คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น
เมื่อน้องตัวดีมาขอให้ผมถ่ายรูปให้ ผมอดวิตกกังวลไม่ได้เนื่องจากผมต้องถ่ายรูปในบรรยากาศที่มีแสงน้อยมาก หากผมเร่งให้ ISOสูงกว่า 400 ผมจะได้น๊อยส์แถมมาเพียบตาม หากเป็นเรื่องถ่ายภาพทั่วๆไปผมคงไม่เครียดเท่าใดเพราะผมจะเล่นกับน๊อยส์อย่างมีความสุข ผมไปยืมกล้องนิคอนของพี่สาวมาใช้เป็นกล้องสำรอง แต่เมื่อดูคุณสมบัติของมันแล้วก็ไม่ได้ดีไปกว่าของผมเท่าใดนัก ผมนึกถึงเลนซ์ Nikkor 50 mm f1.8 ขึ้นมาว่าเป็นเลนซ์ที่เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลดัวหนึ่ง ความสว่างของมันน่าใช้มาก ยังมีเลนซ์ตัวที่ดีเยียมคือ 50 mm f1.4 แต่มีราคาแพงกว่าอีกเท่าตัว ผมคิดว่าผมจะซื้อตัว f1.8 มาใช้เพราะมันสว่างดีและราคาไม่แพง
ผมลองโทรศัพท์ไปสอบถามเพื่อเปรียบเทียบราคา พร้อมกับชั่งน้ำหนักค่าใช้จ่ายเดินทาง ค่าเดินทางในกรุงเทพเดี๋ยวนี้ต่อเที่ยวไปกลับเกือบร้อยบาท และยังต้องเตรียมเงินสำหรับเป็นค่าจอดรถ ถ้าไม่ถามให้ดีหรือจองสินค้าไว้อาจต้องไปเสียเปล่าอีกด้วย เลิกงานแล้ว ผมนั่งรถไฟฟ้าดินตรงไปฟอร์จูนทาวน์เพื่อไปหาซื้อเลซืดังกล่าว ที่นี่มีหลายร้านให้เข้าไปสอบถามและต่อรองราคาได้ ผมพบร้านหนึ่งโชว์เลนตัวดังกล่าวพ้รอมกับเลนซ์ตัวอื่นของนิคอน สายตาผมเหลือบไปเห็น DX 18-200 mm f4-5.6G IF-ED VR ป้ายราคาที่ติดไว้เพียงสามในสี่ของราคาตัวแทนจำหน่าย ราคาที่หายไปนั้นพอจะซื้อ 50 mm f1.4 ได้ 1 ตัวและ f1.8 ได้ 2 ตัว ผมสอบถามดูจึงได้ทราบว่าเป็นของที่ร้านไปนำมาจากต่างประเทศเข้ามาขายไม่ผ่านตัวแทน ตั้งแต่ผมทำงาน ผมซื้อแต่ของที่ประกันศูนย์มาตลอด ราคามันช่างเย้ายวนผมมากมาย ผมลืมเสียสนิทเลยที่กล้องนิคอนตัวแรกในชีวิตของผม FM2N, 35-105 mm เป็นกล้องที่นำมาจากมาเลเซีย ไม่ได้ซื้อผ่านตัวแทน
ความเย้ายวนใจทำเอาผมต้องเดินออกมาที่ระเบียงมองดูผู้คนเดินไปมาพร้อมกับปล่อยความคิดให้ล่องลอย ผมเริ่มชั่งน้ำหนักใหม่ตั้งแต่ผมซื้อเลนซ์เพียงเพื่อใช้ในงานแต่งงานๆเดียวเท่านั้นหรือ f-stop ที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.8 มีความหมายแค่ไหนสำหรับภาพที่ได้ เลนซ์ที่มีช่วงคงที่ทำให้ผมต้องเดินเข้าออกหาวัตถุเพื่อจับภาพสดวกกับผมแค่ไหน ผมเหมือนคนที่หลงรัก 18-200 mm VR ตัวนี้มานาน และเมื่อมาพบเข้าในราคาค่าตัวนี้ ผมพร้อมที่จะจ่ายทันทีอย่างไม่ลังเล ก่อนหน้านี้ผมเคยตามดูเธอมาหลายครั้งทีผ่านร้านกล้อง ผมเคยลองจับ เคยสอบถามเพื่อนที่ใช้อยู่ มีแต่คนออกปากถึงความรวดเร็วในการตามโฟกัสและประสิทธิภาพในการถ่ายที่สภาพแสงต่ำมากๆ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมยืนอยู่ตรงนั้นนานมากและผมกลับไปหิ้วเธอกลับบ้าน
ผมจะลองแคะคุ้ยให้ฟังว่า AF-S DX Nikkor 18-200 mm f3.5-5.6G IF-ED VR มันมีคุณสมบัติอันใดบ้าง ผมขอถอดจากชื่อก่อนเลยว่าเป็นเลนซ์ที่ใช้กับกล้องดิจิตัล (DX) จะใช้กับกล้องฟิลม์ 35 มม.ก็ได้ แต่ที่มุมกว้างสุด 18-24 mm จะให้ขอบมืดทั้งสี่มุม ผู้ออกแบบได้ใช้เลนซ์ทั้งสิ้น 16 ชิ้น โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆได้ 12 กลุ่ม มีชิ้นเลนซ์ชนิดที่เรียกว่า extra-dispersion หรือ ED เพื่อให้แสงทะลุผ่านได้มากที่สุด 2 ชิ้น แต่เดิมการออกแบบเลนซ์จะใช้วิธีการฟิกซ์ตำแหน่งชิ้นเลนซ์และใช้การหมุนเลื่อนกระบอกเลนซ์เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งเลนซ์ทำให้เลนซ์ที่อยู่หน้ากระบอกหมุนตามไปด้วย หากเราสวมฟิลเตอร์ไว้ที่ด้านหน้า ฟิลเตอร์จะหมุนไปตามกระบอกทำให้ต้องปรับฟิลเตอร์ใช้งานให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตลอดเวลา แต่การทำงานโฟกัสของเลนซ์ IF เป็นการขยับตำแหน่งฉพาะเลนซ์ภายในกระบอกโดยที่เลนซ์ด้านหน้าไม่ได้มุนไปด้วย ทำให้สดวกในการใช้งานเมื่อติดตั้งฟิลเตอร์เช่น ฟิลเตอร์สีครึ่งแผ่น ฟิลเตอร์ตัดแสงโพลาไรซ์ เป็นต้น การเคลื่อนกลุ่มเลนซ์ภายในแบบนี้เรียกว่า internal focus (IF) แสงที่ผ่านมัชฌิมหรือตัวกลางใส ส่วนหนึ่งจะสะท้อนกลับออกมา ส่วนหนึ่งจะทะลุผ่าน ยิ่งผ่านไปได้มากภาพที่ตกบนจอจะคมชัดมาก แต่หากสะท้อนกลับจะทำให้แสงฟุ้งกระจายอยู่ภายใน ภาพที่ออกมาจะไม่คมเท่าที่ควรเป็น 18-200 mm เป็นช่วงซูมเทียบเท่ากับระยะ 28-300 mm ของกล้องฟิลม์ ทำให้สามารถใช้เลนซ์ตัวเดียวในการถ่ายภาพทุกรูปแบบได้ เหมาะกับการท่องเที่ยว ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ถ่ายภาพบุคคล ถ่ายภาพโคลสอัพ ถ่ายภาพวัตถุไกลๆ เลนซ์ที่มีช่วงซูมกว้างแบบนี้เขาเรียกว่า super zoom เป็นเลนซ์เอนกประสงค์ แต่จะเอาดีเยี่ยมไม่ได้สักอย่าง คนที่หวังจะได้คุณภาพสุดยอดจะไม่เลือกเลนซ์ประเภทนี้ มันเหมาะกับผู้สูงวัย ผู้ที่เบื่อจะพกและคอยเปลี่ยนเลนซ์หลายๆตัวกลับไปกลับมาเพราะเราสามารถยกกล้องขึ้นเล็ง-ซูม-กดชัตเตอร์ สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวชมเมืองจะทราบว่าเลนซ์มุมกว้างมีความจำเป็นมาก เวลาผมไปถ่ายรูปกับพี่ ผมเห็นเขาถอยแล้วถอยอีกแต่ก็ไม่ได้ภาพเพราะเราเอาเลนซ์กล้องฟิลม์มาใช้ทำให้องศาการรับภาพแคบเกิน เขาน่าจะพออกพอใจกับเลนซ์ตัวนี้เป็นอย่างมาก
การปรับโฟกัสอัตโนมัติของเลนซ์นิคอนทำได้เงียบและรวดเร็วเพราะใช้มอเตอร์ชนิดเงียบ silent wave moter ซึ่งระบุด้วยสัญญลักษณ์ AF-S เลนซ์ตัวนี้มีความกว้างของรูรับแสง f3.5-5.6 ซึ่งถือว่าพอใช้ แต่ถ้าจะเทียบกับเลนซ์อื่นๆที่ให้ f2.8 ถือว่าไม่สว่างพอ หากต้องโฟกัสในที่แสงน้อยจะต้องใช้กล้องที่มีสมองกลฉลาดๆ อย่างไรตามกล้องก็มีระบบ VR ชดเชยให้ ผมใช้มือเปล่าถือกล้องถ่ายภาพที่ f5.6 ในความไวชัตเตอร์ที่ต่ำมากเพียง 1/5-1/10 วินาทีก็ยังให้ภาพที่คมชัด โดยปกติแล้วหากเป็นเลนซ์ทั่วไปผมไม่สามารถถือกล้องที่ 1/30 วินาทีเพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดทุกครั้งด้วยวัยที่เพิ่มมากขึ้น นักออกแบบอ้างว่าเลนซ์ระบบ VR สามารถลดความสั่นไหวได้ถึง 4 f-stop VR หรือ vibration reduction เป็นชื่อเรียกเทคโนโลยีการแก้ความสั่นไหวของ
ภาพเนื่องมาจากจอรับภาพไม่อยู่นิ่ง เช่นมือสั่น อยู่บนยานพาหนะที่โยนตัว การโยกทำให้องศาที่แสงตกกระทบผิดไป ภาพจึงไปตกก่อนหรือเลยจอรับภาพออกไป เขาแก้ด้วยการทำให้กลุ่มเลนซ์ตอนกลางสามารถเคลื่อนได้เป็นอิสระโดยควบคุมการเคลื่อนด้วยสมองกลหรือ CPU ภายในกระบอกเลนซ์จะมีตัวเซนเซอร์ 2 ชุดจับดูแสงที่ผ่านเลนซ์ว่าผิดไปกี่องศา โยเซนเซอร์ตัวหนึ่งจับการเคลื่อนไหวในแนวตั้ง อีกตัวหนึ่งจับการเคลื่อนไหวในแนวนอน เป็นการตรวจจับความเร็วเชิงมุม มีความไวสูงในการจับการเคลื่อนไหวแม้เป็นเพียง 1/1000 วินาที สมองกลจะประมวลผลและสั่งให้กลุ่มเลนซ์ตอนกลางขยับเพื่อบังคับให้แสงตกลงบนจอพอดี ภาพที่ได้จึงคมชัด มอเตอร์ขับที่ทำหน้าที่ขยับกลุ่มเลนซ์เรียกว่า voice coil motors (VCMs) ด้วยเหตุนี้กระบอกเลนซ์จึงใหญ่กว่ากระบอกทั่วไปเพราะต้องมีที่พอให้ใส่มอเตอร์โฟกัส, เซนเซอร์, CPU และมอเตอร์ขยับกลุ่มเลนซ์ไว้ด้วย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกระบอกประมาณ 7.7 ซม. ตัวกระบอกยาว 9.65 ซม.ที่ระยะซูม 18 มม. มีหน้าเลนซ์ 72 มม. ขนาดน้ำหนักรวม 560 กรัม ซึ่งหนักพอดู ในปัจจุบันบริษัทกล้องและบริษัทผู้ผลิตเลนซ์ต่างพากันใช้เทคโนโลยีแก้การสั่นไหวดังกล่าวกับสินค้าของตนเอง บ้างก็ตั้งชื่อว่า image stabilizer หรือ IS ค่ายเลนซ์เช่น Tamron และ Sigma ก็ผลิตซุปเปร์ซูมออกมาเช่นกันในราคาที่ถูกกว่านิคอน แต่ผมไม่ได้เลือกใช้เพราะเป็นเลนซ์ f3.5-6.3 ที่ไม่สว่างนัก

นิคอนทำเลนซ์ออกมาหลายรหัส รหัส G นี้ออกแบบมาโดยให้รายละเอียดบนกระบอกเลนซ์สำหรับมืออาชีพที่ต้องการทราบว่า ระยะห่างระหว่างกล้องกับวัตถุเป็นเท่าใดโดยทำมาตรไว้บนกระบอกเลนซ์ ทำให้ทราบได้คร่าวๆว่าอยู่ในระยะชัดลึกหรือไม่ หรือเพื่อเป็นข้อมูลว่าอยู่ในรัศมีแฟลชหรือไม่ รวมทั้งให้ข้อมูลความยาวโฟกัสตำแหน่ง 18, 24, 35, 50, 70, 135 และ 200 มม. ไว้ด้วย ข้อมูลพวกนี้เป็นประโชน์ในการคำนวณและจัดแสงให้ได้ภาพตามต้องการ
ผมได้ทดลองนำไปใช้งานกับกล้องรุ่น D50 ซึ่งถือว่าตกรุ่นล้าสมัยมาปีเศษแล้ว พบว่าทำงานด้วยกันได้ดี สามารถตามโฟกัสได้เร็วมากในสภาพแสงน้อยๆภายในห้องประชุม ผมถือถ่ายรูปหวังผลความชัดไม่สั่นไหวในความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุด 1/10 วินาทีที่ระยะซูม 200 มม. ทำให้ผมทำงานได้รวดเร็วไม่ต้องคอยเปลี่ยนเลนซ์หลายตัวสามารถทำงานได้ฉับไวตอบสนองการตัดสินใจได้ทันเวลา และที่ผมชอบมากขึ้นคือระยะโฟกัสใกล้สุดเพียง 50 ซม. ที่ทุกช่วงซูม ซึ่งต่างกับเทเลซูมทั่วไป (70-300 mm) ที่มีระยะโฟกัสใกล้สุด 1-1.5 เมตร ทำให้ผมสามารถจ่อกล้องเข้าใกล้วัตถุเล็กๆได้ ภาพถ่ายจากเลนซ์ตัวนี้ในงานแต่งงานของตุ๊กตุ่นเป็นที่ถูกใจของหลายคน อิ่มทั้งสี คอนทราสต์ และความคมชัด แต่อย่างไรเสีย เมื่อดูรูปจากกล้องโอลี่และกล้องนิคอนแล้ว 8 ใน 10 คนต่างบอกว่าสีผิวของกล้องโอลี่สวยกว่ามาก นี่แหละที่ทำให้ผมถอนตัวไม่ขึ้น
ผมจ่ายเงินแลก Nikkor 18-200 mm VR มาอย่างไม่ตั้งใจ ผมได้ลองใช้มันแล้วและมันถูกใจผมมาก นับจากนี้ไปผมคงไม่ได้ใช้มันบ่อยเท่าใด กล้องและเลนซ์ชุดนิคอนเป็นของพี่ผม (เงินของผมแต่ของๆพี่ มันยุติธรรมไหมนี่) ส่วนเลนซ์เดิมผมนำไปติดกลับคืนที่กล้องฟิล์ม ผมจะใช้กล้องฟิล์มควบคู่ไปด้วยซึ่งมันจะได้มุมกว้างมากถึง 24 มม.ผมยังมีความสุขกับดิจิตัลโอลีของผมเหมือนเดิม ตอนนี้ผมภาวนาให้บอดี E-3 ลงราคาเร็วๆ ราคาหายไปครึ่งหนึ่งเมื่อไหร่ผมจะไปหิ้วมันมา... ผมอยากได้


ภาพวงแหวน VCMs และภาพไดอะแกรมการทำงานของระบบ VR ประกอบเรื่องในวันนี้ผมนำมาจาก www.nikon.co.jp
Labels: ก่อนลั่นชัตเตอร์
เสียงนาฬิกาปลุกผมแต่เช้า ผมเห็นแต่เงาตะคุ่มๆด้วยฟ้าหน้าหนาวยังไม่สว่าง มองหน้ากับพี่ผมว่าจะเอาอย่างไรดี เมื่อวานพี่น้องคุยกันว่าจะกลับไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นที่วัดศรีชุม เราตั้งใจว่าสายๆค่อยกลับมาทานอาหารเช้าและออกเดินทางต่อ ลุกขึ้นมาแต่งตัว ล้างหน้าแปรงฟันและหาอะไรรองท้องเล็กน้อย แม่ผมยังไม่ตื่นและเราก็ยังไม่ทันได้ขยายความคิดเรื่องจะออกไปถ่ายรูปแต่เช้าให้แม่ฟัง หากจะหายตัวไปจากห้องเลยแม่ผมตื่นขึ้นมาจะตกใจ ฟ้าสางแล้ว แม่ลืมตาขึ้นมางัวเงียขึ้นมามองเพราะได้ยินเสียงภายในห้อง เราบอกแม่ว่าจะกลับไปวัดศรีชุมเพื่อถ่ายรูปแม่อยากไปด้วยหรือเปล่า แม่กระวีกระวาดลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน เดินเหิรราวกับว่าเมื่อคืนไม่ได้เจ็บที่ใต้ฝ่าเท้าและออกมาขึ้นรถโดยที่ยังสวมชุดนอน (ชุดวอร์มผ้าสำลี)
ผมไปถึงวัดก่อนตะวันเล็กน้อย รถทัวร์คันใหญ่ตามหลังผมไปติดๆทำให้ผมต้องเร่งถ่ายรูปสถานที่โดยรวมก่อนที่จะมีผู้คนชูสองนิ้วเอียงคอทำท่าปัญญาอ่อนเต็มที แสงแดดในยามเช้าฉาบให้ทั้งวัดเป็นสีทองอมชมพูงามอย่างประหลาด และเราก็เริ่มถ่ายรูปกันใหม่ราวกับเมื่อวานไม่ได้แวะผ่านมา สองโมงครึ่ง เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาเปิดซุ้มขายตั๋วพร้อมกับเปิดแผงขายของที่ระลึก หมาน้อยที่เกือบโดนรถทัวร์ทับเอาเมื่อวานนี้ออกมาวิ่งปุเลงๆอย่างซุกซน ขามันสั้นนิดเดียวขณะที่ใบหูใหญ่ตั้งชัน มันน่ารักขนาดที่ผมอยากขโมยอุ้มมันขึ้นรถเอากลับมาด้วย จากวัดศรีชุมเราผ่านสระตระพังกลางเมืองและศาลตาผาแดงซึ่งเป็นปราสาทขอมหลังเก่าแก่ที่สุดของสุโขทัยในยุคนครวัด (พ.ศ. 1650-1700) ผมย้อนกลับทางเดิมออกไปที่วัดเชตุพนอีกครั้งหนึ่งเพื่อเก็บบรรยากาศเช้าที่นั่น สภาพแสงที่ตกลงบนพระพุทธรูปปางลีลาจับใจผมมาก
หลังอาหารเช้า เราเก็บกระเป๋าและเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม ผมตั้งใจว่าจะพาแม่ไปวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ที่อำเภอศรีสัชนาลัย เนื่องจากคราวก่อนที่เราไปศรีสัชนาลัยเราไม่ได้แวะที่นี่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือวัดพระบรมธาตุเมืองเชลียงหรือวัดพระปรางค์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม ตั้งอยู่ในเมืองเชลียง เป็นวัดขนาดใหญ่ จุดเด่นของวัดคือปรางค์ยอดฝักข้าวโพดขนาดมหึมา วิหารที่อยู่ด้านหน้าเหลือแต่เสา และพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย พระพุทธรูปปางลีลาในวิหารสวยงามมากและค่อนข้างสมบูรณ์ สิ่งปลูกสร้างที่กล่าวมานี้ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วก่อจากศิลาแลง บนซุ้มประตูทางเข้าเป็นพระพักตร์สี่ทิศของพระโพธิสัตว์อวตารโลกิเตศวร ผมปีนขึ้นไปบนพระปรางค์ เขามีราวทำไว้ให้จับ ภายในมีซุ้มเหม็นมูลค้างคาว ผมเห็นเศษซากแมลงสาปเกลื่อนทำเอาต้องค่อยๆผ่อนลมหายใจเข้าออก ภายในเรือนธาตุตั้งเสาคล้ายกับหลักเมือง ผมยืนมองเก็บบรรยากาศในที่สูงด้วยใจหวิว ต้นขาอ่อนเปลี้ยแทบไม่อยากขยับไปไหน มองออกไปถึงริมน้ำยมก่อนที่จะเก็บกล้องลงกระเป๋าและใช้สองมือจับราวบันไดไต่กลับลงมา นอกจากปรางค์แล้ว ด้านหลังยังมีเจดีย์พระธาตุมุเตาทรงมอญขนาดใหญ่และวิหารพระสองพี่น้อง และมณฑปพระอัฏฐารส ด้านข้างของวัดมีหลุมขุดค้นของกรมศิลปากร สิ่งปลูกสร้างของวัดเป็นศิลาแลงทั้งหมด แลงเป็นดินพรุนมีฟองอากาศมากมาย เนื้อดินมีธาตุเหล็กอยู่มาก ประเทศไทยมีบ่อดินแลงมากมาย ช่างโบราณจะลงไปตัดดินเหนียวแฉะๆจากบ่อเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขึ้นมาตาก เมื่อแห้งจะเป็นดินที่แข็งมากสามารถนำมาใช้ก่อสร้าง เราแวะลงอุดหนุนผ้าทอมือปูโต๊ะ (table runner) ของชาวบ้านหลายผืนสำหรับใช้เองและไว้เป็นของฝาก ราคาเพียงหนึ่งในสามของที่เคยซื้อหาในเมืองทำให้ผมไม่ต่อรองราคาเลย

วัดพระบรมธาตุเมืองเชลียง วัดสร้างด้วยศิลาแลง บนซุ้มประตูวัดมีพระพักตร์ของพระโพธิสัตวฯ มองเห็นช่องที่ซุ้มเรือนธาตุซึ่งเข้าไปข้างในได้
จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ผมขับรถไปยังอุทยานประวัติศาสตร์เมืองศรีสัชนาลัยซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เราแวะรับประทานอาหารเที่ยงกันเมื่อบ่ายแก่ๆ ผมเลือกร้านก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยเล็กๆที่ใต้ถุนบ้านแห่งหนึ่ง รสชาติ เครื่องก๋วยเตี๋ยวแตกต่างจากร้านในกรุงอย่างสิ้นเชิง เขาใช้หมูติดมันย้อมจนแดงและใส่กากหมูจำนวนมาก แต่ก็อร่อยดี ผมเคยมาศรีสัชนาลัยกับเพื่อนเมื่อหลายปีก่อนและแวะเที่ยวกับที่บ้านเมื่อสามปีที่แล้วเมื่อผ่านขึ้นไปยังจังหวัดแพร่ หากใครมาศรีสัชนาลัยแล้วไม่ได้ไปดูเตาทุเรียงสองแห่ง แห่งหนึ่งที่ป่ายางและอีกแห่งหนึ่งที่เกาะน้อยซึ่งสมบูรณ์ที่สุด ผมถือว่าไปไม่ถึงศรีสัชฯ
ครั้งนี้เรามาเที่ยวศรีสัชฯโดยไม่อยู่ในโปรแกรมที่วางไว้ เราแวะไปที่วัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดนางพญา เพื่อเก็บภาพกันเองมากกว่าที่จะมาเก็บภาพสถานที่ วัดช้างล้อมมีเจดีย์ทรงลังกาเป็นระฆังคว่ำขนาดใหญ่อยู่บนฐานประทักษิณซึ่งมีพื้นที่เดินได้โดยรอบ ช้างยืนครึ่งตัวประดับอยู่ที่ฐาน เจดีย์วัดช้างล้อมศรีสัชนาลัยเป็นเจดีย์หนึ่งในหลายแห่งที่มีชื่อเสียง (อื่นๆได้แก่ที่วัดช้างล้อม อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรซึ่งเหลือแต่ฐาน เจดีย์ช้างล้อมที่วัดเชียงมั่น เชียงใหม่ เจดีย์วัดกานโถมช้างค้ำ ที่เวียงกุมกาม เชียงใหม่ เจดีย์พระธาตุช้างค้ำ จังหวัดน่าน และเจดีย์ช้างล้อมวัดมเหยงค์ อยุธยา เป็นต้น) ความหมายของช้างล้อมหรือช้างรอบ มีที่มาจาก ช้างเป็นสัตว์ที่ใช้เป็นพาหนะในการอัญเชิญพระสรีรังคธาตุ พระไตรปิฎกมาแต่โบราณ นอกจากนี้ช้างเป็นสัตว์แข็งแรง ไทยล้านนาและไทยทางเหนือนิยมช้างประดับตามแบบลังกาเพื่อสื่อความหมายของการค้ำจุนพระศาสนา) วัดเจดีย์เจ็ดแถวเป็นวัดขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามกับวัดช้างล้อม ประกอบด้วยแถวของเจดีย์ทรงต่างๆที่สร้างขึ้นเรียงรายกันเป็น 7 แถวๆละ 5 องค์ เจดีย์ทรงข้าวบิณฑ์ของวัดสวยงามมาก สิ่งที่น่าสังเกตคือกำแพงวัดเป็นแลงแผ่นใหญ่ตัดมาเป็นแผ่นๆเหมือนพื้นซีเมนต์สำเร็จยกมาตั้งเรียงรายกันเป็นแนวรั้ว ข้างๆวัดเจดีย์เจ็ดแถวคือวัดสวนแก้วอุทยานใหญ่ ผมไม่มีเวลาพอในครั้งนี้ เป็นวัดเล็กๆที่น่าชมมากแห่งหนึ่ง เราไปแวะกันที่วัดนางพญา ส่วนของวิหารพังทลายลงมากแล้ว เหลือเพียงเสาแลกำแพงวิหารด้านหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ เป็นวิหารที่ไม่มีหน้าต่าง มีแต่ช่องแกลบนกำแพงให้อากาศถ่ายเทได้ ลายปูนปั้นบนกำแพงวิหารเป็นงานฝีมือและเป็นสิ่งล้ำค่าสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ สวยงามนัก ก่อนที่เราจะจบการเดินทางในอุทยานประวัติศาสตร์ผมกับพี่เดินขึ้นเขาลูกเล็กๆไปที่วัดเขาสุวรรณคีรีโดยเก็บแม่ไว้ในรถ น่าเสียดายที่เขากำลังซ่อมขุดแต่งทำให้เราเดินออกไปที่หน้าเขามองลงมาไม่ได้ สี่โมงครึ่งแล้ว เรายังเอ้อระเหยและไม่อยากให้หมดวัน แม้ว่าเราจะยังไม่อยากกลับกันแต่ระยะทางเกือบ 500 กิโลเมตรที่รออยู่ข้างหน้าทำให้เราไม่ออกเดินทางไม่ได้ ออกมาจากอุทยานฯไม่กี่ร้อยเมตร เราผ่านวัดโคกสิงคาราม ผมหยุดรถที่ข้างทางทันทีเมื่อเห็นแดดสีทองที่ทอดลงบนสนามสีเขียวสด มีจักรยานสีแดงคันหนึ่งจอดอยู่ แสงแดดส่องทะลุต้นก้ามปูใหญ่ที่ปกคลุมโบราณสถานสองหลังและแถวของเจดีย์ทำให้ผมไม่อาจอดใจไว้ได้ เราหยุดเวลาและลงไปเก็บภาพกันอีกครั้งหนึ่ง
กำแพงวัดนางพญา ที่เริ่มจะลบเลือนมากขึ้นเพราะฝีมือนักท่องเที่ยว

ใบไม้ทับถมเต็มหน้าบันไดวัดเขาสุวรรณคีรี ภายในเมืองเก่าศรีสัชนาลัย
แม่น้ำยมซึ่งไหลผ่านหน้าวัดพระปรางค์อำเภอศรีสัชนาลัย
หน้าวัดโคกสิงคาราม อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ในนาทีสุดท้ายก่อนตะวันจะลาลับ
ห้าโมงเย็น ผมนำรถออกจากศรีสัชนาลัยกลับบ้าน คำนวณจากระยะทางแล้วผมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดชั่วโมง ฟ้าเริ่มมืดเมื่อผมถึงตัวเมืองสุโขทัย ผมใช้เส้นทางเดิมเพื่อกลับบ้าน คืนนั้นเราทานข้าวกันที่นครสวรรค์ ผู้คนออกมาทานข้าวกันจนรถราติดขัดและหาที่จอดรถยากมาก และเพื่อให้เรื่องของผมสั้นเข้า ผมกลับถึงบ้านหลังเที่ยงคืนเล็กน้อย ยังไม่มีครั้งไหนเลยที่เราไปเที่ยวกันแล้วกลับถึงบ้านก่อนเที่ยงคืน เราอิ่มใจกับสุโขทัยที่ไม่เพียงแต่ให้ความสุขในยามอุทัย อากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไปในเหมันตฤดูทำให้เราสุขได้ทั้งวัน
Labels: มรดกไทย มรดกโลก
ผมไปสุโขทัยรวมกันแล้วไม่ต่ำกว่าห้าหกครั้ง แต่ผมพบว่าผมได้สัมผัสกับสุโขทัยน้อยมาก เนื่องจากเวลาที่จำกัดและเป็นการพาคนอื่นไปขี่ม้าชมเมือง ในทางกลับกันผมได้ใช้เวลากับศรีสัชนาลัยเมืองลูกหลวงอย่างคุ้มค่าสองครั้งมาแล้ว วันหยุดในเดือนธันวาคม เราจึงตกลงกันว่าจะขึ้นไปสุโขทัยเพื่ออยู่เที่ยวที่นั่นสองวันเต็มๆ
ผมขับรถออกจากกรุงเทพขึ้นไปตามถนนสายเอเชีย กว่าผมจะมาถึงทางแยกเข้าเมืองอุทัยธานีเพื่อรับประทานข้าวเที่ยงก็เป็นเวลาบ่าย เราเที่ยวเมืองอุทัยธานีกันจนฟ้ามืดดังที่ผมได้เล่าไปแล้ว จากนครสวรรค์ผมใช้ถนนเส้นตากฟ้าผ่านพิจิตรขึ้นไปที่พิษณุโลกและแวะทานอาหารค่ำกันที่ริมแม่น้ำน่าน พิษณุโลกเป็นเมืองผ่านแวะรับประทานอาหารเกือบทุกครั้งที่เราขึ้นเมืองเหนือกัน ครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากเดิมจนเราตกลงกันว่าจะมีวันที่เราเจาะจงมาเที่ยวพิษณุโลกกันให้เป็นเรื่องเป็นราว เสร็จจากอาหารค่ำราวสามทุ่มเศษผมมุ่งหน้าสู่สุโขทัยเพื่อเข้าพักที่โรงแรมไพลิน คืนนั้นผมหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง
หลังอาหารเช้าวันรุ่งขึ้น เราเข้าไปที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยกันแต่เช้า จะเที่ยวสุโขทัยต้องขยันตื่นแต่เช้า ชื่อเมืองสุโขทัยเป็นคำสนธิระหว่างคำว่า สุข กับคำว่า อุทัย ซึ่งหมายความว่าความสุขในยามเช้า บรรยากาศในยามเช้าก่อนแปดนาฬิกาเป็นเวลาที่แสงอาทิตย์อาบไล้เมืองเป็นสีทอง อากาศเย็นสบายและสวยงามด้วยสายหมอกจางๆ หลังจากแปดโมงเช้าแล้วแดดที่นี่จะแรงมาก ประกอบกับเป็นพื้นที่แอ่งกะทะที่อบอ้าว ผมจึงไม่แปลกใจที่ชาวสุโขทัยมีผิวพรรณที่คมเข้มเพราะแดดที่กล้าและจัดกว่าที่อื่น เนื่องจากวัดในสุโขทัยสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หากจะเที่ยววัดให้ได้อรรถรสจึงต้องเที่ยวในเวลาเช้า หากไปถึงบ่ายแล้วเราจะได้แต่ภาพย้อนแสง ขาดรายละเอียดสำคัญไปหมด ผมเลือกซื้อตั๋วเที่ยวโบราณสถานแบบเหมาจ่าย ตั๋วหนึ่งใบผ่านไปได้ทั่วรวมถึงพิพิธภัณฑ์ด้วย เราตรงไปวัดมหาธาตุซึ่งถือเป็นวัดประธานในเขตคูเมืองชั้นใน ภายในวัดประกอบด้วยเจดีย์น้อยใหญ่รูปทรงต่างๆกว่า 200 องค์ บ้างก็เป็นยอดปรางค์ที่ได้รับอิทธิพลจากขอมและที่สำคัญคือยอดเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ลักษณะเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์นี้คล้ายกับการดัดแปลงเจดีย์ยอดปรางค์ซึ่งเป็นฝักข้าวโพดแทนด้วยยอดดอกบัวตูม บ้างก็ว่าพุ่มข้าวบิณฑ์คือคือข้าวที่บิณฑบาตรโดยที่ชาวบ้านจะปั้นก้อนข้าวเหนียวใส่ลงบาตร เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นเจดีย์แบบที่นิยมกันมากในยุคสุโขทัยเรืองอำนาจไม่พบในที่อื่นหรือยุคสมัยอื่น นอกจากเจดีย์แล้วยังพบพระพุทธรูปปางต่างๆล้วนเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ พระอัฏฐารสเป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานพร มักสร้างมณฑปครอบไว้ ที่วิหารด้านหน้าวัดยังปรากฏฐานชุกชีขนาดใหญ่และพระปูนปั้นจำลองซึ่งตั้งแทนที่พระศรีศากยมุนีที่ได้ชะลอมาไว้ที่วัดสุทัศน์
จากวัดพระศรีมหาธาตุ เราเดินทางไปยังวัดศรีสวาย จุดเด่นของวัดศรีสวายคือปรางค์สามองค์ตั้งบนฐานเตี้ยๆ เชื่อว่าเป็นโบราณสถานขอมเก่าแก่และมาต่อเติมวิหารด้านหน้าให้เป็นแบบสุโขทัย ตัววิหารด้านหน้าและด้านข้างพังไปหมดแล้ว
เราเดินทางต่อไปที่วัดสระศรี วัดนี้เป็นวัดอยู่บนเกาะในตระพังกวน ตระพังคือสระน้ำ หรือหนองน้ำ สร้างไว้สำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้ในเมือง เราข้ามสะพานไม้ข้ามไปที่วัด จุดเด่นของวัดคือเจดีย์ทรงลังการูประฆังคว่ำ เจดีย์อ่อนช้อยงดงามมาก ภายในวัดมีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางลีลาที่งดงามมากเช่นกัน ในระหว่างที่รอคิวถ่ายรูป เราพบไกด์อิสระท้องถิ่นซึ่งดูแลลูกทัวร์ 3-4 คน ผมขอให้เขาแนะนำร้านอาหารให้ เขาบอกให้ไปที่เรือนไทย แดดในยามเที่ยงทำเอาเหงื่อชุ่มโชก ท้องก็เริ่มร้องโครกคราก แต่นักเที่ยวอย่างเราไม่ยอมแพ้ อย่างน้อยในรถก็มีสะเบียงกรัง กาแฟ ขนมพอประทังไปได้บ้าง เราตกลงใจว่าจะไปต่อที่วัดตระพังเงินก่อนออกไปหาข้าวเที่ยงทานกัน วัดตระพังเงินเป็นวัดเล็กๆอยู่กลางน้ำ มีถนนเล็กๆนำเราเข้าไปยังบริเวณวัดซึ่งเหลือแต่พระพุทธรูปปูนปั้นในซากวิหาร ด้านหลังพระวิหารเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เราถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานจนลืมความร้อนและความหิว

น้ำในตระพังกวนนิ่งและใสจนเห็นเงาสะท้อนเจดีย์ทรงลังการูปทรงสวยงามของวัดสระศรีอย่างชัดเจน
พระพุทธรูปทรงสุโขทัยขนาดใหญ่และเจดีย์ทรงข้าวบิณฑ์ของวัดตระพังเงิน อยู่ท่ามกลางแมกไม้และลมเย็นที่พัดมาจากสระน้ำ

ร้านอาหารของโรงแรมเรือนไทยอยู่เยื้องกับโรงแรมไพลิน ผมให้เขาจัดขนมจีนชุดใหญ่ให้พร้อมกับผักและน้ำยาอีกสองสามชนิด น้ำยาที่จัดมาให้ค่อนข้างเผ็ดแต่รสชาติอร่อยถึงเครื่อง ในขณะที่นั่งรับประทานไกด์ที่แนะนำอาหารก็พาลูกทัวร์เข้ามานั่งโต๊ะข้างๆ เราเลยทักทายพูดคุยข้ามโต๊ะกัน หลังจากอาหารเที่ยง เราออกเดินทางไปวัดศรีชุมซึ่งเป็นวัดนอกเขตคูเมืองทางด้านเหนือ จุดเด่นของวัดศรีชุมคือพระอจนะ พุทธรูปปางมารวิชัยขนาดหน้าตัก 11.3 เมตรตั้งอยู่ในวิหารทรงมณฑป กำแพงวิหารเป็นกำแพงสองชั้น ด้านทิศใต้มีช่องทางขึ้นไปหลังองค์พระได้ แต่เขาปิดเนื่องจากมีผู้เข้าไปขีดเขียนทำให้ภาพเขียนฝาผนังข้างในเสียหาย ก่อนออกรบทหารที่มากราบลาจะได้ยินเสียงพระพูดได้ออกมาจากเบื้องหลังพระประธานอันเป็นกลยุทธ์สร้างขวัญและกำลังใจ พระอจนะมีพระพักตร์ที่อิ่มเอิบ หวานละมุนแบบหน้านาง ผมไม่พลาดที่จะเก็บภาพมือ และภาพครอบครัว ฝรั่งที่มารอคิวดูผมถ่ายรูปอย่างใจเย็น แสงเงาของแดดบ่ายสุดขัดใจจนผมบอกว่าจะกลับมาใหม่ให้ทันแดดแรกของเช้าวันพรุ่งนี้ เราพบกับไกด์และลูกทัวร์เดิมอีกจึงโบกมือยิ้มทักทายกัน เขาบอกว่าจากนี้จะไปศรีสัชนาลัยเพื่อค้างคืนที่นั่น ให้เราตามไปเที่ยวด้วยกัน จากวัดศรีชุมผมไปที่วัดพระพายหลวงซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก วัดพระพายหลวงเป็นวัดเก่าแก่ มีขนาดใหญ่มาก ล้อมรอบด้วยคูน้ำถึงสามชั้น สิ่งปลูกสร้างสำคัญที่เหลืออยู่คือปรางค์สามองค์สร้างเรียงกัน ปรางค์ที่สมบูรณ์คือปรางค์ด้านทิศเหนือ ลวดลายเทวดาปูนปั้นประดับเป็นแบบทวารวดีคล้ายกับที่วัดเจ็ดยอดจังหวัดเชียงใหม่ จากรูปทรงและลวดลายแบบศิลปะบายนในราวพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ส่วนของวิหารแบบสุโขทัยอื่นๆนั้นเกิดขึ้นในภายหลังเหลือแต่ฐาน และเสา ยังเห็นวิหารที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประดับไว้สี่ทิศในปางที่เป็นท่านั่ง ยืน เดินและนอน หรือที่เรียกกันว่า พระพุทธรูปสี่อิริยาบถ นั่นเอง

ภายในวัดพระพายหลวง แสงสุดท้ายของวันสาดส่องลงบนปรางค์แบบบายนร่วมสมัยกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
จากกลุ่มโบราณสถานนอกกำแพงเมืองทางฝั่งทิศเหนือ ผมขับรถผ่านคูเมืองชั้นนอกออกไปยังกลุ่มโบราณสถานทางด้านทิศใต้ กำแพงเมืองชั้นนอกประกอบด้วยคันดินสองชั้น มีคูเมืองอยู่ตรงกลาง เสาประตูเมืองยังปรากฏให้เห็น ผมเจาะจงที่จะไปวัดเชตุพนและวัดเจดีย์สี่ห้อง แสงแดดของวันกำลังจะหมดลง ผมกำลังแข่งกับเวลา วัดเชตุพนเป็นวัดตั้งอยู่กลางทุ่ง ผมไม่ยอมพลาดเนื่องจากเป็นวัดที่สร้างด้วยหินชนวน กรอบประตู กำแพง ช่องแกลต่างๆที่เหลืออยู่ล้วนเป็นหินชนวนซึ่งให้สัมผัสที่ลื่นและเย็น วิหารทรงมณฑปประดิษฐานพระสี่อิริยาบถซึ่งยังพอเหลือซากให้เห็นได้ ผมข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งก็ถึงวัดเจดีย์สี่ห้อง กลิ่นขี้วัวตลบไปทั้งบริเวณเนื่องจากมีชาวบ้านนำวัวมากินหญ้า บริเวณรอบๆวัดเป็นป่ามีต้นไม้ปกคลุม ด้านหลังวิหารมีเจดีย์ทรงลังกาตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม รอบๆฐานเป็นปูนปั้นช้างแบกครึ่งตัวสลับกับเทวดาลายปูนปั้นประทับยืนและแจกันดอกไม้คล้ายกับที่วัดเจ็ดยอดจังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะเครื่องประดับและผ้านุ่งเป็นแบบศิลปะทวารวดี ผมไม่แน่ใจว่าลายแจกันดอกไม้จะได้รับอิทธิพลจากล้านนาซึ่งหมายถึงความอุดมสมบูรณ์หรือไม่

แสงแดดก่อนตะวันชิงพลบลูบไล้จนวัดเชตุพนเป็นสีทองอร่ามเรืองไปทั้งวัด
เทวดาทรงเครื่องแบบทวารวดีถือแจกันดอกไม้ สลับกับสิงห์ที่นั่งอยู่บนช้างหมอบรายรอบเจดีย์ภายในวัดเจดีย์สี่ห้อง
แดดสุดท้ายหมดไปพร้อมกับเสียงชัตเตอร์ ผมเก็บกล้องลงกระเป๋าเก็บขาตั้งกล้องและเดินกลับไปที่รถ แม่ผมอยู่ในสภาพกระย่องกระแย่งเต็มทนเนื่องจากเดินเที่ยวอุทัยธานีเมื่อวานและวันนี้อีกทั้งวัน เมื่อขับรถกลับเข้ามาในชุมชนเมืองเก่าผ่านตลาดเย็น ควันไฟจากไก่ย่าง หมูปิ้ง และความคึกคักของตลาดในชนบทเรียกร้องให้ผมลงไปซื้อไก่ย่างมาหนึ่งตัว หมูแดดเดียว ข้าวเหนียว ไส้กรอกอีสานและผักแนม แม่ผมแทบเดินไม่ได้ ใต้ฝ่าเท้าร้อนแดงเนื่องจากปลายประสาทอักเสบ ผมเตรียมน้ำแข็งให้แม่ไว้ประคบใต้เท้า คืนนั้นเราทานอาหารกันในห้องพัก หลังอาหารค่ำเรามีชาจีน ขนมเปี๊ยะ และส้มที่ผมนำมาจากบ้าน เพียงสี่ทุ่ม เราต่างสลบไสลไม่ได้สติด้วยความเหน็ดเหนื่อย ผมไม่ลืมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีห้าครึ่ง
Labels: มรดกไทย มรดกโลก