ในสิบปีที่ผ่านมา ผมไปอเมริกา 3 ครั้ง สองครั้งหลังเป็นปี 2004 และ 2007 ตามลำดับ เวลาผ่านไปสามปีผมเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน สภาพความเป็นอยู่ทั่วไปยังเหมือนเดิม บ้านพักอาศัยมักอยู่นอกเมือง ส่วนห้องพักในเมืองใหญ่ๆยังเป็นอพาร์ทเมนต์ของตึกรุ่นศตวรรษที่ 19 ด้านล่างเป็นประตูเหล็กหล่อที่ผ่านเข้าออกด้วยคีย์การ์ดและมีโทรศัพท์ติดต่อกับคนในอพาร์ทเมนต์ บ้านทาวน์เฮาส์ในเมืองชั้นล่างก็ยังเป็นที่จอดรถและมีบันไดจากถนนขึ้นไปสู่ตัวบ้านชั้นสอง สิ่งที่เริ่มผิดไปอย่างชัดเจนคือโทรศัพท์ ตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญยังมีใช้อยู่ทุกหัวมุมแยกกลับเงียบเหงาไร้เงาของผู้ใช้บริการเนื่องจากทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือ แม้แต่โฟนการ์ดที่ใช้กับตู้โทรศัพท์สาธารณะยังแทบหาใช้กันน้อยมาก ตามร้านสดวกซื้อซึ่งมีอยู่ทุกหัวระแหงเป็นสถานที่จำหน่ายบัตรเติมเงินและซิมมือถือ
ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 ประเทศอเมริกามีมาตรการที่เข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ต่างๆที่สำคัญ แม้แต่แหล่งท่องเที่ยวก็ต้องผ่านเข้าออกผ่านเครื่องเอกซเรย์ แถวของนักท่องเที่ยวยาวเหยียดเพื่อตรวจอาวุธไม่ต่างจากที่สนามบิน ทุกคนต้องปลดวัตถุที่มีโลหะลงในตะกร้าเพื่อสแกนดูภาพด้วยเครื่องเอกซเรย์และเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ จะขึ้นตึกเอ็มไพร์สเตทก็โดน จะข้ามเรือไปเกาะเทพีเสรีภาพก็โดน จะไปพิพิธภัณฑ์ก็ไม่พ้น มาตรการการรักษาความปลอดภัยในวันนี้เข้มงวดกว่าเมื่อสามปีที่แล้วนับแต่ที่อเมริกาพบผู้ก่อการร้ายข้ามมาจากเกาะอังกฤษ อเมริกาที่น่าสงสารหวาดผวาอย่างหนักและไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ชาวอาหรับอีกต่อไป แต่เป็นใครก็ได้ ที่สนามบินผมใช้เวลาผ่านการตรวจหลายอย่าง เริ่มจากถูกสัมภาษณ์ว่าได้รับฝากหรือถือของให้ผู้ใดหรือไม่ ผมจัดกระเป๋าเดินทางเองใช่ไหม ก่อนออกเดินทางจากบ้านผมเก็บกระเป๋าไว้ที่ใด ผมได้ละหรือฝากสัมภาระของผมไว้กับใครหรือไม่ เมื่อผ่านการสัมภาษณ์ ผมผ่านเข้าไปเพื่อตรวจความปลอดภัย ผมต้องปลดเข็มขัด ถอดรองเท้า ถอดเสื้อนอก นาฬิกา แหวนและกระเป๋าสตางค์ เศษเหรียญ วางลงในถาดเพื่อผ่านเครื่องสแกนภาพด้วยเอกซเรย์ สำหรับมือถือและโน๊ตบุ๊คต้องยกออกมาจากกระเป๋ามาวางโดดๆผ่านเครื่องสแกน ผมเดินผ่านประตูตรวจจับโลหะ หากมันส่งเสียงร้องผมต้องเดินกลับออกไปเพื่อค้นหาว่ามีโลหะอะไรค้างอยู่ จะไม่มีการใช้เครื่องตรวจจับที่เป็น hand held แล้วปล่อยผมผ่านไป ถ้ายังมีเสียงผมต้องแก้ผ้าเหลือแต่กางเกงในเดินผ่านไป แล้วเอาเสื้อผ้าของผมไปสแกนภาพว่าโลหะนั้นเป็นอะไร ด้วยเหตุนี้ผมเลือกใส่กางเกงสแล็คที่มีซิปเป็นพลาสติกเวลาเดินทางเสมอ ผมเห็นชายอเมริกันวัยกลางคนหลายคนเดินกางเกงหลุดเนื่องจากต้องถอดเข็มขัด แต่ละคนพุงพลุ้ยและนุ่งกางเกงใต้สะดือ ทุกคนเต็มไปด้วยความทุลักทุเล ในระหว่างที่รอแถว มีหญิงชาวจีนท่านหนึ่งมารับการตรวจ อายุเธอน่าจะประมาณ 70 ปีนั่งรถเข็นมา เธอต้องเดินผ่านประตูตรวจจับโลหะเองโดยห้ามใครช่วยพยุง ส่วนรถเข็นเอาไปสแกน เธอเดินผ่านประตูสองครั้ง แต่สัญญาณก็ยังดังแม้ว่าจะถอดนาฬิกาออกแล้วก็ตาม ในที่สุดถามได้ความว่าเธอใส่เครี่องกระตุ้นหัวใจ ผมนึกว่าจะเป็นข้อสิ้นสุดแต่เจ้าหน้าที่พาเธอไปยังตู้เอกซเรย์ที่อยู่ข้างๆและจัดการเอกซเรย์เธอเพื่อดูว่ามีเครื่องดังกล่าวอยู่จริงและเธอไม่ได้มีอาวุธหรือสิ่งที่น่าสงสัยอื่นใดอีก เมื่อผมไปนิวยอร์คเมื่อสามปีที่แล้ว ผมเห็นเจ้าหน้าที่เอาสำลีเช็ดกระเป๋าแล้วนำสำลีไปวิเคราะห์ด้วยเครื่องโครโมโตกราฟี ตัวเครื่องตั้งอยู่ด้านหลังหน่วยตรวจความปลอดภัย เขากำลังตรวจหาสารเคมี พิษจุลินทรีย์จากการก่อการร้ายชีวภาพ เขาอาจมีเครื่องดักอากาศ และตรวจกระดาษกรองที่ดูดอากาศผ่านเพื่อตรวจจับจุลินทรีย์โดยตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อโรคร้ายนั้น
ภายในห้องพักของโรงแรมสี่ดาวเป็นห้องที่ทันสมัยมาก โรงแรมอยู่ในเครือ Hyatt ผมชมรายการทีวีด้วยจอ LCD เป็นช่องเคเบิลทีวีที่ให้บริการทั่วๆไปผ่านระบบอินเทอร์เนต หากผมอยากชมภาพยนตร์จากบ๊อกซ์ออฟฟิศ ผมจะต้องเสียเงิน โดยผมกดเมนูจากรีโมทและเลือกรายการ ทางโรงแรมจะคิดเงินตามเวลาที่ชมภาพยนตร์ ด้วยรีโมทอันเดียวกันผมสามารถเข้าเมนูอื่นไปเลือกฟังเพลง หรือ เลือกเข้าไป account ของตัวเองว่ามาพักที่ห้องนี้ตั้งแต่วันไหน ผมทานอาหารของโรงแรมไปกี่มื้อ ตอนนี้โรงแรมให้เครดิตผมไปเท่าไรแล้ว มีข้อความฝากถึงผมหรือไม่ ใครโทรศัพท์มาหาผมแล้วผมไม่อยู่ที่ห้อง เขาได้ฝากข้อความอะไรไว้ และหากผมจะติดต่อเพื่อนที่อยู่ที่โรงแรมอื่นในเครือ Hyatt ผมก็สามารถติดต่อกับเขาผ่านหน้าจอ LCD นี้ได้ ที่หน้าจอมีแป้นคีย์บอร์ดต่อไว้ให้พิมพ์ได้ด้วย ผมสามารถใช้รีโมทขอเช็คเอาท์ผ่านจอ LCD และสั่งเครื่องพิมพ์ที่ใบเสร็จให้ผม โดยผมไปรับใบเสร็จที่ด้านหน้าแผนกต้อนรับ และ บัตรเครดิตของผมจะถูกหักโดยอัตโนมัติ ซึ่งผมสามารถลากกระเป๋าออกจากโรงแรมได้เลย เมื่อไรก็ได้ ผมสงสัยว่าหากผมเกิดเร็วกว่านี้และโรงแรมบริหารงานด้วยระบบออโตเมชั่นแบบนี้ ผมคงเงอะงะไม่รู้จะเอาตัวออกจากโรงแรมได้อย่างไร ทุกวันนี้หลายโรงแรมไม่มีเจ้าหน้าที่ มีแต่กล้องวงจรปิด บุคคลภายนอกจะขึ้นไปข้างบนไม่ได้เพราะไม่มีบันได หากจะขึ้นลิฟต์ก็ต้องมีคีย์การ์ดรูด ลิฟต์จึงจะทำงานได้ เทคโนโลยีทำให้ง่ายแต่ก็สร้างความยุ่งยากให้กับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับมันเสมอๆ เมื่อผมพบว่าผมสามารถเช็คเอาท์ได้จากจอ LCD ที่อยู่ในห้อง ผมทดลองใช้บริการนี้ในวันสุดท้าย เมื่อทำทุกอย่างครบตามขั้นตอน ตัวอักษรที่หน้าจอขึ้นมาว่า “ขอโทษ ระบบมีปัญหาไม่สามารถดำเนินการให้ได้” นี่แหละพิษสงของเทคโนโลยี
ผมพบว่าคนจรจัดในซานฟรานซิสโกและซานดิเอโกเป็นจำนวนมากกว่าที่เคยพบเห็นในเมืองอื่นๆของอเมริกา ผมไม่แน่ใจว่าตัวเลขคนว่างงานเพิ่มขึ้น หรือตัวเลขคนจรจัดในเมืองทั้งสองสูงกว่าเมืองอื่นๆมาแต่ไหนแต่ไร ทุกหัวมุมถนนจะมีคนจรจัด 3-4 คนยืนพูดคุยหรือไม่ก็ขอเงิน ส่วนใหญ่จะแต่งชุดสีดำ มีทั้งผิวขาวและผิวสีจากอัฟริกา ไม่เห็นคนเม็กซิโกหรือคนเอเชีย (ถ้ามีคงโดนส่งกลับประเทศไปหมดแล้ว) คนส่วนหนึ่งจะเอาสมบัติของตนเองใส่รถเข็นซุปเปอร์มาร์เกต อีกพวกหนึ่งเก็บของไว้ในกระเป๋าเดินทางลากไปมา พอตกค่ำต่างไปจับจองหน้าอาคารสำนักงานที่มีไฟสว่างเพื่อเป็นที่นอน ผมกะไม่ถูกว่าตัวเลขคนจรจัดมีมากสักเพียงใด หากประมาณจากจำนวนคนที่ยืนอยู่ตามแยกต่างๆน่าจะมีตัวเลขที่น่าตกใจกันเลยทีเดียว
ในห้าหกปีที่ผ่านมาในที่ทำงานผมมีคนรักร่วมเพศเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ไม่น่าเชื่อเลยว่าผู้หญิงที่เห็นเป็นสาวออฟฟิศปกติจะอยู่กินและเล่นเพื่อน สำหรับผู้ชายแล้วจะแสดงออกชัดเจนกว่าผู้หญิงมาก ด้วยเหตุที่สังคมบ้านเรายังมีกลุ่มรักร่วมเพศไม่มากและไม่ได้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งทำให้ผมรู้สึกอะไรมาก แต่เมื่อผมมาถึงซานฟรานซิสโกความรู้สึกของผมก็เปลี่ยนไป เพราะที่นี่มีเขตเมืองที่เป็นที่พักอาศัยและที่ชุมนุมของคนรักร่วมเพศโดยฉพาะ การแต่งตัว รสนิยม อากัปกิริยาที่ผิดไปของคนทั้งชุมชนบอกผมว่าผมกำลังอยู่ท่ามกลางคนป่วยและสังคมที่ป่วยอย่างรุนแรง ผมถือว่าอเมริกาล้มเหลวในสถาบันครอบครัวและระบบการศึกษา หากครอบครัวไทยครอบครัวใดที่คิดว่าจะเลี้ยงลูกแบบฝรั่งให้คิดเอง ให้โตเอง และคิดว่าเลี้ยงลูกแบบฝรั่งแล้วลูกจะเป็นเด็กอัจฉริยะ รู้จักรับผิดชอบ และเลิกระบบไม้เรียว เลิกระบบทำโทษ ให้ดูอเมริกาเป็นตัวอย่าง เด็กอเมริกันโตขึ้นมาแบบขาดภูมิคุ้มกัน คนต้องพึ่งยาเสพติด พึ่งจิตแพทย์ ครอบครัวหย่าร้างสูง เด็กถูกบังคับให้โตก่อนวัยอันควรและถูกผลักออกไปให้โตในสังคมก่อนที่วุฒิภาวะและจริยธรรมจะพัฒนามากพอ ไม่มีประโยชน์อะไรที่ลูกเป็นอัจฉริยะแต่ป่วยทางจิตและล้มเหลวในชีวิตLabels: โลกนอกกะลา
ผมดั้นด้นมาไกลถึงนครพนมเป็นระยะทางไกลกว่ากรุงเทพฯ-เชียงใหม่เสียอีก ผมย่อมต้องไม่พลาดกับของคู่บ้านคู่เมืองนครพนม นั่นคือพระติ้วและพระเทียม พระทั้งสององค์สร้างขึ้นจากไม้ลงรักปิดทองโดยมีขนาดหน้าตักกว้าง 39 ซม. สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 1328 หรือประมาณ 1200 ปีมาแล้วในสมัยที่พระเจ้าศรีโคตรบูรหลวงปกครองอาณาจักรศรีโคตรบูร ซึ่งครอบคลุมทั้งสองฝั่งโขง เมื่อมีพระราชปรารภที่จะสร้างเรือ จึงให้ช่างมาหาไม้ต่อเรือที่ฝั่งไทย ช่างเสาะหาได้ไม้ตะเคียนที่บ้านนากลาง และเมื่อต่อเรือสำเร็จจึงได้ชักลากมาที่ท่าน้ำบ้านโพธิ์เพื่อจะนำข้ามแม่น้ำกลับไป การชักลากเรือจะต้องใช้ไม้ท่อนกลมหนุนและเข็นเรือ มีไม้อยู่ท่อนหนึ่งที่คราใดสอดลงไปหนุนจะกระเด็นออกมาทุกครั้งจนทำให้ผู้ชักลากได้รับบาดเจ็บ ความทราบถึงเจ้าเมืองเห็นว่าเป็นพญาไม้จึงได้ให้ช่างแกะสลักเป็นพระพุทธรูปขึ้น เมื่อได้ลงรักปิดทองแล้วก็ได้จัดให้มีพิธีสมโภชน์ประดิษฐานไว้ที่วัดธาตุ บ้านสำราญ เมื่อพระเจ้าขัตติยวงศ์เป็นเจ้าผู้ครองนคร เกิดไฟไหม้หอพระวัดธาตุลงทั้งหลัง พระเจ้าขัตติยวงศ์จึงโปรดให้แกะไม้สร้างพระจำลองขึ้นแทนองค์เดิมที่คิดว่าถูกไฟไหม้ ต่อมาอีก 2-3 ปี มีชาวบ้านไปทอดแหอยู่ในคุ้งแม่น้ำโขงพบว่ามีลมบ้าหมูมาหอบหนึ่งหมุนวนอยู่เหนือน้ำ มีพระลอยขึ้นมากับน้ำวน ปรากฏว่าเป็นพระที่คิดว่าถูกไฟไหม้ไปแล้วจึงได้นำขึ้นกราบทูลพระเจ้าขัตติยวงศ์ พระที่หมุนติ้วลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำจึงได้รับขนานนามว่า “พระติ้ว” ส่วนพระที่สร้างจำลองขึ้นเรียกกันว่า “พระเทียม” พระติ้วและพระเทียมนับเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองอาณาจักรศรีโคตรบูรนับแต่นั้นมา
เมื่อปี 1994 จมื่นรักษาราษฎร เป็นนายกองเมืองฝั่งแม่น้ำตะวันตก (ฝั่งไทย) ได้มีจิตศรัทธาสร้างสำนักสงฆ์“ศรีบัวบาน” ขึ้นที่บ้านโพธิ์ บริเวณท่าน้ำที่ชักลากเรือและพบพญาไม้ จวบจนพระบรมราชาพรหมาเป็นเจ้าผู้ครองนคร ได้มีจิตกุศลใคร่จะอุปถัมภ์สำนักสงฆ์ศรีบัวบานโดยยกขึ้นเป็นวัด จึงได้อัญเชิญพระติ้วและพระเทียมมาจากบ้านสำราญมาไว้ที่วัดศรีบัวบานในปีพ.ศ. 2281 และเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดโอกาส" และมักเรียกต่อสร้อยตามชื่อเดิมว่า วัดโอกาสศรีบัวบาน อันเนื่องมาจากให้ชาวบ้านสำราญได้มี “โอกาส” มาเป็นข้ารับใช้พระติ้วและพระเทียม ที่นี่
เมื่อเดินเลียบริมโขงขึ้นเหนือไม่ไกลจากวัดจะมาถึงหอนาฬิกาซึ่งชาวญวนสร้างไว้ นครพนมเป็นชุมชนของชาวญวนอีกแห่งหนึ่ง อาคารรอบหอนาฬิกาเป็นอาคารอนุรักษ์แบบโบราณที่ยังเหลืออยู่ให้เห็น หากขับรถขึ้นไปเรื่อยๆตามถนนสุนทรวิจิตร จะเห็นบ้านเดี่ยวที่หันหน้าออกไปสู่แม่น้ำเป็นบ้านทรงโคโลเนียลต่อเนื่องไปตลอดทางแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของฝรั่งเศสที่แผ่เข้ามาถึงในยุคล่าอาณานิคมผสมผสานกับชุมชนชาวญวนที่อพยพเข้ามาพร้อมกับวัฒนธรรมของฝรั่งเศส ขับรถขึ้นไปถึงวัดนักบุญอันนาที่หนองแสง วัดนักบุญอันนาที่หนองแสง ได้รับการสถาปนาเป็นเขตมิสซังเมื่อปี ค.ศ.1926 โดย ต่อมาวัดได้ขอให้เขตมิสซังที่กรุงเทพฯหาคนที่พูดภาษาญวนได้มาทำงานที่นี่ซึ่งคุณพ่อเอดัวร์ ถัง นำลาภ (Rev. Edour Tung Namlab)ได้อาสามาช่วย คุณพ่อเอดัวร์เกิดที่จันทบุรี บวชเป็นสามเณรตั้งแต่ยังเล็กโดยรับการศึกษาเบื้องต้นจากบ้านเณรเล็กบางนกแขวก ที่อ.บางคณฑี จนจบโรงเรียนสำหรับสงฆ์ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อท่านได้มาอยู่ที่อาสนวิหารหนองแสงก็ได้ทำงานในหมู่ชาวญวนตั้งแต่ปีค.ศ. 1929 เมื่อเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนในสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารไทยได้ใช้หอระฆังของวิหารเป็นที่ส่องกล้องสอดแนมฝรั่งเศสทางฝั่งลาวทำให้ฝรั่งเศสยิงปืนใหญ่มาตกที่วัดเสียหายเกือบทั้งหมด ภายหลังกรณีพิพาทในปี 1941 คุณพ่อเอดัวร์ถูกกล่าวหาว่าเป็นแนวที่ห้าที่ส่งสัญญาณให้ฝรั่งเศสเข้ามาทิ้งระเบิดที่นครพนมและสกลนคร ท่านถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตคุกที่บางขวาง ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศนิรโทษกรรมและท่านได้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดอีกครั้งหนึ่งจนสิ้นอายุ คุณพ่อเอดัวร์ได้เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการสร้างวัด โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นใหม่ ท่านเป็นที่รักใคร่ของชาวคริสต์ตั้งแต่นครพนม สกลนครและมุกดาหาร ตึกที่ทำการสองชั้นที่ท่านสร้างไว้ยังปรากฏอยู่แต่ทางวัดปล่อยให้รกร้างอย่างน่าเสียดาย บริเวณวัดกว้างใหญ่มาก แม้ว่าวิหารหลังใหม่จะไม่งดงาม ไม่มีลวดลายกระจกและการแกะสลัก แต่เป็นวิหารเรียบๆทรงโกธิคที่สง่างามมองเห็นได้แต่ไกล
เช้าวันปีใหม่ก่อนที่ผมจะกลับกรุงเทพฯ ผมแวะไปที่ศาลากลางจังหวัดหลังเก่าเพื่อชมอาคารอนุรักษ์อีกหลังหนึ่ง กล่าวว่าเป็นอาคารที่ใช้แปลนเดียวกันกับศาลากลางจังหวัดเชียงราย อาคารหลังนี้มีความสง่างามมาก เนื่องจากตั้งอยู่บนเนิน ไม้มะฮอกกะนีที่ปลูกไว้อายุนับร้อยปีทำให้อาคารมีความขลังขึ้นมาอย่างประหลาด อาคารทาด้วยสีเหลืองซึ่งนิยมกันในยุคโคโลเนียลต่างจากศาลากลางจังหวัดเชียงรายซึ่งทาสีขาว และทาขอบคิ้วประตู หน้าต่างชายคาด้วยสีโอ๊ค หน้าศาลากลางทั้งสองหลังประดิษฐานพระบรมรูปของล้นเกล้ารัชกาลที่ห้า เป็นที่น่าเสียดายว่าหลายปีที่ก่อนผมไปเชียงราย ผมพบว่าหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นซีเมนต์และเปิดเป็นตลาด ทำให้แผงขายของบดบังทัศนียภาพและความรู้สึกดีๆเสียสิ้น ผมไม่แน่ใจว่าปัจจุบันนี้ทางเทศบาลได้จัดการกับปัญหานี้หรือยัง
เมื่ออิ่มท้อง เราก็เคลื่อนต่อไปยังวัดป่าสักกะวัน อ.สหัสขันธุ์เพื่อดูหลุมขุดค้นไดโนเสาร์ ผมขอข้ามเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นที่นี่ ถ้าจะเล่าคงเป็นเรื่องยาวมากเพราะเราพลัดหลงกันเองและใช้เวลาสองชั่วโมงที่นั่นผจญกับนักท่องเที่ยวกว่าจะหากันจนเจอ เราอยู่จนพิพิภัณฑ์ปิด ผมเห็นอาทิตย์ยอแสงลงต่ำมากที่เขื่อนลำปาวก่อนที่จะเข้าตัวเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมกับวาดแผนว่าจากกาฬสินธุ์ ผมจะตรงไปร้อยเอ็ดเพื่อไปทางอ.สุวรรณภูมิและตรงเข้าอ.จอมพระจังหวัดสุรินทร์ย้อนกลับทางเดิมที่ผมมา พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว สองข้างทางมืดตลอด ความคิดผมก็เริ่มก่อตัวขึ้นใหม่ ผมนึกถึงไร่อ้อย นึกถึงเส้นทางเปลี่ยวที่ไร้ผู้คนตั้งแต่ประโคนชัย ลำนางรอง เรื่อยลงไปถึงตาพระยา และถนนสายสระแก้ว-พนมสารคามที่มืดสนิทมีแต่ป่ายาง แม้ว่าจะเป็นหน้าเทศกาลที่มีรถขวักไขว่แต่มันเป็นถนนที่แทบไม่มีย่านธุรกิจหรือเมืองเลย ผมคิดว่าผมคงต้องยอมกลับถึงบ้านช้ากว่าเคยเลือกไปเส้นทางที่การจราจรคับคั่งบนสายมิตรภาพและมีรถกู้ภับยฉุกเฉินจะดีกว่า กว่าผมจะหลุดจากวงแหวนรอบเมืองร้อยเอ็ดได้ก็ต้องวิ่งลงไปถามทางหลายครั้งเนื่องจากป็นชุมทางที่มีทางแยกไปถึงห้าสาย ผมไม่อยากเสียเวลาเพราะเข้าผิดช่อง ในที่สุดก็ได้เส้นทางตรงไปจตุรพักตร์พิมาน (แปลว่าวิมานของผู้มีสี่หน้าซึ่งหมายถึงพระพรหม เป็นชื่อที่ไพเราะมาก วันหลังผมต้องเขียนชื่อและความหมายของอำเภอในอีสานสักบทหนึ่ง) ผมถึงหน้าที่ทำการอำเภอเกษตรวิสัยเมื่อหนึ่งทุ่มครึ่งจึงตัดสินใจพักรถแวะรับประทานอาหาร ผมเห็นแผงหน้าบ้านเปิดขายบะหมี่เย็นตาโฟ ลมหนาวที่พัดมายิ่งทำให้ไอจากหม้อลวกพลุ่งขึ้นกวักเชื้อเชิญให้เข้าไปลิ้มลอง และเป็นเย็นตาโฟที่อร่อยมากๆ เจ้าของร้านเป็นคนกำแพงเพชรมาเปิดร้านถ่ายเอกสาร เขาเห็นว่าหน้าร้านว่างอยู่เลยเปิดขายก๋วยเตี๋ยวและน้ำปั่น รสชาติของซอสมะเขือเทศที่เขาทำเองถูกปากเรามาก เจ้าของร้านเมื่อเห็นแม่ผมต่างกุลีกุจอเข้าไปยกเก้าอี้ไม้สักที่มีพนักออกมาให้ผู้สูงวัยนั่งแทนเก้าอี้พลาสติกทรงกลม หลังจากอาหารมื้อนั้น ผมสอบถามเส้นทางซึ่งผมมาถึงทางตัน เจ้าของร้านบอกให้ผมผ่านออกไปทางถนนหน้าขนส่งเพื่อออกสู่ถนนใหญ่สายมุกดาหาร-พิมาย ถนนเส้นดังกล่าวไม่มีในแผนที่ของผม สองทุ่มเศษเราอำลาเจ้าของร้านและออกเดินทางมุ่งหน้าสู่พยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อไปสู่อ.พุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ผมเข้าสู่นครราชสีมาที่อ.ประทายและมาบรรจบถนนมิตรภาพที่อ.พิมายเมื่อสามทุ่ม ผมไม่อยากเล่าอะไรที่เป็นความเหน็ดเหนื่อย หมดแรงหลังจากนั้นกับตลอดเส้นทางจากพิมายถึงกรุงเทพฯ ผมทั้งเหนื่อย ง่วง จนต้องพักรถระหว่างทางลงมาเดิน หาซื้อของกิน ตลอดจนพูดคุยตามจุดแวะต่างๆเกือบทุกชั่วโมง ผมขับรถตลอดคืนยันรุ่งถึงบ้านเมื่อฟ้าสาง และตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงเพื่อไปทำงานในวันเปิดทำการวันแรกของปี


ที่มาของเรื่องเล่าวันนี้:
http://www.gotweb.50megs.com/g5.htm
http://www.genesis.in.th/GENESIS/history/priest/death/Rev.Undurw%20tung%20namlab.html
ผมพบกระทู้เมืองนครพนมซึ่งมีเรื่องและรูปน่าสนใจ สามารถชมได้จากบ้านคุณ kung http://www.pantown.com/board.php?id=17544&area=3&name=board1&topic=1&action=view
Labels: แอ่งอีสาน

ผมมองหาแผงของคนจีนที่รับเขียนคำอวยพร ผมเห็นแผงเหล่านี้อย่างคุ้นตาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก แผงเหล่านี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดเล่งเน่ยยี่ (วัดมังกรกมลาวาส) ผมเดินมองชายสูงอายุหลายคนตวัดพู่กันที่จุ่มสีทองลงบนกระดาษสีแดงสด ผมยืนมองเขาลากเส้นสายอย่างเพลินตาเพลินใจ เดินเลือกอยู่จนได้ลายมือที่สวยถูกใจผม ตัวหนังสือสีทองบนกระดาษแดงที่ติดอยู่สองข้างประตูเรียกว่า “ตุ้ยเลี้ยง” ตุ่ยหมายถึงคู่ เลี้ยงหมายถึงเย็น เพื่อที่จะอำนวยพรให้ผู้ที่ผ่านเข้าออกประตูประสพความร่มเย็นเป็นสุข จะมีถ้อยคำจีนมากมายที่นิยมติดไว้สองข้างบานประตูในเทศกาลตรุษจีน ผมเลือกซื้อประโยค “หะ-แก-เผ่ง-อัง” และ”บ่วง-สื่อ-อยู่-อี่” กลับมาซึ่งมีความหมายว่า คนในครอบครัวประสพแต่ความปลอดภัย “หะแก” คือทั้งครอบครั้ว “เผ่งอัง” คือสุขสงบ ปลอดภัย เวลาคริสเตียนจีนพบกันมักจะทักทายว่า “เผ่งอัง” ซึ่งหมายถึงสันติสุขหรือ peace on earth นั่นเอง ส่วนอีกแผ่นหนึ่งเป็นคำอวยพรให้สมความปรารถนาทุกประการ “บ่วงสื่อ” หมายถึงหมื่นเรื่องราวซึ่งใช้ในความหมายว่าทุกประการ คำว่า “อยู่อี่” หมายถึงสมปรารถนา หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผมถึงยังไปซื้อตุ้ยเลี้ยงที่เขียนกันอยู่ทั้งๆที่เขามีพิมพ์ระบบออฟเซ็ทสำเร็จกันบนพื้นแดงแถมยังมีลายมังกร และลายอื่นๆให้เลือกมากมาย ผมไม่อยากได้งานพลาสติกแบบนั้น ผมอยากได้ของแฮนเมด และผมอยากสนับสนุนให้ช่างฝีมือเหล่านี้อยู่ไปอีกนานๆ ปีนี้ผมตั้งใจจะทำให้แม่ผมประหลาดใจเนื่องจากที่บ้านเราไม่เคยติดตุ้ยเลี้ยงมาก่อน ตั้งใจว่าในปีหน้าผมจะให้แม่แต่งประโยคให้ตรงตามพระพรที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ แล้วผมจะนำไปจ้างให้เขาเขียนให้
ผมเดินถามราคาโคมกระดาษและของอีกหลายอย่างตลอดทางจนถึงคลองถมเพื่อหาซื้อไฟราวที่เป็นผลส้มซึ่งเมื่อต่อไฟแล้วจะได้เป็นไฟกระพริบ ผมเห็นที่สิงคโปร์เขานิยมเอาต้นส้มจี๊ดที่บำรุงอย่างดีจนออกผลเต็มต้นมาตั้งไว้หน้าบ้าน ส้มนับเป็นผลไม้มงคลของจีนที่สื่อถึงโชคลาภ ความหมายของส้มปรากฏอยู่บนตุ้ยเลี้ยงเช่นกันว่า “ไค-กัง-ไต่-กิก” หมายความว่าจะมีโชคลาภเข้ามาเมื่อเปิดร้านทำการค้าขายหลังวันปีใหม่ “ไคกัง” คือเปิดทำการ “ไต่กิก” คือโชคลาภก้อนใหญ่ เมื่อผมกลับมาถึงบ้าน ผมรื้อเอาของประดับบนต้นสนคริสตมาสออก และแขวนไฟราวผลส้มลงไปแทน พร้อมกับหัวเราะขำที่ต้นสนบ้านผมออกผลเป็นส้มได้ด้วย
เมื่อผมได้ของครบแล้วจึงเดินตัดไปถนนเยาวราช ตั้งใจว่าจะหาซื้อร่มพับคันหนึ่ง ผมเคยเห็นเขานำร่มสีดำจากจีนมาวางขายกันแต่วันนี้ผมไม่เห็น ร้านค้าในสำเพ็งทยอยปิดการจำหน่าย และคนงานต่างพากันเช็ดทำความสะอาดป้ายและประตู ล้างพื้นทั้งในร้านและหน้าร้านของตนเองเนื่องจากวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันไหว้ ทุกคนหยอกล้อเล่นกันอย่างมีความสุข ฝนหยุดแล้วแต่ฟ้าก็ขมุกขมัวเต็มทน ผมบ่ายหน้าสู่หัวลำโพงเพื่อจับรถใต้ดินกลับบ้าน
ขอถือโอกาสนี้กล่าวทักทายทุกท่านว่า “จู้-ซื่อ-หก ไต่-แก-เผ่ง-อัง” ขอพระเจ้าทรงอำนวยพรให้ทุกคนมีสันติสุขปลอดภัย
Labels: นั่งเล่นคุยกัน
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009 July 2009 August 2009 September 2009 October 2009 November 2009