที่ไม่มีลายเซ็นต์ มีแต่ฝรั่งเท่านั้นที่ต้องการ ผมบอกให้เขาเซ็นต์ชื่อให้ผมด้วย ในระหว่างที่รอหมึกแห้ง ผมถามเขาว่าจบมาทางนี้หรือเปล่า เขาตอบว่าไม่ใช่ครับ ผมทำด้วยใจรัก เขาค่อยๆม้วนภาพของผมพร้อมกับสอดลงกล่องกระดาษแข็งแรงแบบที่ถือขึ้นเครื่องกลับต่างประเทศไปได้โดยภาพไม่เสีย เมื่อจะชำระเงินผมเพิ่งรู้ตัวว่าทิ้งกระเป๋าเงินไว้ในรถจึงต้องวิ่งฝ่าแถวให้บริการเลียออกไปที่รถ รับรูปเสร็จเรียบร้อยผมดูนาฬิกาเป็นเวลาเกือบสี่โมงครึ่งแล้ว ผมจะต้องรีบไปวัดจามเทวีอีกแห่งหนึ่งก่อนจะข้ามไปจังหวัดเชียงใหม่ เดินยิ้มกริ่มกับภาพที่ได้มาในราคาถูกมากมาถึงสิงห์คู่หน้าวัด ผมเห็นกองทัพคนยืนเข้าแถว ผมก็นึกถึงคนเขียนภาพ หนึ่งร้อยยี่สิบบาทมันน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำเสียอีกแล้วยังกลักกระดาษลูกฟูกอีก ทำเอาผมหันหลังเดินกลับไปที่แผงเขียนรูปอีกครั้งหนึ่งเพื่อถามว่ารูปหนึ่งใบใช้เวลาเขียนนานเท่าไร ผมคุยกับเขาอยู่พักใหญ่และผมควักเงินสามสิบบาทคืนเขาไป เขารับเงินคืนไปอย่างงงๆพร้อมกับรอยยิ้มและคำขอบคุณ สามสิบบาทในกรุงเทพซื้อได้เพียงข้าวแกงหนึ่งจาน น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้รับการปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของงานฝีมือ และปล่อยให้คนต่างชาติเลือกมาเมืองไทยเพราะต้องการมาซื้อของถูกลับไปขายในราคาแพง รูปเขียนที่ผมซื้อมาหากไปขายในต่างประเทศจะได้ราคาไม่น้อยกว่าหนึ่งพันบาท ราคาของมันไม่ได้อยู่ที่ค่าสี ค่าผ้า ค่าแปรง แต่มันอยู่ที่ฝีมือฝีแปรงที่เฉพาะตัว
จากวัดพระธาตุหริภุญชัยผมย้อนกลับไปที่โรงแรม วัดจามเทวีหรือวัดกู่กุดอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมพอดี วันนี้วัดจามเทวีเงียบเหงาผิดกับที่ๆผมจกมาลิบลับ มีโต๊ะเล็กของชาวบ้านมาตั้งขายดอกไม้ และเชิญชวนให้ซื้อนกเพื่อปล่อยทำบุญ ผมเข้าวัดจากประตูด้านข้าง ตำนานของการสร้างวัดจามเทวีเล่าสืบกันมาหลายอย่าง สายหนึ่งเล่าว่าพระนางจามเทวีให้ยิงธนูจากในเมืองออกมา ธนูตกที่ใดพระนางจะสร้างวัดที่นั่น อีกสายหนึ่งกล่าวว่าราชบุตรทั้งสองคือเจ้ามหันตยศและเจ้าอนันตยศ ให้สร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อบรรจุพระอัฐิของพระนางจามเทวี เจดีย์องค์นี้มีชื่อว่าสุวรรณจังโกฏิเจดีย์เพราะหุ้มทอง บ้างก็เรียกว่าเจดีย์กู่กุด เพราะเป็นกู่ที่บรรจุพระอัฐิ ซึ่งยอดกู่ได้กุดหักหายไป บ้างก็เรียกว่าเจดีย์มหาพล ชื่อมหาพลนี้มาจากตำนานการรบระหว่างขอมละโว้ที่ยกมาตีหริภุญชัยหลายครั้ง ครั้งที่สามในสมัยของพญาอาทิตยราชปรากฏว่าลำพูนเป็นฝ่ายชนะ บ้างก็กล่าวว่าเป็นการแข่งขันทางธรรมและฝ่ายลำพูนชนะ พญาอาทิตยราชจึงได้ให้ทหารทั้งฝ่ายละโว้และหริภุญชัยร่วมกันสร้างเจดีย์มหาพลขึ้นในปีพ.ศ. 1690
สิ่งที่เหลือเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่พอจะสืบค้นได้ในวัดคือเจดีย์กู่กุด และรัตนเจดีย์ในวัดเท่านั้น เจดีย์ทั้งสององค์นี้เป็นศิลปะทวารวดีแบบหริภุญชัยในศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งใกล้เคียงกับสมัยที่สร้างเจดีย์มหาพล อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการบุรณะใหญ่ในยุคนั้นก็ได้ ลักษณะของเจดีย์กู่กุดเป็นเจดีย์สร้างจากศิลาแลง สูง 21 เมตร เป็นทรงปิรามิดแบบขั้นบันได มี 5 ชั้นลดหลั่นกันไป ส่วนยอดหักหายไป รูปทรงที่เห็นในทุกวันนี้บุรณะใหม่หลังจากแผ่นดินไหวในปีพ.ศ. 1761 ในสมัยของพญาสววาธิสิทธิ เจดีย์ประดับด้วยซุ้มจรนำชั้นละ 3 ซุ้ม ภายในซุ้มมีพระพุทธรูปซุ้มละหนึ่งองค์ จึงประดับด้วยพระพุทธรูปด้านละ 15 องค์ รวมทั้งสิ้น 60 องค์ ซุ้มจรนำมีลักษณะเด่นที่เป็นโค้งวงกลม 3 วง ประดับด้วยฝักเพกา บนฝักเพกาปั้นลายเทวดา ส่วนพระพุทธรูปที่ประดับเป็นพระยืนปางประทานพร (ยกมือขวาข้างเดียว) ซึ่งเห็นรอยแก้ไขจากของเดิมที่เป็นปางประทานอภัย (ยกสองมือ) นักโบราณคดีเชื่อว่า เจดีย์กู่กุดเป็นต้นแบบของเจดีย์องค์อื่นๆ เช่น สุวรรณเจดีย์ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย นับเป็นแบบศิลปะทวารวดีในยุคสุดท้ายสกุลช่างหริภุญชัย
รัตนเจดีย์ซึ่งอยู่ภายในวัดจามเทวี เป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม สูง 11.5 เมตร สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 18 ในสมัยของพญาสรรพสิทธิ์ หรือ สววาธิสิทธิ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองลำพูน โดยรอบทั้งแปดทิศมีซุ้มจรนำประดับด้วยพระยืนปางประทานอภัยที่แขนหักหมดแล้ว เศียรพระหล่อด้วยดินเผาต่อกับองค์พระที่ก่ออิฐถือปูน ลักษณะเด่นของพักตร์คือ คิ้วต่อกันเป็นปีกกา ตาโตเหลือบต่ำ จมูกใหญ่ ปากกว้างและริมฝีปากหนา หน้าผากกว้าง หากมีศิลปะขอมมาปะปนจะมีพระพักตร์กว้าง กรามเหลี่ยม ลักษณะผ้านุ่งเห็นชายผ้าตกลงมาโค้งเป็นครึ่งวกลมที่หน้าตัก ศตวรรษที่ 17-18 นับเป็นยุคทองที่หริภุญชัยรุ่งเรืองที่สุดก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของเชียงใหม่
ซุ้มจรนำโค้งเป็นวงสามวงซ้อนกัน รอบซุ้มประดับด้วยฝักเพกาเป็นหมือนหนาม
เกือบเที่ยงแล้ว ผมใช้เวลาอย่างรีบเร่งเข้าไปในวิหารหลวงซึ่งสร้างใหม่โดยระครูบาศรีวิชัยเกจิดังแห่งล้านนา ภาพเขียนในวิหารเป็นภาพเขียนประวัติการสร้างเมืองลำพูนและลำปางโดยแบ่งเป็นห้องๆ ฝีมือเขียนภาพแบบถิ่นเหมือนฉากลิเก เสาประดับด้วยกระจกและลายทองงามตามแบบวัดชนบท เวลาที่ผมให้กับลำพูนในคราวนี้มีเพียงเท่านี้ ผมยังมีโปรแกรมอีกหลายแห่งแต่ผมสัญญากับตัวเองว่าคราวต่อไปผมจะอยู่เที่ยวลำพูนสองวันเต็มๆ ผมขับรถมุ่งหน้าไปจังหวัดเชียงใหม่เพื่อเขาสู่อำเภอสันป่าตอง ถนนพาลัดเลาะไปตามหมู่บ้านเป็นถนนสายเล็กๆ มีผู้คนมาตั้งถังสาดน้ำรถที่ขับไปมาต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ผมมีความหวังเล็กๆว่าวันนี้วัดหางดงอาจเปิดให้ผมเข้าไปข้างในวิหารได้ ผมลงทุนขับรถย้อนขึ้นไปอ.หางดง ผ่านตลาดเทศบาลไปตามถนนสายแคบๆ วัดเงียบสงบไร้ผู้คนเช่นเคย สุนัขที่เคยนอนอย่างเกียจคร้านละลุกมาเห่าไล่ผมหายไปแล้ว ประตูวิหารปิดสนิท หน้าวิหารมีเพียงทรายหนึ่งกองที่มีคนเอามาเทไว้รอตกแต่งลอมเป็นเจดีย์ทราย ผมออกจากวัดด้วยความผิดหวัง

ภายในวิหารวัดจามเทวี บุรณะใหม่โดยครูบาศรีวิชัย
ความผิดหวังทำให้ผมนึกออกว่ายังไม่มีข้าวเที่ยงตกถึงท้อง จริงๆแล้วสายตาของผมเริ่มสอดส่ายหาที่ฝากท้องตั้งแต่ผมออกมาจากลำพูน วันนี้ไม่มีร้านไหนขายอาหารเลย ร้านข้าวแกง ร้านก๋วยเตี๋ยวปิดรางดูเงียบเหงา ผมอยากกินข้าวซอยมาก ผมเห็นร้านหนึ่งที่ฝั่งตรงข้ามก่อนเข้าตลาดหางดงขึ้นป้ายว่าเป็นข้าวซอยปลา กำลังคิดอยู่ว่าอาจต้องกลับรถผมก็เห็นป้ายข้างทางฝั่งผมติดว่าข้าวซอยฟ้าฮ่าม อีก 300 เมตร ข้าวซอยฟ้าฮ่ามมีชื่อเสียงมานาน และมาเปิดสาขาที่หางดงให้ผมได้กินจริงๆหรือนี่ ข้าวซอยเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง คุณยายลำดวนได้ดัดแปลงก๋วยเตี๋ยวของไทยใหญ่ โดยนวดแป้งและใส่ขมิ้นลงไปในแป้งจนเหลืองละออ และใช้มีดซอยหั่นแผ่นแป้งเป็นเส้นซึ่งเป็นที่มาของคำว่าข้าวซอย ส่วนน้ำแกงก็ใส่กะทิและคิดสูตรเครื่องเทศให้ร้อนแรงเข้มข้น สูตรของคุณยายลำดวนสืบทอดมาถึงรุ่นหลาน และเป็นที่แพร่หลายไปทั่วในขณะนี้ และผมก็ได้กินข้าวซอยเนื้อจริงๆโดยไม่ฝันไป ผมทานด้วยความหิวโหย และเมื่อนึกขึ้นได้ผมก็เคี้ยวช้าลง เคี้ยวให้นานขึ้นเพื่อดูดซับเอาความเอร็ดอร่อยลิ้นให้ได้นานที่สุด

Labels: ชุดเที่ยวล้านนา

ผมไม่ทราบว่าคนอื่นเขามียีนส์ตัวแรกกันตอนอายุกี่ปี วัยรุ่นในยุคบุปผาชน หรือพวก “5 ย” มียีนส์จนใส่กันทั้งนั้น ไม่เช่นนั้นก็เข้ากลุ่มไม่ได้ คือต้องครบทั้ง ผมยาว สะพายย่าม นุ่งกางเกงยีนส์ สวมรองเท้าแตะยาง แล้วก็ต้องสวมเสื้อผ้าไม่รีดคือให้ยับเข้าไว้ บังเอิญในช่วงบุปผาเบ่งบานผมยังเป็นเพียงเด็กนักเรียน ได้แต่มองคนนุ่งยีนส์ทำเท่ห์ แม่ผมไม่ได้มีเงินทองให้ผมใช้จ่ายได้ตามใจชอบ ประจวบกับการนุ่งยีนส์ในครอบครัวคนจีนที่เคร่งครัดเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ผมจึงไม่เคยมีกางเกงยีนส์ใส่เลยในช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย 8 ปี กางเกงยีนส์ตัวแรกในชีวิตของผมเป็นสีดำ ผมซื้อเมื่อผมทำงานแล้ว ตอนนั้นทำงานกับ DiaTech/PATH การมาเรียนหนังสือที่จุฬาฯ สังคมของที่นั่นและสถานที่ทำงานผมก็ไม่ไกลจากสยามสแควร์นัก ผมซื้อกางเกงยีนส์และเสื้อยีนส์ตัวที่สองจากร้านให้ศูนย์การค้า ยี่ห้อ Oxygene ผมจำไม่ได้ว่าเอากางเกงไปเก็บไว้ที่ไหน หวังแต่ว่ายังไม่ได้ให้ใครไป ส่วนเสื้อนั้นยังใช้มาจนทุกวันนี้เป็นเสื้อกันหนาว เสื้อยีนส์เย็บจากผ้าเดนิมอย่างหนา ไลนิ่งอย่างด้วยผ้าฝ้ายสีเทอร์คอยต์ ในสมัยนั้นลดราคาแล้วตัวละ 1,850 บาท เป็นยีนส์สองชิ้นที่ผมซื้อกับห้างด้วยราคาแพง หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยซื้อยีนส์จากร้านอีกเลย
ตัวนี้เป็นตัวแรกที่เป็นของมือสอง
ผมสังเกตอย่างหนึ่งว่า กางเกงมือสองที่ผมซื้อมา เมื่อใส่ไประยะหนึ่งรอยพับมันจะค่อยๆหายไป เหลือแต่แนวขีดซีดๆและมันไม่สวยเหมือนกับที่ผมซื้อมาใหม่ๆเนื่องจากรอยพับต่างๆไม่มีอีก ผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เมื่อต้นปีนี้ผมไปเดินที่จตุจักรอีกครั้งหนึ่งเพื่อหากางเกงยีนส์ลายสวยๆและผมก็เจอตัวที่ถูกใจ เป็นสีน้ำตาลเข้ม แถมยังราคาสี่ร้อยบาทอยู่ในงบ ผมลองกางเกงพร้อมกับนึกว่าเจ้าของเดิมเป็นโรคอะไรหรือเปล่า คนขายบอกผมว่าให้ซักน้ำเปล่าแล้วมันจะคงรูปและลายไว้ คำว่าคงรูปคือเป็นรอยยับตามรอยนั่ง ผมจัดแจงเอากลับมาแช่เดทตอลและซักน้ำอย่างเดียว ลวดลายทุกอย่างคงอยู่เหมือนเดิม เคล็ดลับอีกอย่างที่คนขายบอกผมคืออย่าซักบ่อย ผมก็เชื่อง่ายคือไม่ซักเลยสองเดือน จนเมื่อผมกลับมาจากสงกรานต์เห็นว่ามันเปื้อนฝุ่นมาก ผมซักด้วยไวด์ไฮเตอร์ (ผงซักฟอก, ไฮเอตร์, เอนไซม์ย่อยโปรตีน) กางเกงผมสีตกจนแทบไม่เห็นรอยซีดๆ รูปทรงหายหมดแม้ว่าผมจะไม่ซักมันอีกเลยเป็นเดือน
เมื่อผมได้โอกาส ผมคุยกับคนขายกางเกงเก่าหลายคนเพื่อหาข้อมูล ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวเลยว่า กางเกงยีนส์ที่โดนน้ำ ผ้าเสียและไม่มีราคา ผมบ่นว่าผมหยะแหยงหากผมไม่ได้ซักก่อน เขาแนะนำให้ผมซื้อตัวใหม่ พี่จะได้ไม่หยะแหยงรอยของคนอื่น ห้ามซัก ห้ามโดนน้ำในทุกกรณี ให้กลับออกผึ่งลมผึ่งแดด คงไม่มีอะไรดีกว่าการซื้อตัวใหม่มาลอง ผมลองถามหลายคนที่เล่นลายกางเกงว่าเขาทำยังไง บางคนจะพยายามทำให้ผ้านุ่มและมีรอยยับด้วยการเหยียบย่ำบ้าง บางคนบอกผมว่าผ้าจะสวยถ้าแข็ง เพราะรอยหักพับจะชัดกว่า ให้เอาเทียนฝนแล้วรีดทับด้วยเตารีด พอใส่ไปหลายๆครั้งแล้วค่อยซักด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่ม ก็ว่ากันไปแล้วแต่ว่าสูตรใครสูตรมัน
เวลาผ่านไปสองเดือน ผมใส่กางเกงยีนส์ไปทำงานสัปดาห์ละ 3 วัน ที่ทำงานผมไม่มีใครรู้ดอกว่ามันไม่ได้ซักมาสองเดือนแล้ว กลิ่นมันยังไม่ออก เพื่อนๆผมก็ไม่มีใครรู้ว่าผมกำลังเล่นพิเรนทร์อะไร มีแต่คนในเนตนี่แหละที่รู้ว่าผมไม่ซักกางเกง ตอนนี้เห็นรอยซีดปรากฏที่ขอบตามรอยพับแล้ว หวังว่าสักวันมันจะขึ้นลายสวย นี่แหละครับ รสนิยมผม ดูหน้าไม่รู้ใจใช่ไม๊

คงรอยคงรูปอย่างนี้ซิถึงเรียกว่า "ไว้ลาย"

Labels: นั่งเล่นคุยกัน
ร้านของใครไปไม่ได้นอกจากร้านของคุณ(ชื่อ)นายคุณต้อม จะแวะไปทักทายก็ไม่รู้จักกันแถมคนไหนก็ไม่รู้ ในร้านมีตั้งหลายคนเดี๋ยวเขาจะหาว่าไปตีสนิทขอกาแฟกิน ข้างๆตึกแถวดังกล่าวเป็นบ้านไม้ มีคนนั่งกันเต็มลาน เขาขายข้าวต้มกับ ท้องไส้ที่กิ่วเป็นกำลังบอกผมว่าร้านนี้แหละคนเยอะดีแปลว่าต้องอร่อยแน่เลย ผมสั่งผัดผักบุ้ง และมะระผัดไข่เป็นกับข้าว เมื่อเขานำข้าวต้มมาส่งผมหยิบไว้หนึ่งถ้วย พนักงานถามว่าถ้วยเดียวหรือคะ ผมคิดในใจว่าพอแล้ว ข้าวต้มหมดถ้วยไปแล้วแต่กับข้าวเหลือเต็มจนผมต้องสั่งข้าวต้มมาอีกถ้วยหนึ่ง เสียงจากโต๊ะข้างๆเรียกเก็บเงิน ผมเหลือบตาดูเห็นเป็นชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่ง กับข้าว 4-5 จาน เหลือมากมายและเขี่ยจนกระจายไปทั้งจาน ร้านคิดเงิน 120 บาท ค่าอาหารมื้อนั้นของผม 35 บาท เป็นค่ากับข้าวจานละ 15 บาท และข้าวต้มชามละ 10 สลึง ผมอิ่มกำลังดี
เช้าแล้ว ออกไปยืนที่ระเบียงห้อง ผมมองเห็นทุ่งนาสลับกับบ้าน ตรงข้ามโรงแรมคือวัดจามเทวี ข้างๆโรงแรมเป็นที่รับซื้อของเก่าและมีเล้าไก่ชน ผมรีบอาบน้ำแต่งตัวเก็บของและเช็คเอาท์ ได้ขนมปังไส้ถั่วหนึ่งชิ้นมาทานกับกาแฟเป็นอาหารเช้าเท่านั้น ผมเคยมาลำพูนแล้วสองครั้ง ครั้งแรกมากับพี่สาวเมื่อประมาณสามสิบปีที่แล้ว และอีกครั้งหนึ่งมากันทั้งบ้านห้าหกปีก่อน ผมแวะมาลำพูนครั้งนี้เพราะสองครั้งก่อนเก็บภาพด้วยกล้องฟิล์ม มาหนนี้ง่ายๆคืออยากมีภาพดิจิตัล ผมตรงไปวัดพระธาตุหริภุญไชยก่อนแบบงงๆ แม้ว่าผมจะเคยมาแล้วถึงสองครั้งแต่ผมกลับไม่มีความจำอะไรหลงเหลืออยู่เลยLabels: ชุดเที่ยวล้านนา
Labels: ชุดเที่ยวล้านนา
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009 July 2009 August 2009 September 2009 October 2009 November 2009