One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Wednesday, June 25, 2008

 

เมืองแจม-เมืองแจ๋ม-เมืองแจ่ม




นาฬิกาเรียกผมหกโมงเช้า แต่ผมไม่อยากตื่นเลย ความขี้เกียจทำให้ผมผลัดผ่อนว่าฟ้าไม่สว่างถ่ายภาพยากแล้วผมก็นอนต่อ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งตอนโมงเช้า ผมรีบล้างหน้าแต่งตัวขับรถออกไปถึงตลาดเอาโมงครึ่ง ตลาดกำลังวายพอดี ก็คนต่างจังหวัดเขาตื่นกันตั้งแต่ตีสี่ครึ่งขึ้นมาหุงข้าว ตีห้าเขาออกมาตลาดกันแล้ว ผมเดินเข้าไปดูแผงตลาดสดริมน้ำแม่แจ่มมีทั้งของอุปโภคบริโภคมาวางขาย มีทั้งเสื้อผ้า กะปิ น้ำปลา บุหรี่ หม้อ ชาม ของที่ชำต่างๆเป็นอาทิ ผมเพิ่งเห็นเมี่ยงชัดๆก็คราวนี้เอง อีกอาคารโถงหนึ่งที่อยู่ข้างๆเน้นของสด มีผัก ปลา กับข้าวสำเร็จอย่างน้ำพริก ไส้อั่ว ไก่ทอดวางขาย มีคนมาเลือกซื้อกันบ้าง แม่ค้าเห็นผมเอากล้องถ่ายรูปเที่ยวจ่อไปทั่วเหมือนนักท่องเที่ยวก็ยิ้มทักทายอย่างใจดี ผมผ่านโต๊ะขายเทียน เป็นเทียนที่พ่อค้าผู้ขายทำเอง เขาจะเขียนยันต์ลงคาถาเป็นภาษาล้านนาไว้บนแผ่นกระดาษและหุ้มด้วยเทียนขี้ผึ้ง มีหลายแบบ มีทั้งเรียกโชค เสดาะห์เคราะห์ เป็นต้น ตามทางเดินริมถนนมีแม่ค้านำเอาผ้าพลาสติกมาปูวางขายของกับพื้นเรียงต่อกันไป มีทั้งผักริมรั้ว หมากพลูที่ตากแห้งฝานไว้เป็นชุดๆอยู่ในถุงพลาสติกพอคำ มีขมิ้นผง น้ำผึ้ง ผมเห็นชาวบ้านเก็บดอกไม้สีขาว เช่นเอื้อง ดอกพุดซ้อน มาวางไว้เป็นกองๆขายเพื่อให้คนซื้อไปบูชาพระ บางทีก็พับใบตองเป็นกรวยบรรจุดอกไม้ ได้ความว่าสีขาวเป็นสีสะอาดเหมาะที่จะนำมาบูชาพระ ชีวิตต่างจังหวัดเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ตรงไปตรงมาดีแท้ ผมมักเห็นที่ชานบันไดบ้าง หรือแม้แต่บนแนวรั้วต้นเข็มที่ติดระเบียงวิหารมีกองดอกไม้ที่คนนำมาบูชาพระ ความเรียบง่ายของถิ่นกำลังถูกดอกไม้นอกที่โครงการหลวงสนับสนุนมาแทนที่ มีดอกไม้นอกมาส่งขายที่ตลาดมากขึ้นทุกที การนำดอกไม้ไปถวายพระแบบดั้งเดิมกำลังจะหมดไปในคนรุ่นนี้ นอกจากดอกไม้ก็ยังมีจักจั่นป็นกองๆ มีคนมาชวนผมซื้อผ้าซิ่นตีนจกด้วย เขาทอเองและนำติดมือมาด้วยวางรวมกับผักอื่นๆ แม่แจ่มขึ้นชื่อมากเรื่องการทอลายผ้าซิ่นแบบหงส์ดำ เขาให้ราคาผมมาผืนละ 900 บาท ซึ่งถูกมากๆ แต่ผมไม่รู้ว่าจะซื้อมาทำอะไรดี ที่บ้านเป็นคนจีนไม่มีใครนุ่งผ้าไทย




จากตลาดผมลองนำรถตรงขึ้นไปผ่านวัดแห่งหนึ่ง แสงแดดสีทองที่ส่องตกลงมาบนวิหารแบบล้านนาทำเอาผมตะลึงอยู่ไม่น้อย ป้ายหน้าวัด่งบอกว่าวัดกู้ ผมตรงไปวัดเจียงที่อยู่ในโปรแกรมเที่ยวของผมก่อน ทางวัดกำลังเตรียมจัดงานรดน้ำดำหัวในตอนสาย และตอนบ่ายจะมีการอัญเชิญ พระเจ้าแสนตอง พระคู่บ้านคู่เมืองออกมาแห่ให้สรงน้ำกันเป็นงานประจำปี แต่ยังเช้านักประตูวิหารและวิหารพระเจ้าแสนตองยังไม่เปิด มีแต่คนแบกหามเก้าอี้กันอยู่ ผมเดินถ่ายรูปรอบๆวัด เห็นมีพระธาตุทรงสูงตรงหกเหลี่ยมแปลกตาอยู่ด้านหลัง กล่าวกันว่าเป็นที่เก็บจีวรของพระพุทธเจ้า เลยออกไปจากวิหารเพียงร้อยเมตร ผมเห็นเจดีย์อีกองค์หนึ่งเป็นเจดีย์ของวัดปราสาท เล่ากันว่าแถบวัดเจียงนี้เป็นเมืองเล็กๆของเจ้านายแต่โบราณ เดิมมีวัด 4 วัด ปัจจุบันเหลือแต่วัดเจียงเท่านั้น จากวัดเจียงผมย้อนกลับที่วัดกู้ที่ผมผ่านมา รอบวัดเป็นที่เงียบสงบ ลานวัดกวาดจนสะอาดเอี่ยม ประตูวิหารเปิดรออยู่ ผมเดินขึ้นไปก็เห็นถาดฉันอาหารวางเรียงกันอยู่บนราวระเบียง พระรูปหนึ่งกำลังจัดบาตรที่วางเรียงกันอยู่อีกด้านหนึ่ง พอหันมาเห็นผมเข้าท่านก็ทำหน้าที่มัคคุเทศน์พาชมวัด พร้อมทั้งเล่าประวัติอย่างย่อๆ วัดกู้เป็นวัดชนบท การตกแต่งทุกอย่าง ภาพเขียนบทบานประตู หน้าต่าง บนผนังเป็นฝีมือระดับชาวบ้าน วัดมีอายุเกือบร้อยปี ผมเห็นภาพที่แขวนอยู่ตามเสา เป็นภาพหมู่ขาวดำแสดงถึงปู่ย่าตาทวดในหมู่บ้านที่มีจิตศรัทธาอุปถัมภ์ซ่อมแซมวัด ทางเหนือเขาเรียกกันว่า “คณะศรัทธา” ผมได้ทราบอีกว่าวัดนี้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมและเป็นวัดของเจ้าคณะอำเภอ ผมเดินถ่ายรูปจนทั่ว ไปดูธรรมาสน์ไม้เก่าและกรอบหน้าบันที่ถอดไปเก็บไว้ศาลา ในบทสนทนาตอนหนึ่งระหว่างผมกับพระ เราได้พูดคุยกันถึงวันสงกรานต์ ท่านบ่นว่าคนเดี๋ยวนี้สาดน้ำกันไม่ดูอะไรเลย ขนาดพระสงฆ์ที่มีธุระออกจากวัดยังโดนกันถ้วนหน้า วันนั้นเองในตอนสายๆที่ผมผ่านหน้าวัดกู้อีกครั้งหนึ่ง ผมเห็นเณรไม่สวมเสื้อ นุ่งหยักรั้งสีเหลืองอร่ามร่วมกับเด็กวัดคนอื่นๆยกถังน้ำยืนสาดรถเครื่องที่ผ่านไปมาหน้าวัดกู้ สงสัยว่านี่เป็นการเอาคืนหรือเปล่า อิอิ

กลับมาจากตลาด ผมเอาเตาปิคนิคออกมาต้มไข่ที่ซื้อมาเมื่อคืนนี้ ผมทานไข่ต้มกับไก่ทอด ข้าวเหนียวและกาแฟ ล้างปากด้วยส้มที่แช่ในถังน้ำแข็งจนเย็นจัดอีกสองผล ผมเก็บข้าวของและเตรียมตัวออกเดินทาง เป้าหมายของผมอยู่ที่วัดพุทธเอ้น และวัดกองกาน แผนที่ของผมกับหนทางในแม่แจ่มมันไม่ค่อยจะสัมพันธ์กันพาให้ผมหลงแล้วหลงอีก ผมจอดรถถามชาวบ้านหลายครั้ง และผมหลงเข้าไปในหมู่บ้านท้องฝ้าย มีคนออกมาเล่นสาดน้ำกันในวันสงกรานต์ตลอดทาง รถผมตกเป็นเป้าสายตาเมื่อผ่านเข้าไปในหมู่บ้านที่ถนนเป็นดินอัดแน่นสลับกับซีเมนต์แล้วแต่งบประมาณมาถึงแค่ไหน หลายแห่งที่ขึ้นป้ายโอทอป ขึ้นป้ายสหกรณ์หมู่บ้านแต่กลับทิ้งร้าง หลายบ้านเปิดหน้าร้านให้ผมมองเห็นสินค้าข้างใน แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการเลย สินค้าที่ผลิตออกมาขายไม่ใช่ของที่นักท่องเที่ยวต้องการ ผ้าเช็ดมือ ผ้าปูโต๊ะ ที่เสียบจดหมาย โมบาย ฯลฯ ลวดลายแบบนั้นหาซื้อที่ไหนก็ได้ นักท่องเที่ยวต้องการของที่เป็นฝีมือแสดงถึงเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของถิ่นมากกว่า

แม่แจ่มเมืองเล็กๆแต่ไม่มีป้ายบอกทิศทางแหล่งท่องเที่ยวแม้แต่อันเดียว แต่ผมก็ถามจนมาถึงจุดหมายของผมจนได้ วัดพุทธเอ้น ป้ายที่หน้าวัดเล่าถึงควาเป็นมาของวัดนี้ว่า ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่นี่ ประทับอยู่ที่เชิงดอยข้างๆ เมื่อฉันเช้าแล้วก็ทรงบ้วนพระโอษฐ์ ตำแหน่งที่บ้วนพระโอษฐ์เกิดเป็นตาน้ำไหลออกมาถือเป็นบ่อน้ำทิพย์ ทรงตะโกนบอกชาวบ้านให้สร้างวัดที่นี่ เป็นที่มาของชื่อวัดว่า “วัดพุทธเอิ้น” ซึ่งหมายความว่าตะโกนพูด คำว่าเอิ้นได้แปลงมาเป็น “เอ้น” ในทุกวันนี้ วัดยังมีชื่อเป็นทางการว่าวัดศรีสุทธาวาส แต่ไม่เป็นที่รู้จักเท่ากับวัดพุทธเอ้น ถนนหน้าวัดเป็นทางลาดยางรถสวนกันไปมา ด้านหนึ่งเป็นท้องนาสุดสายตา บ่อน้ำทิพย์อยู่หน้าวัด มีคนมาสร้างศาลาคร่อมไว้ ผมเห็นตาน้ำผุดไหลออกมาเป็นน้ำใสสะอาด มีชาวบ้านนำถังมารองน้ำไปใช้บริโภคไม่ขาดสาย จากตรงบ่อน้ำทางขวามือเป็นอุโบสถกลางน้ำ มีถนนและบันไดนำขึ้นไปสู่วิหารและเจดีย์ธาตุซึ่งอยู่บนดอยเตี้ยๆ อุโบสถกลางน้ำหลังนี้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เป็นเรือนไม้ขนาดเล็ก หลังคาชั้นเดียวมุงด้วยแป้นเกล็ด หน้าบันจำหลักลายดอกโบตั๋น แต่เขาทำสีใหม่จนดูแล้วหมดคุณค่า แต่เดิมเป็นสระดอกบัวหลวง แต่ตอนนี้ถอนออกจนสิ้น พระจะทำวัตรและทำพิธีอุปสมบทกันที่นี่เพราะถือว่า อุทกสีมาเป็นเขตแดนที่บริสุทธิ์ยิ่ง วิหารที่อยู่บนดอยเป็นวิหารหลังเล็กๆคล้ายกับวิหารของวัดต้นเกว๋น ลวดลายตกแต่งที่หน้าบันและลายปั้นรักตามเสาหลุดลอกออกไปมาก บนฝาผนังแขวนภาพเขียนพุทธประวัติแบบฝีมือช่างถิ่น ทราบในภายหลังว่าเป็นภาพที่ลบของเดิมออกแล้วเขียนใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ของเดิมเป็นฝีมือช่างไทยใหญ่ เหลืออยู่บานเดียวที่เหนือประตูด้านหลังวิหารที่เป็นของดั้งเดิม น่าเสียดายนักที่คนรุ่นลูกหลานไม่เห็นคุณค่า



อุทกสีมา อุโบสถวัดพุทธเอ้น

น้ำบ่อทิพย์หน้าวัดพุทธเอ้น




ตารางลายตกแต่งหน้าบันวิหารวัดพุทธเอ้น



ออกจากวัดพุทธเอ้นผมขับรถไปลึกเข้าไปเพื่อไปที่บ้านกองกาน ต.แม่ศึก ที่นี่มีพระเจ้าตนหลวง พระคู่บ้านคู่เมืองแม่แจ่มอีกองค์หนึ่ง พระเจ้าตนหลวงเกิดขึ้นเมื่อใดไม่มีใครรู้ ชาวกะเหรี่ยงที่เดินทางไปมาในแถบนี้พบพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนไม่มีพระเศียรอยู่กลางป่า จึงมีจิตศรัทธาปั้นเศียรพระขึ้น ทำอยู่หลายครั้งก็ไม่สำเร็จจึงได้บนบานกับเทพยดา อยู่มามีเณรองค์หนึ่งมาช่วยจึงทำได้สำเร็จ ต่อมาปี 2411 จึงได้สร้างวิหารครอบไว้ พระเจ้าตนหลวงเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดของแม่แจ่ม เป็นที่นับถือของชาวกะเหรียงและชาวลัวะในแถบนั้นเป็นอย่างยิ่ง วิหารได้บุรณะใหม่จนไม่น่าจะเหลือเค้าเดิม พื้นเปลี่ยนเป็นแกรนิต ภาพจิตรกรรมเหนือหน้าต่างเขียนโดยช่างสมัยใหม่เล่าเรื่องพระเจ้าตนหลวง เป็นบานๆ ผมเดินออกมาข้างวัดเพื่อดูนาขั้นบันไดที่เหลือแต่ตอซัง นาขั้นบันไดที่แม่แจ่มเป็นที่ลือชื่อมากเพียงแต่ผมมาผิดจังหวะ พระรูปหนึ่งเดินมาหาขณะที่ผมกำลังหามุมเหมาะเพื่อบันทึกภาพ ท่านแนะให้ผมขึ้นไปบนดอยข้างๆวัดเพื่อนมัสการและถ่ายภาพบ้านกองกาน ผมมองดูเปลวแดดเต้นยิบๆ นึกถึงขั้นบันไดเป็นร้อย อากาศที่อบอ้าวและเวลา ผมหิวแล้วจึงได้อำลากลับ ผมเห็นชาวบ้านนำหอมแดงที่เก็บมามาผึ่งในโรงบ่ม เรียงรายเหมือนสร้อยมรกตห้อยจี้ทับทิม อดไม่ได้ที่จะลงไปบันทึกภาพ

ย้อนกลับเข้าเมืองอีกครั้งหนึ่งมาที่วัดเจียง ตอนนี้เขาเปิดประตูวิหารแล้วไม่ต่างจากวัดทางเมืองเหนือที่แขวนตุง โยงด้ายสายสิญจ์ไว้ใต้เพดานเป็นตาราง แขวนโคมกระดาษเป็นพุทธบูชา ที่วิหารทรงปราสาทพระเจ้าแสนตองที่อยู่ข้างวิหารเปิดประตูแล้ว ผมเห็นพระเจ้าแสนตองชัดเจนว่าเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะแบบเชียงแสนองค์ไม่ใหญ่ขนาดหน้าตักพียง 20 นิ้ว ตามประวัติเล่าว่า ขุนหลวงวิลังคะ กษัตริย์ของชาวลัวะ หรือละว้าเป็นผู้สร้าง พระเจ้าแสนตองอยู่ในวิหารน้อยกลางป่ามาเป็นร้อยปี เพิ่งอัญเชิญมาไว้ที่วัดเจียงในปี 2509 นี้เอง ประวัติของวัดเจียงค่อนข้างสับสน และผมเองก็สับสนที่ไม่ได้บันทึกภาพไว้ ผมอ่านจากหน้าวัดจำความได้คลับคล้ายว่าเป็นแม่ทัพองค์หนึ่งที่พ่ายศึกที่เชียงใหม่และหนีมาอยู่ที่แม่แจ่มมาสร้างวัดและสร้างพระเจ้าแสนตอง หากจะดูจากพุทธลักษณะแล้ว พระเจ้าแสนตองจะอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 แต่หากนับขุนหลวงวิลังคะกษัตริย์ของชาวลัวะ พระองค์อยู่ในราวศตวรรษที่ 12 พระองค์ขอพระนางจามเทวีเป็นมเหสี เวลาคลาดเคลื่อนกันเป็นพันปี นอกจากนี้มีข้อมูลบางแห่งที่อ้างว่าอาณาจักรลัวะที่เชิงดอยสุเทพอพยพหนีการรุกรานของพญาเม็งรายในคราวสร้างเมืองเชียงใหม่ในราวปี 1983 ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับอายุของพระเจ้าแสนตอง

ก่อนที่ผมจะออกจากตัวอำเภอแม่แจ่ม ผมตรงไปที่วัดช่างเคิ่งไม่ได้แวะที่ใดเลยเพราะไม่รู้ว่าจะหาร้านฝากท้องตรงไหนดี มาถึงวัดผมจอดรถใต้ร่มเงาไม้และล้วงเอาบรรดาของกินที่เหลือๆ มีข้าวเหนียวไก่ทอด ขนมปัง ส้ม ทำลายหลักฐานทุกอย่างหมดก็อิ่มกำลังดี ผมกลับมามีแรงตะลอนต่อไปได้อีกครั้งหนึ่ง ผมต้องมาวัดช่างเคิ่งเพราะที่นี่คือที่กำเนิดเมืองแม่แจม ตำนานของเมืองเกิดขึ้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับที่ดอยอ่างกา เช้าวันนั้นแม่เฒ่าชาวลัวะนำเอาปลาปิ้งครึ่งตัวมาถวายบิณฑบาตร พระองค์เห็นว่าเมืองนี้ขัดสนนักจึงออกพระโอษฐ์ว่า “บ้านนี้เมืองนี้มันแจมแต๊นอ” แจมหมายถึงไม่พอ มีน้อย และเรียกกันต่อๆมาในสำเนียงของไท-ยวนว่าเมืองแจ๋ม เพิ่งจะมาเรียกใหม่ว่าแจ่มในสมัยหลังเพื่อให้ชื่อฟังดูเป็นมงคล แม่แจ่มเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่แจ่ม เป็นเมืองในหุบเขาถนนธงชัย ด้านหนึ่งคือดอยอ่างกาหรือดอยอินทนนท์ ข้ามเขาไปอีกด้านหนึ่งคือขุนยวม เดิมเป็นที่อยู่ของพวกลัวะหรือละว้า ต่อมาคนไท-ยวนหรือไต-ยวน ลงมาสมทบจากแคว้นโยนหรือยูนนาน ชาวลัวะกลับมาเรืองอำนาจอีกครั้งหนึ่งในสมัยของพญาเม็งราย (น่าจะสอดคล้องกับการอพยพที่พูดถึงวัดเจียง) นอกจากลัวะและคนไท-ยวนแล้ว ยังมีชาวเข่าเผ่าต่างๆ ที่มีมากที่สุดคือกะเหรี่ยงหรือยาง หากดูจากอายุของเมืองตามหลักฐานที่เหลือ (พระเจ้าตนหลวง, พระเจ้าแสนตอง, กู่กิจกูฏ) ก็มีอายุมากกว่า 500 ปี ช่างเคิ่งหมายถึงช่างทำเครื่องประดับ เคยเป็นชื่อของอำเภแม่แจ่มมาก่อนที่จะเปลี่ยนใหม่ในภายหลัง ภายในวัดช่างเคิ่งมีพระธาตุบรรจุเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า บ้างก็ว่า 4 เส้น บ้างก็ว่า 8 เส้น เส้นพระเกศานี้มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลที่พระองค์เสด็จมาที่นี่พร้อมกับพระมหากัจจาย ที่ลานวัดด้านหนึ่งมีวิหารเล็กๆภายในมีพระมหากัจจายหรือพระสังกัจจายอยู่ เขาปิดประตูลูกกรงลั่นดาลไว้ มองเข้าไปสภาพภายในค่อนข้างสกปรกเต็มไปด้วยหยากไย่ อีกด้านหนึ่งเป็นวิหาร ก่ออิฐถือปูนตกแต่งโขงประตูวิหารตามคติล้านนา ภายในมีแผ่นไม้จารึกว่าเจ้าแก้วเมืองมากษัตริย์เชียงใหม่ทรงสร้างวิหารหลวงและวิหารน้อย ภาพที่ไม่น่าชมคือมีคนนอนคว่ำหลับอยู่ด้านใน น่าเสียดายที่ผมไม่พบเรื่องของไม้สลัก ผมเพิ่งจะกลับมาอ่านพบและเห็นว่ามีแผ่นไม้ในวิหารจริงๆจากภาพรวมๆในวิหารที่ถ่ายรูปมา หากผมทราบก่อนหน้าคงได้เข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ วัดช่างเคิ่งเป็นวัดที่ไม่อยู่ในโปรแกรมและไม่มีที่ใดในหนังสือท่องเที่ยวแนะนำไว้เลย ผมสะดุดชื่อเข้ามาเพราะเป็นชื่อของต.ช่างเคิ่ง

ตะวันบ่ายคล้อยผมออกจากเมืองแม่แจ่มมาตามถนนสู่เมืองฮอด มีอีกสองแห่งที่ผมจะพลาดไม่ได้คือวัดยางหลวงและวัดป่าแดด วัดยางหลวงตั้งอยู่ในหมู่บ้าน เป็นวัดที่ชาวกะเหรี่ยงหรือเรียกว่าชาวยางสร้างขึ้นตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาราวปี 2026 หน้าวัดหันไปทางท้องไร่ท้องนา ผมนำรถมาเข้าทางด้านหลัง ภาพพระพุทธเจ้าบนผนังด้านนอกของวิหารที่อยู่ตรงหน้าเขียนได้อ่อนช้อยสวยงามมากจนผมต้องหยุดบันทึกภาพหลายใบ ระหว่างที่ผมกำลังบันทึกภาพอยู่ ผมได้ยินเสียงเฮเป็นระยะ ผู้ชายหลายคนเดินลัดออกไปนอกกำแพงวัด ผมคาดเดาว่าจะต้องมีการชนไก่กันแถวนี้อย่างแน่นอน วิหารหลังเล็กได้รับการบุรณะใหม่ ทำได้งดงามตามหลักวิชา เป็นวิหารแบบล้านนาหลังคาลาดต่ำ ยักษ์ที่เฝ้าบนบานประตูแลดุดัน ภายในวิหารค่อนข้างมืดแต่แสงจากประตูด้านข้างส่องมาเห็นเจ้าพุทธพิมพาอร่ามไปทั้งองค์ เป็นพระปางมารวิชัยศิลปะล้านนา พักตร์อิ่มหน้านางแบบพุทธศตวรรษที่ 21 ภายในแขวนตุงไว้มากมาย ด้านหลังพระประธานเป็นกู่ กู่หรือคูหา มาจากภาษาพุกาม หมายถึงประตูสู่สวรรค์ กู่ที่วัดยางหลวงสร้างตามจินตนาการว่าเป็นเขาคิชฌกูฏในประเทศอินเดีย หรือกิจกูฏ (อ่านว่า กิด-จะ-กูด) เป็นของเก่าแก่ตกแต่งด้วยปูนปั้นสัตว์ในหิมพานต์ มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็ก ที่ฐานพระมีจารึกปี 2026 ซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าติโลกราช ความมืดภายในวิหารและพระประธานที่ตั้งจนติดกู่ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นและถ่ายภาพรายละเอียดของกู่กิจกูฏได้มากนัก อุโบสถที่อยู่ด้านข้างก็ได้รับการบุรณะใหม่เช่นกัน ซุ้มเหนือบานประตูพระอุโบสถคล้ายกับบานประตูของวัดพันเตาในเชียงใหม่มาก ภายในกำลังตกแต่งเขียนลายคำเป็นพระพุทธเจ้าประทับยืนที่ผนังหลังพระประธาน พื้นไม้กระดานแผ่นกว้างกว่าไหล่ของผมปูเต็มพื้นที่ ขัดเรียบแต่ยังไม่ได้ทำอะไรต่อ มองไปนอกวัดเห็นทุ่งนาแบบวัดในชนบทแท้ จุลกฐินของวัดยางหลวงและพิธีตานหลัวหิงไฟพระเจ้าก็ขึ้นชื่อเลื่องลือมาก ผมอยากกลับมาอีกในเทศกาลดังกล่าว





พระพุทธพิมพาในวิหารวัดยางหลวง เห็นกู่กิจกูฏอยู่ด้านหลัง




กู่กิจกูฏ วัดยางหลวง



ผมมีแรงบันดาลใจในการมาอำเภอแม่แจ่ม เพราะผมเคยเห็นภาพแม่อุ๊ยนุ่งซิ่น เดินฝ่าท้องทุ่งเขียวมาวัดป่าแดด ผมเห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายใบที่ระบุว่าเป็นภาพจิตรกรรมวัดป่าแดด การมาวัดป่าแดดของผมครั้งนี้คือมาตามจิตรกรรมฝาผนังและหากผมปะเหมาะเคราะห์ดีผมจะได้เห็นแม่อุ๊ยนุ่งซิ่นมาทำบุญที่วัดในวันสงกรานต์ นับว่าผมกะผิดไปถึงสามวันเพราะประเพณีปี๋ใหม่เมืองชาวบ้านไม่ได้มาทำบุญที่วัดกันวันที่ 13 ประเพณีเป็นอย่างไรไว้ผมเล่าให้ฟังวันหลัง วัดป่าแดดเป็นวัดโดดตั้งอยู่กลางทุ่ง สร้างในราวรัตนโกสินทร์ตอนต้นประมาณปี 2420 และบุรณะใหญ่ในปี 2523 ตัววิหารเป็นวิหารไม้ขนาดเล็ก เหนือองค์พระประธานเป็นภาพเขียนเพดานที่ลดชั้นลงมาเป็นภาพดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวซึ่งเป็นตัวแทนของจักรวาล เสาและคานลงรักแดง ผมมองไม่เห็นลายคำ หน้าบันด้านหน้าออกแบบเรียบๆปิดทองที่ลายสลัก ราวบันไดเป็นตัวมกรคายสิงห์ซึ่งไม่พบเห็นที่อื่น มองออกไปหน้าวัดผมเห็นแปลงผักและทุ่งนา สิ่งที่มีค่าที่สุดคือภาพจิตรกรรมฝาผนังเหนือบานหน้าต่าง มีทั้งหมด 8 รูป ได้แก่ พุทธประวัติ เวสสันดรชาดก วิฑูรบัณฑิต มโหสถ ไตรภูมิ นิทานพื้นบ้านย่าปู่สี่ (จันทราคราส) ฯลฯ ภาพจิตรกรรมเป็นฝีมือไทยใหญ่ สะท้อนถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้นเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการนุ่งซิ่น ลวดลายทอซิ่นแบบต่างๆ การแต่งกายของเจ้านาย หญิงนิยมเกล้ามวย ไม่สวมเสื้อแต่ใช้การห่มผ้าแถบ ชายหนุ่มไว้ผมทรงหลักแจว นิยมสักตั้งแต่บั้นเอวลงไปถึงเข่า สีที่เขียนเน้นสีแดง น้ำเงินและดำคล้ายกับภาพจิตรกรรมที่วัดภูมินทร์ ผมดูออกเฉพาะเรื่องพระเวสสันดรชาดกและภาพพุทธประวัติ ภาพอื่นไม่มีความรู้พอต้องกลับไปศึกษาทศชาติชาดกก่อนถึงจะพอจับเรื่องจากภาพได้ บริเวณวัดมีวิหารอีกหลังหนึ่งเรียกว่าวิหารลานดิน ก่ออิฐถือปูน มีรูปเทวดาสองข้างประตูและเทวดานั่งชันเข่าประดับอยู่ ตัวอาคารเขียนลายเป็นคิ้วขอบสีอิฐแดงสวยงาม ในหนังสือบางเล่มระบุว่าเป็นหอไตรเก็บคัมภีร์ใบลาน ผมมองเข้าไปข้างในไม่ต่างจากห้องเก็บของไม่ใช้คือมีทุกอย่าง สิ่งที่เป็นของใหม่คือพระอุโบสถทรงล้านนาหลังเล็กๆที่อยู่ด้านนอก นาคตัวยาวทอดไปสู่อาคาร บนหลังนาคเต็มไปด้วยผ้านวมหลากสีผึ่งแดด ดวงตะวันคล้อยลงทุกที ลมจากทุ่งพัดมาเย็นสบาย ผมจำใจอำลาเมืองแจ๋มและเริ่มนับถอยหลังที่จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งในเร็ววัน





วิหารลานดิน วัดป่าแดด



ภาพประสูติกาลของพระพุทธเจ้า

ภาพเขียนพุทธประวัติ วัดป่าแดด




แม่แจ่มเป็นเมืองลับแลโดยแท้เพราะเดินทางเข้าถึงยาก ความเก่าแก่ของเมืองส่ำสมไว้ด้วยตำนานและขนบธรรมเนียมที่แตกต่างจากเมืองเชียงใหม่โดยสิ้นเชิง วัดร้างมีหลายร้อยแห่งที่เกิดขึ้นมาและดับไปตามกาลเวลา คนรุ่นหลังมุ่งแต่ทำมาหากินและเลี้ยงตัวจนลืมบ้านเกิดและรากเหง้าของบรรพบุรุษ ผมมาแม่แจ่มด้วยหนังสือท่องเที่ยวและข้อมูลต่างๆในอินเทอร์เนตที่มีรวมกันแล้วได้เนื้อความไม่ถึง 10 บรรทัด พูดถึงวัดสี่แห่งเท่านั้น สถานที่ทุกแห่งไม่มีประวัติ ไม่มีป้ายชี้ทาง ไม่มีใครรู้เรื่องราว มีแต่เรื่องเล่าที่ขาดหลักฐานและขัดแย้งกันเอง ผมหลงทางแล้วหลงทางอีกเพราะไม่มีป้ายชี้ทาง อนาคตของแม่แจ่มขึ้นอยู่กับคนแม่แจ่มในวันนี้ที่จะค้นหา บันทึก แก้ไข และหาตัวเองให้พบก่อนที่อดีตที่รุ่งเรืองจะดับหายไป































ซ้ายบน วิหารวัดกู้, ขวาบน จิตรกรรมเหนือประตูวัดกองกาน
ซ้ายล่าง จิตรกรรมฝาผนังวัดป่าแดด, ขวาล่าง วิหารวัดยางหลวง


ที่มาของเรื่องวันนี้:
จุลจันทร์ นันทมาลา
www.sakulthai.com
มาลา คำจันทร์ www.sakulthai.com
จักรพงษ์ คำบุญเรือง
www.chiangmainews.co.th
http://maechaem.org/news/maechaem_new2a.doc
http://www.geocities.com/muangchaem/
Michael Freeman . Lanna: Thailand’s northern kingdom. River Books, Bangkok. 2001.

Labels:


Monday, June 23, 2008

 

หลงดอย

เมื่ออิ่มท้องเรี่ยวแรงต่างๆก็กลับคืนมา ผมฮึกเหิมเต็มที่พร้อมจะออกเดินทางต่อไป เป้าหมายคือก่อนพระอาทิตย์จะตกดินผมจะไปกาดสล่าที่สันป่าตอง แวะวัดพระธาตุศรีจอมทองและจะข้ามดอยอินทนนท์ไปอ.แม่แจ่มก่อนที่ฟ้าจะมืด ผมอยากถึงแม่แจ่มก่อนหกโมงเย็น

ผมมากาดสล่าครั้งหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ครั้งนั้นผมมาดูงานและขากลับเขาพาผมมาซื้อของ เป็นกาดที่ตั้งอยู่บนถนนเลียบคลองชลประทาน กาด แปลว่าตลาด, สล่า หมายถึงช่างแกะสลัก ที่นี่จึงเป็นที่ขายของแกะสลัก คนที่ไปเชียงใหม่จะไปที่บ้านถวายในอ.หางดง กันแทบทั้งนั้นเพราะรู้ว่าเป็นแหล่งของงานไม้ จากงานของชาวบ้านเริ่มมีการสั่งของแบบแปลกๆมาจากจังหวัดอื่นบ้าง สั่งมาจากจีนก็มี ทุกวันนี้ราคาของที่บ้านถวายนับว่าแพงมาก กาดสล่าที่ผมมานี้เป็นบริเวณบ้านของครูท่านหนึ่ง (ขออภัยที่ผมลืมชื่อ) โดยครูได้จัดสรรที่ว่างภายในบ้านทำเป็นกาดให้ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีว่างเว้นจากนาและงานบ้านมาขายของ ที่เห็นนั่งแกะสลักไม้นี้ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน จะมีบุรุษบ้างเวลาที่เป็นงานชิ้นใหญ่ๆเช่นเฟอร์นิเจอร์ ตัวบ้านของครูเป็นเรือนไม้สักยกพื้น ผมได้คุยกับเจ้าของบ้านซึ่งเป็นลูกหลานจึงทราบว่าเขากำลังปรับเรือนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ หากผมแวะไปใหม่คราวหน้าผมจะได้ขึ้นไปเดินดูของสะสม วันนี้ผมตั้งใจจะมาหาตู้แขวนผนังสำหรับใส่ขวดเครื่องเทศในครัว ผมถามดูหลายร้านสนนราคาตั้งแต่ 400-600 บาทขึ้นกับขนาดของตู้ แต่ยังไม่ได้ตู้อย่างที่ถูกใจผมเท่าใดนัก ในที่สุดผมก็สะดุดกับตู้เล็ก ใบนี้เป็นตู้โชว์ห้าเหลี่ยมใบเล็กไว้ตั้งบนหลังตู้อีกทีหนึ่ง มีสามชั้นและมีลิ้นชักเล็กๆข้างหน้าด้วย เขาติดราคาไว้ 1,300 บาท ทำจากไม้สักเก่า ซักถามได้ความว่าต่อจากไม้เก่า เขานำมาจากบ้านธิ (แหล่งค้าไม้เก่าของลำพูน) เขาไม่ขาย ซื้อมาเพราะชอบจะเอาไว้โชว์สินค้า ผมชมว่าสวยดี ตั้งแต่เดินมามีชอบตู้ใบนี้ใบเดียว ภรรยาก็หันไปคุยน้องแน้งกับสามีแล้วหันมาบอกผมว่าถ้าอยากได้จะขายให้ และก็เริ่มพูดกันเรื่องราคา ผมติงว่าตู้ของเขาเห็นขอบชั้นไม้ไม่ได้ทาสีอยู่ด้านหนึ่ง เขาก็รับว่าจะแกะออกมาทาสีให้ขอเวลา 20 นาที ระหว่างที่รอผมไปดูไม้ท่อนที่แกะเป็นชนบทไทยแผ่นใหญ่ที่ร้านฝั่งตรงข้าม ยิ่งดูก็ยิ่งชอบ ไม้ท่อนนั้นเขาเรียกราคาผมไม่กี่ร้อยบาท ผมตกลงใจโดยไม่ต่อรองราคาเลยเพราะลำพังค่าไม้ก็ไม่ได้แล้ว และยังมีค่าฝีมืออีก วินาทีนั้นผมเพิ่งจะนึกออกว่าผมไปต่อราคาตู้ไว้มากมาย เขาอาจจำใจขายให้ผมเพราะจะได้เอาเงินมาหมุนก็ได้ ตอนนี้ตู้ของผมรื้อออกมาทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาเอาพลาสติกบับเบิลมาหุ้มกันกระแทกให้และหุ้มด้วยกระดาษลูกฟูกอีกชั้นหนึ่ง ผมเห็นในร้านของเขายังมีตลับที่ทำจากไม้ท่อนเขียนลายทองดูไปก็สวยดีเหมาะเอาไว้เป็นของฝาก ของขวัญ ผมเลยช่วยซื้ออีก 2 อัน คราวนี้เขาจะคิดเท่าไหร่ก็ไม่ว่ากันแล้วเพราะเป็นงานฝีมือ หรือจะแอบเอาค่าตู้มาโปะลงไปด้วยก็ได้ ราคาที่เขาบอกเรามานี้ถูกกว่าที่ขายกันที่จตุจักรแทบจะเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น เจ้าของร้านต่างนำของที่ผมซื้อไว้มาส่งที่รถ ผมเอาตู้ไปใส่เข็มขัดไว้ที่เบาะนั่งตอนหลัง ส่วนไม้ท่อนไปเก็บซุกไว้ท้ายรถ ทางร้านออกใบเสร็จให้ผมเป็นหลักฐานเนื่องจากมีการขนย้ายไม้สัก และเรายืนพูดคุยกันอีกพักใหญ่หลายเรื่อง





เผลอแผล็บเดียวผมอยู่ที่กาดเกือบชั่วโมงครึ่ง หลังจากที่ดื่มกาแฟแล้ว ผมมุ่งหน้าไปอ.จอมทอง ผมผ่านเทสโกโลตัสที่จอมทองทำให้นึกได้ว่าน่าจะแวลงไปซื้อกระปุกใบนึงและน้ำแข็งยูนิค ที่ซื้อมาจากกรุงเทพฯมันเหลือเป็นน้ำเย็นไปหมดแล้ว ส่วนของกินเล่นแก้เหงาก็ให้เป็นของฝากคุณทวีไปไม่เหลือแล้ว เทสโกที่นี่เป็นเทสโกขนาดย่อมกระทัดรัด แต่ก็พอมีข้าวของให้เลือกได้บ้างแม้จะไม่มาก ผมได้ส้มมาหนึ่งกิโลด้วย ตอนนี้ของกินเต็มกระเป๋าผมเลย ผมไม่ต้องกลัวอดแล้วค่อยมีกำลังไปเที่ยวต่อหน่อย จากแยกขึ้นดอยอินทนนท์ไปไม่ไกล ผมเข้าสู่อำเภอจอมทอง วัดพระธาตุศรีจอมทองอยู่บนเนินทางซ้ายมือเห็นอย่างชัดเจน เจดีย์สีทองอร่ามเรืองปรากฏแก่สายตาตรงช่องประตูวัดซึ่งแปลว่าผมเข้าทางประตูหลัง ตามธรรมเนียมล้านนาเขาจะสร้างวัดให้ประตูหน้าตรงกับวิหารหลวงและให้เจดีย์อยู่หลังวิหาร หากจะเข้าวัดตามตรอกออกตามประตูแล้ว ผมคงต้องนำรถเข้าซอยไปและเดินขึ้นบันไดพญานาคไต่ขึ้นมาตามเนินมาถึงวิหารทรงจตุรมุขที่มีฐานยกต่อเนื่องไปถึงองค์เจดีย์ข้างหลังซึ่งอยู่ติดทางหลวงแผ่นดิน แสงแดดเย็นส่องต้องเจดีย์ที่ปิดทองจังโกเป็นสีทองสุกปลั่งตัดกับฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จขนาดใหญ่กว้างมาก ซ้อนขึ้นไปด้วยฐานเขียงแบบล้านนาสามชั้น ที่ลานวัดมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ มีเสาไม้ลวดลายต่างๆค้ำกิ่งโพธิ์ไว้ไม่ให้หักลงมา ชาวจอมทองจะมีเทศกาลแห่ไม้ค้ำโพธิ์ทุกปีในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ตามตำนานเล่ากันว่า นายสอยและนางเม็งสองสามีภรรยาได้พบพระธาตุในถ้ำซึ่งเก็บมาก่อนหน้านั้นเป็นร้อยปี จึงได้มีการสร้างเจดีย์ขึ้นในปีพ.ศ. 1995 พระธาตุประดิษฐานไว้ในกู่ปราสาทเก็บไว้ในวิหารจตุรมุข ไม่ได้ฝังดินเก็บไว้ในเจดีย์เช่นที่อื่น โดยมีประเพณีนำพระธาตุออกมาแห่และสรงน้ำกันทุกปี แต่เดิมจะมีการแห่พระธาตุเข้าไปที่เมืองเชียงใหม่ โดยแวะพักพระธาตุไว้ที่วัดต้นเกว๋น ที่นั่นยังมีศาลาโถงจตุรมุขเหลือไว้ให้ปรากฏ น่าเสียดายที่ผมมาถึงวัดเย็นย่ำเสียแล้วผมเลยไม่ได้เข้าไปดูกู่ปราสาทในวิหาร กู่นี้เป็นศิลปะแบบละโว้ในสกุลช่างพุกาม จึงไม่มีรูปมาฝากให้ชมกัน หากขึ้นมาตามบันไดหน้าวัด จะเห็นยักษ์สีเขียวและสีฟ้าเฝ้าหน้าประตูวิหารซึ่งบุรณะใหม่จนงดงาม วิหารหลังใหญ่สร้างขึ้นเชื่อมกับวิหารหลังเล็กในสมัยของพระเมืองแก้วในปี 2361 ผมเห็นแม่ชีมานั่งสมาธิพาหลานสาวตัวน้อยนุ่งขาวห่มขาวมาด้วย หลานอยู่นิ่งไม่ไหวแล้วแอบดูผมเดินถ่ายรูป ส่วนแม่ชีก็คงไม่ไหวเช่นกัน อากาศที่อบอ้าวและพื้นซีเมนต์ที่คายความร้อนออกมาพาให้แม่ชีต้องโงกซ้ายขวาสลับกันเป็นระยะ


ห้าโมงเศษแล้ว ผมออกจากวัดเพราะไม่อยากไปมืดบนเขา ผมเคยขับรถจากขุนยวมตัดข้ามเขามาแม่แจ่มและข้ามดอยอินทนนท์เข้าสู่เชียงใหม่ที่จอมทอง ผมทราบดีว่าหนทางลาดชันและคดเคี้ยวมากๆ ต้นไม้จะร่มครึ้มและยื่นออกมาให้ถนนที่แคบแล้วแคบหนักเข้าไปอีก หากผมจะข้ามไปอำเภอแม่แจ่ม ผมไม่ต้องเสียค่าเข้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ผมผ่านด่านตรวจและเลี้ยวซ้ายไปสู่เส้นแม่แจ่มได้เลย ผมศึกษาเส้นทางมาอย่างดีแล้วแต่วันนี้ผมก็พลาดจนได้ จากด่านตรวจผมมองไม่เห็นป้ายทางซ้ายมือชี้ทางไปแม่แจ่ม (ป้ายไม้สีเขียวเล็กๆไม่ใช่ป้ายทางหลวงแบบที่คาดหวัง) และเห็นเป็นซอยที่เล็กมากเหมือนทางแม้วข้างทาง ผมขับรถต่อไปข้างหน้าเพื่อหาแยกแม่แจ่มและมาเริ่มเอะใจเมื่อเห็นพระธาตุสององค์ ผมหาทางแยกบนเขามา 12 กม. เหลืออีกหกกิโลเมตรจะถึงยอดดอยอินทนนท์ผมได้แต่ปล่อยให้เลยตามเลย ดอยอินทนนท์ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมและผมจะเที่ยวอะไรได้ในเมื่อเป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว ผมเห็นรถนักท่องเทียวอีก 2-3 คัน จอดอยู่ มีฝรั่งอีก 4-5คนเดินไปมา ด้วยเวลาอันน้อยนิด ผมขอให้คนที่ผ่านมาถ่ายรูปผมกับป้ายสูงสุดแดนสยามไว้เป็นหลักฐาน และเดินไปดูกู่ของเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ เทอร์โมมิเตอร์ที่ผมทิ้งไว้บนหลังคารถบอกว่าอุณหภูมิในขณะนั้น 18 องศาเซลเซียส อากาศดีมากๆ ผมเห็นว่าฟ้ายังไม่มืดจึงเดินลงไปที่อ่างกาเพื่อจะดูว่ามีดอกกุหลาบพันปีให้เห็นบ้างหรือไม่ มาสองครั้งก่อนไม่มีดอก คราวนี้ผมเห็นกุหลาบพันปีออกดอกสามสี่ช่อ มันคือ Rhododendrons หรือ rhodish นั่นเอง ที่พื้นยังมีข้าวตอกฤษีเกลื่อนกล่น ลมพัดมาเป็นระลอกเป่าให้ใบไม้แกว่งไกว เสียงนกการ้องไม่ขาดสายเพื่อกลับรัง รอบข้างผมไม่มีใครนอกจากแสงซีดๆที่ลอดมาตามยอดไม้ ผมกางขาตั้งกล้องออกและลงมือถ่ายรูปตัวเองหลายใบราวกับคนบ้า จะไม่บ้าได้ไงละครับยืนยิ้ม นั่งยิ้มกับกล้องอยู่คนเดียว


เมื่อผมกลับมาถึงทางแยกแม่แจ่มที่ด่านตรวจฟ้าก็เกือบมืดเต็มที มีเพียงรถของผมคันเดียวที่ขึ้นๆลงๆไปตามถนนที่ลาดชันและคดเคี้ยว นานๆจะมีรถกะบะขับสวนทางมาบ้าง ถนนไม่มีแยกซ้าย ไม่มีแยกขวาและผมก็หลุดออกมาถึงแถบที่เป็นภูเขาหัวโล้น ข้างหน้ามีทางแยก เขาเขียนป้ายบอกว่าไปบ้านอะไรสักอย่างแต่ไม่มีป้ายชี้ไปอ.แม่แจ่ม คืนนั้นจันทร์เต็มดวง แต่ใจผมวังเวงเป็นที่สุดเพราะไม่มีใคร พูดง่ายๆคือไม่เห็นคนเลย ที่บนเนินข้างทางมีไฟเปิดอยู่หนึ่งดวง ผมขับรถไต่ขึ้นไปหาแสงไฟเพื่อถามทาง เป็นเพียงไฟหน้าประตู ผมทั้งเรียกทั้งกดแตร แต่ไม่มีใคร ผมหันไปอีกด้านหนึ่งเห็นมีแสงไฟแต่เป็นอีกยอดเนินที่สูงชันกว่า ถนนเป็นดินลูกรัง ตัดสินใจว่าจะเอารถขึ้นไปเพราะไม่มีที่จอดรถบนทางภูเขา ผมเห็นป้ายรางเลือนว่าเป็นศูนย์ฝึกอบรมเกษตรฯอะไรสักอย่างหนึ่ง แสงไฟที่ผมเห็นมาจากศาลา และบริเวณนั้นมีบ้านอีกหลายหลังที่ปิดไฟมืด แสงไฟจากรถผมส่องสว่างไปทั้งบริเวณ เสียงแตรและเสียงผมตะโกนถามว่ามีใครอยู่ไหม พักใหญ่มีละอ่อนค่อยโผล่มาจากห้องข้างหลังศาลา ผมขอบคุณพระเจ้าที่มีคนบอกทางให้ผม รถผมไม่ได้ไถลลงไปก้นหุบเบื้องล่าง ผมลืมไปชั่วขณะว่าพระองค์อยู่กับผม ถนนแคบๆเลียบไปเรื่อยๆโดยไม่มีไฟถนน จากไม่มีหมู่บ้าน ก็เริ่มเห็นหมู่บ้าน และเห็นแสงไฟของหมู่บ้านถัดไปเป็นระยะๆ ผมออกมาถึงวงเวียนนาฬิกาของอำเภอเมื่อเกือบทุ่มครึ่ง แวะถามเจ้าหน้าที่อาสาป้องกันภัยในช่วง 7 วันอันตรายเพื่อไปยังพงศรารีสอร์ท

พนักงานพาผมไปเลือกห้องพัก มีทั้งที่เป็นตึกและเป็นเรือนไม้ ผมคิดว่าจะพักที่เรือนไม้ซึ่งโปร่งและจะได้ไม่ต้องเปิดแอร์ ราคาห้องเรือนไม้สูงกว่าห้องที่เป็นตึกเสียอีก ผมขนข้าวของมากมายขึ้นไปเก็บข้างบน พร้อมกับออกไปถามทางไปตลาด บ้านเรือนสองข้างทางยังพอมีไฟเปิดกันอยู่ ที่ตลาดเหลือแต่แผงเปล่าๆ มีรถเข็นสามสี่คันนำของมาขายกลางคืนเป็นผลไม้ ไก่ทอด โรตี ไส้กรอกอีสาน ผมซื้อไก่ทอดไว้สองสะโพกกะว่าจะเก็บไว้กินพรุ่งนี้เช้า ผมไปขอซื้อไข่ดิบกับแม่ค้าโรตี กว่าจะพูดกันรู้เรื่องว่าขอซื้อแต่ไข่ก็เสียเวลาพอควร เพราะแม่ค้าเป็นพม่าพูดไทยไม่ได้ ซื้อของเสร็จผมเดินวนหาร้านทานข้าว พบร้านหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามอำเภอ มีคนรอสั่งอาหารกล่องไม่น้อยเลย

กลับถึงห้อง ผมจัดการล้างกระปุกที่ซื้อมาเพื่อจะถ่ายนมข้นลงกระปุก น้ำที่นี่เป็นน้ำกระด้างล้างแล้วไม่มีฟองเหมือนออกหมด แต่จับแล้วลื่นมือ ผมต้องใชทิชชูเช็ดออกแล้วล้างใหม่ทำอย่างนี้สองสามหน ผมแกะข้าวของออกมา ดื่มกินเป็นโกลาหล นำหนังสือออกมาศึกษาเส้นทาง พร้อมกับวางแผนคร่าวๆในใจอีกครั้งหนึ่งก่อนเตรียมตัวนอน มีพี่น้องในโบสถ์ที่เคยอยู่แม่แจ่มเตือนผมว่า หน้าร้อนในหุบเขาต้องนอนห่มผ้านะครับ ในเมืองที่ร้อนๆกันสาดน้ำแต่ในหุบเขาแม่แจ่มหนาวมาก คืนนี้ผมจะได้พิสูจน์เสียทีว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร ถึงเวลาแล้วแต่ผมนอนไม่หลับ เสียงเพลงคาราโอเกะนรกดังลอยลมมาจากร้านอาหารปากทางรีสอร์ท หากผมนอนห้องตึกและเปิดแอร์คงลดเสียงไปได้เยอะ เมื่อนอนไม่หลับก็เริ่มรู้สึกว่าร้อน ผมจัดการย้ายตัวเองและหมอนลงมานอนพื้นไม้และกลิ้งหลับไปในที่สุด มาตื่นอีกทีหนึ่งด้วยความหนาว ควานหาเทอร์โมมิเตอร์มาส่องดูเห็นว่า 23 องศา ผมปีนกลับขึ้นเตียงนอนห่มผ้าหลับต่ออย่างมีความสุข

Labels:


Thursday, June 19, 2008

 

เมืองลำพูนนี้ดีนักหนา







ผมวนหาที่จอดรถ แต่ประตูวัดพระธาตุหริภุญชัยมีแผงเหล็กมากั้นห้ามเข้า ผมต้องนำรถไปจอดที่ริมน้ำ เมื่อเข้ามาถึงประตูใหญ่จึงได้เห็นว่ามีตำรวจมากำกับคอยกันผู้คนเพราะวันนี้จะมีอดีตคนใหญ่คนมาโตมาไหว้พระจึงเกิดปรากฏการณ์เกณฑ์คนว่างงานมายืนให้ดูอุ่นหนาฝาคั่ง วัดพระธาตุหริภุญชัยตั้งอยู่ริมน้ำกวงซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำปิง วัดโอบล้อมด้วยถนนโดยมีถนนหน้าวัดเลียบแม่น้ำกวง ที่หน้าประตูวัดสิงห์คู่แบบล้านนายืนทำหน้าเบ้ อ้าวไม่ใช่...ทาด้วยสีเลือดหมูเดินเส้นทอง สูง 3 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูงรอต้อนรับและเฝ้าปกปักรักษาอยู่ สิงห์คู่นี้พระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่สถาปนาไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 1990 ซุ้มประตูวัดเป็นแบบที่เรียกว่าประตูโขง รูปทรงศิลปะทวารวดียุคสุดท้าย (ศตวรรษที่ 17-18) เป็นยอดปราสาทลดหลั่นกันถึงห้าชั้น

แม้ว่าจะเป็นเวลาเก้าโมงเช้าแต่คนเมืองพากันมาไหว้พระขอพรไม่น้อย ผมเห็นผู้เฒ่าผู้แก่ (40 ปีขึ้นไป) ส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาวมาไหว้พระ แต่งกายตามธรรมเนียมนิยมคือสวมเสื้อแขนกระบอก มักเป็นสีขาว นุ่งซิ่นยาว และบางท่านจะห่มขาวมาด้วย มักจะถือตะกร้าหวายแบนๆรูปทรงเหมือนกระเช้า ภายในมีดอกไม้ธูปเทียนที่ตระเตรียมมาจากบ้าน มีร่มพับใส่ไว้เช่นกัน คนโบราณจะลงมือจัดเตรียมของมาไหว้พระ ทำกับข้าวกับปลาเพื่อใส่บาตรในยามเช้า ของถวายพระจะทำด้วยใจและทำอย่างปราณีต ผมจึงไม่ประหลาดใจเลยที่คนรุ่นก่อนมีจิตใจละเอียด ช่างคิด ช่างสังเกตซึ่งต่างกับคนยุคใหม่ใช้เงินซื้อวัตถุเพื่อทำบุญ ผมไม่คิดนะว่าบุญอยู่แค่ให้เงินให้ของพ้นๆมือไปแล้วก็ได้มา ผมเข้าไปในวิหารหลวงก่อน วิหารหลวงของวัดอันดับหนึ่งของลำพูนเป็นแบบเรียบๆ มีภาพเขียนทศชาติชาดกบนฝาผนังเหนือแนวหน้าต่าง ฝีมือการเขียนหยาบ มีลายคำเขียนไว้เฉพาะส่วนที่ตั้งพระประธาน พระประธานก่ออิฐถือปูน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ลายคำของวิหารหลวงไม่มีอะไรซับซ้อนมาก จุดเด่นกลับเป็นโคมอัจกลับที่ห้อยลงมาจากเพดาน ภายในวัดมีพระเสตังคมณีอยู่ในครอบแก้ว พระเสตังคฯหรือพระแก้วขาวนั้น พระนางจามเทวีอัญเชิญมาจากละโว้ แต่เมื่อพญาเม็งรายตีได้เมืองลำพูนแล้วก็อัญเชิญไปไว้ที่วัดเชียงมั่น พระแก้วขาวองค์นี้จึงเป็นองค์จำลอง วิหารหลวงหลังนี้สร้างขึ้นใหม่ในปี 2460 เป็นอาคารตึกแทนอาคารไม้หลังเดิมที่เสียหายจากพายุ

วัดพระธาตุหริภุญชัย สร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีประวัติ แต่เป็นตำนานที่เล่ากันมาว่า ในราวปีพ.ศ. 1606 พญาอาทิตยราช กษัตริย์ของอาณาจักรหริภุญชัยได้สร้างขึ้นบนที่วังเดิม โดยขุดพบพระธาตุเมื่อคราวกำลังซ่อมสร้างวัง จึงได้สร้างสถูปทรงปราสาทครอบไว้เป็นเสาสี่ต้น ผนังเปิดทั้งสี่ด้านสามารถเห็นพระโกศที่บรรจุพระอัฐิธาตุ พระสถูปสูง 4 เมตร มีการบุรณะต่อเติมองค์เจดีย์หลายครั้ง และปรับจนเป็นรูปโฉมปัจจุบันในสมัยของพระเจ้าติโลกราชในปีพ.ศ. 1991 ครั้งหลังสุดที่มีการบุรณะใหญ่คือในสมัยของพระเมืองแก้วแห่งนครเชียงใหม่ในปี 2054 ปัจจุบันเจดีย์สูง 46 เมตร อยู่บนฐานเขียงสามชั้นซ้อนบนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จ ตัวองค์พระธาตุเป็นทรงระฆังประดับด้วยลายดุนดอกไม้สี่กลีบสลับกับลายดุนพระพุทธรูปปางถวายเนตรและปางลีลา ปิดทองจังโกทั้งองค์ ภายในวัดมีเขาพระสุเมรุเล็กๆ หากไม่สังเกตจะไม่ทราบว่าเป็นเขาพระสุเมรุ รูปทรงคล้ายกระถางเผากำยานมากกว่าเพราะมีขนาดเล็กมาก


เขาพระสุเมรุ เหมือนเตายอดแหลมเล็กที่ลานวัด



ด้านหลังฝั่งติดถนนอินทยงยศ มีวิหารหลวงพ่อแดง ภายในวิหารเป็นพระปูนปั้นแบบล้านนาหน้าตักกว้าง 5 เมตร สูง 6 เมตร ห่มจีวรแดง พระเจ้าแดงองค์นี้ได้รับการบุรณะใหม่ แต่เดิมพบเศษอิฐแดงบดร่วงเกลื่อนอยู่จึงทราบว่าช่างโบราณใช้อิฐโบกทาต่างสีจีวรเป็นสีแดงก่ำ เบื้องหน้าพระเจ้าแดงมีพระสำริดหน้าตักกว้าง 1 เมตรอีกองค์หนึ่งเรียกว่าพระกลักเกลือ เป็นพระในปางฉันสมอซึ่งเป็นปางที่ผิดจากลักษณะปกติคือพระหัตถ์ขวาถือผลสมอและพระหัตถ์ซ้ายถือกลักเกลือ หริ แปลว่า ลูกสมอ, ภุญชัย แปลว่า ฉัน (กิน, เสวย) เมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่นี่ มีผู้ถวายลูกสมอให้พระองค์ฉัน ชื่อหริภุญชัยจึงมีที่มาดังนี้เอง

นอกจากเจดีย์ธาตุแล้ว ในวัดยังมีเจดีย์อีกองค์หนึ่ง เป็นเจดีย์ซ้อนลดขนาดบนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส 5 ชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มจรนำประดับพระพุทธรูปแบบล้านนาไว้ พระนางปทุมวดี มเหสีของพญาอาทิตยราชได้สร้างไว้จึงมีชื่อเรียกว่าปทุมวดีเจดีย์ หรือสุวรรณเจดีย์ เชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ที่จำลองมาจากสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ที่วัดกู่กุด พระพุทธรูปที่ประดับรายรอบเจดีย์นี้มีพุทธลักษณะแบบทวารวดีที่แฝงด้วยศิลปะถิ่น คือผสมทั้งพุกามและขอม หริภุญชัยเคยมีโรคระบาดและต้องอพยพไปอยู่หงสาวดีถึง 6 ปี ศิลปะของหริภุญชัยจึงเป็นแบบทวารวดีแฝงด้วยพุกาม ผมได้มีโอกาสเดินดุ่มๆออกไปทางฝั่งโรงเรียนด้วยเพื่อไปบันทึกภาพของเจดีย์เชียงยันซึ่งอยู่ข้างสนามบาส เป็นเจดีย์แบบทวารวาดีทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกับที่วัดเจดีย์เจ็ดยอด

จุดเด่นอีกสองอย่างของวัดพระธาตุหริภุญชัยคือ หอไตรและหอระฆังซึ่งตั้งอยู่สองฝั่งของวิหารหลวง หอไตรมีอายุร้อยกว่าปี เป็นอาคารไม้ตกแต่งประดับประดาแบบล้านนาตั้งอยู่บนฐานสูงก่ออิฐถือปูนทาสีปูนเข้ม รูปทรงคล้ายกับหอไตรวัดพระสิงค์ แต่หอไตรที่นี่ไม่มีลวดลายปูนปั้นเทวดาประดับ ภายในเป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลาน 84,000 พระธรรมขันธ์ เพิ่งได้รับการบุรณะใหม่จึงอร่ามเรืองด้วยลายทองและแวววาวด้วยกระจกสี บนสันหลังคามีฉัตรประดับ ส่วนหอระฆังนั้น ปลูกอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำเป็นหอโถงสองชั้น ชั้นบนลดขนาดแขวนระฆัง ส่วนชั้นล่างนั้นแขวนกังสดาลขนาดใหญ่ นับเป็นกังสดาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตามเสาประดับลวดลายสวยงามและทาสีปูนแดงเข้ม เป็นหอระฆังที่งามแปลกตาและมีเอกลักษณ์ หอระฆังนี้สร้างโดยครูบาคำฟูในปี 2481 สร้างบนฐานเดิมของหอพระแก้วขาว



วันนั้นทั้งวัดมีผู้คนเข้ามาทำบุญกันมากมาย และจะมีการขนทรายเข้าวัดในตอนกลางคืน เขาเอาไม้ไผ่สานมาล้อมเป็นชั้นเจดีย์ทรายอันเป็นประเพณีของล้านนา อีกด้านหนึ่งผมเห็นคนซื้อไม้ง่ามมาเขียนชื่อและเอามาบูชาพระธาตุ ความหมายของไม้ค้ำบ้างก็ว่าเป็นการค้ำชะตา(ของคน?) บ้างก็หมายถึงการค้ำเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาไว้ ผมจึงเห็นไม้ค้ำวางพิงฉัตรที่ประดับพระธาตุ สายๆบรรดาหนุ่มสาวและคนทุกวัยต่างพากันมาไว้พระธาตุกันไม่ขาดสายให้ผมได้เก็บภาพ ผมเดินจนพออกพอใจแล้วก็ตรงไปที่แผงขายรูปเขียนที่ระบียงคตที่ผมหมายตาไว้แต่แรก ภาพเขียนสีอะคริลิคบนผ้าใบขนาดต่างๆกัน มีทั้งดอกไม้ พระธาตุ สัตว์ และทิวทัศน์ ผมถามราคาภาพขนาด14 นิ้วก็ทราบว่าราคา 150 บาท ไม่แพงเลยแต่ด้วยความเคยชินทำให้ผมถามเขาว่าขายให้ได้เท่าไหร่ เขาคิดให้ 120 บาท ผมเลือกไว้หนึ่งภาพ สายตาผมไล่ดูภาพและถามเขาว่าไม่มีลายเซ็นต์หรือ คนขายหัวเราะบอกผมว่าคนไทยเวลาซื้อภาพมักเลือกรูปที่ไม่มีลายเซ็นต์ มีแต่ฝรั่งเท่านั้นที่ต้องการ ผมบอกให้เขาเซ็นต์ชื่อให้ผมด้วย ในระหว่างที่รอหมึกแห้ง ผมถามเขาว่าจบมาทางนี้หรือเปล่า เขาตอบว่าไม่ใช่ครับ ผมทำด้วยใจรัก เขาค่อยๆม้วนภาพของผมพร้อมกับสอดลงกล่องกระดาษแข็งแรงแบบที่ถือขึ้นเครื่องกลับต่างประเทศไปได้โดยภาพไม่เสีย เมื่อจะชำระเงินผมเพิ่งรู้ตัวว่าทิ้งกระเป๋าเงินไว้ในรถจึงต้องวิ่งฝ่าแถวให้บริการเลียออกไปที่รถ รับรูปเสร็จเรียบร้อยผมดูนาฬิกาเป็นเวลาเกือบสี่โมงครึ่งแล้ว ผมจะต้องรีบไปวัดจามเทวีอีกแห่งหนึ่งก่อนจะข้ามไปจังหวัดเชียงใหม่ เดินยิ้มกริ่มกับภาพที่ได้มาในราคาถูกมากมาถึงสิงห์คู่หน้าวัด ผมเห็นกองทัพคนยืนเข้าแถว ผมก็นึกถึงคนเขียนภาพ หนึ่งร้อยยี่สิบบาทมันน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำเสียอีกแล้วยังกลักกระดาษลูกฟูกอีก ทำเอาผมหันหลังเดินกลับไปที่แผงเขียนรูปอีกครั้งหนึ่งเพื่อถามว่ารูปหนึ่งใบใช้เวลาเขียนนานเท่าไร ผมคุยกับเขาอยู่พักใหญ่และผมควักเงินสามสิบบาทคืนเขาไป เขารับเงินคืนไปอย่างงงๆพร้อมกับรอยยิ้มและคำขอบคุณ สามสิบบาทในกรุงเทพซื้อได้เพียงข้าวแกงหนึ่งจาน น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้รับการปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของงานฝีมือ และปล่อยให้คนต่างชาติเลือกมาเมืองไทยเพราะต้องการมาซื้อของถูกลับไปขายในราคาแพง รูปเขียนที่ผมซื้อมาหากไปขายในต่างประเทศจะได้ราคาไม่น้อยกว่าหนึ่งพันบาท ราคาของมันไม่ได้อยู่ที่ค่าสี ค่าผ้า ค่าแปรง แต่มันอยู่ที่ฝีมือฝีแปรงที่เฉพาะตัว

จากวัดพระธาตุหริภุญชัยผมย้อนกลับไปที่โรงแรม วัดจามเทวีหรือวัดกู่กุดอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมพอดี วันนี้วัดจามเทวีเงียบเหงาผิดกับที่ๆผมจกมาลิบลับ มีโต๊ะเล็กของชาวบ้านมาตั้งขายดอกไม้ และเชิญชวนให้ซื้อนกเพื่อปล่อยทำบุญ ผมเข้าวัดจากประตูด้านข้าง ตำนานของการสร้างวัดจามเทวีเล่าสืบกันมาหลายอย่าง สายหนึ่งเล่าว่าพระนางจามเทวีให้ยิงธนูจากในเมืองออกมา ธนูตกที่ใดพระนางจะสร้างวัดที่นั่น อีกสายหนึ่งกล่าวว่าราชบุตรทั้งสองคือเจ้ามหันตยศและเจ้าอนันตยศ ให้สร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อบรรจุพระอัฐิของพระนางจามเทวี เจดีย์องค์นี้มีชื่อว่าสุวรรณจังโกฏิเจดีย์เพราะหุ้มทอง บ้างก็เรียกว่าเจดีย์กู่กุด เพราะเป็นกู่ที่บรรจุพระอัฐิ ซึ่งยอดกู่ได้กุดหักหายไป บ้างก็เรียกว่าเจดีย์มหาพล ชื่อมหาพลนี้มาจากตำนานการรบระหว่างขอมละโว้ที่ยกมาตีหริภุญชัยหลายครั้ง ครั้งที่สามในสมัยของพญาอาทิตยราชปรากฏว่าลำพูนเป็นฝ่ายชนะ บ้างก็กล่าวว่าเป็นการแข่งขันทางธรรมและฝ่ายลำพูนชนะ พญาอาทิตยราชจึงได้ให้ทหารทั้งฝ่ายละโว้และหริภุญชัยร่วมกันสร้างเจดีย์มหาพลขึ้นในปีพ.ศ. 1690

สิ่งที่เหลือเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่พอจะสืบค้นได้ในวัดคือเจดีย์กู่กุด และรัตนเจดีย์ในวัดเท่านั้น เจดีย์ทั้งสององค์นี้เป็นศิลปะทวารวดีแบบหริภุญชัยในศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งใกล้เคียงกับสมัยที่สร้างเจดีย์มหาพล อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการบุรณะใหญ่ในยุคนั้นก็ได้ ลักษณะของเจดีย์กู่กุดเป็นเจดีย์สร้างจากศิลาแลง สูง 21 เมตร เป็นทรงปิรามิดแบบขั้นบันได มี 5 ชั้นลดหลั่นกันไป ส่วนยอดหักหายไป รูปทรงที่เห็นในทุกวันนี้บุรณะใหม่หลังจากแผ่นดินไหวในปีพ.ศ. 1761 ในสมัยของพญาสววาธิสิทธิ เจดีย์ประดับด้วยซุ้มจรนำชั้นละ 3 ซุ้ม ภายในซุ้มมีพระพุทธรูปซุ้มละหนึ่งองค์ จึงประดับด้วยพระพุทธรูปด้านละ 15 องค์ รวมทั้งสิ้น 60 องค์ ซุ้มจรนำมีลักษณะเด่นที่เป็นโค้งวงกลม 3 วง ประดับด้วยฝักเพกา บนฝักเพกาปั้นลายเทวดา ส่วนพระพุทธรูปที่ประดับเป็นพระยืนปางประทานพร (ยกมือขวาข้างเดียว) ซึ่งเห็นรอยแก้ไขจากของเดิมที่เป็นปางประทานอภัย (ยกสองมือ) นักโบราณคดีเชื่อว่า เจดีย์กู่กุดเป็นต้นแบบของเจดีย์องค์อื่นๆ เช่น สุวรรณเจดีย์ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย นับเป็นแบบศิลปะทวารวดีในยุคสุดท้ายสกุลช่างหริภุญชัย

รัตนเจดีย์ซึ่งอยู่ภายในวัดจามเทวี เป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม สูง 11.5 เมตร สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 18 ในสมัยของพญาสรรพสิทธิ์ หรือ สววาธิสิทธิ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองลำพูน โดยรอบทั้งแปดทิศมีซุ้มจรนำประดับด้วยพระยืนปางประทานอภัยที่แขนหักหมดแล้ว เศียรพระหล่อด้วยดินเผาต่อกับองค์พระที่ก่ออิฐถือปูน ลักษณะเด่นของพักตร์คือ คิ้วต่อกันเป็นปีกกา ตาโตเหลือบต่ำ จมูกใหญ่ ปากกว้างและริมฝีปากหนา หน้าผากกว้าง หากมีศิลปะขอมมาปะปนจะมีพระพักตร์กว้าง กรามเหลี่ยม ลักษณะผ้านุ่งเห็นชายผ้าตกลงมาโค้งเป็นครึ่งวกลมที่หน้าตัก ศตวรรษที่ 17-18 นับเป็นยุคทองที่หริภุญชัยรุ่งเรืองที่สุดก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของเชียงใหม่




ซุ้มจรนำโค้งเป็นวงสามวงซ้อนกัน รอบซุ้มประดับด้วยฝักเพกาเป็นหมือนหนาม


เกือบเที่ยงแล้ว ผมใช้เวลาอย่างรีบเร่งเข้าไปในวิหารหลวงซึ่งสร้างใหม่โดยระครูบาศรีวิชัยเกจิดังแห่งล้านนา ภาพเขียนในวิหารเป็นภาพเขียนประวัติการสร้างเมืองลำพูนและลำปางโดยแบ่งเป็นห้องๆ ฝีมือเขียนภาพแบบถิ่นเหมือนฉากลิเก เสาประดับด้วยกระจกและลายทองงามตามแบบวัดชนบท เวลาที่ผมให้กับลำพูนในคราวนี้มีเพียงเท่านี้ ผมยังมีโปรแกรมอีกหลายแห่งแต่ผมสัญญากับตัวเองว่าคราวต่อไปผมจะอยู่เที่ยวลำพูนสองวันเต็มๆ ผมขับรถมุ่งหน้าไปจังหวัดเชียงใหม่เพื่อเขาสู่อำเภอสันป่าตอง ถนนพาลัดเลาะไปตามหมู่บ้านเป็นถนนสายเล็กๆ มีผู้คนมาตั้งถังสาดน้ำรถที่ขับไปมาต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ผมมีความหวังเล็กๆว่าวันนี้วัดหางดงอาจเปิดให้ผมเข้าไปข้างในวิหารได้ ผมลงทุนขับรถย้อนขึ้นไปอ.หางดง ผ่านตลาดเทศบาลไปตามถนนสายแคบๆ วัดเงียบสงบไร้ผู้คนเช่นเคย สุนัขที่เคยนอนอย่างเกียจคร้านละลุกมาเห่าไล่ผมหายไปแล้ว ประตูวิหารปิดสนิท หน้าวิหารมีเพียงทรายหนึ่งกองที่มีคนเอามาเทไว้รอตกแต่งลอมเป็นเจดีย์ทราย ผมออกจากวัดด้วยความผิดหวัง


ภายในวิหารวัดจามเทวี บุรณะใหม่โดยครูบาศรีวิชัย



ความผิดหวังทำให้ผมนึกออกว่ายังไม่มีข้าวเที่ยงตกถึงท้อง จริงๆแล้วสายตาของผมเริ่มสอดส่ายหาที่ฝากท้องตั้งแต่ผมออกมาจากลำพูน วันนี้ไม่มีร้านไหนขายอาหารเลย ร้านข้าวแกง ร้านก๋วยเตี๋ยวปิดรางดูเงียบเหงา ผมอยากกินข้าวซอยมาก ผมเห็นร้านหนึ่งที่ฝั่งตรงข้ามก่อนเข้าตลาดหางดงขึ้นป้ายว่าเป็นข้าวซอยปลา กำลังคิดอยู่ว่าอาจต้องกลับรถผมก็เห็นป้ายข้างทางฝั่งผมติดว่าข้าวซอยฟ้าฮ่าม อีก 300 เมตร ข้าวซอยฟ้าฮ่ามมีชื่อเสียงมานาน และมาเปิดสาขาที่หางดงให้ผมได้กินจริงๆหรือนี่ ข้าวซอยเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง คุณยายลำดวนได้ดัดแปลงก๋วยเตี๋ยวของไทยใหญ่ โดยนวดแป้งและใส่ขมิ้นลงไปในแป้งจนเหลืองละออ และใช้มีดซอยหั่นแผ่นแป้งเป็นเส้นซึ่งเป็นที่มาของคำว่าข้าวซอย ส่วนน้ำแกงก็ใส่กะทิและคิดสูตรเครื่องเทศให้ร้อนแรงเข้มข้น สูตรของคุณยายลำดวนสืบทอดมาถึงรุ่นหลาน และเป็นที่แพร่หลายไปทั่วในขณะนี้ และผมก็ได้กินข้าวซอยเนื้อจริงๆโดยไม่ฝันไป ผมทานด้วยความหิวโหย และเมื่อนึกขึ้นได้ผมก็เคี้ยวช้าลง เคี้ยวให้นานขึ้นเพื่อดูดซับเอาความเอร็ดอร่อยลิ้นให้ได้นานที่สุด



Labels:


Monday, June 16, 2008

 

ยีนส์ของผม



วันนี้ผมเปิดเรื่องใหม่อีกแล้ว เรื่องเที่ยวไว้เล่าต่อวันหลังครับ ผมมึนไปหลายวันเนื่องจากหวัด ผมเลยเอาเรื่องรสนิยมส่วนตัวมาเล่าแทรกไว้ก่อน คุยเรื่องที่สาระน้อยๆมันไม่ต้องใช้สติและปัญญาอะไร

ผมไม่ทราบว่าคนอื่นเขามียีนส์ตัวแรกกันตอนอายุกี่ปี วัยรุ่นในยุคบุปผาชน หรือพวก “5 ย” มียีนส์จนใส่กันทั้งนั้น ไม่เช่นนั้นก็เข้ากลุ่มไม่ได้ คือต้องครบทั้ง ผมยาว สะพายย่าม นุ่งกางเกงยีนส์ สวมรองเท้าแตะยาง แล้วก็ต้องสวมเสื้อผ้าไม่รีดคือให้ยับเข้าไว้ บังเอิญในช่วงบุปผาเบ่งบานผมยังเป็นเพียงเด็กนักเรียน ได้แต่มองคนนุ่งยีนส์ทำเท่ห์ แม่ผมไม่ได้มีเงินทองให้ผมใช้จ่ายได้ตามใจชอบ ประจวบกับการนุ่งยีนส์ในครอบครัวคนจีนที่เคร่งครัดเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ผมจึงไม่เคยมีกางเกงยีนส์ใส่เลยในช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย 8 ปี กางเกงยีนส์ตัวแรกในชีวิตของผมเป็นสีดำ ผมซื้อเมื่อผมทำงานแล้ว ตอนนั้นทำงานกับ DiaTech/PATH การมาเรียนหนังสือที่จุฬาฯ สังคมของที่นั่นและสถานที่ทำงานผมก็ไม่ไกลจากสยามสแควร์นัก ผมซื้อกางเกงยีนส์และเสื้อยีนส์ตัวที่สองจากร้านให้ศูนย์การค้า ยี่ห้อ Oxygene ผมจำไม่ได้ว่าเอากางเกงไปเก็บไว้ที่ไหน หวังแต่ว่ายังไม่ได้ให้ใครไป ส่วนเสื้อนั้นยังใช้มาจนทุกวันนี้เป็นเสื้อกันหนาว เสื้อยีนส์เย็บจากผ้าเดนิมอย่างหนา ไลนิ่งอย่างด้วยผ้าฝ้ายสีเทอร์คอยต์ ในสมัยนั้นลดราคาแล้วตัวละ 1,850 บาท เป็นยีนส์สองชิ้นที่ผมซื้อกับห้างด้วยราคาแพง หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยซื้อยีนส์จากร้านอีกเลย

ยีนส์รุ่นต่อมาที่ผมซื้อจะเป็นของที่ขายกันอยู่ที่ถนนสีลมกลางคืนและที่จตุจักร ของพวกนี้ไม่มียี่ห้อมักเป็นยีนส์ฟอก ในยุคแรกๆมีแต่ยีนส์ซิปเป็นส่วนใหญ๋ ต่อมาจึงเริ่มมียีนส์กระดุมเข้ามาขาย ผมจะซื้อราคาตัวละไม่เกิน 350 บาทเท่านั้น เวลาผมเลือกกางเกงยีนส์ ผมจะเลือกแบบพอดีตัว ผมไม่ใส่ยีนส์หลวมและยีนส์คับเพราะใส่ให้สวยยาก เมื่อต้องเรียนหนังสือต่อผมก็จำต้องหยุดซื้อไปหลายปี จนเมื่อกลับมาทำงานเต็มเวลาผมก็เริ่มสะสมยีนส์ใหม่

อายุที่มากขึ้น ผมพบว่ารสนิยมขจองผมเปลี่ยนไปเยอะมาก ปัจจุบันนี้ผมมีกางเกงยีนส์ที่ใส่ประจำประมาณ 10 ตัว ทั้งหมดเป็นผ้าเดนิม และมียีนส์ลูกฟูกอีก 4 ตัว กางเกงยีนส์ของผมก็ยังยึดราคาเหมือนเดิมคือไม่เกิน 400 บาท ผมจะเลือกแบบ low rise ถ้าเป็นซิปจะพอดีตัว แต่ถ้าเป็นกระดุมจะหลวมบวกอีกหนึ่งเบอร์ มีทั้งที่เป็นขาตรงและขาเดฟ ผมไม่ใส่ขาม้า ผมไม่ได้สะสมเพราะบ้ายี่ห้อ บ้ารุ่น บางคนบอกว่าต้องเลือกแต่ริมแดงบ้าง แบบโน้นแบบนี้บ้าง สนนราคาตัวละหลายพันบาท แต่สำหรับผมจะเลือกกางเกงที่ขึ้นลายสวย การขึ้นลายของกางเกงนั้นเกิดจากการสวมใส่ไปนานเข้า ผ้าที่แข็งจะพับตามรูปรอยของการนั่ง การงอเข่า ส่วนขอบฟ้าที่พับจะเสียดสีจนสีตกซีดกว่าผ้าส่วนอื่น เมื่อถึงยุคที่แฟชั่นนิยมลาย พวกพ่อค้าหัวใสก็เอาคลอรีนลากกัดผ้าให้เป็นรอยจางๆเหมือนกางเกงที่ผ่านการสวมใส่มานาน แบบนี้จะไม่สวยเป็นธรรมชาติ ป้ายหนังก็ไม่เยิน

ผมชอบไปเดินที่ตลาดนัดจตุจักร และที่ตะวันนาเพื่อดูกางเกงยีนส์ กลิ่นยาสูบก็หอมดี (ไม่รู้ว่าที่หอมๆนี่มีกัญชาปนหรือเปล่า) เขามีทั้งที่เป็นของใหม่และของใช้แล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมสะดุดตากับกางเกงยีนส์ใช้แล้ว เขาซักไว้สะอาดเอี่ยมเห็นรอยเปื่อยยุ่ย มันดูเท่ห์ถูกใจผมมากและผมซื้อมาเก็บไว้ตัวละ 350 บาท ผมใส่จนกระเป๋าทุกใบขาดทะลุเก็บอะไรไม่ได้และยังใส่มาจนทุกวันนี้ นับจากกางเกงยีนส์ตัวแรกที่เป็นของใช้แล้วเป็นเวลาหลายปีผมจึงซื้อมาอีกตัวหนึ่งเพราะเห็นเขาแขวนโชว์อยู่หน้าร้าน เดินผ่านไปมาหลายรอบกว่าจะตัดใจเอามาลอง ขนาดของใช้แล้วยัง 1,400 บาท




ตัวนี้เป็นตัวแรกที่เป็นของมือสอง



ผมสังเกตอย่างหนึ่งว่า กางเกงมือสองที่ผมซื้อมา เมื่อใส่ไประยะหนึ่งรอยพับมันจะค่อยๆหายไป เหลือแต่แนวขีดซีดๆและมันไม่สวยเหมือนกับที่ผมซื้อมาใหม่ๆเนื่องจากรอยพับต่างๆไม่มีอีก ผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เมื่อต้นปีนี้ผมไปเดินที่จตุจักรอีกครั้งหนึ่งเพื่อหากางเกงยีนส์ลายสวยๆและผมก็เจอตัวที่ถูกใจ เป็นสีน้ำตาลเข้ม แถมยังราคาสี่ร้อยบาทอยู่ในงบ ผมลองกางเกงพร้อมกับนึกว่าเจ้าของเดิมเป็นโรคอะไรหรือเปล่า คนขายบอกผมว่าให้ซักน้ำเปล่าแล้วมันจะคงรูปและลายไว้ คำว่าคงรูปคือเป็นรอยยับตามรอยนั่ง ผมจัดแจงเอากลับมาแช่เดทตอลและซักน้ำอย่างเดียว ลวดลายทุกอย่างคงอยู่เหมือนเดิม เคล็ดลับอีกอย่างที่คนขายบอกผมคืออย่าซักบ่อย ผมก็เชื่อง่ายคือไม่ซักเลยสองเดือน จนเมื่อผมกลับมาจากสงกรานต์เห็นว่ามันเปื้อนฝุ่นมาก ผมซักด้วยไวด์ไฮเตอร์ (ผงซักฟอก, ไฮเอตร์, เอนไซม์ย่อยโปรตีน) กางเกงผมสีตกจนแทบไม่เห็นรอยซีดๆ รูปทรงหายหมดแม้ว่าผมจะไม่ซักมันอีกเลยเป็นเดือน

เมื่อผมได้โอกาส ผมคุยกับคนขายกางเกงเก่าหลายคนเพื่อหาข้อมูล ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวเลยว่า กางเกงยีนส์ที่โดนน้ำ ผ้าเสียและไม่มีราคา ผมบ่นว่าผมหยะแหยงหากผมไม่ได้ซักก่อน เขาแนะนำให้ผมซื้อตัวใหม่ พี่จะได้ไม่หยะแหยงรอยของคนอื่น ห้ามซัก ห้ามโดนน้ำในทุกกรณี ให้กลับออกผึ่งลมผึ่งแดด คงไม่มีอะไรดีกว่าการซื้อตัวใหม่มาลอง ผมลองถามหลายคนที่เล่นลายกางเกงว่าเขาทำยังไง บางคนจะพยายามทำให้ผ้านุ่มและมีรอยยับด้วยการเหยียบย่ำบ้าง บางคนบอกผมว่าผ้าจะสวยถ้าแข็ง เพราะรอยหักพับจะชัดกว่า ให้เอาเทียนฝนแล้วรีดทับด้วยเตารีด พอใส่ไปหลายๆครั้งแล้วค่อยซักด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่ม ก็ว่ากันไปแล้วแต่ว่าสูตรใครสูตรมัน
เวลาผ่านไปสองเดือน ผมใส่กางเกงยีนส์ไปทำงานสัปดาห์ละ 3 วัน ที่ทำงานผมไม่มีใครรู้ดอกว่ามันไม่ได้ซักมาสองเดือนแล้ว กลิ่นมันยังไม่ออก เพื่อนๆผมก็ไม่มีใครรู้ว่าผมกำลังเล่นพิเรนทร์อะไร มีแต่คนในเนตนี่แหละที่รู้ว่าผมไม่ซักกางเกง ตอนนี้เห็นรอยซีดปรากฏที่ขอบตามรอยพับแล้ว หวังว่าสักวันมันจะขึ้นลายสวย นี่แหละครับ รสนิยมผม ดูหน้าไม่รู้ใจใช่ไม๊





คงรอยคงรูปอย่างนี้ซิถึงเรียกว่า "ไว้ลาย"



มีกางเกงอีกตัวหนึ่งที่เป็นตัวโปรดของผมเช่นกันตัวนี้เพื่อนให้มา เขาใส่จนผ้ามันนุ่มแล้ว เจ้าของตัดใจให้มาเพราะอ้วนจนใส่ไม่ได้ มันขาดเป็นบั้งเห็นด้ายเป็นเส้นๆตั้งแต่ต้นขาลงไปถึงหัวเข่า เอานิ้วแหย่ได้ เวลาอยู่ในห้องแอร์จะเย็นที่หน้าขาวาบๆ ใครอยากเห็นก็ลองไปเดินที่จตุจักรดู อาจเห็นผมเดินเตร็ดเตร่โชว์ขาอ่อนอยู่แถวนั้นก็ได้





Labels:


Wednesday, June 11, 2008

 

ได้กลับไปเยือนล้านนาอีก



ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์2008 น้องในกลุ่มมิตรภาพมาชวนผมขึ้นเหนือเพื่อไปค่ายไหปลาร้า ผมถามว่าจะไปแห่งใด เขาบอกว่าเชียงแสน ผมอยากรู้ว่าไปทำอะไรที่นั่น เมื่อได้คำตอบแล้วผมไม่อยากไปเท่าใดนัก อย่างไรก็ตามผมได้รับแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแผนจะไปหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่สบเมย โดยรถที่โบสถ์จะออกเดินทางวันอาทิตย์ที่ 13 ในช่วงบ่าย และเราจะทำงานกันวันที่ 14-15 และเดินทางกลับวันที่ 16 ผมจัดการวางตารางการเดินทางเพื่อหลีกหนีรถติดคือออกจากกรุงเทพก่อนและกลับหลังช่วงที่ผู้คนเดินทาง ผมจัดการลาหยุดพักผ่อนสงกรานต์ตั้งแต่ 11-17 เมษายน พร้อมกับวางแผนการเดินทางในแต่ละวัน หาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่พัก ทั้งหมดเรียบร้อยก่อนผมจะออกเดินทางหนึ่งสัปดาห์ เว้นแต่ที่พักซึ่งไม่ได้จองเพราะทางโรงแรมบอกว่ามีแน่ๆ

แผนการเดินทางของผมคือ มุ่งหน้าสู่ลำปางเพื่อไปเที่ยวแถวเกาะคา คืนแรกผมจะนอนที่ลำพูนเพื่อที่ผมจะเที่ยวลำพูนในวันเสาร์ ส่วนในตอนบ่ายผมจะขับรถจากลำพูนเข้าเชียงใหม่ที่สันป่าตองเพื่อไปซื้อเครื่องไม้แกะสลักและแวะเที่ยวที่จอมทองก่อนจะข้ามดอยอินทนนท์ไปอำเภอแม่แจ่ม วันอาทิตย์ผมเที่ยวในแม่แจ่ม และแวะไปวัดสี่แห่งคือวัดกองกาน วัดพุทธเอ้น วัดยางหลวงและวัดป่าแดด และจะเดินทางไปแม่สะเรียงในตอนเย็น ผมกะว่าจะไปถึงสบเมยในราวสองทุ่มเพื่อร่วมค่ายไหปลาร้าสองวัน ในวันพุธผมจะขับรถเลียบชายแดนลงไปแม่สอดเพื่อเที่ยวที่นั่นและค้างหนึ่งคืน วันพฤหัสบดีเป็นวันเดินทางกลับบ้านโดยผมจะแวะทานข้าวเที่ยงกับครูของผมที่จังหวัดตาก การเดินทางวงรอบใหญ่นี้ทำให้ผมขับรถทางเดียว ได้เที่ยวในเส้นทางที่ไม่เคยผ่านมาก่อนตามถนนสายแม่แจ่ม-ฮอด-แม่สะเรียง และสายเลียบชายแดนสบเมย-แม่สอด-ตาก ผมเตรียมเตนท์พักแรม เครื่องครัว เครื่องกระป๋องเอาติดรถไปด้วยเผื่อว่าผมอาจต้องนอนค้างที่ดอยอินทนนท์ หรืออาจเป็นที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้แม่แจ่ม จะได้ทำอะไรทานเองได้ในตอนค่ำและเช้าๆ ผมทราบมาว่าบนดอยที่นั่นไม่มีน้ำไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่ที่พักของเรามีครบทุกอย่าง ทำให้ผมหยิบของที่ไม่จำเป็นออกอีกหลายอย่าง เช่นกระป๋องแกสเหลือกระป๋องเดียวพอให้ผมต้มน้ำ ตะเกียงน้ำมัน สายต่อไฟ และถ่านไฟฉาย ผมนำรถไปตรวจสภาพ เตรียมกล้องถ่ายรูปสองตัว แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจนำแต่กล้องดิจิตัลไปทิ้งกล้องฟิล์มไว้ที่บ้าน ผมมีขาตั้งกล้องขนาดใหญ่หนึ่งอันติดไปด้วยไว้สำหรับงานและเอาไว้เป็นอาวุธเพราะมันเป็นท่อนเหล็กล้วนๆหนักร่วม 4 กิโลกรัม ผมนำกระติกใส่น้ำแข็งไปหนึ่งใบ กล่องโฟมใหญ่หนึ่งใบไว้ในรถสำหรับเก็บของที่เสียหายเพราะจอดรถไว้กลางแดด เช่น กล้อง กระป๋องแกสหุงต้ม น้ำหอม (ไปเที่ยวยังห่วงตัวไม่หอม) นอกจากเตาแกสผมนึกอย่างไรก็ไม่รู้เอากระติกไฟฟ้าไปด้วยอีกหนึ่งใบ ในรถผมมีแต่ของอำนวยความสดวก ผมมีภาระกระเป๋าเสื้อผ้าหนึ่งใบ เสื้อผ้าตามวันและเผื่อไว้อีกสองชุดหากโดนสาดน้ำ รองเท้าสองคู่และแตะฟองน้ำอีกหนึ่งคู่ และกระเป๋าอาหารหนึ่งใบ (กระติกน้ำร้อน, ชา, กาแฟ, ขนม, ถั่วกระป๋องฯลฯ)

ผมเอาสมบัติที่เตรียมไว้ทยอยลงมาไว้ที่ชั้นล่างจนเกะกะทางเดินและพบว่ามันมากเกินกว่าที่จะเอาไปได้จึงได้เริ่มหยิบออกเอาแต่ที่จำเป็น คืนนั้นผมนำของขึ้นรถจนเวลาล่วงเลยเข้าตีสองทำเอาเช้าวันรุ่งขึ้นที่คิดว่าจะออกเดินทางแต่เช้าต้องเลื่อนออกไป ผมนอนเต็มอิ่มจนเกือบเก้าโมงเช้า อาบน้ำแต่งตัวเสร็จลงมาทานอาหารเช้าและโบกมือลาแม่เพื่อออกเดินทาง โทรศัพท์ไปหาเพื่อนเพื่อถามสถานการณ์ในตอนเช้าได้ความว่าเส้นทางสายเอเชียโล่งตลอดทาง เพื่อนผมเพิ่งจะเข้าสู่ทางเลี่ยงเมืองที่นครสวรรค์ เป็นอันว่าผมจะใช้สายเอเชียเพื่อขึ้นสู่เมืองเหนือ ผมขับรถอย่างสบายๆไม่เร่งร้อน ถนนหนทางโล่งอย่างน่าประหลาดตลอดทาง ท้องผมเริ่มร้องตั้งแต่เข้าเขตอินทร์บุรี (อำเภอสุดท้ายของสิงห์บุรีก่อนถึงอุทัยธานี) แต่ผมไม่เห็นร้านที่นึกอยาก ความเรื่องมากทำเอากว่าผมจะได้กินข้าวเที่ยงก็เข้าเขตจงหวัดกำแพงเพชร ถึงตอนนั้นไม่เลือกแล้วอะไรก็ได้ ผมสั่งต้มเลือดหมูในร้านอาหารของปั๊มน้ำมันบางจากซึ่งแต่แรกคิดว่าจะไม่กินข้าวในใจปั๊มน้ำมัน พอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน แต่จำใจขับรถต่อพร้อมกับในสมองก็นึกถึงวัดพระธาตุลำปางหลวง วัดปงยางคกที่เกาะคาที่ผมอยากไปแวะ และผมก็อยากแวะเอาท์เลทของอินทราเซรามิกส์ด้วยเพื่อซื้อของประดับบางอย่างไว้ฝากแม่และฝากเพื่อน ผมคงฝันมากไปแล้วเมื่อเหลือบดูนาฬิกาที่หน้าปัดรถเป็นเวลาบ่ายสามโมงครึ่งแล้วแต่ผมเพิ่งจะถึงเมืองตาก ระยะทางกว่าที่ผมจะถึงเกาะคาก็เกือบ 150 กิโลเมตร ผมคงไปถึงห้าโมงเศษ ถึงตอนนั้นวัดพระธาตุลำปางหลวงปิดประตูไปแล้ว ส่วนโรงงานเซรามิกส์ปิดหกโมงเย็น นี่แหละผลของการโอ้เอ้ออกจากบ้านช้าทำให้ผมไม่ได้เที่ยวอะไรเลย

จากเมืองตากผมจะต้องผ่านแม่พริก เถิน สบปราบ และเกาะคาก่อนจะเข้าเมือง ผมนึกถึงคุณทวีซึ่งมาตั้งรกรากอยู่ที่เถิน ครอบครัวเราคุ้นเคยกันอย่างดีมาหลายสิบกว่าปีตั้งแต่เราเป็นสมาชิกที่โบสถ์แถวสุรวงศ์ คุณทวีอพยพมาอยู่ที่เถินห้าหกปีแล้ว ผมกดโทรศัพท์เข้าไปหาทันที ปรากฏว่าคุณทวีอยู่บ้านพอดี ผมแวะเข้าไปที่เถินเพื่อเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือมีบ้านใหม่เกิดขึ้นอีกหลังหนึ่งในบริเวณนั้น คุณนิเวศน์ได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย เราไม่ได้เจอกันร่วมสิบปี วงสนทนาเป็นเรื่องเก่าๆ เรื่องการดำเนินชีวิต เรื่องของเด็กๆที่โตขึ้น ผมนั่งคุยอยู่จนฟ้าจะมืด ก่อนลาจากกันเราอธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกันด้วยใจร้อนรน ผมนำขนมและเครื่องกระป๋องที่มีอยู่ออกมาเป็นของฝากเพราะไม่คาดว่าจะแวะที่เถินและคิดว่าค่อยไปหาซื้อเอาใหม่ข้างหน้า ผมไม่ได้ขับรถออกมาทางสายเอเชียเช่นเดิม แต่ไปตามทางชนบท เลี้ยวผิดเลี้ยวถูกเพื่อออกไปสายเอเชียที่สบปราบซึ่งย่นระยะทางไปเกือบ 10 กิโลเมตร เมื่อผมมาถึงลำปางฟ้าก็มืดสนิท ผมโทรศัพท์ไปที่โรงแรมศุภมิตร ที่ลำพูนเพื่อแจ้งว่าผมจะเข้าที่พักดึกประมาณสามทุ่มครึ่ง ร้านรวงในเมืองไก่เริ่มปิดกันแล้ว พนักงานต่างออกมาตั้งซุ้มหน้าบ้าน ประดับด้วยใบมะพร้าวและต้นอ้อยเพื่อเตรียมงานปี๋ใหม่เมืองทำเอารถติดในถนนหน้าตลาดเทศบาล ผมขับรถหลงไปหลงมาอย่างไม่คุ้นทางเพื่อหาทางไปให้ถึงหอนาฬิกา อยากไปเดินแถวกาดกองต้าและหาอาหารเย็นจากแผงอาหารชาวบ้านข้างทางแถวนั้น หาที่จอดรถได้ผมลงไปเดิน แต่กาดกองต้าวันนี้กลับเงียบเหงา ผมไม่แน่ใจว่าไม่มีตลาดนัดในวันศุกร์หรือเขาย้ายทำเลกันแล้ว เพราะถนนสายที่ขนานกับถนนเลียบแม่น้ำวังมีผับผุดขึ้นมาจนผิดหูผิดตา ผมผ่านขึ้นไปถึง Spark café ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำวัง ฝั่งตรงข้ามคาเฟ่เป็นตึกแถว มีร้านเรียงกันสามร้านเป็นร้านกาแฟ ร้านขายเครื่องดนตรีและร้านมอเตอร์ไซค์ ซึ่งผมล้วนแต่คุ้นตา จะเป็นร้านของใครไปไม่ได้นอกจากร้านของคุณ(ชื่อ)นายคุณต้อม จะแวะไปทักทายก็ไม่รู้จักกันแถมคนไหนก็ไม่รู้ ในร้านมีตั้งหลายคนเดี๋ยวเขาจะหาว่าไปตีสนิทขอกาแฟกิน ข้างๆตึกแถวดังกล่าวเป็นบ้านไม้ มีคนนั่งกันเต็มลาน เขาขายข้าวต้มกับ ท้องไส้ที่กิ่วเป็นกำลังบอกผมว่าร้านนี้แหละคนเยอะดีแปลว่าต้องอร่อยแน่เลย ผมสั่งผัดผักบุ้ง และมะระผัดไข่เป็นกับข้าว เมื่อเขานำข้าวต้มมาส่งผมหยิบไว้หนึ่งถ้วย พนักงานถามว่าถ้วยเดียวหรือคะ ผมคิดในใจว่าพอแล้ว ข้าวต้มหมดถ้วยไปแล้วแต่กับข้าวเหลือเต็มจนผมต้องสั่งข้าวต้มมาอีกถ้วยหนึ่ง เสียงจากโต๊ะข้างๆเรียกเก็บเงิน ผมเหลือบตาดูเห็นเป็นชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่ง กับข้าว 4-5 จาน เหลือมากมายและเขี่ยจนกระจายไปทั้งจาน ร้านคิดเงิน 120 บาท ค่าอาหารมื้อนั้นของผม 35 บาท เป็นค่ากับข้าวจานละ 15 บาท และข้าวต้มชามละ 10 สลึง ผมอิ่มกำลังดี

ออกจากลำปางมุ่งหน้าไปตามถนนสายลำปาง-เชียงใหม่ ข้ามแม่น้ำวัง ทางซ้ายมือมีห้องแถวเรียงรายหลายห้องอยู่ในทางคู่ขนาน ป่านนี้เจ้าของบ้านประตูสีไข่ไก่คงไปโอ้ลัลลาอยู่ที่เมืองลาวเรียบร้อยแล้ว ตัวเมืองลำพูนยังคึกคักด้วยใกล้วันปีใหม่เมืองเต็มที มีงานออกร้านที่คูเมืองฝั่งประตูช้างสี เห็นแล้วผมอยากลงไปเดินแต่รู้สึกเหนื่อยและรู้ว่าพรุ่งนี้ผมมีตารางการเดินทางที่ค่อนข้างแน่น ได้แต่ตัดใจขับรถไปยังโรงแรมที่พัก โรงแรมนี้เป็นเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ ข้างใต้เป็นที่จอดรถ มีรถจอดอยู่เต็ม สภาพค่อนข้างสกปรกและมีคราบน้ำรั่ว ท่อแตก ห้องของผมอยู่ชั้นสี่ ผมเห็นสภาพห้องแล้วอยากย้ายที่พัก ผมไม่ใช่คนเรื่องมากกินนอนยาก (จริงๆนะ) แต่สภาพตู้ โต๊ะไม้อัดหมดอายุ เขานำเอาเตียง 3.5 ฟุตสองเตียงมาต่อกัน แต่เอาฟูก 6 ฟุตมาวาง ทำให้มีช่องว่างเหลือที่ด้านหนึ่งมองลงไปผมเห็นหยากไย่ และในที่สุดผมก็เห็นแมลงสาปตัวโตออกมาเดินป้วนเปี้ยน จะย้ายโรงแรมก็ดึกมากแล้ว แถมโรงแรมอีกแห่งหนึ่งผมจดมาแต่เบอร์โทรศัพท์ ลืมจดที่ตั้งมาด้วย ตัดใจว่านอนคืนเดียวเอง คืนนั้นผมอาบน้ำเย็น ดูแล้วดูอีกผมไม่แน่ใจว่าหม้อน้ำร้อนเขาเดินสายดินเพราะผมมองไม่เห็นสายดิน กว่าผมจะนอนได้ก็ยุ่งยากเอาเรื่อง ผมพบว่ากระป๋องนมข้นหวานที่เจาะเอาไว้ล้มอยู่ในกระเป๋า

เช้าแล้ว ออกไปยืนที่ระเบียงห้อง ผมมองเห็นทุ่งนาสลับกับบ้าน ตรงข้ามโรงแรมคือวัดจามเทวี ข้างๆโรงแรมเป็นที่รับซื้อของเก่าและมีเล้าไก่ชน ผมรีบอาบน้ำแต่งตัวเก็บของและเช็คเอาท์ ได้ขนมปังไส้ถั่วหนึ่งชิ้นมาทานกับกาแฟเป็นอาหารเช้าเท่านั้น ผมเคยมาลำพูนแล้วสองครั้ง ครั้งแรกมากับพี่สาวเมื่อประมาณสามสิบปีที่แล้ว และอีกครั้งหนึ่งมากันทั้งบ้านห้าหกปีก่อน ผมแวะมาลำพูนครั้งนี้เพราะสองครั้งก่อนเก็บภาพด้วยกล้องฟิล์ม มาหนนี้ง่ายๆคืออยากมีภาพดิจิตัล ผมตรงไปวัดพระธาตุหริภุญไชยก่อนแบบงงๆ แม้ว่าผมจะเคยมาแล้วถึงสองครั้งแต่ผมกลับไม่มีความจำอะไรหลงเหลืออยู่เลย

Labels:


Monday, June 09, 2008

 

กำเนิดเมืองลำพูน

เมืองลำพูนมีชื่อเดิมว่า “หริภุญไชย” (หริ = สมอ, ภุญไชย = ฉัน) เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในล้านนา นับอายุได้ 1347 ปี บ้างก็ว่า 1240 ปี ตำนานการสร้างเมืองหริภุญไชยมีบันทึกไว้จากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งอ้างอิงปีต่างกัน ได้แก่ จามเทวีวงศ์ ตำนานมูลศาสนา และมูลศาสนาสำนวนล้านนา, มุขปาฐะ ซึ่งเป็นสำนวนพื้นบ้าน ผมขอเล่าตำนานเมืองแบบสไตล์ของผมใหม่ดังนี้

มีเด็กหญิงบุตรีคหบดีผู้หนึ่งนามว่า อินตา ชาวเมงคบุตร ในเขตอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน ถือกำเนิดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง (พ.ศ. 1176) ในสมัยเดียวกันนั้น มีฤาษีสองพี่น้องคือวาสุเทพฤาษี (หรือสุเทวฤาษี) และสุกกทันตฤาษี (หรือฤษีสุกันตะ) สุเทวฤาษีพำนักอยู่ที่ดอยสุเทพ ส่วนสุกกทันตฤาษีอยู่ที่เมืองละโว้ ท่านสุเทวฤษีได้กุมารีนี้เป็นบุตรีบุญธรรม จึงได้ผูกดวงชะตาและทราบว่าจะได้เป็นใหญ่ในภายภาคหน้า จึงได้แต่งหนังสือส่งกุมารีไปราชสำนักกรุงละโว้(หรือลวปุระ)เมื่ออายุ 13 ปี การเดินทางสมัยนั้นล่องไปตามแม่น้ำปิง และมาหมุนวนอยู่ที่ท่าหน้าวัดชัยมงคล พระเจ้าจักวัติแห่งกรุงลวปุระจึงให้ทหารชักแพขึ้นแต่ไม่สำเร็จ พระองค์จึงได้ยุดเชือกชักแพไว้เองและรับเอากุมารีไว้เป็นพระธิดาแห่งกรุงลวปุระเฉลิมพระนามว่า เจ้าหญิงจามเทวีศรีสุริยวงศ์บรมขัตติยนารีรัตนกัญญาลวปุรีราเมศวร และได้จัดพระพี่เลี้ยงเป็นครูสอนศิลปวิทยาการแขนงต่างๆให้

เมื่อเจ้าหญิงจามเทวีเจริญพระชนม์ 20 ปี กิตติศัพท์ความงามของพระนางก็ลือเลื่อง พระเจ้าจักวัติจึงได้หมั้นหมายเจ้าหญิงจามเทวีกับเจ้าชายรามราชแห่งนครรามบุรีซึ่งเป็นพระญาติ ในปีนั้นเองพระเจ้าโกสัมพีก็ได้แต่งราชทูตพร้อมบรรณาการมาขอเจ้าหญิงจามเทวีไปเป็นพระชายา แต่พระเจ้าจักวัติได้ตอบไปตามความจริงว่าเจ้าหญิงจามเทวีได้หมั้นหมายแล้ว เมื่อได้ทราบความดังนั้นพระเจ้าโกสัมพีและพระราชาแห่งกลิงรัฐจึงได้ยกทัพมาประชิตกรุงละโว้ในปลายปี 1196 โดยยกเข้าตีรามบุรีก่อน เจ้าหญิงจามเทวีขอนำทัพจากละโว้เข้าช่วยรามบุรีทำศึก ทัพหน้าเป็นชาย 2000 นาย หญิง 500 นาง ยกไพร่พลออกจากเมืองละโว้ เจ้าหญิงจามเทวีได้ท้าเจ้าชายแห่งโกสัมพีมาประดาบและทรงได้ชัยชนะ เจ้าชายทรงอับอายและปลงพระชนม์พระองค์เองในสนามรบ กองทัพโกสัมพีก็แตกพ่ายเสียขวัญ เมื่อเสร็จศึกเจ้าหญิงจามเทวีให้สร้างวัดขึ้นและเปลี่ยนชื่อสุวรรณบรรพตเสียใหม่ว่า “วังเจ้า” เพราะมีกษัตริย์และเจ้านายที่สิ้นพระชนม์ในสงครามที่นี่มากมาย พระนางอภิเษกสมรสกับเจ้าชายรามราชบุรีในปี 1198

อีกตำนานหนึ่งกล่าวถึงการเริ่มต้นเมืองหริภุญไชยไว้ดังนี้ว่า ในดินแดนภาคเหนือมีเมืองหนึ่งชื่อ มิคสังคร (น่าจะใกล้เคียงกับ เมงคะ) เมืองมิงคสังครนี้สุเทวฤาษีได้สร้างขึ้นไว้ให้โอรสธิดาของท่าน สุเทวฤาษีนี้เดิมพำนักอยู่ที่ดอยสุเทพ วันหนึ่งนางเนื้อ (เนื้อทราย) เกิดดื่มกินน้ำมูตร (อสุจิ) ของท่าน และมีโอรสธิดาที่กำเนิดในรอยเท้าสัตว์อีก 3 ชนิด คือ ช้าง แรด และโคลาน (วัว) อย่าถามผมนะครับว่าเด็กเกิดได้อย่างไร เพราะผมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรให้เป็นวิทยาศาสตร์ เมืองมิคสังครนี้ต่อมายกให้ กุนรฤษีปกครอง โดยมีมิคุปปัตติซึ่งเป็นน้องสาวเป็นชายา ทั้งสองมีโอรส 3 องค์ คือ กุนริกนาส (กุนรสิคนาส) กุนริกทังษะ และ กุนริกโรส และธิดา 1 องค์ ชื่อปทุมาเทวี เมื่อกุนรฤษีสวรรคต จึงได้อัญเชิญให้กุนริกนาสขึ้นเป็นกษัตริย์ สุเทวฤาษีได้เนรมิตเมืองใหม่ชื่อรมยนครให้ปกครอง กาลเวลาผ่านไปเมืองรมยนครก็ล่มสลายเพราะภัยพิบัติ เทพยาดาไม่พอใจเพราะเจ้านครปราศจากทศพิธราชธรรม เจ้าแผ่นดินตัดสินให้แม่ที่ถูกลูกตบตีกลับต้องโทษถูกขับออกจากเมือง เกิดน้ำท่วม ที่ตั้งเมืองรมยนครนั้นมีชื่อในภายหลังว่าหนองมอญ ภายหลังเหตุการณ์ สุเทวฤาษีได้เชิญฤาษีพี่น้อง ประกอบด้วย สุกกทันตฤาษีที่ละโว้ สุพรหมฤาษีที่สุภบรรพต และท่านอื่นๆมาช่วยกันสร้างเมือง โดยใช้หอยสังข์มาเป็นแบบขีดคูเมืองตามสัณฐานของเปลือกหอย เมืองลำพูนจึงมีภาพทางอากาศเช่นหอยสังข์มาจนทุกวันนี้ เมืองที่สร้างใหม่มีส่วนของเนินดินพูนสูงกว่าที่อื่นจึงมีชื่อเรียกต่อมาว่าลำพูน เมื่อสร้างเมือง ประตูกำแพงหอรบสำเร็จเรียบร้อยฤาษีสองพี่น้องจึงได้เห็นชอบให้ขอพระนางจามเทวี ราชธิดาเมืองละโว้มาเป็นปฐมกษัตริย์ของเมือง

สุเทวฤาษีจึงได้แต่งตั้งนายควิยะให้เป็นทูตพร้อมเครื่องบรรณาการและออกเดินทางไปเมืองละโว้พร้อมกับสุกกทันตฤาษี ผลของการเจรจานั้นพระเจ้ากรุงละโว้ไม่ขัดข้อง ส่วนเจ้ารามราชนั้นยกขึ้นเป็นอุปราชเมืองละโว้และทรงหาหญิงอื่นมาอภิเษกให้ บางตำนานก็กล่าวว่าเจ้ารามราชได้ตัดสินใจออกบวช และพระนางจามเทวีระลึกถึงพระคุณของสุเทวฤาษีที่ได้ชุบเลี้ยงมาแต่เก่าก่อน เมื่อพระนางจามเทวีออกเดินทางนั้น พระนางตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน พระเจ้าจักวัติได้พระราชทานพระราชทรัพย์ ข้าราชบริพาร พระสงฆ์ พราหมณ์ และผู้เชี่ยวชาญศิลปวิทยาการต่างๆเพื่อไปสร้างบ้านแปงเมือง ได้แก่ พระมหาเถระ หมู่ปะขาว บัณฑิต ช่างแกะสลัก ช่างแก้วแหวน พ่อเลี้ยง แม่เลี้ยง โหรา หมอยา ช่างเงิน ช่างทอง ช่างเหล็ก ช่างเขียน ช่างโยธา อย่างละ 500 คน ตามตำนานเล่าว่าทรงล่องขึ้นไปทางลำน้ำปิงพร้อมกับพระแก้วขาว (พระเสตังคมณี ที่วัดเชียงมั่น เชียงใหม่) กับพระรอดหลวง (วัดมหาวัน ลำพูน) กินระยะเวลานานถึง 7 เดือน เสด็จขึ้นครองราชย์ในวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย (พ.ศ. 1202) เมื่อพระชนมายุได้ 26 พรรษา

เมื่อขึ้นครองราชย์ได้ 7 วัน ก็ประสูติพระโอรสฝาแฝด พระราชทานนามว่า พระมหันตยศ และ พระอนันตยศ พระนางปกครองเมืองหริภุญไชยด้วยทศพิธราชธรรม พระนางอภิเษกพระมหันตยศขึ้นเป็นกษัตริย์เมื่อพระชนมายุ 7 พรรษา ในบางตำนานก็เล่าว่าทรงสละราชสมบัติในปี 1231 เมื่อพระชนมายุได้ 55 พรรษา และได้ทรงสร้างเมืองเขลางค์นคร (ลำปาง) ให้แก่พระอนันตยศ พระนางสวรรคตเมื่อพระชนมายุได้ 92 พรรษา ในบางแห่งกล่าวถึงกำเนิดเมืองว่า สุเทวฤาษีได้สร้างเมืองหริภุญไชยและอัญเชิญพระนางจามเทวีขึ้นมาปกครองในปีพ.ศ. 1311-1318 รวมเป็นเวลา 7 ปี อาณาจักรหริภญไชยรุ่งเรืองจนพระยาเม็งรายได้ลงมารุกรานและสถาปนาอาณาจักรล้านนาในปี 1839

ผมเล่ากำเนิดเมืองหริภุญไชยมาย่อๆพอสนุกๆ เรื่องวันนี้มีที่มาจากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งก็เรียกชื่อผิดเพี้ยนกันไป แหล่งไหนยึดตำราเล่มไหนในตอนไหนก็ไม่มีรายละเอียด เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตำนานนั้นเป็นเรื่องเล่ากันต่อๆมา บางเรื่องไม่มีหลักฐาน บางเรื่องก็คลาดเคลื่อน เวลาที่คลาดเคลื่อนกันถึง ดังนั้นให้ถือว่าตำนานก็คือตำนาน อย่าเหมาเอาว่าเป็นเรื่องจริง เรื่องต่างๆเหล่านี้ต้องการพิสูจน์ทางโบราณคดี เมืองต่างๆที่เอ่ยมานั้นบางแห่งไม่มีเค้าเหลืออยู่ แต่หลายชื่อทำให้ผมสะดุดว่าจะพ้องกับสถานที่หลายแห่ง เช่น อ.โกสัมพี กิ่งอำเภอวังเจ้า เป็นต้น ที่นำมาเล่าไว้ก่อนเพราะอีกสองสามวันผมจะพาไปเที่ยวลำพูน จะได้พอมีเค้าโครงอะไรบางอย่างไว้ในใจ ส่วนการสร้างเขลางค์นครนั้นคงต้องไว้เล่าในโอกาสต่อๆไป

ที่มา:
http://www.napho.org/knowledge/thi/thi24.htm
http://blog.eduzones.com/tambralinga/3774

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?