One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Wednesday, May 14, 2008

 

เตี้ยลง เตี้ยลง สาละวันเตี้ยลง

ผมคุยกับไอ้ลูกรักแล้วบางทีก็เหนื่อยใจนะ มันก็น่ารักอยู่บ้าง เรียบร้อย สุภาพ ใจเย็น ผลการเรียนเยี่ยม ความเชื่อมั่นคง รักพระเจ้า แต่ก็ทำให้ผมหงุดหงิดได้เสมอ เวลาผมถามจะเล่าอะไรได้ไม่เคยจบประโยค เด็กเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้กันคือพูดเป็นคำๆ ไม่สามารถเรียบเรียงเป็นประโยค เขาไม่สามารถเล่าเรื่องให้ผมฟังได้ อยากรู้อะไรต้องซักแบบประโยคต่อประโยค (ส่วนพวกที่พูดเก่งเล่าได้เป็นฉากๆก็จะเล่าแต่น้ำโดยไม่มีเนื้อ ฟังตั้งนานก็ยังจับประเด็นไม่ได้) ที่ผมโมโหคือซักแล้วได้คำตอบว่าไม่รู้ ยิ่งเราก็ซักแบบโอโม่ยิ่งตอบอะไรไม่ได้ เราไม่ได้เจอหน้ากันเดือนนึง
“ไปออกค่ายที่ไหนมา”
“ดอยมูเซอร์กีครับ” ก่อนไปค่ายหนึ่งวันผมถามว่าไปออกค่ายที่ไหน ตอบผมไม่ได้ เพราะจำชื่อดอยไม่ได้ รู้แต่เป็นหมู่บ้านมูเซอร์
“อยู่ที่ไหน เชียงใหม่เหรอ”
“ไม่รู้เหมือนกัน คิดว่าแม่ฮ่องสอนครับ”
“จากเชียงใหม่ขึ้นไปทางไหนล่ะ แม่แตงเหรอ”
“ไม่ทราบเหมือนกันครับ รู้แต่นั่งรถนานมาก ครับ เลยปายไปอีก แม่ฮ่องสอนมั๊ง เห็นว่ามีป้ายบอกทางเลี้ยวไปปาย อีกป้ายหนึ่งชี้ไปแม่ฮ่องสอน”
ผมพยายามตะล่อมถามเพราะคิดว่าไม่เคยได้ยินว่าแม่ฮ่องสอนมีมูเซอร์ ถ้าเป็นเชียงใหม่และเชียงรายก็ว่าไปอย่าง “แล้วไม่รู้หรือว่าดอยนี้อยู่ในเขตอำเภออะไร”
“ไม่ทราบครับ”
ผมชักมีอารมณ์ขึ้นมาแล้ว “สรุปว่าเอ็งไปออกค่ายมา ดอยนี้อยู่ไหน ยังไงเอ็งไม่รู้สักอย่าง”
ผมได้ยินแต่เสียงหัวเราะในคอแทนคำตอบ ผมจัดการถามต่อด้วยคำถามพื้นๆว่าหมู่บ้านที่ไปมีกี่ครัวเรือน เด็กประมาณกี่คน ส่วนใหญ่เรียนชั้นอะไร บนนั้นมีคริสตจักรหรือเปล่า คริสตจักรเจ้าบ้านที่มารับเราที่สถานีรถไฟไปขึ้นดอยชื่ออะไร ศิษยาภิบาลที่เขาเข้ามาดูแลเราชื่ออะไร ผมไม่ได้คำตอบสักอย่างเดียว นี่แหละเด็กยุคใหม่ สอนกันจนสมองกลวงโบ๋ ไม่ใส่ใจจะอยากรู้อยากหาคำตอบ ที่คุยด้วยนี่เด็กเกียรตินิยมเหรียญทองนะ เรียนปริญญาโทไปแล้วปีนึงอีกด้วย ไอ้ลูกรักก็นั่งฟังผมบ่นไปอีกยืดยาว ผมมักจบลงด้วยประโยคที่ว่า “พูดตั้งหลายทีละ เมื่อไหร่จะดีขึ้น” และคำตอบเดิมๆกับรอยยิ้มอย่างไม่อนาทรร้อนใจ “มันต้องค่อยเป็นค่อยไป พี่เตือนไปเรื่อยๆแหละ เดี๋ยวก็ค่อยๆดีขึ้นเอง”

ผมพูดมาตั้งเยอะก็กำลังจะเข้าเรื่องเสียที วันนี้ทานข้าวกลางวันกับเพื่อน เพื่อนผมก็เริ่มซักถามว่าจะซื้อไอ้นั่นมากิน จะบำรุงด้วยไอ้นี่ดีไหม ผมถามว่า “จะกินทำไม อยากตายเร็วขึ้นหรือ” ทุกเช้าทุกช่องหลังข่าวจะมีรายการแนะนำอาหารการกิน ความสวยความงาม สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการเชิญ (พูดให้ตรงๆคือจ้าง) ดารา เอาเภสัชกรและแพทย์ทางด้านความงามมานั่งสนทนา ในการสนทนาก็ไม่พ้นอาหารเสริมเม็ดที่สกัดมาขาย มีตั้งแต่สาหร่าย น้ำมันปลาทะเลน้ำลึก สมุนไพร ตอนนี้ก็มีเอนไซม์ คลอโรฟิลล์ น้ำดื่มจากอะตอมหนัก แม่เหล็ก ฯลฯ พร้อมกับการบรรยายสรรพคุณว่าดีอย่างไร กินแล้วสวยอย่างไร ตบท้ายด้วยคำว่า ปลอดภัยเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติ

เครื่องเทศสมุนไพรนั้นเป็นของดี ในสมุนไพรนั้นมีสารออกฤทธิ์มากกว่าหนึ่งชนิด สารออกฤทธิ์เหล่านั้นมีทั้งที่ทำงานต้านกันและเสริมกัน การสกัดสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรมาลงเม็ดอาจทำให้สารออกฤทธิ์อื่นๆสูญหายไป ดังนั้นคุณสมบัติของมันไม่เหมือนเดิม คนโบราณรู้จักใช้เครื่องเทศในการประกอบอาหารมานาน และไม่มีอาหารสูตรไหนที่ใช้เครื่องเทศเพียงชนิดเดียว เครื่องเทศแขกอย่างมัสมั่น มีทั้งกระวาน กานพลู ขมิ้น อบเชย ยี่หร่า ลูกจันทน์ ลูกผักชี เครื่องแกงเผ็ดไทยมีกระเทียม หอมแดง พริก กระชาย ใบมะกรูด และเรายังใส่ข่า ใส่ตะไคร้ ใบโหระพา เข้าไปอีก สารบางอย่างในเครื่องเทศมีน้อยดี มีมากไปเป็นอันตรายกับสุขภาพ คนโบราณได้คิดค้นสูตรมานานที่จะใช้เครื่องเทศหลายชนิดเพื่อออกฤทธิ์เสริมและต้านกันเองอย่างพอเหมาะพอสม สารบางอย่างที่มีในเครื่องเทศจะเป็นตัวขับพิษสารอีกตัวหนึ่ง สารบางชนิดเมื่ออยู่กับอีกชนิดหนึ่งถึงจะทำงานเสริมกันได้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนในแถบศูนย์สูตรกินแกงกะทิที่มีไขมันอุดมแล้วไม่มีปัญหาต่อสุขภาพ เพราะเกิดการเร่งการเผาผลาญ เกิดการขับพิษตามธรรมชาติ อาหารเสริมยุคใหม่เขาแยกให้เป็นตัวๆไป กินแล้วตาดีได้ตาร้ายเสีย

กรรมวิธีการผลิตในปัจจุบันเป็นอีกคำถามใหญ่สำหรับผม สารออกฤทธิ์ในสมุนไพรหลายตัวต้องใช้ตัวทำละลายเคมีในการแยกออกมา บางทีก็ใช้กรด ใช้ด่าง และใช้ความร้อน เมื่อได้สารออกมาเรียบร้อยแล้ว คุณสมบัติของมันยังเหมือนเดิมหรือไม่ มันยังออกฤทธิ์เหมือนที่อยู่ในธรรมชาติหรือ ผมไม่เคยเห็นเอกสารที่พิสูจน์ว่ากระบวนการผลิตสามารถคงคุณสมบัติก่อนและหลังการสกัดไว้ได้ ผมไม่แน่ใจว่าในกระบวนการผลิต ผู้ผลิตสามารถขจัดเอาตัวทำละลาย กรดและด่างที่นำมาใช้สกัดออกไปหมดหรือยัง ตัวทำละลายเหล่านั้นคือสารก่อมะเร็ง และผมก็ไม่ได้ห่วงอีกว่ามันจะตกค้างเยอะ ผมห่วงไอ้ที่ตกค้างน้อยๆจนตรวจจับไม่เจอมากกว่า เพราะมันยังมีอยู่และทำหน้าที่เหนี่ยวนำการก่อมะเร็งไปเรื่อยๆ สมัยที่ผมยังเรียนปริญญาตรีเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ยุคนั้นกำลังตื่นเต้นกับคำว่า single cell protein เพราะเป็นแหล่งของโปรตีนจากจุลินทรีย์ ได้แก่ ยีสต์ สาหร่ายเซลเดียว วันหนึ่งในชั่วโมงพฤกษศาสตร์ อาจารย์นำสาหร่ายมาให้ดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เป็นตัวที่เขาศึกษาว่าดี เหมาะกับการนำมาทำอาหารสัตว์ แต่มันมีผลข้างเคียงคือเมื่อนำมาใช้กับหนูทดลองพบว่าเขี้ยวของหนูยาวไม่หยุด ผมยังนึกแขยงมาจนทุกวันนี้ว่า หากมีสาหร่ายชนิดนี้ตกลงไปในถังปฏิกรณ์ที่ผลิตสาหร่ายเม็ดออกขาย อะไรจะเกิดขึ้น ผมไม่ไว้ใจการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพการผลิตของโรงงานเหล่านั้น และแน่นอนว่าจะไปเอาอะไรกับการควบคุมการผลิตหากเป็นการเพาะสาหร่ายน้ำจืดในระบบเปิดกลางแจ้งเหมือนผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของเรา

อาหารเสริมแต่ละอย่างที่เอามาโฆษณามีราคาสูงมาก เม็ดหนึ่งประมาณสิบกว่าบาท วันหนึ่งกินเป็นกำ 3 เม็ดขึ้นไป ผมดูรายการทีวีมีดาราหญิงคนหนึ่งกินอาหารเสริมสำหรับบำรุงสายตา หัวใจ เบาหวาน ผิวพรรณ อาหารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินต่างๆ ผมกะว่าวันหนึ่งเธอกินไม่น้อยกว่า 10-15 เม็ด เงินค่าอาหารเสริมหนึ่งวันหากเปลี่ยนเป็นมื้ออาหารที่มีคุณภาพ เธอสามารถอยู่ได้สบายๆ 4-5 วัน อาหารเสริมบางชนิดเท่านั้นที่คนสูงวัยควรรับประทาน วันหลังผมค่อยมาเล่าว่า วันๆเราควรกินอะไร

ผมพูดมาตั้งเยอะแยะ เพื่อจะกลับเข้าสู่เรื่องที่เกริ่นไว้ว่า คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด ที่ว่าโง่นั้นนอกจากจะขาดความรู้แล้ว ยังขาดสติที่จะรับข้อมูล สังคมเราขาดสติอย่างเหลือแสน เมื่อครั้งที่ซาร์กำลังระบาด มีแพทย์ทางเลือกท่านหนึ่งออกมาให้ความเห็นในการรักษาและป้องกันว่า หากเป็นไข้ให้นอนแช่น้ำอุ่น 42 องศาเพราะไวรัสทนร้อนขนาดนั้นไม่ได้ ให้กินวิตามินสกัดจากเมล็ดองุ่นวันละ 2 กรัม (ผมจำตัวเลขได้ไม่ชัด) คนก็เชื่อกันหมดเพราะคิดว่าระดับหัวกะทิอย่างหมอออกมาพูด ผมเรียนหนังสือมาตั้งแต่ชั้นประถมแล้วว่าคนเป็นสัตว์เลือดอุ่น เราสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายเราให้คงที่ เวลาเรามีไข้ปรอทวัดได้ 38 องศาก็นับว่าไข้สูงแล้ว ผมเพิ่งรู้นะว่าตำราแพทย์บอกว่าคนเป็นสัตว์เลือดเย็น อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนตามสิ่งแวดล้อม สัตว์เลือดอุ่นนอนแช่น้ำอุ่นยังไงอุณหภูมิในร่างกายเราก็ไม่เปลี่ยน แล้วไวรัสในร่างกายมันจะร้อนตายไปได้อย่างไร ผมมานั่งคิดดูว่าทำไมหมอให้กินวิตามินซีจากเมล็ดองุ่น ให้กินเยอะมากทั้งที่คนปกติต้องการวันละไม่กี่ร้อยมิลลิกรัม แต่หมอให้กินหลายพันมิลลิกรัม กินเยอะขนาดนั้นจะทำให้ถ่ายท้องเพราะลำไส้ระคายเคืองจากกรดวิตามินซี หมอคงนึกเอากระมังว่าเลือดจะได้เป็นกรดทำให้ไวรัสอยู่ไม่ได้ การศึกษามันแย่ถึงขนาดที่ทำให้คนคิดอะไรไม่ออกหรือมันไม่ได้สอนให้คนเราคิด (ตั้งคำถามและหาคำตอบ) อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลย ขนาดปัญญาชนก็ยังไม่รอด ผมมีเพื่อนที่เรียนปริญญาเอก (ตอนนี้จบรับปริญญาไปแล้ว) ก่อนนี้เธอชอบส่งเรื่องทางเมล์ให้ผมอ่าน บางเรื่องมันไม่มีมูลพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เลยและขัดกับความรู้ที่เรียนมาด้วยซ้ำ บางเรื่องกล่าวลอยๆไม่มีที่มาที่ไป จนผมต้องถามกลับไปว่าส่งมาเพราะเชื่อเช่นนั้นหรือ มาตรฐานการศึกษาไทยย้อนหลังไปตั้งแต่สิบปีที่แล้วต่ำกว่าเกณฑ์ และมันเตี้ยลงทุกวันเหมือนสาละวัน

Labels:


Sunday, May 11, 2008

 

เหมือนไม่ได้เจอกันนาน

ผมไม่ได้มาเขียนอะไรตั้งแต่ก่อนสงกรานต์เพราะมัวแต่ไปเดินสาย เมื่อกลับมาจากสงกรานต์อารมณ์เขียนหนังสือของผมหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ผมไม่มีสมาธิเลยแม้ว่าในหัวของผมมีแต่พลอตเรื่องมากมายที่อยากเล่า ผมอยากเล่าการเดินทางไปเมืองเหนือรอบใหญ่ ผมอยากเล่าถึงเส้นทางที่ผมผ่านไป ผมอยากเล่าเรื่องออกค่ายไหปลาร้าที่แม่ฮ่องสอน ผมอยากเล่าเรื่องที่ผมไปหาอาจารย์ประจำชั้น (ซึ่งเล่าไปแล้ว) ผมอยากเขียนคำพยานชีวิตส่วนตัว แต่ผมก็ไม่ได้ลงมืออะไรเลยสักเท่าใด เอาเป็นว่าวันนี้เริ่มจากอะไรที่ง่ายๆไม่ต้องค้นข้อมูลก่อนเป็นดีที่สุด

ผมเพิ่งกลับมาจากโบสถ์ เพื่อนถามว่าวันนี้จะไปสอนเด็กชุมชนซอยลาซาลหรือเปล่า ผมปฏิเสธ เวลาที่พี่ผมไปโบสถ์ด้วยผมทำอะไรได้ไม่เต็มที่ การที่เขายินยอมไปโบสถ์ด้วยเป็นเรื่องที่ทำให้ผมยอมสละอะไรหลายอย่างออกไปไม่ว่าจะเป็นสามัคคีธรรมกับเพื่อนๆหรือแม้แต่งานรับใช้อะไรบางอย่าง วันนี้ผมสวมเสื้อแขนยาวพูม่าสีแดงเลือดนก เมื่อมองดูตัวเองในกระจกตอนเช้า ผมรู้สึกว่ามันบ้านนอกมากๆ ท่าทางผมเคอะเขินกับสีที่ดุเดือดอย่างนั้น แต่ไม่เป็นไร อีกสักครู่ท่าทางที่มั่นใจในตัวเองเกินคนปกติจะทำให้ทุกอย่างเรียบร้อยเอง เสื้อที่ผมซื้อมาเป็นของพูม่าแท้ๆที่ได้ไลเซ่นจากเฟอรารี่ เสื้อออกสไตล์ชอปของคนที่ทำงานในสนามแข่งรถ บนเสื้อปะไว้ด้วยโลโก้ของ Shell, Puma, Ferrari, AMDและ Bridgestone ผมซื้อมาสองตัว ตั้งใจว่าใส่เองตัวหนึ่ง อีกตัวหนึ่งจะให้น้องที่อยู่ในกลุ่ม ปกติน้องพวกนี้รับช่วงเสื้อผ้าผมอยู่เรื่อยๆ ผมคิดว่าบางอารมณ์เขาก็อยากได้ของใหม่บ้าง แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะกล้าใส่สีแรงๆแบบนี้หรือเปล่าเพราะแต่ละคนผิวก็อยู่ในโทนมืดถึงมืดมาก วันนี้ได้โอกาสเลยใส่โชว์เสียหน่อยจะได้ถามว่ามีใครจะเอาอีกตัว ปรากฏว่าทุกคนต้องการเป็นอีกาคาบพริก ผมเลยตัดสินเองว่าจะให้ใครคาบดี ส่วนคนที่ไม่ได้ไว้วันหลังผมจะหาที่เหมาะๆให้ เป็นอันว่าตกลงกันได้ วันนี้เพิ่งปะหน้าไอ้ลูกรักของผม (น้องเลี้ยง พี่แก่ๆแต่ละคนจะมีน้องเลี้ยงในโบสถ์อย่างน้อยหนึ่งคนและเรามีหน้าที่สร้างคน คนเป็นพี่เลี้ยงต้องเสียสละเวลาเอาใจใส่ ซักถาม ให้คำปรึกษา กว่าจะสร้างคนหนึ่งขึ้นมาให้เป็นคนที่ใช้การได้ก็ใช้เวลาหลายปี นับว่าต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก แต่กรณีของผมคิดว่าน้องเลี้ยงเป็นฝ่ายต้องอดทนมากกว่าผมเยอะเลย อิอิ) นอกจากโทรศัพท์แล้วเราไม่เจอหน้ากันเดือนเศษๆ วันนี้จะทานข้าวคุยกันหน่อยมีแต่คนเข้ามาแทรกตลอด แปลกดีนะที่คนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสนใจกันและกัน พร่ำแต่จะให้คนอื่นสนใจตัวเอง แทนที่จะร่วมวงสนทนาคุยเรื่องที่คนอื่นกำลังคุยกันอยู่ แต่กลับพูดแทรกเปิดเรื่องสนทนาเรื่องใหม่ของตนเอง วันหลังใครจะคุยกับผมๆจะแจกบัตรคิว

รอบๆที่ทำงานผมมีร้านอาหารชาวบ้านหลายร้าน มีตั้งแต่เจ๊โต, เจ๊ศรี, เจ๊ผา, ป้าลั้ง, 108 shop, แม่ศรีเรือน ร้านที่อร่อยที่สุดคือเจ๊ศรี ฝีมือเขาคงที่แน่นอน รสจัดจ้าน ผมไม่ได้กินร้านเจ๊ศรีมาปีนึงแล้ว ผมบอกให้เขาเอาแมวไปเลี้ยงที่อื่น มันมาฉี่ที่ร้านเหม็นมากและมันไม่ถูกหลักอนามัย เจ๊ศรีแกตกลงใจจะเอาแมวไม่เอาลูกค้า พวกเราเลยย้ายวิกหนีผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแกคิดยังไงกับรายรับที่หายไปเดือนละอย่างต่ำ 1,600-3,000 บาท แต่บางทีเราก็ยังสั่งอาหารกล่องแกมารับประทานกันในที่ทำงาน ทุกครั้งเรามักถามกันว่าแอบใส่ฉี่แมวปนลงในกับข้าวให้เราเป็นการแก้แค้นหรือเปล่า เวลาสั่งอาหารเป็นกับข้าว มันมีไม่กี่อย่างเองที่ร้านผัดอาหารจานเดียวจะทำให้เราได้ ผมจะลองเขียนออกมาดูหน่อยว่ามีอะไรบ้าง ผัดกระเพรา (หมู เนื้อ กุ้ง ไก่ ปลาหมึก ไข่เยี่ยวม้า), แขนงหมูกรอบ, คะน้าปลาเค็ม, คะน้าหมูกรอบ, หมูทอดกระเทียม (ปลาหมึก กุ้ง), หมูผัดพริกสด, หอยลายน้ำพริกเผา, ยำไข่ดาว, ยำกุนเชียง, ยำปลากระป๋อง, ยำไข่เค็ม, ต้มยำ (กุ้ง ทะเล ปลาทู ปลาช่อน), แกงจืดเต้าหู้, แกงป่าไก่, ผักบุ้งไฟแดง, ผัดยอดฟักแม้ว, ผัดผักกะเฉด, ผัดถั่วฝักยาว, ผัดผักรวม และไข่เจียว หมดแล้ว สั่งกับข้าวสี่ห้าอย่างทุกวัน แถมบางคนไม่กินเนื้อ บางคนแพ้กุ้งปลาหมึก กินจนไม่รู้ว่าจะสั่งอะไรดี สิ่งที่ผมหนักใจคือเพื่อนมักโยนมาให้ผมเป็นคนกำหนดเมนู ผมเลยต้องคิดเมนูเองและสั่งบรรดาเจ๊ๆทั้งหลายให้ทำ เช่นผัดผักกาดหอมกับปลากระป๋อง ยิ่งเป็นผักกาดแก้วกับปลาทูน่ายิ่งอร่อย ให้เอาไก่ย่างมาทำน้ำตก ทำไข่เจียวทรงเครื่อง ผมบอกให้เจ๊ทำไข่เจียวโดยผสมเครื่องทุกอย่างของกระเพราไก่สับลงไปไข่เจียว เขาจะตีไข่ไว้แล้วก็ใส่น้ำมันหอย ไก่สับ หอมหัวใหญ่ ผมให้เขาใส่มะเขือเทศ พริกและกระเทียมสับและใบกระเพรา เติมซีอิ้วขาวและผงคนอร์เล็กน้อย เสร็จแล้วก็เทลงในกะทะน้ำมันเลย อร่อยมากและในที่สุดก็กลายเป็นเมนูของร้านไป เขาจะเรียกกันคะนองปากว่าเป็นไข่ของผม เวลาที่ผมสั่งจะต้องสำทับทุกครั้งว่าใบกระเพราเยอะๆ เอาหมูเอาเนื้อออกไปก็ได้ ในช่วงนี้วันหยุดเยอะๆ พวกเราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในบ้าน จึงเป็นหน้าที่ของผมอีกเช่นเคยที่จะต้องทำกับข้าว ผมเลือกทำเมนูไข่เจียวทรงเครื่อง ที่ผ่านมามีแต่สั่งให้ทำตามความต้องการ แต่งวดนี้ลงมือเอง ผมตัดรายการพริกสับออกเพราะแม่เป็นโรคกระเพาะ เห็นมันสวยๆน่ากินอย่างนี้ไม่อยากบอกเลยว่าข้างใต้มันไหม้ ก็ผมมัวแต่ถ่ายรูป ตั้งไวท์บาลานซ์ตั้งไอเอสโอ กว่าจะได้รูปมามันเลยเกรียมไปหน่อย แต่ก็อร่อยดีนะ จะไม่อร่อยได้ไงล่ะในเมื่อผมลงมือเอง ต้องพูดให้กำลังใจตัวเองเสียหน่อย ผมทำสปาเกตตีอีกเช่นเคย ทุกครั้งผมจะใช้ใบโหระพาป่นลงในซอส แต่คราวนี้ผมลองเปลี่ยนจากใบโหระพาเป็นใบแมงลักด้วยความอยากรู้ว่ารสชาติมันจะเป็นเช่นไร ขนมจีนยังกินกับใบแมงลักเลย และผมเห็นซอสสำเร็จรูปบางยี่ห้อที่มาจากอิตาลีเขามีสูตรที่ใช้ใบแมงลักด้วย รสชาติซอสที่ได้ค่อนข้างฉุนกว่าใบโหระพา ผมไม่แน่ใจว่าจะทานได้หรือเปล่า ก็แค่กินแล้วเติมกันคนละหนเดียวเอง

Labels: ,


Thursday, May 08, 2008

 

แสงทองอรุณรุ่งที่เมืองตาก

“บ้านอาจารย์แสงทองครับ” เสียงเด็กผู้ชายเข้ามาในสาย
“เรียนสายอาจารย์แสงทองด้วยครับ”
“ไม่อยู่ครับ ออกไปข้างนอก”
“พอจะทราบไม๊ว่าอาจารย์จะกลับมาสักกี่โมง”
“ไม่ทราบครับ”

ผมพยายามติดต่ออาจารย์อยู่เกือบสัปดาห์ แต่ทุกครั้งที่โทร.ไปจะได้รับคำตอบว่าไม่อยู่บ้าง ออกไปข้างนอกบ้าง และในที่สุดผมก็ได้สนทนากับอาจารย์จนได้ เมื่อแนะนำตัวเสร็จเรียบร้อยว่าผมเป็นลูกศิษย์สมัยเมื่ออาจารย์เป็นครูประจำชั้น 3/1 อาจารย์ก็พอจะจำผมได้เลาๆ แต่ยังไม่ปะติดปะต่อเรื่องได้ทั้งหมดในทันที ผมเรียนอาจารย์ว่าสงกรานต์ปีนี้ผมจะขึ้นไปทางเหนือและขากลับจะผ่านจังหวดตาก ผมอยากจะแวะหาอาจารย์ อาจารย์ตอบตกลงทันที เรานัดกันเที่ยงวันที่ 17 เมษายน 2551

จังหวัดตากนับเป็นเมืองผ่านโดยแท้ ผมผ่านขึ้นลงเพื่อแวะรับประทานอาหารหลายครั้ง เมืองตากในความคิดของผมมีแต่กระทงสาย ด่านแม่สอดและแม่ระมาด ทีลอซู เขื่อนภูมิพล ดอยมูเซอร์ แหล่งท่องเที่ยวที่เอ่ยมาล้วนอยู่นอกเส้นทางจนทำให้ผมไม่เคยตั้งเป้าที่จะแวะเมืองตาก การเดินทางรอบใหญ่ของผมในสงกรานต์นี้ผมได้ผนวกเอาตากเป็นจุดหมายหนึ่งที่ผมจะไม่เพียงผ่านเลยไป แต่ผมจะได้แวะเที่ยวชมและที่สำคัญเพื่อกราบครูของผมด้วย ผมทราบตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือแล้วว่าอาจารย์ของผมเป็นคนตาก และอาจารย์เคยปรารภว่าจะย้ายกลับมาอยู่ที่ตาก เมื่อสองปีที่แล้วผมใช้กูเกิลเพื่อตามหาและผมก็ได้พบข้อมูลที่อยู่ที่ติดต่อ เวลาผ่านไปสองปีโดยที่ผมไม่ได้มีอะไรคืบหน้า

ปี 2517 ผมเป็นนักเรียนข้ามฟากจากบริเวณสองของโรงเรียนวัดนวลนรดิศมาเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม4 ในปัจจุบัน) ที่บริเวณหนึ่ง โรงเรียนของผมเป็นโรงเรียนอกแตกที่มีวัดคั่นกลาง ครูประจำชั้นของผมชื่อ นางแสงทอง อรุณ ครูเป็นคนร่างเล็ก ผอมเกร็ง แต่ทำอะไรรวดเร็ว เดินเร็ว พูดเร็วและคิดเร็ว ครูซอยผมสั้น ชุดที่ครูสวมยังติดตาผมอยู่คือเสื้อกระโปรงชุดแส็คแขนยาว ตัวหนึ่งเป็นลูกไม้สีน้ำเงินและอีกตัวหนึ่งเป็นลูกไม้สีแดงทับทิม เนื่องจากครูเป็นคนร่างเล็กจึงมักเห็นครูสวมรองเท้าส้นสูง รวมถึงส้นตึกด้วย วิชาที่ครูสอนและถนัดที่สุดคือภาษาอังกฤษ ครูจะมีวิธีการสอนที่สนุกสนาน มีสำเนียงภาษาที่ไพเราะ ครูจะสอนทั้งในตำรา รวมทั้งใช้ประสพการณ์ที่ได้พบเจอมาเล่าให้ฟัง น้ำเสียงของครูจะหวานและดังกังวาน หากฟังจากน้ำเสียงผมว่าครูน่าจะเป็นนักร้องที่เสียงดีคนหนึ่ง เมื่อใกล้วันปีใหม่ เพื่อนผม (วิสุทธิ์) ชวนให้ผมถักผ้าพันคอให้อาจารย์สองท่าน ท่านหนึ่งคือครูประจำชั้นของผม อีกท่านหนึ่งคืออาจารย์ชวนพิศ เราถักเป็นตัวมิงค์ ผมถักไม่เป็นต้องให้เพื่อนสอนให้ ผ้าพันคอที่ผมถักผืนนั้นเป็นตัวมิงค์ที่บิดเบี้ยวไม่ได้รูป อีกตัวที่เพื่อนผมถักสวยงาม ด้วยเหตุนี้จึงยากจะตัดสินใจว่าตัวไหนจะมอบให้อาจารย์ท่านใด เมื่อจับฉลากแล้วตัวที่ผมถักมอบให้อาจารย์แสงทอง ชั้นมัธยมศึกษา 3/1 เป็นชั้นเรียนที่ผมประทับใจมาก เป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของหลายคนที่เตรียมจะอำลาโรงเรียนเพื่อเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เป็นปีที่เรากำลังเลือกอนาคตว่าจะเรียนต่อสายไหนและหากจะมุ่งสู่มหาวิทยาลัยเราจะได้เรียนด้วยกันอีกในชั้นมัธยมปลาย นับเป็นปีที่ผมจดจำรายละเอียดของครูและเพื่อนได้มากที่สุด และผมเชื่อว่าไม่แต่เพียงผมเท่านั้น ยังมีเพื่อนอีกหลายคนที่ยังจำความรู้สึกเหล่านั้นได้ดี

จากแม่สอดผมขับรถข้ามเขามาเมืองตาก จุดนัดหมายที่ปั๊มน้ำมันพีทีไม่เป็นไปตามคาดหมายเนื่องจากปั๊มน้ำมันเลิกกิจการไปแล้ว ครูจอดรถรอผมที่ข้างทาง ภาพหญิงร่างเล็กสวมแว่นกันแดดขนาดใหญ่ เสื้อผ้าไหมบาติกสีเหลืองเดินก้าวอย่างกระฉับกระเฉงจากรถมาทักทายผมก็ยังเหมือนครูคนเดิมเมื่อ 34 ปีที่แล้ว ครูถามผม “ทำไมไม่ใส่แว่นแล้วล่ะ” แสดงว่าความจำของครูที่เกี่ยวกับผมเริ่มเดินเครื่องแล้ว ผมกับครูได้เปิดเรื่องสนทนาพร้อมกับอาหารมื้อบ่ายวันนั้นที่ร้านอาหารเวียดนามแห่งหนึ่ง เจ้าของร้านก็เป็นลูกศิษย์ของครูมาก่อน เราสอบถามความเป็นไปหลายเรื่องทั้งเรื่องเก่าโบราณทั้งเรื่องปัจจุบันและเรื่องส่วนตัว

ตากเป็นบ้านเกิดของครู ความที่ครูเรียนเก่ง จังหวัดจึงได้ส่งครูมาเรียนฝึกหัดครูที่กรุงเทพจนจบที่วิทยาลัยบ้านสมเด็จฯในสมัยนั้น ครูกลับมาบรรจุเข้ารับราชการที่บ้านเกิด และเมื่อแต่งงานก็ย้ายตามสามีมาสอนที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศโดยสอนอยู่ที่นี่ถึง 11 ปี หลังจากนั้นครูยังย้ายตามสามีกลับไปที่จังหวดตากและพิษณุโลก ครูเล่าให้ฟังว่าเมื่อย้ายมาที่วัดนวลฯใหม่ๆ เขาให้ครูสอนเด็กห้องบ๊วย ทำเอาครูต้องพลิกกระบวนยุทธ์การสอนให้เด็กสนใจและเข้าใจให้ได้

ผมนำรูปติดบัตรเก่าๆและสมุดเฟรนด์ชิปออกมา ทำให้ผมได้ทราบข่าวคราวอาจารย์หลายท่านที่จากไป และที่น่าตื่นเต้นคืออาจารย์ประจวบกาญจน์อายุ 91 ปีแล้ว ผมนึกออกในทันทีว่าท่านเกษียณอายุในปีสุดท้ายที่ผมเรียนหนังสือที่นั่น สมุดเฟรนด์ชิปของผมมีอาจารย์หลายท่านเขียนให้แต่กลับไม่มีอาจารย์แสงทอง ผมขอให้อาจารย์ช่วยเขียนเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกถึง เมื่อผมพูดถึงเพื่อนเก่าๆ อาจารย์มีความทรงจำถึงหลายคนได้ชัดเจนอย่างเช่นไวบูรณ์ซึ่งสมุดการบ้านของเขาเต็มไปด้วยจุดน้ำมันเนื่องจากที่บ้านเป็นร้านขายอาหาร จากร้านอาหารเวียดนาม เราย้ายไปคุยกันต่อที่บ้านของอาจารย์ อาจารย์นำเอาหนังสือของสมาคมและสมุดภาพศิษย์เก่าออกมาให้ดู ในบ้านอาจารย์เต็มไปด้วยโล่ห์ครูดีเด่นของจังหวัดและของเขตการศึกษา ผมแอบถ่ายตารางนัดหมายของอาจารย์บนไวท์บอร์ดมาด้วย มีนัดแทบทุกวันและวันละหลายแห่ง บนนั้นมีนัดหมายของผมอยู่ด้วย

ครูมีลูกสองคน ลูกสาวคนโตจบพยาบาลและลูกชายคนเล็กจบโรงเรียนนายร้อย มีหลานทั้งหมด 5 คน ปัจจุบันเกษียณอายุราชการมา 9 ปีแล้วแต่ยังไม่ยอมเกษียณการทำงาน “หากหยุดทำงานเมื่อใดครูต้องหง่อมไปทันทีแน่ๆ สมองครูจะไปหมด” ปัจจุบันครูเป็นทั้งประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัด เป็นผู้พิพากษาสมทบคดีเด็กและเยาวชน เป็นประธานชมรมผู้สูงอายุจังหวัด กรรมการสถานศึกษาและกรรมการอื่นๆอีก รวมแล้ว 9 กิจกรรม ยังไม่นับกรรมการงานบุญงานกุศลอื่นๆที่มีคนขอมา ผมจึงไม่ประหลาดใจอีกต่อไปที่ทำไมอาจารย์ไม่ค่อยอยู่บ้าน “ตราบเท่าที่มีแรง ครูอยากทำอะไรที่เป็นการสร้างกุศลไว้เยอะๆ”

เย็นมากแล้ว ผมจำใจลาเพื่อกลับกรุงเทพฯ อาจารย์ให้ศีลให้พรยืดยาวพร้อมกับพามาส่งที่ถนนสายเอเชีย สงกรานต์นี้ผมได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าและพบกับอีกหนึ่งในความหมายของชีวิตที่ได้มีโอกาสกราบครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ และผมยังเห็นครูเป็นตัวอย่างของผู้ให้ตลอดมาอย่างไม่มีวันเกษียณ ผมไม่ได้เขียนเกินเลยความจริงที่มีผู้หญิงร่างกระทัดรัดนามว่าแสงทองยังสาดแสงให้สังคมเล็กๆของเมืองตากคงเรืองรองเหมือนแสงในยามอรุณรุ่ง และที่สำคัญคือผมภูมิใจที่เธอเป็นครูแม่แบบของผม

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?