One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Monday, March 31, 2008

 

ตู้เย็น

เมื่อวันพฤหัส ผมติดต่อช่างที่ศูนย์บริการให้เข้ามาถอดฝาตู้เย็นเพื่อนำไปซ่อมเนื่องจากประตูตู้ตกมานาน และในที่สุดกรอบพลาสติกด้านล่างหลุดและขัดจนส่วนที่เป็นฝาสเตนเลสด้านนอกโก่งงอและประตูปิดไม่ได้ ผมจัดการย้ายของไปเก็บไว้ที่ตู้ใบเล็กข้างบนและขนอีกสองถุงใหญ่ไปฝากวางไว้ที่ทำงาน สองสามวันที่ผ่านมาเราเลยไม่ทำกับข้าวใหม่เพราะไม่มีที่เก็บ ผักสดในตู้ถูกแปลงเป็นสลัดสำหรับอาหารเช้า เราต้มไข่กินกันทุกวันเพื่อขจัดออกไปให้หมด ที่บ้านมีแต่น้ำอุ่นเพราะเราไม่มีที่ว่างเหลือให้แช่ขวดน้ำ ไม่มีที่ว่างสำหรับทำน้ำแข็ง มีแต่ไอติมสี่ถังเบียดกันแน่นช่องแช่แข็ง อากาศที่อบอ้าว ผมได้แต่ชงชาจีน “ร้อน” ดื่มแก้กระหายน้ำ ชีวิตที่ไม่มีตู้เย็นมันช่างโหดร้ายจริงๆ ผมได้แต่สงสัยว่าหากต้องหันกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนสมัยที่ผมเป็นเด็ก ผมจะต้องปรับตัวนานแค่ไหน

เมื่อผมเป็นเด็กก่อนที่จะเข้าสู่วัยรุ่น ที่บ้านผมไม่มีตู้เย็น และไม่มีทีวี การไม่มีทีวีเพราะแม่ไม่ซื้อให้ดูคือสิ่งที่สร้างชีวิตผม แม่ให้หนังสือเป็นสิ่งทดแทน ผมจะซื้อหนังสือเยอะเท่าไรก็ได้แม่ไม่เคยว่า เริ่มต้นจากการที่แม่เลือกให้ ก่อนและต่อมาเราก็ซื้อที่เราชอบเอง ช่วงนี้กำลังมีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เขามีตัวเลขที่น่าตกใจมาข่มขวัญเราเล่น คนอเมริกันอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยปีละ 50 เล่ม คนเวียดนามอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม คนสิงคโปร์ตกอยู่ที่คนละ 40-50 เล่ม พี่สาวผมให้ทายว่าคนไทยอ่านกันปีละกี่เล่ม ผมตอบว่า 10 มั๊ง ผมประเมินคนไทยสูงเกินไปถึง 5 เท่า เพราะเราทำสถิติเฉลี่ยไว้ที่คนละ 2 เท่านั้น หรือตกวันละ 6 บรรทัด ในสองเล่มดังกล่าวหากเราไปร้านหนังสือและยืนดูสถิติการซื้อหนังสือของร้าน หนังสืออ่านเล่นเพื่อความบันเทิงติดโผชาร์ทสูงสุด แล้วอย่างนี้จะเอาปัญญาตรงไหนไปสู้กับใครได้

สำหรับตู้เย็น เราไม่ได้ซื้อเพราะเราไม่มีเงินมากพอ แม่ผมต้องเก็บเงินไว้สำหรับลูกเรียนหนังสือ สิ่งที่ลูกภูมิใจคือแม่ไม่ได้แต่งงานใหม่ทั้งที่มีคนแวะเวียนมาเสมอ แม่ไม่เคยขอหยิบยืมเงินใครมาเลี้ยงลูก เวลาผ่านไปหลายปีแม่กลับมีเงินให้คนกู้ยืมและเอาดอกเบี้ยมาเลี้ยงลูก ผมลองคำนวณจากรายรับผมในปัจจุบันและคิดว่าถ้าผมมีลูกสองคนผมจะตกอยู่ในสภาพใด ผมคงมีแต่หนี้สินท่วมหัวแม้ว่าผมจะสามารถหาเงินได้มากกว่าแม่เป็นสิบๆเท่า แม่ผมทำงานสอนหนังสือเพื่อแลกกับเงินเดือนไม่กี่พันบาท หุงหาอาหารและทำงานบ้านทุกอย่าง ผมกับพี่ช่วยกันซักผ้า กวาดถูบ้านเมื่อเราโตขึ้น บ้านเราล้อมรั้วด้วยต้นไม้จึงมีใบไม้ให้กวาดเก็บและต้องคอยตัดให้สั้น แม่ผมตัดเสื้อผ้าเองและตัดให้ลูกๆทั้งชุดนักเรียนและเสื้อผ้าอื่นๆ แม่ผมซื้อของทีละมากๆเพื่อจะได้ราคาถูก ที่บ้านเราซื้อไม้กวาดกันยกมัด ซื้อกะหล่ำปลีกันทีละ 10 กิโลกรัม มะม่วง กล้วย ฝรั่ง มะเขือเทศ ปลา เราเหมากันเกือบยกเข่ง ที่ทานสดได้เราก็ทานสด ที่เหลือเราตากแห้งเก็บไว้ทานได้นาน เราไม่เคยอดเลยแม้แต่มื้อเดียว มีแม่ม่ายลูกสองคนในโบสถ์ถามผมว่าแม่มีเคล็ดลับอะไรที่เลี้ยงลูกได้ประสพความสำเร็จ เขาคาดหวังคำตอบในเรื่องวิธีการเลี้ยงลูก วิธีการบริหารจัดการในบ้าน แต่สิ่งที่เราทั้งแม่ลูกทราบดีคือ คุกเข่าลงอธิษฐาน นั่นเป็นกิจวัตรทุกคืนที่ผมเห็นแม่ทำก่อนนอน เป็นการอธิษฐานที่ยาวมากไม่ว่าจะสบายดีหรือแม้แต่เวลาที่ป่วยไข้ แม่ผมไม่เคยหยุดอ้อนวอนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า พระธรรมสุภาษิตสอนเราว่า “ความยำเกรงพระเจ้าเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา” ปัญญาที่แม่ได้มาจากความยำเกรงพระเจ้าเลี้ยงลูกจนไม่ใช่แค่ถึงฝั่ง แต่ลึกเข้าไปในแผ่นดินทุกคน

บ้านผมอยู่ไม่ไกลจากตลาดนัก พ่อผมชอบจ่ายกับข้าวสดแทบทุกวัน เราไปโรงเรียนกันสายประจำเพราะพ่อจะทำกับข้าวมากมายทุกเช้า แม่ผมมีกระติกน้ำแข็งใบใหญ่ 2 ใบ ใบแรกที่เราซื้อเป็นกระติกกลมสีแดงขอบขาวซึ่งใบเล็กเกินไปหากเราซื้อของสดมามาก แม่ซื้อกระติกใบใหญ่กว่าเดิมอีกใบหนึ่งเป็นสีส้มอ่อน ผมมีหน้าที่ไปซื้อน้ำแข็งกั๊กหรือบางทีก็เรียกว่าน้ำแข็งมือมาแช่ของ เวลาที่โรงน้ำแข็งนำน้ำแข็งมาส่งที่ร้าน เขาจะส่งมาเป็นแท่งสี่เหลี่ยมใหญ่และจะเอาเลื่อยบากไว้เป็นท่อนๆ เขาจะเอาน้ำแข็งลงเก็บในลังไม้ที่มีแกลบคลุมและเอากระสอบปอปิดทับไว้ เวลาลูกค้ามาซื้อเขาจะใช้สิ่วบ้างมีดพร้าบ้างฟันลงตามรอยเลื่อยบาก เขาจะล้างเอาแกลบออกในถึงน้ำและเอาเชือกกล้วยผูกให้เราหิ้วกลับบ้าน เขาขายน้ำแข็งกันมือละ 2 บาทราคาค่อยขยับขึ้นมาทีละห้าสิบสตางค์หากเป็นหน้าร้อนน้ำแข็งละลายหายไปเยอะเขาก็จะลดราคาให้

หน้าปากซอยบ้านผมมีร้านขายน้ำแข็งอยู่ร้านหนึ่ง และเลยออกไปข้างนอกมีร้านกาแฟที่ขายน้ำแข็งอีกร้านหนึ่ง บ้านที่อยู่หน้าปากซอยบ้านผมเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ครึ่งหน้าของเรือนเป็นร้านค้า ครึ่งหลังเป็นที่อยู่อาศัย เขาปลูกเพียงครึ่งหนึ่งของพื้นที่ ส่วนที่หลังบ้านเขาปลูกเรือนหลังเล็กไว้เป็นครัวและมีประตูใหญ่ให้รถเข้าออก ส่วนบ้านที่เป็นหน้าร้านปลูกให้ร่นจากถนนเข้ามาประมาณเมตรครึ่ง มีประตูไม้พับเป็นบานเฟี้ยม เขาเปิดเป็นร้านขายของชำพวกสบู่ แป้ง ผงซักฟอก ยาสีฟันและอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยซึ่งมีแม้กระทั่งไหมพรม ผมจำความไม่ได้แล้วว่าใครเป็นเจ้าของร้าน ต่อมาน้าเล็ก (ชื่อสมมติ) มาซื้อบ้านและรับช่วงกิจการไป น้าเล็กอายุประมาณสี่สิบ รูปร่างท้วม ตาชั้นเดียว ผิวขาวแบบคนจีน น้าชอบนุ่งโสร่ง สวมเสื้อคอกระเช้า เวลาที่น้าก้มลงเขี่ยแกลบที่คลุมน้ำแข็งออกเพื่อใช้มีดพร้าฟันน้ำแข็ง ผมจะเห็นสองเต้าของน้าแกว่งไกวอย่างอิสระเพราะน้าไม่สวมชั้นใน เป็นอย่างนี้เสมอ ผมจะซื้อน้ำแข็งจากร้านกาแฟที่อยู่ไกลออกไปหากน้าเล็กปิดบ้านหรือน้ำแข็งหมด ที่ข้างลังน้ำแข็งจะมีกะบะไม้และสากไม้ขนาดใหญ่ ลุงเส็งจะใช้สากทุบน้ำแข็งในกะบะเอาไว้ทำโอเลี้ยงกาแฟเย็น ต่อมาเมื่อเขามีเครื่องยนตร์บดน้ำแข็ง ผมก็ไม่เห็นเขาทุบน้ำแข็งกันอีกต่อไป มีแต่เสียงเครื่องบดดังโครมครามอยู่หลังร้าน จากลังไม้เก็บน้ำแข็งก็เปลี่ยนเป็นถังสังกะสีมาแทนที่

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผมจะใช้ปังตอวางลงบนน้ำแข็งและใช้ค้อนตอกให้แตกเป็นสองถึงสามท่อน ผมจะห่อเนื้อในถุงพลาสติกวางไว้ที่ก้นกระติก และวางน้ำแข็งก้อนลงไปสลับกับของที่ต้องแช่เย็นอื่นๆ ผมซื้อน้ำแข็งใหม่ทุกสองวัน และสามารถอยู่ได้ 3-4 วันในหน้าหนาว ผมต้องกลั้นใจล้วงเอาถุงเนื้อออกมาจากข้างใต้ผ่านน้ำแข็งที่ละลายเย็นเยียบ เนื้อที่แช่น้ำเย็นจะเป็นสีขาวซีดๆอมเขียวและแข็งกระด้าง เมื่อวางทิ้งไว้สักพักจึงจะเริ่มอ่อนตัว มันจะซีดเฉพาะที่อยู่ด้านนอก แต่เนื้อที่แล่ออกมาข้างในยังเป็นสีชมพู

วันนี้เขาเอาฝาตู้มาติดคืนเข้าที่แล้ว ผมจัดการกรอกน้ำลงขวดและเทน้ำลงในถาดน้ำแข็ง คืนนี้ผมจะมีน้ำเย็นดื่ม ผมก้มลงไปดูขอบประตูด้านล่าง เห็นเขาเอาสเตนเลสมาหุ้มไว้แทนพลาสติกเดิมที่ตัดออกไปเพื่อให้รับน้ำหนักได้ เขาคิดค่าซ่อม 350 บาท ค่าบริการนอกสถานที่มารับฝาตู้ 300 บาท ค่าบริการนอกสถานที่นำฝาตู้มาคืนและติดตั้งอีก 300 บาท รวมแล้ว 950 บาท ค่าบริการแพงกว่าค่าซ่อม

Labels:


Wednesday, March 26, 2008

 

เทคนิคการถ่ายภาพแต่งงาน



ผมต้องออกตัวเลยว่าการถ่ายภาพงานแต่งงานไม่ใช่สิ่งที่ผมถนัด แม้ว่าผมจะเคยถ่ายภาพทำนองนี้มาหลายครั้งเมื่อผมยังใช้กล้องฟิล์มอยู่ก็ตาม สิ่งที่ผมไม่ถนัดมากคือการจับภาพอิริยาบถและพิธีการที่สำคัญให้ได้มุมที่ดีและทันเวลา มันไม่เหมือนการถ่ายภาพวิว ภาพสถานที่ ภาพวัตถุที่มันอยู่นิ่งให้เราค่อยๆเดินหามุม ผมยังจำได้เมื่อสมัยยังใช้กล้องฟิล์มซึ่งเราจะเลือกค่า ISO 200-400 ทำให้เราต้องใช้แฟลชในการถ่ายภาพในอาคารร่วมด้วย ในสมัยนั้นผมใช้วิธีการยิงแฟลชโดยตรงเข้าที่แบบ ทำให้ได้ภาพแบนๆออกมา แถมยังเกิดเงาด้านหลังตัวแบบตกลงบนผนังอีกด้วย ผมได้รับการสั่งสอนมาว่า ถ้าอยากให้ฉากหลังสว่างขึ้น ก็ให้ตั้งความไวชัตเตอร์ให้ต่ำกว่าค่าที่แฟลชทำงานสัมพันธ์กับกล้อง ภาษาวิชาการเรียกว่า flash synchronization speed กล้อง FM2N ของผมทำงานสัมพันธ์กับแฟลชที่ 1/250 วินาที ผมสามารถเลือกชัตเตอร์ 1/125 หรือ 1/60 วินาทีเพื่อถ่ายภาพด้วยรูรับแสงเท่าเดิม แต่ฉากหลังจะเห็นรายละเอียดมากขึ้นกว่าเมื่อใช้ความไวชัตเตอร์1/125 อีกทั้งจะได้ตัวแบบที่มีผิวขาวผุดผ่องมากขึ้น ภาพที่ได้แบบเดิมคือเห็นหน้าตาของแบบชัด บางคนอาจมีสะท้อนฝุ่นแป้งวาวๆบ้าง เรื่องการไล่โทนสีผิวและแสงเงาเป็นอันว่าลืมไปได้เลย ในปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว กล้องยุคใหม่มีโปรแกรมพื้นฐานอย่างน้อยสี่แบบคือ P, A, S และ M (ซึ่งผมไม่ขออธิบายรายละเอียดของโปรแกรมในวันนี้) นอกจากโปรแกรมพื้นฐานแล้ว ยังมีโปรแกรมสำเร็จรูปให้เลือกสำหรับถ่ายภาพบุคคลโดยเฉพาะ รวมถึงโปรแกรมถ่ายภาพดอกไม้ ถ่ายภาพทิวทัศน์ ถ่ายภาพบุคคลกลางคืน ถ่ายภาพกีฬา เป็นต้น เราสามารถให้แฟลชฉายเพื่อลบเงาบนใบหน้าโดยที่สั่งลดกำลังแฟลชได้ ทำให้คนถ่ายภาพสามารถสร้างสรรค์งานได้ไม่จำกัดเหมือนก่อนอีกต่อไป

สิ่งที่ผมต้องเตรียมตัวเผชิญคือไวท์บาลานซ์ หากใช้ฟิล์มสีปกติถ่ายภาพที่มีแสงอาทิตย์ตกกระทบในกลางวันและแสงแฟลชเราจะได้สีปกติ ถ้านำไปถ่ายภาพใต้แสงฟลูออเรสเซนต์ชนิดเดย์ไลท์จะได้ภาพสีอมเขียว ถ้าเป็นชนิดวอร์มไวท์และหลอดทังสเตนจะได้ภาพติดสีอมเหลืองแดง ในโบสถ์ที่ผมถ่ายภาพฝังหลอดดาวน์ไลท์แบบวอร์มไวท์ ช่อโคมที่ห้อยลงมาสองข้างเป็นหลอดทังสเตน มีไฟสปอตไลท์เฉพาะจุดลงตำแหน่งต่างๆ ทางเดินตรงกลางห้อยไฟแสงจันทร์ลงมาจากเพดาน ส่วนไฟด้านหลังกางเขนที่เป็นฉากเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดเดย์ไลท์ แม่เจ้า..ผมจะทำอย่างไรดี ถ้าผมตั้งไวทาลานซ์กล้องเป็นระบบอัตโนมัติ ผมจะยิงแฟลชได้ ทำให้ตัวแบบสว่างพอดีพอเหมาะ แต่ฉากหลังผมจะแดงอมส้ม กำแพงไม้กางเขนออกอมเขียวอ่อนๆ ถ้าเลือกไวท์บาลานซ์เป็นไฟทังสเตน ตัวแบบและสภาพบนเวทีจะเป็นสีธรรมชาติเหมือนได้รับแสงอาทิตย์กลางวัน จะมีฉากกางเขนข้างหลังที่เปิดไฟฟลูออเรสเซนต์เป็นสีฟ้าเข้มอมเขียว ในกรณีนี้ผมใช้แฟลชลบเงาไม่ได้ ไม่เช่นนั้นแสงแฟลชจะทำให้ส่วนสีขาวของแบบผมเป็นสีฟ้าอมน้ำเงิน หากตัวแบบเดินมาตามทางที่มีทั้งไฟทังสเตนและไฟแสงจันทร์ตกลงมา ส่วนที่ถูกไฟแสงจันทร์จะออกเป็นสีเขียวให้เห็นบนใบหน้าได้ จนแล้วจนรอดผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าช่างมืออาชีพเขาจัดการปัญหานี้อย่างไร ผมเห็นรูปของเขาออกมาเป็นแสงธรรมชาติเหมือนภาพที่ได้รับแสงธรรมชาติทั้งรูป ไม่ติดสีอมแดงอมเหลือง ไม่ติดสีเขียวอมฟ้าเลย ผมเดาว่าเขาใช้โปรแกรมโฟโตชอปแก้สี เป็นคำถามที่ผมต้องหาคำตอบต่อไป ณ นาทีนั้น ผมเลือกไม่ใช้แฟลช เลือกระบบไวท์บาลานซ์แบบไฟทังสเตน ผมปล่อยให้ฉากหลังไฟฟลูออเรสเซนต์เป็นสีฟ้าสดแทนที่จะเป็นสีขาวซึ่งสวยไปอีกแบบหนึ่ง


ก่อนวันถ่ายภาพจริง ผมซื้อหนังสือแนะนำการถ่ายภาพแต่งงานของสก็อต เคลบี –Scott Kelby มาอ่าน รวมทั้งไปยืนพลิกดูตำราถ่ายรูปแต่งงานจากหนังสือหลายๆเล่มเพื่อศึกษามุมมองการถ่ายภาพ และเทคนิคต่างๆ เนื่องจากผมต้องถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย อาจต้องใช้ความไวชัตเตอร์ต่ำ ผมต้องเตรียมตัวหลายอย่างขอสรุปเป็นข้อๆดังนี้

1. ทำให้ภาพคมชัดที่ชุด ขาตั้งกล้องเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ สำหรับขาตั้งกล้องผมคงไม่ใช้ในงานพิธี ผมเห็นด้วยที่จะใช้เมื่อต้องการบันทึกภาพก่อนหรือภายหลังพิธีซึ่งมีแต่ตัวแบบกับกล้อง

2. เพิ่มค่า ISOเพื่อให้พอถือถ่ายได้ด้วยมือ ให้สูงเข้าไว้ตั้งแต่ 800 ขึ้นไป กล้อง DSLR พัฒนาเซนเซอร์เป็นชนิด CMOS ทำให้ลดน๊อยส์เกิดไปได้มาก แต่กล้องของผมยังเป็นเซนเซอร์ชนิด CCD แบบเก่าอยู่ ผมเปิดระบบ noise reduction ไว้ซึ่งช่วยได้มาก นอกจากนี้ผมหา plug-in มาใช้กับโปรแกรมแต่งรูปโฟโตชอปเพื่อลบน๊อยส์ออกจากภาพ เรียกว่า Noise Ninja นอกจากน๊อยส์จะหายไปแล้วยังทำให้ผิวของแบบเรียบเนียนขึ้นด้วย

3. เลือกเลนซ์ที่สว่างมี f-stop ตั้งแต่ 1.4, 2. 2.8, 3.5 ซึ่งมีรูรับแสงกว้าง ทำให้สามารถใช้ความไวชัตเตอร์ที่สูงขึ้นได้

4. ทำแสงแฟลชให้นุ่ม การยิงแฟลชโดยตรงเข้าไปหาแบบจะได้แสงที่แรงและภาพที่แข็ง เราสามารถเลือกหากล่องกระจายแสงมาสวมหน้าแฟลช ซึ่งภายในกล่องจะมีแผ่นสะท้อนแฟลชออกมาให้มาก ส่วนด้านหน้ากล่องเป็นวัสดุกระจายแสงแฟลชออกเพื่อให้แสงนุ่มนวลไม่กระด้าง กล่องดังกล่าวมีหลายยี่ห้อ มีตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยบาทไปจนถึงเกือบสองพันบาท รูปทรงที่คล้ายกับถ้วยมาม่าคัพเลยเรียกหากันว่าถ้วยมาม่าเป็นอันเข้าใจกันว่าหมายถึงอะไร
5. การใช้เทคนิคการยิงแฟลชขึ้นเพดาน เหมาะกับห้องที่ฝ้าเพดานไม่สูงนัก แสงแฟลชที่ยิงขึ้นไปกระทบ 45 องศากับเพดานจะสะท้อนกับลงมาที่ตัวแบบให้แสงที่นุ่มนวล บางทีอาจนำแผ่นนามบัตรสีขาวมาติดยื่นออกจากหัวแฟลช เมื่อยิงแฟลชให้ตั้งฉากกับเพดาน แสงแฟลชส่วนหนึ่งจะกระทบเพดานตกลงมา อีกส่วนหนึ่งจะสะท้อนแผ่นนามบัตรเข้าสู่ตัวแบบ ทั้งสองวิธีนี้ต้องอาศัยแฟลชที่มีกำลังสูงๆ ช่างภาพบางท่านอาจใช้วิธียิงแฟลชในมุมเงย 45 องศา ร่วมกับการสอดแผ่นนามบัตรเพื่อใช้ลบเงาในการถ่ายภาพกลางแจ้งทำให้ลดควมกระด้างของแสงเงาที่ตกลงบนใบหน้า เอาเข้าจริงผมไม่ได้ใช้เทคนิคนี้เพราะโบสถ์ผมเพดานสูงร่วมสิบกว่าเมตร ผมหันไปใช้แผ่นกระจายแสงแฟลชสำหรับใช้กับเลนซ์มุมกว้างและลดกำลังแฟลชลงเพื่อลบเงาแทนเวลาที่ผมใช้ออโตไวท์บาลานซ์
6. การตั้งค่ารูรับแสง เพื่อให้ภาพมีความชัดลึกสูงในเวลาถ่ายภาพหมู่ และเวลาถ่ายภาพบุคคลคู่บ่าวสาว ให้ใช้รูรับแสงตั้งแต่ f/8 ขึ้นไป ภาพหมู่ให้โฟกัสที่แถวหน้าเป็นหลัก สำหรับภาพคู่ให้โฟกัสที่ลูกตาเจ้าสาว

7. เจ้าสาวเป็นดาวของงาน ให้ตามเก็บภาพเจ้าสาวทุกอิริยาบถ การถ่ายภาพครึ่งตัว ต้องถ่ายให้เห็นข้อศอกถึงกึ่งกลางปลายแขน ภาพค่อนตัวต้องลงไปประมาณข้อเข่าให้ตัดที่ครึ่งแข้ง โดยจัดความสูงของกล้องอยู่ระดับอก และเลือกฉากหลังที่เรียบๆ

8. ลองถ่ายภาพคู่บ่าวสาวจากมุมต่างๆ เช่น ถ่ายจากบนระเบียงลงมา ถ่ายในมุมเงย การถ่ายภาพหมู่อาจให้หันไปในทางเดียวกันแทนการยืนแบบเรียงหน้ากระดาน


9. แสงธรรมชาติเป็นแสงสมบูรณ์แบบที่สุด ให้แบบหันข้างให้กับแสงโดยอยู่ห่างจากหน้าต่างประมาณ 1.5 เมตร จะได้แสงที่นุ่มนวลเหมาะกับการถ่ายภาพเจ้าสาว เจ้าสาวกับเจ้าบ่าว เจ้าสาวกับครอบครัว

10. ในการโพสต์ท่าถ่ายรูปคู่ของเจ้าสาวและเจ้าบ่าว เจ้าสาวกับพ่อหรือแม่ ให้ยืนจนตำแหน่งศีรษะชิดกันให้ได้มากที่สุด จะได้ภาพที่ดูใกล้ชิดสนิทสนมและดูไม่เกร็งจนเกินไป

11. ถ่ายภาพเก็บบรรยากาศต่างในงานเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้น เช่น รองเท้า สร้อยคอ มงกุฏ แหวน สมุดลงนาม ช่อดอกไม้ที่ถือ รายละเอียดของชุดแต่งงาน เป็นต้น



นอกจากนี้ ควรไปถึงสถานที่ก่อนเวลาพิธีการเพื่อลองวัดแสง ลองปรับตั้งไวท์บาลานซ์ หามุมถ่ายภาพ รวมทั้งตกลงนัดแนะกับคู่บ่าวสาวถึงมุมและทิศทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาสวมแหวนที่ต้องมีจังหวะหยุดสัก 3-4 วินาทีให้ช่างภาพมีเวลาได้ถ่ายภาพ ผู้ถ่ายภาพควรทราบกำหนดการของพิธี ควรทราบรายละเอียดต่างๆให้มากที่สุดและที่สำคัญควรคุยกับคู่แต่งงานว่าเขาอยากให้ได้ภาพแบบใด


ผมเห็นภาพที่สตูดิโอต่างๆมารับงานที่โบสถ์ เขามีอุปกรณ์สำหรับสลาฟแฟลช มีตู้ไฟแฟลชมาพร้อมกับร่ม แต่ผมว่าสตูดิโอเหล่านี้เข้าใจคอนเซปต์การถ่ายภาพแต่งงานไม่ถูกต้อง เขาพยายามทำให้ภาพเหมือนกับที่ไปถ่ายรูปคู่กันที่สตูดิโอ ผิวของนางแบบจะขาวเผือด แสงเงาบนใบหน้ามีน้อยมากโดยการเปิดหน้ากล้องให้รับแสงโอเวอร์เล็กน้อย ชุดแต่งงานเป็นสีขาวโพลนเจิดจ้าจนมองไม่เห็นรายละเอียดลายลูกไม้ การจัดไฟและการใช้โปรแกรมแต่งภาพทำให้ภาพไม่มีสีแดงและสีเหลืองปรากฏบนสีผิวและบนผนัง โทนของภาพจึงเป็นสีขาว เห็นสีเขียวอมน้ำเงินของใบไม้ สีชมพูและเหลืองซีดๆของดอกไม้ ผมเลือกถ่ายทอดภาพให้ใกล้เคียงกับที่ตาเห็น ผมจัดการคัดรูปมาขยายสี่สิบรูปเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในวันสำคัญและจัดอัลบัมให้ตุ่นเป็นของขวัญวันแต่งงาน ผมก็มือใหม่หัดถ่ายรูปประเภทนี้อยู่เหมือนกัน มีที่พลาดจังหวะดีๆไปก็เยอะ วางแผนผิดพลาดก็เยอะ ภาพเบลอก็ไม่น้อย ระยะชัดลึกไม่ดีทำให้โฟกัสได้ชัดเฉพาะเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวในภาพคู่เนื่องจากผมเลี่ยงไม่ใช้แฟลชทำให้ต้องเปิดรูรับแสงกว้างสุดเพื่อให้ได้ความไวชัตเตอร์ที่ไม่สั่นไหว ทุกอย่างมันขาดๆเกินๆแต่อย่าไปคิดมากเลยทำได้ไม่ครบสูตรทุกข้อแต่ก็ได้พยายามลองให้มากที่สุดแล้ว เรื่องอย่างนี้อยู่ที่ประสพการณ์เป็นสำคัญก็ต้องแก้ปัญหากันในคราวต่อๆไปตราบเท่าที่จะมีคนหลงผิดเข้ามา ดีนะที่ถ่ายให้ฟรี หากรับงานมีสิทธิ์ถูกเหยียบเอาได้ มาดูรูปที่ผมถ่ายไว้ดีกว่า



Labels:


Monday, March 24, 2008

 

ได้มาโดยไม่ตั้งใจ

เมื่อน้องตัวดีมาขอให้ผมถ่ายรูปให้ ผมอดวิตกกังวลไม่ได้เนื่องจากผมต้องถ่ายรูปในบรรยากาศที่มีแสงน้อยมาก หากผมเร่งให้ ISOสูงกว่า 400 ผมจะได้น๊อยส์แถมมาเพียบตาม หากเป็นเรื่องถ่ายภาพทั่วๆไปผมคงไม่เครียดเท่าใดเพราะผมจะเล่นกับน๊อยส์อย่างมีความสุข ผมไปยืมกล้องนิคอนของพี่สาวมาใช้เป็นกล้องสำรอง แต่เมื่อดูคุณสมบัติของมันแล้วก็ไม่ได้ดีไปกว่าของผมเท่าใดนัก ผมนึกถึงเลนซ์ Nikkor 50 mm f1.8 ขึ้นมาว่าเป็นเลนซ์ที่เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลดัวหนึ่ง ความสว่างของมันน่าใช้มาก ยังมีเลนซ์ตัวที่ดีเยียมคือ 50 mm f1.4 แต่มีราคาแพงกว่าอีกเท่าตัว ผมคิดว่าผมจะซื้อตัว f1.8 มาใช้เพราะมันสว่างดีและราคาไม่แพง

ผมลองโทรศัพท์ไปสอบถามเพื่อเปรียบเทียบราคา พร้อมกับชั่งน้ำหนักค่าใช้จ่ายเดินทาง ค่าเดินทางในกรุงเทพเดี๋ยวนี้ต่อเที่ยวไปกลับเกือบร้อยบาท และยังต้องเตรียมเงินสำหรับเป็นค่าจอดรถ ถ้าไม่ถามให้ดีหรือจองสินค้าไว้อาจต้องไปเสียเปล่าอีกด้วย เลิกงานแล้ว ผมนั่งรถไฟฟ้าดินตรงไปฟอร์จูนทาวน์เพื่อไปหาซื้อเลซืดังกล่าว ที่นี่มีหลายร้านให้เข้าไปสอบถามและต่อรองราคาได้ ผมพบร้านหนึ่งโชว์เลนตัวดังกล่าวพ้รอมกับเลนซ์ตัวอื่นของนิคอน สายตาผมเหลือบไปเห็น DX 18-200 mm f4-5.6G IF-ED VR ป้ายราคาที่ติดไว้เพียงสามในสี่ของราคาตัวแทนจำหน่าย ราคาที่หายไปนั้นพอจะซื้อ 50 mm f1.4 ได้ 1 ตัวและ f1.8 ได้ 2 ตัว ผมสอบถามดูจึงได้ทราบว่าเป็นของที่ร้านไปนำมาจากต่างประเทศเข้ามาขายไม่ผ่านตัวแทน ตั้งแต่ผมทำงาน ผมซื้อแต่ของที่ประกันศูนย์มาตลอด ราคามันช่างเย้ายวนผมมากมาย ผมลืมเสียสนิทเลยที่กล้องนิคอนตัวแรกในชีวิตของผม FM2N, 35-105 mm เป็นกล้องที่นำมาจากมาเลเซีย ไม่ได้ซื้อผ่านตัวแทน

ความเย้ายวนใจทำเอาผมต้องเดินออกมาที่ระเบียงมองดูผู้คนเดินไปมาพร้อมกับปล่อยความคิดให้ล่องลอย ผมเริ่มชั่งน้ำหนักใหม่ตั้งแต่ผมซื้อเลนซ์เพียงเพื่อใช้ในงานแต่งงานๆเดียวเท่านั้นหรือ f-stop ที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.8 มีความหมายแค่ไหนสำหรับภาพที่ได้ เลนซ์ที่มีช่วงคงที่ทำให้ผมต้องเดินเข้าออกหาวัตถุเพื่อจับภาพสดวกกับผมแค่ไหน ผมเหมือนคนที่หลงรัก 18-200 mm VR ตัวนี้มานาน และเมื่อมาพบเข้าในราคาค่าตัวนี้ ผมพร้อมที่จะจ่ายทันทีอย่างไม่ลังเล ก่อนหน้านี้ผมเคยตามดูเธอมาหลายครั้งทีผ่านร้านกล้อง ผมเคยลองจับ เคยสอบถามเพื่อนที่ใช้อยู่ มีแต่คนออกปากถึงความรวดเร็วในการตามโฟกัสและประสิทธิภาพในการถ่ายที่สภาพแสงต่ำมากๆ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมยืนอยู่ตรงนั้นนานมากและผมกลับไปหิ้วเธอกลับบ้าน


ผมจะลองแคะคุ้ยให้ฟังว่า AF-S DX Nikkor 18-200 mm f3.5-5.6G IF-ED VR มันมีคุณสมบัติอันใดบ้าง ผมขอถอดจากชื่อก่อนเลยว่าเป็นเลนซ์ที่ใช้กับกล้องดิจิตัล (DX) จะใช้กับกล้องฟิลม์ 35 มม.ก็ได้ แต่ที่มุมกว้างสุด 18-24 mm จะให้ขอบมืดทั้งสี่มุม ผู้ออกแบบได้ใช้เลนซ์ทั้งสิ้น 16 ชิ้น โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆได้ 12 กลุ่ม มีชิ้นเลนซ์ชนิดที่เรียกว่า extra-dispersion หรือ ED เพื่อให้แสงทะลุผ่านได้มากที่สุด 2 ชิ้น แต่เดิมการออกแบบเลนซ์จะใช้วิธีการฟิกซ์ตำแหน่งชิ้นเลนซ์และใช้การหมุนเลื่อนกระบอกเลนซ์เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งเลนซ์ทำให้เลนซ์ที่อยู่หน้ากระบอกหมุนตามไปด้วย หากเราสวมฟิลเตอร์ไว้ที่ด้านหน้า ฟิลเตอร์จะหมุนไปตามกระบอกทำให้ต้องปรับฟิลเตอร์ใช้งานให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตลอดเวลา แต่การทำงานโฟกัสของเลนซ์ IF เป็นการขยับตำแหน่งฉพาะเลนซ์ภายในกระบอกโดยที่เลนซ์ด้านหน้าไม่ได้มุนไปด้วย ทำให้สดวกในการใช้งานเมื่อติดตั้งฟิลเตอร์เช่น ฟิลเตอร์สีครึ่งแผ่น ฟิลเตอร์ตัดแสงโพลาไรซ์ เป็นต้น การเคลื่อนกลุ่มเลนซ์ภายในแบบนี้เรียกว่า internal focus (IF) แสงที่ผ่านมัชฌิมหรือตัวกลางใส ส่วนหนึ่งจะสะท้อนกลับออกมา ส่วนหนึ่งจะทะลุผ่าน ยิ่งผ่านไปได้มากภาพที่ตกบนจอจะคมชัดมาก แต่หากสะท้อนกลับจะทำให้แสงฟุ้งกระจายอยู่ภายใน ภาพที่ออกมาจะไม่คมเท่าที่ควรเป็น 18-200 mm เป็นช่วงซูมเทียบเท่ากับระยะ 28-300 mm ของกล้องฟิลม์ ทำให้สามารถใช้เลนซ์ตัวเดียวในการถ่ายภาพทุกรูปแบบได้ เหมาะกับการท่องเที่ยว ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ถ่ายภาพบุคคล ถ่ายภาพโคลสอัพ ถ่ายภาพวัตถุไกลๆ เลนซ์ที่มีช่วงซูมกว้างแบบนี้เขาเรียกว่า super zoom เป็นเลนซ์เอนกประสงค์ แต่จะเอาดีเยี่ยมไม่ได้สักอย่าง คนที่หวังจะได้คุณภาพสุดยอดจะไม่เลือกเลนซ์ประเภทนี้ มันเหมาะกับผู้สูงวัย ผู้ที่เบื่อจะพกและคอยเปลี่ยนเลนซ์หลายๆตัวกลับไปกลับมาเพราะเราสามารถยกกล้องขึ้นเล็ง-ซูม-กดชัตเตอร์ สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวชมเมืองจะทราบว่าเลนซ์มุมกว้างมีความจำเป็นมาก เวลาผมไปถ่ายรูปกับพี่ ผมเห็นเขาถอยแล้วถอยอีกแต่ก็ไม่ได้ภาพเพราะเราเอาเลนซ์กล้องฟิลม์มาใช้ทำให้องศาการรับภาพแคบเกิน เขาน่าจะพออกพอใจกับเลนซ์ตัวนี้เป็นอย่างมาก

การปรับโฟกัสอัตโนมัติของเลนซ์นิคอนทำได้เงียบและรวดเร็วเพราะใช้มอเตอร์ชนิดเงียบ silent wave moter ซึ่งระบุด้วยสัญญลักษณ์ AF-S เลนซ์ตัวนี้มีความกว้างของรูรับแสง f3.5-5.6 ซึ่งถือว่าพอใช้ แต่ถ้าจะเทียบกับเลนซ์อื่นๆที่ให้ f2.8 ถือว่าไม่สว่างพอ หากต้องโฟกัสในที่แสงน้อยจะต้องใช้กล้องที่มีสมองกลฉลาดๆ อย่างไรตามกล้องก็มีระบบ VR ชดเชยให้ ผมใช้มือเปล่าถือกล้องถ่ายภาพที่ f5.6 ในความไวชัตเตอร์ที่ต่ำมากเพียง 1/5-1/10 วินาทีก็ยังให้ภาพที่คมชัด โดยปกติแล้วหากเป็นเลนซ์ทั่วไปผมไม่สามารถถือกล้องที่ 1/30 วินาทีเพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดทุกครั้งด้วยวัยที่เพิ่มมากขึ้น นักออกแบบอ้างว่าเลนซ์ระบบ VR สามารถลดความสั่นไหวได้ถึง 4 f-stop VR หรือ vibration reduction เป็นชื่อเรียกเทคโนโลยีการแก้ความสั่นไหวของภาพเนื่องมาจากจอรับภาพไม่อยู่นิ่ง เช่นมือสั่น อยู่บนยานพาหนะที่โยนตัว การโยกทำให้องศาที่แสงตกกระทบผิดไป ภาพจึงไปตกก่อนหรือเลยจอรับภาพออกไป เขาแก้ด้วยการทำให้กลุ่มเลนซ์ตอนกลางสามารถเคลื่อนได้เป็นอิสระโดยควบคุมการเคลื่อนด้วยสมองกลหรือ CPU ภายในกระบอกเลนซ์จะมีตัวเซนเซอร์ 2 ชุดจับดูแสงที่ผ่านเลนซ์ว่าผิดไปกี่องศา โยเซนเซอร์ตัวหนึ่งจับการเคลื่อนไหวในแนวตั้ง อีกตัวหนึ่งจับการเคลื่อนไหวในแนวนอน เป็นการตรวจจับความเร็วเชิงมุม มีความไวสูงในการจับการเคลื่อนไหวแม้เป็นเพียง 1/1000 วินาที สมองกลจะประมวลผลและสั่งให้กลุ่มเลนซ์ตอนกลางขยับเพื่อบังคับให้แสงตกลงบนจอพอดี ภาพที่ได้จึงคมชัด มอเตอร์ขับที่ทำหน้าที่ขยับกลุ่มเลนซ์เรียกว่า voice coil motors (VCMs) ด้วยเหตุนี้กระบอกเลนซ์จึงใหญ่กว่ากระบอกทั่วไปเพราะต้องมีที่พอให้ใส่มอเตอร์โฟกัส, เซนเซอร์, CPU และมอเตอร์ขยับกลุ่มเลนซ์ไว้ด้วย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกระบอกประมาณ 7.7 ซม. ตัวกระบอกยาว 9.65 ซม.ที่ระยะซูม 18 มม. มีหน้าเลนซ์ 72 มม. ขนาดน้ำหนักรวม 560 กรัม ซึ่งหนักพอดู ในปัจจุบันบริษัทกล้องและบริษัทผู้ผลิตเลนซ์ต่างพากันใช้เทคโนโลยีแก้การสั่นไหวดังกล่าวกับสินค้าของตนเอง บ้างก็ตั้งชื่อว่า image stabilizer หรือ IS ค่ายเลนซ์เช่น Tamron และ Sigma ก็ผลิตซุปเปร์ซูมออกมาเช่นกันในราคาที่ถูกกว่านิคอน แต่ผมไม่ได้เลือกใช้เพราะเป็นเลนซ์ f3.5-6.3 ที่ไม่สว่างนัก


นิคอนทำเลนซ์ออกมาหลายรหัส รหัส G นี้ออกแบบมาโดยให้รายละเอียดบนกระบอกเลนซ์สำหรับมืออาชีพที่ต้องการทราบว่า ระยะห่างระหว่างกล้องกับวัตถุเป็นเท่าใดโดยทำมาตรไว้บนกระบอกเลนซ์ ทำให้ทราบได้คร่าวๆว่าอยู่ในระยะชัดลึกหรือไม่ หรือเพื่อเป็นข้อมูลว่าอยู่ในรัศมีแฟลชหรือไม่ รวมทั้งให้ข้อมูลความยาวโฟกัสตำแหน่ง 18, 24, 35, 50, 70, 135 และ 200 มม. ไว้ด้วย ข้อมูลพวกนี้เป็นประโชน์ในการคำนวณและจัดแสงให้ได้ภาพตามต้องการ

ผมได้ทดลองนำไปใช้งานกับกล้องรุ่น D50 ซึ่งถือว่าตกรุ่นล้าสมัยมาปีเศษแล้ว พบว่าทำงานด้วยกันได้ดี สามารถตามโฟกัสได้เร็วมากในสภาพแสงน้อยๆภายในห้องประชุม ผมถือถ่ายรูปหวังผลความชัดไม่สั่นไหวในความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุด 1/10 วินาทีที่ระยะซูม 200 มม. ทำให้ผมทำงานได้รวดเร็วไม่ต้องคอยเปลี่ยนเลนซ์หลายตัวสามารถทำงานได้ฉับไวตอบสนองการตัดสินใจได้ทันเวลา และที่ผมชอบมากขึ้นคือระยะโฟกัสใกล้สุดเพียง 50 ซม. ที่ทุกช่วงซูม ซึ่งต่างกับเทเลซูมทั่วไป (70-300 mm) ที่มีระยะโฟกัสใกล้สุด 1-1.5 เมตร ทำให้ผมสามารถจ่อกล้องเข้าใกล้วัตถุเล็กๆได้ ภาพถ่ายจากเลนซ์ตัวนี้ในงานแต่งงานของตุ๊กตุ่นเป็นที่ถูกใจของหลายคน อิ่มทั้งสี คอนทราสต์ และความคมชัด แต่อย่างไรเสีย เมื่อดูรูปจากกล้องโอลี่และกล้องนิคอนแล้ว 8 ใน 10 คนต่างบอกว่าสีผิวของกล้องโอลี่สวยกว่ามาก นี่แหละที่ทำให้ผมถอนตัวไม่ขึ้น

ผมจ่ายเงินแลก Nikkor 18-200 mm VR มาอย่างไม่ตั้งใจ ผมได้ลองใช้มันแล้วและมันถูกใจผมมาก นับจากนี้ไปผมคงไม่ได้ใช้มันบ่อยเท่าใด กล้องและเลนซ์ชุดนิคอนเป็นของพี่ผม (เงินของผมแต่ของๆพี่ มันยุติธรรมไหมนี่) ส่วนเลนซ์เดิมผมนำไปติดกลับคืนที่กล้องฟิล์ม ผมจะใช้กล้องฟิล์มควบคู่ไปด้วยซึ่งมันจะได้มุมกว้างมากถึง 24 มม.ผมยังมีความสุขกับดิจิตัลโอลีของผมเหมือนเดิม ตอนนี้ผมภาวนาให้บอดี E-3 ลงราคาเร็วๆ ราคาหายไปครึ่งหนึ่งเมื่อไหร่ผมจะไปหิ้วมันมา... ผมอยากได้










ภาพวงแหวน VCMs และภาพไดอะแกรมการทำงานของระบบ VR ประกอบเรื่องในวันนี้ผมนำมาจาก www.nikon.co.jp

Labels:


Friday, March 21, 2008

 

ท่องมรดกโลกจากสุโขทัยถึงศรีสัชนาลัย


เสียงนาฬิกาปลุกผมแต่เช้า ผมเห็นแต่เงาตะคุ่มๆด้วยฟ้าหน้าหนาวยังไม่สว่าง มองหน้ากับพี่ผมว่าจะเอาอย่างไรดี เมื่อวานพี่น้องคุยกันว่าจะกลับไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นที่วัดศรีชุม เราตั้งใจว่าสายๆค่อยกลับมาทานอาหารเช้าและออกเดินทางต่อ ลุกขึ้นมาแต่งตัว ล้างหน้าแปรงฟันและหาอะไรรองท้องเล็กน้อย แม่ผมยังไม่ตื่นและเราก็ยังไม่ทันได้ขยายความคิดเรื่องจะออกไปถ่ายรูปแต่เช้าให้แม่ฟัง หากจะหายตัวไปจากห้องเลยแม่ผมตื่นขึ้นมาจะตกใจ ฟ้าสางแล้ว แม่ลืมตาขึ้นมางัวเงียขึ้นมามองเพราะได้ยินเสียงภายในห้อง เราบอกแม่ว่าจะกลับไปวัดศรีชุมเพื่อถ่ายรูปแม่อยากไปด้วยหรือเปล่า แม่กระวีกระวาดลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน เดินเหิรราวกับว่าเมื่อคืนไม่ได้เจ็บที่ใต้ฝ่าเท้าและออกมาขึ้นรถโดยที่ยังสวมชุดนอน (ชุดวอร์มผ้าสำลี)

ผมไปถึงวัดก่อนตะวันเล็กน้อย รถทัวร์คันใหญ่ตามหลังผมไปติดๆทำให้ผมต้องเร่งถ่ายรูปสถานที่โดยรวมก่อนที่จะมีผู้คนชูสองนิ้วเอียงคอทำท่าปัญญาอ่อนเต็มที แสงแดดในยามเช้าฉาบให้ทั้งวัดเป็นสีทองอมชมพูงามอย่างประหลาด และเราก็เริ่มถ่ายรูปกันใหม่ราวกับเมื่อวานไม่ได้แวะผ่านมา สองโมงครึ่ง เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาเปิดซุ้มขายตั๋วพร้อมกับเปิดแผงขายของที่ระลึก หมาน้อยที่เกือบโดนรถทัวร์ทับเอาเมื่อวานนี้ออกมาวิ่งปุเลงๆอย่างซุกซน ขามันสั้นนิดเดียวขณะที่ใบหูใหญ่ตั้งชัน มันน่ารักขนาดที่ผมอยากขโมยอุ้มมันขึ้นรถเอากลับมาด้วย จากวัดศรีชุมเราผ่านสระตระพังกลางเมืองและศาลตาผาแดงซึ่งเป็นปราสาทขอมหลังเก่าแก่ที่สุดของสุโขทัยในยุคนครวัด (พ.ศ. 1650-1700) ผมย้อนกลับทางเดิมออกไปที่วัดเชตุพนอีกครั้งหนึ่งเพื่อเก็บบรรยากาศเช้าที่นั่น สภาพแสงที่ตกลงบนพระพุทธรูปปางลีลาจับใจผมมาก

หลังอาหารเช้า เราเก็บกระเป๋าและเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม ผมตั้งใจว่าจะพาแม่ไปวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ที่อำเภอศรีสัชนาลัย เนื่องจากคราวก่อนที่เราไปศรีสัชนาลัยเราไม่ได้แวะที่นี่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือวัดพระบรมธาตุเมืองเชลียงหรือวัดพระปรางค์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม ตั้งอยู่ในเมืองเชลียง เป็นวัดขนาดใหญ่ จุดเด่นของวัดคือปรางค์ยอดฝักข้าวโพดขนาดมหึมา วิหารที่อยู่ด้านหน้าเหลือแต่เสา และพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย พระพุทธรูปปางลีลาในวิหารสวยงามมากและค่อนข้างสมบูรณ์ สิ่งปลูกสร้างที่กล่าวมานี้ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วก่อจากศิลาแลง บนซุ้มประตูทางเข้าเป็นพระพักตร์สี่ทิศของพระโพธิสัตว์อวตารโลกิเตศวร ผมปีนขึ้นไปบนพระปรางค์ เขามีราวทำไว้ให้จับ ภายในมีซุ้มเหม็นมูลค้างคาว ผมเห็นเศษซากแมลงสาปเกลื่อนทำเอาต้องค่อยๆผ่อนลมหายใจเข้าออก ภายในเรือนธาตุตั้งเสาคล้ายกับหลักเมือง ผมยืนมองเก็บบรรยากาศในที่สูงด้วยใจหวิว ต้นขาอ่อนเปลี้ยแทบไม่อยากขยับไปไหน มองออกไปถึงริมน้ำยมก่อนที่จะเก็บกล้องลงกระเป๋าและใช้สองมือจับราวบันไดไต่กลับลงมา นอกจากปรางค์แล้ว ด้านหลังยังมีเจดีย์พระธาตุมุเตาทรงมอญขนาดใหญ่และวิหารพระสองพี่น้อง และมณฑปพระอัฏฐารส ด้านข้างของวัดมีหลุมขุดค้นของกรมศิลปากร สิ่งปลูกสร้างของวัดเป็นศิลาแลงทั้งหมด แลงเป็นดินพรุนมีฟองอากาศมากมาย เนื้อดินมีธาตุเหล็กอยู่มาก ประเทศไทยมีบ่อดินแลงมากมาย ช่างโบราณจะลงไปตัดดินเหนียวแฉะๆจากบ่อเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขึ้นมาตาก เมื่อแห้งจะเป็นดินที่แข็งมากสามารถนำมาใช้ก่อสร้าง เราแวะลงอุดหนุนผ้าทอมือปูโต๊ะ (table runner) ของชาวบ้านหลายผืนสำหรับใช้เองและไว้เป็นของฝาก ราคาเพียงหนึ่งในสามของที่เคยซื้อหาในเมืองทำให้ผมไม่ต่อรองราคาเลย



วัดพระบรมธาตุเมืองเชลียง วัดสร้างด้วยศิลาแลง บนซุ้มประตูวัดมีพระพักตร์ของพระโพธิสัตวฯ มองเห็นช่องที่ซุ้มเรือนธาตุซึ่งเข้าไปข้างในได้


จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ผมขับรถไปยังอุทยานประวัติศาสตร์เมืองศรีสัชนาลัยซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เราแวะรับประทานอาหารเที่ยงกันเมื่อบ่ายแก่ๆ ผมเลือกร้านก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยเล็กๆที่ใต้ถุนบ้านแห่งหนึ่ง รสชาติ เครื่องก๋วยเตี๋ยวแตกต่างจากร้านในกรุงอย่างสิ้นเชิง เขาใช้หมูติดมันย้อมจนแดงและใส่กากหมูจำนวนมาก แต่ก็อร่อยดี ผมเคยมาศรีสัชนาลัยกับเพื่อนเมื่อหลายปีก่อนและแวะเที่ยวกับที่บ้านเมื่อสามปีที่แล้วเมื่อผ่านขึ้นไปยังจังหวัดแพร่ หากใครมาศรีสัชนาลัยแล้วไม่ได้ไปดูเตาทุเรียงสองแห่ง แห่งหนึ่งที่ป่ายางและอีกแห่งหนึ่งที่เกาะน้อยซึ่งสมบูรณ์ที่สุด ผมถือว่าไปไม่ถึงศรีสัชฯ

ครั้งนี้เรามาเที่ยวศรีสัชฯโดยไม่อยู่ในโปรแกรมที่วางไว้ เราแวะไปที่วัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดนางพญา เพื่อเก็บภาพกันเองมากกว่าที่จะมาเก็บภาพสถานที่ วัดช้างล้อมมีเจดีย์ทรงลังกาเป็นระฆังคว่ำขนาดใหญ่อยู่บนฐานประทักษิณซึ่งมีพื้นที่เดินได้โดยรอบ ช้างยืนครึ่งตัวประดับอยู่ที่ฐาน เจดีย์วัดช้างล้อมศรีสัชนาลัยเป็นเจดีย์หนึ่งในหลายแห่งที่มีชื่อเสียง (อื่นๆได้แก่ที่วัดช้างล้อม อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรซึ่งเหลือแต่ฐาน เจดีย์ช้างล้อมที่วัดเชียงมั่น เชียงใหม่ เจดีย์วัดกานโถมช้างค้ำ ที่เวียงกุมกาม เชียงใหม่ เจดีย์พระธาตุช้างค้ำ จังหวัดน่าน และเจดีย์ช้างล้อมวัดมเหยงค์ อยุธยา เป็นต้น) ความหมายของช้างล้อมหรือช้างรอบ มีที่มาจาก ช้างเป็นสัตว์ที่ใช้เป็นพาหนะในการอัญเชิญพระสรีรังคธาตุ พระไตรปิฎกมาแต่โบราณ นอกจากนี้ช้างเป็นสัตว์แข็งแรง ไทยล้านนาและไทยทางเหนือนิยมช้างประดับตามแบบลังกาเพื่อสื่อความหมายของการค้ำจุนพระศาสนา) วัดเจดีย์เจ็ดแถวเป็นวัดขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามกับวัดช้างล้อม ประกอบด้วยแถวของเจดีย์ทรงต่างๆที่สร้างขึ้นเรียงรายกันเป็น 7 แถวๆละ 5 องค์ เจดีย์ทรงข้าวบิณฑ์ของวัดสวยงามมาก สิ่งที่น่าสังเกตคือกำแพงวัดเป็นแลงแผ่นใหญ่ตัดมาเป็นแผ่นๆเหมือนพื้นซีเมนต์สำเร็จยกมาตั้งเรียงรายกันเป็นแนวรั้ว ข้างๆวัดเจดีย์เจ็ดแถวคือวัดสวนแก้วอุทยานใหญ่ ผมไม่มีเวลาพอในครั้งนี้ เป็นวัดเล็กๆที่น่าชมมากแห่งหนึ่ง เราไปแวะกันที่วัดนางพญา ส่วนของวิหารพังทลายลงมากแล้ว เหลือเพียงเสาแลกำแพงวิหารด้านหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ เป็นวิหารที่ไม่มีหน้าต่าง มีแต่ช่องแกลบนกำแพงให้อากาศถ่ายเทได้ ลายปูนปั้นบนกำแพงวิหารเป็นงานฝีมือและเป็นสิ่งล้ำค่าสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ สวยงามนัก ก่อนที่เราจะจบการเดินทางในอุทยานประวัติศาสตร์ผมกับพี่เดินขึ้นเขาลูกเล็กๆไปที่วัดเขาสุวรรณคีรีโดยเก็บแม่ไว้ในรถ น่าเสียดายที่เขากำลังซ่อมขุดแต่งทำให้เราเดินออกไปที่หน้าเขามองลงมาไม่ได้ สี่โมงครึ่งแล้ว เรายังเอ้อระเหยและไม่อยากให้หมดวัน แม้ว่าเราจะยังไม่อยากกลับกันแต่ระยะทางเกือบ 500 กิโลเมตรที่รออยู่ข้างหน้าทำให้เราไม่ออกเดินทางไม่ได้ ออกมาจากอุทยานฯไม่กี่ร้อยเมตร เราผ่านวัดโคกสิงคาราม ผมหยุดรถที่ข้างทางทันทีเมื่อเห็นแดดสีทองที่ทอดลงบนสนามสีเขียวสด มีจักรยานสีแดงคันหนึ่งจอดอยู่ แสงแดดส่องทะลุต้นก้ามปูใหญ่ที่ปกคลุมโบราณสถานสองหลังและแถวของเจดีย์ทำให้ผมไม่อาจอดใจไว้ได้ เราหยุดเวลาและลงไปเก็บภาพกันอีกครั้งหนึ่ง





กำแพงวัดนางพญา ที่เริ่มจะลบเลือนมากขึ้นเพราะฝีมือนักท่องเที่ยว


ใบไม้ทับถมเต็มหน้าบันไดวัดเขาสุวรรณคีรี ภายในเมืองเก่าศรีสัชนาลัย

แม่น้ำยมซึ่งไหลผ่านหน้าวัดพระปรางค์อำเภอศรีสัชนาลัย


หน้าวัดโคกสิงคาราม อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ในนาทีสุดท้ายก่อนตะวันจะลาลับ


ห้าโมงเย็น ผมนำรถออกจากศรีสัชนาลัยกลับบ้าน คำนวณจากระยะทางแล้วผมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดชั่วโมง ฟ้าเริ่มมืดเมื่อผมถึงตัวเมืองสุโขทัย ผมใช้เส้นทางเดิมเพื่อกลับบ้าน คืนนั้นเราทานข้าวกันที่นครสวรรค์ ผู้คนออกมาทานข้าวกันจนรถราติดขัดและหาที่จอดรถยากมาก และเพื่อให้เรื่องของผมสั้นเข้า ผมกลับถึงบ้านหลังเที่ยงคืนเล็กน้อย ยังไม่มีครั้งไหนเลยที่เราไปเที่ยวกันแล้วกลับถึงบ้านก่อนเที่ยงคืน เราอิ่มใจกับสุโขทัยที่ไม่เพียงแต่ให้ความสุขในยามอุทัย อากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไปในเหมันตฤดูทำให้เราสุขได้ทั้งวัน

Labels:


Monday, March 17, 2008

 

สุขอุทัย

ผมไปสุโขทัยรวมกันแล้วไม่ต่ำกว่าห้าหกครั้ง แต่ผมพบว่าผมได้สัมผัสกับสุโขทัยน้อยมาก เนื่องจากเวลาที่จำกัดและเป็นการพาคนอื่นไปขี่ม้าชมเมือง ในทางกลับกันผมได้ใช้เวลากับศรีสัชนาลัยเมืองลูกหลวงอย่างคุ้มค่าสองครั้งมาแล้ว วันหยุดในเดือนธันวาคม เราจึงตกลงกันว่าจะขึ้นไปสุโขทัยเพื่ออยู่เที่ยวที่นั่นสองวันเต็มๆ

ผมขับรถออกจากกรุงเทพขึ้นไปตามถนนสายเอเชีย กว่าผมจะมาถึงทางแยกเข้าเมืองอุทัยธานีเพื่อรับประทานข้าวเที่ยงก็เป็นเวลาบ่าย เราเที่ยวเมืองอุทัยธานีกันจนฟ้ามืดดังที่ผมได้เล่าไปแล้ว จากนครสวรรค์ผมใช้ถนนเส้นตากฟ้าผ่านพิจิตรขึ้นไปที่พิษณุโลกและแวะทานอาหารค่ำกันที่ริมแม่น้ำน่าน พิษณุโลกเป็นเมืองผ่านแวะรับประทานอาหารเกือบทุกครั้งที่เราขึ้นเมืองเหนือกัน ครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากเดิมจนเราตกลงกันว่าจะมีวันที่เราเจาะจงมาเที่ยวพิษณุโลกกันให้เป็นเรื่องเป็นราว เสร็จจากอาหารค่ำราวสามทุ่มเศษผมมุ่งหน้าสู่สุโขทัยเพื่อเข้าพักที่โรงแรมไพลิน คืนนั้นผมหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง

หลังอาหารเช้าวันรุ่งขึ้น เราเข้าไปที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยกันแต่เช้า จะเที่ยวสุโขทัยต้องขยันตื่นแต่เช้า ชื่อเมืองสุโขทัยเป็นคำสนธิระหว่างคำว่า สุข กับคำว่า อุทัย ซึ่งหมายความว่าความสุขในยามเช้า บรรยากาศในยามเช้าก่อนแปดนาฬิกาเป็นเวลาที่แสงอาทิตย์อาบไล้เมืองเป็นสีทอง อากาศเย็นสบายและสวยงามด้วยสายหมอกจางๆ หลังจากแปดโมงเช้าแล้วแดดที่นี่จะแรงมาก ประกอบกับเป็นพื้นที่แอ่งกะทะที่อบอ้าว ผมจึงไม่แปลกใจที่ชาวสุโขทัยมีผิวพรรณที่คมเข้มเพราะแดดที่กล้าและจัดกว่าที่อื่น เนื่องจากวัดในสุโขทัยสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หากจะเที่ยววัดให้ได้อรรถรสจึงต้องเที่ยวในเวลาเช้า หากไปถึงบ่ายแล้วเราจะได้แต่ภาพย้อนแสง ขาดรายละเอียดสำคัญไปหมด ผมเลือกซื้อตั๋วเที่ยวโบราณสถานแบบเหมาจ่าย ตั๋วหนึ่งใบผ่านไปได้ทั่วรวมถึงพิพิธภัณฑ์ด้วย เราตรงไปวัดมหาธาตุซึ่งถือเป็นวัดประธานในเขตคูเมืองชั้นใน ภายในวัดประกอบด้วยเจดีย์น้อยใหญ่รูปทรงต่างๆกว่า 200 องค์ บ้างก็เป็นยอดปรางค์ที่ได้รับอิทธิพลจากขอมและที่สำคัญคือยอดเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ลักษณะเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์นี้คล้ายกับการดัดแปลงเจดีย์ยอดปรางค์ซึ่งเป็นฝักข้าวโพดแทนด้วยยอดดอกบัวตูม บ้างก็ว่าพุ่มข้าวบิณฑ์คือคือข้าวที่บิณฑบาตรโดยที่ชาวบ้านจะปั้นก้อนข้าวเหนียวใส่ลงบาตร เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นเจดีย์แบบที่นิยมกันมากในยุคสุโขทัยเรืองอำนาจไม่พบในที่อื่นหรือยุคสมัยอื่น นอกจากเจดีย์แล้วยังพบพระพุทธรูปปางต่างๆล้วนเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ พระอัฏฐารสเป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานพร มักสร้างมณฑปครอบไว้ ที่วิหารด้านหน้าวัดยังปรากฏฐานชุกชีขนาดใหญ่และพระปูนปั้นจำลองซึ่งตั้งแทนที่พระศรีศากยมุนีที่ได้ชะลอมาไว้ที่วัดสุทัศน์

จากวัดพระศรีมหาธาตุ เราเดินทางไปยังวัดศรีสวาย จุดเด่นของวัดศรีสวายคือปรางค์สามองค์ตั้งบนฐานเตี้ยๆ เชื่อว่าเป็นโบราณสถานขอมเก่าแก่และมาต่อเติมวิหารด้านหน้าให้เป็นแบบสุโขทัย ตัววิหารด้านหน้าและด้านข้างพังไปหมดแล้ว

เราเดินทางต่อไปที่วัดสระศรี วัดนี้เป็นวัดอยู่บนเกาะในตระพังกวน ตระพังคือสระน้ำ หรือหนองน้ำ สร้างไว้สำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้ในเมือง เราข้ามสะพานไม้ข้ามไปที่วัด จุดเด่นของวัดคือเจดีย์ทรงลังการูประฆังคว่ำ เจดีย์อ่อนช้อยงดงามมาก ภายในวัดมีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางลีลาที่งดงามมากเช่นกัน ในระหว่างที่รอคิวถ่ายรูป เราพบไกด์อิสระท้องถิ่นซึ่งดูแลลูกทัวร์ 3-4 คน ผมขอให้เขาแนะนำร้านอาหารให้ เขาบอกให้ไปที่เรือนไทย แดดในยามเที่ยงทำเอาเหงื่อชุ่มโชก ท้องก็เริ่มร้องโครกคราก แต่นักเที่ยวอย่างเราไม่ยอมแพ้ อย่างน้อยในรถก็มีสะเบียงกรัง กาแฟ ขนมพอประทังไปได้บ้าง เราตกลงใจว่าจะไปต่อที่วัดตระพังเงินก่อนออกไปหาข้าวเที่ยงทานกัน วัดตระพังเงินเป็นวัดเล็กๆอยู่กลางน้ำ มีถนนเล็กๆนำเราเข้าไปยังบริเวณวัดซึ่งเหลือแต่พระพุทธรูปปูนปั้นในซากวิหาร ด้านหลังพระวิหารเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เราถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานจนลืมความร้อนและความหิว






น้ำในตระพังกวนนิ่งและใสจนเห็นเงาสะท้อนเจดีย์ทรงลังการูปทรงสวยงามของวัดสระศรีอย่างชัดเจน


พระพุทธรูปทรงสุโขทัยขนาดใหญ่และเจดีย์ทรงข้าวบิณฑ์ของวัดตระพังเงิน อยู่ท่ามกลางแมกไม้และลมเย็นที่พัดมาจากสระน้ำ













ร้านอาหารของโรงแรมเรือนไทยอยู่เยื้องกับโรงแรมไพลิน ผมให้เขาจัดขนมจีนชุดใหญ่ให้พร้อมกับผักและน้ำยาอีกสองสามชนิด น้ำยาที่จัดมาให้ค่อนข้างเผ็ดแต่รสชาติอร่อยถึงเครื่อง ในขณะที่นั่งรับประทานไกด์ที่แนะนำอาหารก็พาลูกทัวร์เข้ามานั่งโต๊ะข้างๆ เราเลยทักทายพูดคุยข้ามโต๊ะกัน หลังจากอาหารเที่ยง เราออกเดินทางไปวัดศรีชุมซึ่งเป็นวัดนอกเขตคูเมืองทางด้านเหนือ จุดเด่นของวัดศรีชุมคือพระอจนะ พุทธรูปปางมารวิชัยขนาดหน้าตัก 11.3 เมตรตั้งอยู่ในวิหารทรงมณฑป กำแพงวิหารเป็นกำแพงสองชั้น ด้านทิศใต้มีช่องทางขึ้นไปหลังองค์พระได้ แต่เขาปิดเนื่องจากมีผู้เข้าไปขีดเขียนทำให้ภาพเขียนฝาผนังข้างในเสียหาย ก่อนออกรบทหารที่มากราบลาจะได้ยินเสียงพระพูดได้ออกมาจากเบื้องหลังพระประธานอันเป็นกลยุทธ์สร้างขวัญและกำลังใจ พระอจนะมีพระพักตร์ที่อิ่มเอิบ หวานละมุนแบบหน้านาง ผมไม่พลาดที่จะเก็บภาพมือ และภาพครอบครัว ฝรั่งที่มารอคิวดูผมถ่ายรูปอย่างใจเย็น แสงเงาของแดดบ่ายสุดขัดใจจนผมบอกว่าจะกลับมาใหม่ให้ทันแดดแรกของเช้าวันพรุ่งนี้ เราพบกับไกด์และลูกทัวร์เดิมอีกจึงโบกมือยิ้มทักทายกัน เขาบอกว่าจากนี้จะไปศรีสัชนาลัยเพื่อค้างคืนที่นั่น ให้เราตามไปเที่ยวด้วยกัน จากวัดศรีชุมผมไปที่วัดพระพายหลวงซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก วัดพระพายหลวงเป็นวัดเก่าแก่ มีขนาดใหญ่มาก ล้อมรอบด้วยคูน้ำถึงสามชั้น สิ่งปลูกสร้างสำคัญที่เหลืออยู่คือปรางค์สามองค์สร้างเรียงกัน ปรางค์ที่สมบูรณ์คือปรางค์ด้านทิศเหนือ ลวดลายเทวดาปูนปั้นประดับเป็นแบบทวารวดีคล้ายกับที่วัดเจ็ดยอดจังหวัดเชียงใหม่ จากรูปทรงและลวดลายแบบศิลปะบายนในราวพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ส่วนของวิหารแบบสุโขทัยอื่นๆนั้นเกิดขึ้นในภายหลังเหลือแต่ฐาน และเสา ยังเห็นวิหารที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประดับไว้สี่ทิศในปางที่เป็นท่านั่ง ยืน เดินและนอน หรือที่เรียกกันว่า พระพุทธรูปสี่อิริยาบถ นั่นเอง


ภายในวัดพระพายหลวง แสงสุดท้ายของวันสาดส่องลงบนปรางค์แบบบายนร่วมสมัยกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

จากกลุ่มโบราณสถานนอกกำแพงเมืองทางฝั่งทิศเหนือ ผมขับรถผ่านคูเมืองชั้นนอกออกไปยังกลุ่มโบราณสถานทางด้านทิศใต้ กำแพงเมืองชั้นนอกประกอบด้วยคันดินสองชั้น มีคูเมืองอยู่ตรงกลาง เสาประตูเมืองยังปรากฏให้เห็น ผมเจาะจงที่จะไปวัดเชตุพนและวัดเจดีย์สี่ห้อง แสงแดดของวันกำลังจะหมดลง ผมกำลังแข่งกับเวลา วัดเชตุพนเป็นวัดตั้งอยู่กลางทุ่ง ผมไม่ยอมพลาดเนื่องจากเป็นวัดที่สร้างด้วยหินชนวน กรอบประตู กำแพง ช่องแกลต่างๆที่เหลืออยู่ล้วนเป็นหินชนวนซึ่งให้สัมผัสที่ลื่นและเย็น วิหารทรงมณฑปประดิษฐานพระสี่อิริยาบถซึ่งยังพอเหลือซากให้เห็นได้ ผมข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งก็ถึงวัดเจดีย์สี่ห้อง กลิ่นขี้วัวตลบไปทั้งบริเวณเนื่องจากมีชาวบ้านนำวัวมากินหญ้า บริเวณรอบๆวัดเป็นป่ามีต้นไม้ปกคลุม ด้านหลังวิหารมีเจดีย์ทรงลังกาตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม รอบๆฐานเป็นปูนปั้นช้างแบกครึ่งตัวสลับกับเทวดาลายปูนปั้นประทับยืนและแจกันดอกไม้คล้ายกับที่วัดเจ็ดยอดจังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะเครื่องประดับและผ้านุ่งเป็นแบบศิลปะทวารวดี ผมไม่แน่ใจว่าลายแจกันดอกไม้จะได้รับอิทธิพลจากล้านนาซึ่งหมายถึงความอุดมสมบูรณ์หรือไม่

แสงแดดก่อนตะวันชิงพลบลูบไล้จนวัดเชตุพนเป็นสีทองอร่ามเรืองไปทั้งวัด

เทวดาทรงเครื่องแบบทวารวดีถือแจกันดอกไม้ สลับกับสิงห์ที่นั่งอยู่บนช้างหมอบรายรอบเจดีย์ภายในวัดเจดีย์สี่ห้อง

แดดสุดท้ายหมดไปพร้อมกับเสียงชัตเตอร์ ผมเก็บกล้องลงกระเป๋าเก็บขาตั้งกล้องและเดินกลับไปที่รถ แม่ผมอยู่ในสภาพกระย่องกระแย่งเต็มทนเนื่องจากเดินเที่ยวอุทัยธานีเมื่อวานและวันนี้อีกทั้งวัน เมื่อขับรถกลับเข้ามาในชุมชนเมืองเก่าผ่านตลาดเย็น ควันไฟจากไก่ย่าง หมูปิ้ง และความคึกคักของตลาดในชนบทเรียกร้องให้ผมลงไปซื้อไก่ย่างมาหนึ่งตัว หมูแดดเดียว ข้าวเหนียว ไส้กรอกอีสานและผักแนม แม่ผมแทบเดินไม่ได้ ใต้ฝ่าเท้าร้อนแดงเนื่องจากปลายประสาทอักเสบ ผมเตรียมน้ำแข็งให้แม่ไว้ประคบใต้เท้า คืนนั้นเราทานอาหารกันในห้องพัก หลังอาหารค่ำเรามีชาจีน ขนมเปี๊ยะ และส้มที่ผมนำมาจากบ้าน เพียงสี่ทุ่ม เราต่างสลบไสลไม่ได้สติด้วยความเหน็ดเหนื่อย ผมไม่ลืมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีห้าครึ่ง

Labels:


Thursday, March 13, 2008

 

ตุ๊กตุ่น

เมื่อน้องมาบอกผมว่าช่วยถ่ายรูปให้หน่อย...จะแต่งงาน ทำเอาผมแทบตกเก้าอี้ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ผมเลยต้องถามกลับแบบไม่เกรงใจ “ใครจะเอาแก ทั้งกระโดกกระเดก จะหาความเป็นกุลสตรีไม่ได้สักนิด”

“มีคนเอาหนูก็แล้วกันน่า ยังไงพี่ช่วยถ่ายรูปให้หนูด้วยนะ นะ” ว่าแล้วนังหนูมันก็ฉวยโอกาสซบไหล่ออเซาะจะให้ผมถ่ายรูปให้ได้

“เมื่อไหร่”

“เสาร์ที่ 8 มีนาคม”

“หาช่างมืออาชีพมาเป็นกล้องหลักนะ”

“รู้น่า หนูก็ไม่ไว้ใจพี่เหมือนกัน” ดูมัน!

เมื่อย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว ผมยังจำเด็กท่าพระจันทร์อ้วนกลม ผมเผ้าประบ่าเป็นหลอดๆลุ่ยล่ายยุ่งไปทั้งหัว ชุดนักศึกษาหลวมๆ ชอบใส่รองเท้าส้นตึก เสียงหัวเราะดังอย่างเบิกบาน ช่างเจรจา และซุกซนเหมือนเด็กผู้ชาย ความช่างเจรจาทันคนบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นเด็กฉลาด ตุ่นเป็นลูกสาวคนเล็ก มีพี่สาวอีกสองคน ตุ่นมีเลือดทหารเต็มตัวเพราะทั้งพ่อและแม่เป็นทหาร จึงไม่น่าประหลาดใจที่สิ่งแวดล้อมจะตะล่อมให้ซนเป็นลิงได้ขนาดนั้น

ทุกค่ำวันศุกร์ผมจะไปอธิษฐานที่โบสถ์ แน่นอนว่าจะได้เจอเจ้าจอมยุ่ง หลายคนอาจสงสัยว่ามันยุ่งยังไงน๊อ ความยุ่งของมันอยู่ที่พูดๆๆๆๆๆ พูดได้กับทุกคน หลังจากที่คุยกับทุกคนเสร็จ ก็เป็นเวลากลับบ้าน ตุ่นจะติดรถผมไปลงแถวบางขุนนนท์ใกล้ๆกับหอ ตอนนั้นมีพีอิ๋วอีกคนนึงที่บ้านอยู่ใกล้ๆกันกลับพร้อมกัน และแล้วเรื่องของทุกคนที่ตุ่นไปคุยด้วยก็จะเข้ามาในวงสนทนา ไม่ได้นินทานะครับ แต่น้องชอบไปเอาปัญหาหรือเรื่องราวของคนอื่นมาเป็นภาระให้หนักใจเล่น และผลของการช่างคุยจึงมักเป็นเหตุให้พี่และน้องมีเรื่องกันอยู่เนืองๆ บางทีน้องก็ต้องเอาของมาง้อ ซึ่งผมมักจะแกล้งจงใจไม่รับให้มันตีโพยตีพายเล่น มีตะเกียงเล็กๆใส่ข้อพระคัมภีร์ไว้อันหนึ่งที่ตุ่นให้มาตอนปีใหม่ผมยังเก็บไว้ เมื่อเห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อคิดถึงความซนและกวนประสาท

เมื่ออาจารย์ที่โบสถ์ชวนผมไปสุรินทร์ คืนนั้นเราค้างกันที่โบสถ์ในสุรินทร์ เช้าวันรุ่งขึ้นเราไปบ้านตุ่นที่ศรีสะเกษ ตุ่นอยากให้พวกเราไปเยี่ยมแม่ของเขาเพื่อเอาบรรดารูปเคารพออกจากบ้าน เมื่อได้คุยกันแล้วท่านก็เต็มใจให้เราช่วยกันนำออกไปไว้ที่อื่น ผมพบกับแม่ของตุ่นอีกครั้งในงานแต่งงาน ท่านหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อเท้าความถึงการไปครั้งนั้น

ตุ่นใช้เวลาหลายปีในรั้วมหาวิทยาลัย และในที่สุดก็กัดฟันเรียนจนจบ เมื่อเรียนจบก็ไปทำงานหลายอย่างรวมถึงเป็นอาจารย์สอนหนังสือเด็กด้วย โชคดีนะที่เป็นโรงเรียนชายล้วน ถ้าเป็นโรงเรียนหญิงคงต้องมีผู้ปกครองมาร้องเรียนแน่ๆเลยว่าทำให้ลูกสาวขาดความเป็นกุลสตรี เป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อทราบว่าตุ่นได้ปริญญามาอีกใบหนึ่งจากนิด้าหลังจากที่ได้พยายามอยู่หลายปี

งานแต่งงานจัดขึ้นอย่างสนุกสนาน ความที่ตุ่นมีเพื่อนเยอะ จึงเรียกร้องได้เยอะ สามารถกะเกณฑ์ให้เพื่อนมาเล่นเชมเบอร์ได้ก่อนเวลาประกอบพิธี มีเพื่อนถึง 4 กลุ่มที่มาร้องเพลงในงาน มีวงดนตรีกลางแจ้งขับกล่อมในงานเลี้ยง มีนางฟ้าน้อยๆมาโปรยดอกไม้ให้ถึง 4 นาง มีช่างภาพอาชีพ รวมทั้งมือสมัครเล่นอย่างผมคอยตามถ่ายให้ทุกอิริยาบถ (รู้สึกว่ามันจะมากไปหน่อย) หลังจากเสร็จงาน ตุ่นบินไปฮันนีมูน ส่วนผมต้องมานั่งแก้รูปในคอมพิวเตอร์ให้สวยเช้งกะเด๊ะกว่าตัวจริง ทำเอาผมเสียเวลาไปหลายวัน

เอาเถอะไม่บ่นก็ได้ ก็ทำให้น้องอ่ะ ยังไงก็ตาม ผมไม่เอารูปตอนนังตัวยุ่งสวยๆมาให้ดูหรอก เอาแอคชั่นแสบๆมาให้ดูแทนละกันจะได้รู้ว่า พี่ หรือ น้อง ใครแสบกว่ากัน 5555

Labels:


Monday, March 03, 2008

 

ต้อย

ผมได้รับแรงบันดาลใจเขียนเรื่องต้อยก็เพราะผมได้พบกับเพื่อนเก่าซึ่งไม่ได้พบกันมา 27 ปีเต็ม วันศุกร์ที่ผ่านมาผมไปเดินมิดไนท์เซลที่เซ็นทรัลพลาซา เมื่อผมพ้นมุมของชั้นวางผ้าดันทรง ผมก็เห็นใบหน้าที่คุ้นตา คงมีคนสงสัยว่าชายหนุ่มอย่างผมจะไปเดินอะไรในสถานที่อโคจรอย่างนั้น ผมต้องขอชี้แจงว่าผมเดินไปดูสินค้าของมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ ซึ่งเขารวมหมวดสินค้าแบรนด์นี้ทุกชนิดไว้ในแผนกเสื้อสตรี ใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นไม่ต่างจากเพื่อนร่วมชั้นในอดีตเลย ต้อยในชุดเสื้อลำลองลูกไม้คอปาดแขนยาว ตัวเสื้อสั้น กางเกงผ้าทิ้งตัวสีดำและรองเท้าส้นสูง แขนหนีบกระเป๋าถือ และมีผ้าพันคอถักสีชมพูผืนยาวมาก ผมเล่นสีซอยสั้นแค่ต้นคอ กำลังเดินกรุยกรายสำรวจข้าวของอย่างเพลิดเพลิน และเมื่อเดินมาถึงผมที่ยืนปิดทางอยู่ ต้อยก็เงยหน้าขึ้นมอง ผมถามว่าใช่ต้อยหรือเปล่า นัยตากลมโตของเธอเบิกกว้างด้วยความฉงน ตอบว่า "ใช่ค่ะ จำไม่ได้จริงๆเพื่อนที่เกษตรหรือเปล่า" และเราก็ได้เปิดวงสนทนาสั้นๆขึ้น

ผมยังจำต้อยในอิริยาบถต่างๆที่เราเรียนหนังสือด้วยกันสี่ปีเต็ม แถมยังเรียนสาขาเดียวกันอีก ต้อยเป็นคนเปิดเผย พูดจาเสียงดังฟังชัด ทะลึ่งพอสมควรซึ่งขัดกับกิริยาการพูดจาที่เนิบๆ เอียงอาย มีจริตจกร้านบ้างตามสมควรแบบคนมีเสน่ห์ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีหนุ่มๆหลายคนมาจีบ หากจะถามผมว่าใครเป็นสาวเปรี้ยวที่สุดของคณะ ผมไม่ลังเลที่จะต้องยกตำแหน่งนั้นให้กับต้อยในทันที ชุดนิสิตของต้อยได้ดัดแปลงไว้อย่างพิสดาร เธอสวมเสื้อเข้ารูป แต่ไม่ได้ฟิตเปรียะแบบเด็กๆในสมัยนี้ สวมกระโปรงครึ่งวงกลมยาวครึ่งค่อนน่อง กระโปรงยาวที่ว่านี้มีทั้งที่ต่อกันเป็นชั้นๆ บางตัวก็บางจนมีซับในอีก ต้อยชอบสวมรองเท้าส้นสูงไม่น้อยกว่าสามนิ้วครึ่ง ส้นเข็ม ความที่กระโปรงยาว รองเท้าส้นเข็มและสาวเกษตรในยุคนั้นต้องขี่จักรยาน ต้อยก็ไม่พ้นอุปสรรคในเรื่องของกระโปรงเข้าไปพันในโซ่จักรยานบ้าง ส้นเข็มเกี่ยวกระโปรงขาดบ้าง ผมยังจำกระโปรงสเกิร์ตเข้ารูปสีน้ำเงินได้ เข้ารูปตั้งแต่เอว เน้นสะโพกของต้อยที่ผาย กระโปรงยาวเกินครึ่งน่อง ชายบานออกเล็กน้อยเหมือนหางปลาและผ่าหลังสูงเห็นต้นขา บางวันต้อยอาจสร้างเซอร์ไพร์สด้วยการสวมรองเท้าส้นเตี้ยกับกระโปรงยีนสั้นๆ ซึ่งเปลี่ยนบุคลิกไปอีกแบบหนึ่ง ต้อยไว้ผมยาวประบ่า ผมเป็นสีน้ำตาล ดัดเป็นฟาห์ราและหวีแสกข้าง ติดกิ๊บทัดหูไว้ข้างหนึ่ง วันไหนตื่นเช้ามีเวลาก็จะรวบผมเรียบร้อยเกล้ามวยไว้ที่ท้ายทอยพร้อมกับเสียบดอกไม้ผ้าสีฟ้าไว้กับมวย ต้อยมักสวมต่างหูพวงโต บ้างก็เป็นห่วง

ต้อยจัดเป็นดาราเท้าไฟคนหนึ่ง ไม่มีพลาดที่จะเห็นต้อยบนฟลอร์ไม่ว่าจะเป็นงานหอ งานคณะ งานตะลัย แน่นอนที่มีหนุ่มๆมาเดทเธอมากมาย และเธอก็สามารถโชว์สเตปได้อย่างคล่องแคล่ว เกษตรในยุคนั้นเต้นรำแบบสเตปกันได้เป็นส่วนใหญ่เพราะมีวิชากิจกรรมเข้าจังหวะให้ลงเรียน แถมวงดนตรีดาวกระจุยก็เป็นวงที่เล่นได้เชิดหน้าชูตา เห็นต้อยเปรี้ยวแบบนั้น แต่ต้อยจัดว่าเป็นคนขยันเรียนหนังสือมาก ผมกับต้อยไม่ได้สนิทกันมากเพราะเราต่างมีเพื่อนกลุ่มของเราเอง แต่เราก็คุยกันได้ ถามเรื่องเรียน ยืมสมุดเลกเชอร์กันเนืองๆ ผมยังจำตอนที่ไปลงซาวน์แล็บด้วยกันในช่วงซัมเมอร์ได้ วิชานี้เปิดเสรีให้กับทุกคณะ มาลงกันสองคนเลยต้องช่วยกันจองที่นั่ง มีวันหนึ่งต้อยกระมิดกระเมี้ยนมาเรียนพร้อมกับติ่งหูที่บวมเป่งสองข้างเพราะเพิ่งริอ่านไปเจาะหูมา ผมสงสัยว่าต้อยจะใส่หูฟังเข้าไปได้อย่างไร ทุกชั่วโมงต้อยจะเอาแอลกอฮอล์และสำลีมาทำความสะอาดหูฟังจนกระทั่งแผลหาย นับว่าอยากสวยต้องอดทน

ต้อยในวันนี้ก็ยังดูเปรี้ยว แต่ดีกรีลดลงเยอะเลย เสียงก็ยังเหมือนเดิมแต่เข้มลึกลงตามวัย เธอรับราชการทหาร เป็นทหารอากาศ ต้อยมีลูกสองคน คนโตเรียนธรรมศาสตร์ ต้อยถามถึงเพื่อนๆ เราแลกเบอร์โทรศัพท์กัน ถือว่าเป็นวันดีอีกวันหนึ่งที่ได้เพื่อนเก่ากลับมาเจอกันอีก

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?