One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Friday, February 29, 2008

 

อเมริกาวันนี้...สบายดีหรือป่วยไข้



ในสิบปีที่ผ่านมา ผมไปอเมริกา 3 ครั้ง สองครั้งหลังเป็นปี 2004 และ 2007 ตามลำดับ เวลาผ่านไปสามปีผมเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน สภาพความเป็นอยู่ทั่วไปยังเหมือนเดิม บ้านพักอาศัยมักอยู่นอกเมือง ส่วนห้องพักในเมืองใหญ่ๆยังเป็นอพาร์ทเมนต์ของตึกรุ่นศตวรรษที่ 19 ด้านล่างเป็นประตูเหล็กหล่อที่ผ่านเข้าออกด้วยคีย์การ์ดและมีโทรศัพท์ติดต่อกับคนในอพาร์ทเมนต์ บ้านทาวน์เฮาส์ในเมืองชั้นล่างก็ยังเป็นที่จอดรถและมีบันไดจากถนนขึ้นไปสู่ตัวบ้านชั้นสอง สิ่งที่เริ่มผิดไปอย่างชัดเจนคือโทรศัพท์ ตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญยังมีใช้อยู่ทุกหัวมุมแยกกลับเงียบเหงาไร้เงาของผู้ใช้บริการเนื่องจากทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือ แม้แต่โฟนการ์ดที่ใช้กับตู้โทรศัพท์สาธารณะยังแทบหาใช้กันน้อยมาก ตามร้านสดวกซื้อซึ่งมีอยู่ทุกหัวระแหงเป็นสถานที่จำหน่ายบัตรเติมเงินและซิมมือถือ

อเมริกายังคงเป็นประเทศที่เผาผลาญทรัพยากรอย่างหนักเช่นเดิม กระดาษทิชชู กระดาษรองนั่งในห้องน้ำใช้กันอย่างน่าตกใจ ประมาณว่าในการล้างมือแต่ละครั้ง คนอเมริกันจะดึงกระดาษเช็ดมือขนาดใหญ่ออกมา 3-4 แผ่น ซับทีเดียวแล้วทิ้ง ยังไม่รวมถึงภาชนะโฟมที่เป็นถ้วยกาแฟ กล่องอาหารพลาสติกใสแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง วัฒนธรรมผลาญทรัพยากรยังเห็นกันได้ทั่วไป โดยอ้างถึงความสะอาดและความสดวก ในขณะที่ประเทศทางตะวันออกอย่างเกาหลีมีนโยบายจำกัดขยะ ไม่มีถุงใส่สินค้าให้หากไปซื้อของที่ห้างและซุปเปอร์มาร์เก็ต ถ้าต้องการถุงก็ต้องจ่ายเงินซื้อ ชาวเกาหลีจึงนิยมนำถุงเก่ากลับมาใช้อีกรวมทั้งหิ้วกระเป๋าผ้าไปจ่ายของด้วย หากลูกค้านำถ้วยโฟมสตาร์บั๊คมาคืน ที่ร้านจะจ่ายคืนเงินค่าถ้วยให้อีกต่างหาก อาจพูดได้ว่าความคิดเรื่องโลกร้อนนั้นลืมไปได้เลยว่าจะมีเรื่องนี้อยู่ในหัวของคนอเมริกัน

ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 ประเทศอเมริกามีมาตรการที่เข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ต่างๆที่สำคัญ แม้แต่แหล่งท่องเที่ยวก็ต้องผ่านเข้าออกผ่านเครื่องเอกซเรย์ แถวของนักท่องเที่ยวยาวเหยียดเพื่อตรวจอาวุธไม่ต่างจากที่สนามบิน ทุกคนต้องปลดวัตถุที่มีโลหะลงในตะกร้าเพื่อสแกนดูภาพด้วยเครื่องเอกซเรย์และเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ จะขึ้นตึกเอ็มไพร์สเตทก็โดน จะข้ามเรือไปเกาะเทพีเสรีภาพก็โดน จะไปพิพิธภัณฑ์ก็ไม่พ้น มาตรการการรักษาความปลอดภัยในวันนี้เข้มงวดกว่าเมื่อสามปีที่แล้วนับแต่ที่อเมริกาพบผู้ก่อการร้ายข้ามมาจากเกาะอังกฤษ อเมริกาที่น่าสงสารหวาดผวาอย่างหนักและไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ชาวอาหรับอีกต่อไป แต่เป็นใครก็ได้ ที่สนามบินผมใช้เวลาผ่านการตรวจหลายอย่าง เริ่มจากถูกสัมภาษณ์ว่าได้รับฝากหรือถือของให้ผู้ใดหรือไม่ ผมจัดกระเป๋าเดินทางเองใช่ไหม ก่อนออกเดินทางจากบ้านผมเก็บกระเป๋าไว้ที่ใด ผมได้ละหรือฝากสัมภาระของผมไว้กับใครหรือไม่ เมื่อผ่านการสัมภาษณ์ ผมผ่านเข้าไปเพื่อตรวจความปลอดภัย ผมต้องปลดเข็มขัด ถอดรองเท้า ถอดเสื้อนอก นาฬิกา แหวนและกระเป๋าสตางค์ เศษเหรียญ วางลงในถาดเพื่อผ่านเครื่องสแกนภาพด้วยเอกซเรย์ สำหรับมือถือและโน๊ตบุ๊คต้องยกออกมาจากกระเป๋ามาวางโดดๆผ่านเครื่องสแกน ผมเดินผ่านประตูตรวจจับโลหะ หากมันส่งเสียงร้องผมต้องเดินกลับออกไปเพื่อค้นหาว่ามีโลหะอะไรค้างอยู่ จะไม่มีการใช้เครื่องตรวจจับที่เป็น hand held แล้วปล่อยผมผ่านไป ถ้ายังมีเสียงผมต้องแก้ผ้าเหลือแต่กางเกงในเดินผ่านไป แล้วเอาเสื้อผ้าของผมไปสแกนภาพว่าโลหะนั้นเป็นอะไร ด้วยเหตุนี้ผมเลือกใส่กางเกงสแล็คที่มีซิปเป็นพลาสติกเวลาเดินทางเสมอ ผมเห็นชายอเมริกันวัยกลางคนหลายคนเดินกางเกงหลุดเนื่องจากต้องถอดเข็มขัด แต่ละคนพุงพลุ้ยและนุ่งกางเกงใต้สะดือ ทุกคนเต็มไปด้วยความทุลักทุเล ในระหว่างที่รอแถว มีหญิงชาวจีนท่านหนึ่งมารับการตรวจ อายุเธอน่าจะประมาณ 70 ปีนั่งรถเข็นมา เธอต้องเดินผ่านประตูตรวจจับโลหะเองโดยห้ามใครช่วยพยุง ส่วนรถเข็นเอาไปสแกน เธอเดินผ่านประตูสองครั้ง แต่สัญญาณก็ยังดังแม้ว่าจะถอดนาฬิกาออกแล้วก็ตาม ในที่สุดถามได้ความว่าเธอใส่เครี่องกระตุ้นหัวใจ ผมนึกว่าจะเป็นข้อสิ้นสุดแต่เจ้าหน้าที่พาเธอไปยังตู้เอกซเรย์ที่อยู่ข้างๆและจัดการเอกซเรย์เธอเพื่อดูว่ามีเครื่องดังกล่าวอยู่จริงและเธอไม่ได้มีอาวุธหรือสิ่งที่น่าสงสัยอื่นใดอีก เมื่อผมไปนิวยอร์คเมื่อสามปีที่แล้ว ผมเห็นเจ้าหน้าที่เอาสำลีเช็ดกระเป๋าแล้วนำสำลีไปวิเคราะห์ด้วยเครื่องโครโมโตกราฟี ตัวเครื่องตั้งอยู่ด้านหลังหน่วยตรวจความปลอดภัย เขากำลังตรวจหาสารเคมี พิษจุลินทรีย์จากการก่อการร้ายชีวภาพ เขาอาจมีเครื่องดักอากาศ และตรวจกระดาษกรองที่ดูดอากาศผ่านเพื่อตรวจจับจุลินทรีย์โดยตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อโรคร้ายนั้น

หากท่านใดคิดจะทำก่อวินาศกรรมโดยโหลดวัตถุระเบิดไปกับกระเป๋าเดินทางจะได้ไม่ต้องผ่านการตรวจค้นอย่างเข้มงวด ท่านกำลังคิดผิด เมื่อเราเช็คอินไปแล้วกระเป๋าแต่ละใบไม่เพียงแต่ถูกสแกนภาพด้วยเอกซเรย์ แต่ถูกเปิด แผนกรักษาความปลอดภัยเขามีกุญแจมาสเตอร์ของกระเป๋าทุกยี่ห้อ หากเขามีข้อสงสัย เขาจะเปิดออกตรวจค้น กระเป๋ายี่ห้อใดที่ไม่มีกุญแจมาสเตอร์เขาจะงัดกุญแจออก คืนก่อนที่ผมจะเดินทางกลับ รุ่นพี่ผมฝากของกลับมาให้ลูกๆหนึ่งลัง ผมไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไรดี คืนนั้นหากผมไม่ได้รื้อลังออกมาตรวจดูผมคงนอนไม่หลับ ผมเปิดของทั้งลังออกมาตรวจเครื่องกระป๋องดูทีละใบว่ามีร่องรอยอะไรผิดปกติ พลิกขวดซอสขึ้นลงดูว่ามีอะไรซุกอยู่ภายใน ของทั้งลังเมื่อมาถึงเมืองไทยเหลือของเพียงครึ่งเดียว ในลังยังมีหนังสือแจ้งให้ทราบว่าได้เปิดลังออกตรวจสอบความปลอดภัยตามอำนาจในกฏหมาย ผมไม่คิดว่าเขายึดไปเฉยๆแต่เขาเลือกสุ่มออกไปเปิดดู โชคดีที่ผมไม่ถูกรวบตัวติดคุกอยู่ที่นั่นเพราะอาจมียาเสพติดซุกอยู่ในกระป๋องเหล่านั้นก็ได้ เราไม่อาจจะไว้ใจใครได้ ผมคงต้องหัดเลิกเกรงใจใครในเรื่องที่สมควร เนื่องจากเคยมีกรณีที่พี่น้องญาติมิตรคนสนิทที่แอบซุกซ่อนยาเสพติดไปกับของฝากหรือกระเป๋าหลายครั้งและถูกจับได้ ไม่มีใครช่วยได้เพราะพบหลักฐานอยู่ที่จำเลย ผมยังจำความรู้สึกหงุดหงิดและผวาของตัวเองได้ดี ผมสัญญากับตัวเองนับจากเที่ยวกลับวันนั้นว่าผมจะใจแข็งและปฏิเสธทุกคน ใครจะว่าผมไม่มีน้ำใจหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ผมไม่ช่วยใครถือของ เฝ้าของ และไม่ฝากของไว้กับใครหรือรับฝากของใครตลอดการเดินทาง มาตรการต่างๆที่เข้มงวดขึ้นทุกวันเพราะอเมริกากำลังป่วยทางจิต หวาดผวาว่าใครจะมาทำร้าย ก็ทำเขาไว้มากย่อมกลัวเขาเอาคืนเป็นธรรมาดมิใช่หรือ

ผมเป็นคนที่เกิดในรอยต่อของคนถึงสามยุค ผมเกิดในยุคเบบี้บูม วัยหนุ่มของผมเห็นคนเกิดในเจนเนอร์เรชั่นเอกซ์ และผมได้สัมผัสกับโลกยุคไร้ขอบเขตเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน เป็นโชคดีที่ผมยังพอจะตะเกียกตะกายวิ่งตามโลกไซเบอร์ไร้ขอบเขตใบนี้อยู่บ้าง สิ่งที่ผมกังวลก่อนการเดินทางไปอเมริกาคือการซื้อตั๋วรถไฟใต้ดิน ดีกรีแห่งความกังวลของผมเพิ่มตามอายุ ผมเคยหลงขึ้นรถไฟผิดทิศที่เยอรมันหนึ่งครั้ง เพราะป้ายต่างๆเป็นภาษาเยอมันล้วนๆ ผมเคยลงรถไฟใต้ดินที่ฮาราจูกุ และตั้งใจว่าจะไม่ลงรถใต้ดินที่ญี่ปุ่นอีกเพราะมันมีแต่ภาษาญี่ปุ่น ผมต้องพึ่งคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ช่วยแนะนำและชี้ทิศทางให้ การไปอเมริกาครั้งหลังผมต้องเดินทางด้วยรถรถไฟซึ่งต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าผ่านเครื่องออกตั๋ว เครื่องออกตั๋วแต่ละรัฐหรือแม้แต่รัฐเดียวกันแต่เป็นคนละเมืองก็ยังต่างกัน บางเครื่องทอนเงินได้ บางเครื่องก็ทอนได้จำกัดจำนวน จากสนามบินซานฟรานซิสโก ผมเลือกนั่งรถไฟ BART เข้าเมือง กว่าผมจะทราบว่าต้องไปแตกเงินที่เครื่องแตกเงินอัตโนมัติก่อนก็โดนเครื่องซื้อตั๋วปฏิเสธการออกตั๋วสองครั้ง เมื่อแตกได้แบงค์ย่อยมาแล้ว ผมจะต้องเลือกเข้าเมนูต่างๆ มันไม่ง่ายเหมือนตู้ซื้อตั๋วรถไฟฟ้าและรถใต้ดินบ้านเรา เพราะเครื่องดังกล่าวยังสามารถเติมเงินบัตรแข็งรายเดือน ซื้อด้วยบัตรเครดิตได้ เราต้องเลือกเข้าให้ถูกเมนู บางครั้งภาษาก็เป็นปัญหาให้เรางงๆว่าเครื่องถามอะไร สำหรับผมแล้วเครื่องดังกล่าวไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้เลย ฝรั่งนักท่องเที่ยวอีกหลายคนที่มาต่างถามไถ่กันให้แซดเลยว่าใช้ยังไง อย่างไรก็ตามผมก็เอาตัวรอดจนได้ และเมื่อมีเวลาศึกษาเครื่องนานหน่อยก็พอทราบว่าจะเติมเงินกับหักทอนเงินต้องกดอย่างไร ตู้ซื้อตั๋วรถที่ซานดิเอโกจะต่างออกไปจากที่ซานฟรานซิสโก เล่นตั้งตู้เรียงกันสี่ห้าตู้มีอยู่สองสามสีทำเอางงเลยว่าจะกดซื้อตั๋วตู้ไหนดี เด็กวัยรุ่นฝรั่งกลุ่มหนึ่งมากดๆๆแล้วหันมาถามผมว่าใช้อย่างไร ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าระบบไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้แม้ว่าจะเป็นชนกลุ่มที่ถือว่าคุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากที่สุด ความกลัวตู้ทำเอาผมขาดสติ จริงๆแล้วเราจะทราบได้จากหน้าจอหลักว่าเป็นบริษัทรถอะไร เป็น MTS หรือเป็น Coastlines สำหรับระบบรถเมล์ในอเมริกายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เตรียมเงินให้พอดี หยอดตู้ที่ข้างคนขับและรอรับตั๋ว โดยส่วนใหญ่สามารถเก็บตั๋วไว้ต่อรถได้ภายในเวลาที่กำหนด จะยุ่งก็ตอนที่จะต้องมีเศษสตางค์เพราะไม่มีการทอนเงิน รถเมล์อเมริกันว่างครับ ค่าโดยสารก็ถูก แต่คนส่วนใหญ่กลับเลือกขับรถเองทั้งรถมีแต่เด็กนักเรียน แม่บ้านและคนผิวสีซึ่งเป็นคนอีกสถานะหนึ่งของสังคม

ภายในห้องพักของโรงแรมสี่ดาวเป็นห้องที่ทันสมัยมาก โรงแรมอยู่ในเครือ Hyatt ผมชมรายการทีวีด้วยจอ LCD เป็นช่องเคเบิลทีวีที่ให้บริการทั่วๆไปผ่านระบบอินเทอร์เนต หากผมอยากชมภาพยนตร์จากบ๊อกซ์ออฟฟิศ ผมจะต้องเสียเงิน โดยผมกดเมนูจากรีโมทและเลือกรายการ ทางโรงแรมจะคิดเงินตามเวลาที่ชมภาพยนตร์ ด้วยรีโมทอันเดียวกันผมสามารถเข้าเมนูอื่นไปเลือกฟังเพลง หรือ เลือกเข้าไป account ของตัวเองว่ามาพักที่ห้องนี้ตั้งแต่วันไหน ผมทานอาหารของโรงแรมไปกี่มื้อ ตอนนี้โรงแรมให้เครดิตผมไปเท่าไรแล้ว มีข้อความฝากถึงผมหรือไม่ ใครโทรศัพท์มาหาผมแล้วผมไม่อยู่ที่ห้อง เขาได้ฝากข้อความอะไรไว้ และหากผมจะติดต่อเพื่อนที่อยู่ที่โรงแรมอื่นในเครือ Hyatt ผมก็สามารถติดต่อกับเขาผ่านหน้าจอ LCD นี้ได้ ที่หน้าจอมีแป้นคีย์บอร์ดต่อไว้ให้พิมพ์ได้ด้วย ผมสามารถใช้รีโมทขอเช็คเอาท์ผ่านจอ LCD และสั่งเครื่องพิมพ์ที่ใบเสร็จให้ผม โดยผมไปรับใบเสร็จที่ด้านหน้าแผนกต้อนรับ และ บัตรเครดิตของผมจะถูกหักโดยอัตโนมัติ ซึ่งผมสามารถลากกระเป๋าออกจากโรงแรมได้เลย เมื่อไรก็ได้ ผมสงสัยว่าหากผมเกิดเร็วกว่านี้และโรงแรมบริหารงานด้วยระบบออโตเมชั่นแบบนี้ ผมคงเงอะงะไม่รู้จะเอาตัวออกจากโรงแรมได้อย่างไร ทุกวันนี้หลายโรงแรมไม่มีเจ้าหน้าที่ มีแต่กล้องวงจรปิด บุคคลภายนอกจะขึ้นไปข้างบนไม่ได้เพราะไม่มีบันได หากจะขึ้นลิฟต์ก็ต้องมีคีย์การ์ดรูด ลิฟต์จึงจะทำงานได้ เทคโนโลยีทำให้ง่ายแต่ก็สร้างความยุ่งยากให้กับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับมันเสมอๆ เมื่อผมพบว่าผมสามารถเช็คเอาท์ได้จากจอ LCD ที่อยู่ในห้อง ผมทดลองใช้บริการนี้ในวันสุดท้าย เมื่อทำทุกอย่างครบตามขั้นตอน ตัวอักษรที่หน้าจอขึ้นมาว่า “ขอโทษ ระบบมีปัญหาไม่สามารถดำเนินการให้ได้” นี่แหละพิษสงของเทคโนโลยี

ผมกลัวนักกลัวหนากับตู้ออกตั๋วรถ แต่ที่สนามบินครั้งนี้ผมกำลังเรียนรู้กับสิ่งใหม่ เมื่อสามปีที่แล้วผมออกตั๋วเองด้วยเครื่องเหมือนเครื่องออกตั๋วของการบินไทย สามารถใช้งานได้ง่ายมากไม่มีปัญหาเพราะมันตรงไปตรงมาใช้ทำไว้เพื่อวัตถประสงค์เดียว แต่ในคราวนี้ไม่มีเครื่องออกตั๋วแบบนั้นอีกแล้ว ที่สนามบินมีช่องให้เช็คอินสำหรับยูไนเตดแอร์ไลน์ประมาณเกือบสี่สิบช่อง เมื่อถึงคิวผม เจ้าหน้าที่จัดคิวกวักมือพร้อมกับชี้ไปเครื่องที่ว่าง มีแต่ตู้หน้าตาเหมือนเอทีเอ็มขยำรวมกับเครื่องอัพเดทสมุดเงินฝาก ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำที่หน้าเคาน์เตอร์ หน้าจอเป็นแบบสัมผัสให้ผมเคาะว่าพร้อมเริ่มทำงาน เขาจะให้เลือกว่าผมจะทำงานด้วยพาสปอร์ตหรือด้วยเลขจองตั๋วเครื่องบิน ไม่มีใครจำเลขจองได้ กว่าจะหาเจอจากใบจองก็หมดเวลาทำการ ผมเลือกพาสปอร์ตโดยคิดเอาเองว่าง่ายกว่า เขามีช่องให้เปิดหน้าพาสปอร์ตเพื่อคว่ำลงไปอ่านเหมือนเวลาแคชเชียร์ที่ซุปเปอร์มาร์เกตสแกนสินค้า ข้อมูลทั้งหมดของผมจะขึ้นมาบนจอเลยว่าผมเป็นใคร ผมจองไว้กี่เที่ยวบิน และผมกำลังจะออกตั๋วไปที่นั่นใช่หรือไม่ ก็เคาะไปเรื่อยๆ หากผมยังไม่ได้ซื้อตั๋วผมก็สามารถซื้อตั๋วได้เลย อันนี้ที่รู้เพราะเคาะผิดเข้าไปในเมนูซื้อตั๋วจนต้องยกเลิกเพื่อทำรายการใหม่ มีช่องเสียบบัตรเครดิต หรือหากต้องการอัพเกรดก็สามารถจ่ายเงินเพิ่มผ่านบัตรเครดิตได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถเลือกที่นั่งเองได้ด้วย หลังจากพยายามอยู่พักใหญ่สำหรับครั้งแรกของผม ผมตัดสินใจกวักมือเรียกพนักงานให้มาช่วยที ดูเขาจิ้มๆๆ ผมคอยตอบคำถาม ครั้งต่อมาผมก็สามารถออกตั๋วเองได้ ผมเหลือบดูผู้โดยสารอื่น ทุกคนขมวดคิ้วหน้ายุ่งโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เดินทางบ่อยๆและอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปต่างผลัดกันยกมือขอความช่วยเหลือ ทั้งสี่สิบตู้มีพนักงานเดินไปมาคอยให้ความช่วยเหลือเพียงสองท่าน หลังจากที่ผมออกตั๋วเสร็จเครื่องพิมพ์ boarding pass ให้ ผมเอากระเป๋าวางไว้บนเครื่องชั่ง จะมีเจ้าหน้าที่สามคนแวะเวียนกันติดแทคที่กระเป๋าสัมภาระที่เคาน์เตอร์ต่างๆ หากเป็นเมื่อสี่ห้าปีที่แล้วเคาน์เตอร์เช็คอินต้องจ้างพนักงานประมาณ 82 คนมานั่งประจำ สี่สิบคนนั่งเคาะออกตั๋ว อีกสี่สิบคนติดแทคและย้ายกระเป๋าสัมภาระ อีกสองคนจัดคิวประสานงานตอบคำถาม ทุกวันนี้ที่เคาน์เตอร์เหลือคนประจำอยู่ 7 คน เป็นหน้าที่ของผู้โดยสารที่จะต้องเอาชีวิตตัวเองให้รอดผ่านออกไปให้ได้ ใครจะไปอเมริกาเตรียมตัวให้ดีเพราะคุณอาจไม่ได้กลับมาเพราะออกตั๋วไม่เป็น อีกหน่อยเขาอาจจะใช้เครื่องชนิดที่ปล่อยคุณสแตนอะโลน ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ การทิ้งระบบใช้คนและเอาเครื่องจักรมาแทนที่เป็นวิธีการของทุนนิยมเพื่อต้องการลบปัญหาของการบริหารงานบุคคล ต้องการตัดทอนค่าใช้จ่าย อีกสักหน่อยหนึ่งคนอเมริกันจะว่างงานมากขึ้น เกษียณอายุเร็วขึ้น ช่องว่างระหว่างสังคมและวัยอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีจะมีมากขึ้น ภาพเหล่านี้ช่างแตกต่างกับสังคมในยุโรปและออสเตรเลีย เขาพยายามใช้คนเกษียณอายุให้สามารถอยู่รอดได้ พนักงานรับโทรศัพท์ พนักงานที่อินฟอร์เมชั่น แคชเชียร์ต่างเป็นประชากรอาวุโสที่เกษียณจากงานแล้วหรือไม่ก็เป็นผู้ทุพพลภาพที่ยังสามารถทำงานได้

เมื่อผมจะมาอเมริกา ผมไปยื่นขอวีซ่าที่สถานทูต ข้อมูลต่างๆที่ผมให้ไว้ที่สถานทูตปรากฏอยู่บนจอของตม.(ตรวจคนเข้าเมือง) ที่นี่เรียบร้อยแล้ว เพราะผมยังไม่ทันพูดอะไร เขาก็ถามผมถึงเรื่องธุระและจุดหมายปลายทางของผม นอกจากการมองกล้องผมยังต้องวางนิ้วเพื่อดูลายนิ้วมือทั้งสองข้าง แต่เวลาที่ผมจะออกจากอเมริกาผมไม่ต้องผ่านตม.อีกซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ เรื่องนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากสิบปีที่แล้ว

ผมเคยเล่าไว้ครั้งหนึ่งแต่ขอนำมาเล่าอย่างย่อๆไว้ที่นี่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อผมต้องไปติดต่อธุรกิจกับบริษัทแห่งหนึ่งที่อยู่นอกเมืองซานดิเอโก ผมคำนวณระยะทางและค่าแท๊กซี่แล้วเป็นเงินหลายพันบาท ผมพบว่ามีคนแนะนำให้ใช้เวบขนส่งของซานดิเอโกในการค้นหาจุดหมาย เมื่อเข้าไปในเวบดังกล่าว ผมเพียงป้อนข้อมูลบ้านเลขที่สถานที่พักของผม และบ้านเลขที่ของจุดหมายที่ผมจะไปรวมถึงเวลานัดหมาย เพียงไม่กี่วินาทีผมจะได้ข้อมูลว่าให้ผมออกจากที่พักกี่โมง เดินไปกี่แยกเพื่อขึ้นรถเมล์สายอะไรเที่ยวกี่โมง ลงรถที่ไหนตอนกี่โมง จะเดินไปต่อรถอย่างไรกับรถเที่ยวกี่โมง เมื่อลงรถแล้วเดินไปทางทิศไหน ไปอย่างไร ผมอยากจะบอกว่าแม่นยิ่งกว่าหมอดูฟันธง ผมยังสามารถดาวน์โหลดและพิมพ์แผนที่จากอินเตอร์เนตได้ และสามารถเลือกแผนที่ว่าเป็นแบบเขียน หรือเป็นแบบภาพถ่ายดาวเทียม ทำให้ผมเห็นชัดเจนว่าต้องผ่านลานจอดรถ ผ่านตึกสีอะไร เห็นแม้กระทั่งหน้าตาของบริษัทที่เราจะไปว่าเป็นอย่างไร ทำยังไงก็ไม่หลงทางเว้นแต่เขาเพิ่งจะระเบิดตึกทิ้งไปเมื่อชั่วโมงก่อนเนื่องจากแผนที่ดาวเทียมไม่ใช่เป็นแผนที่แบบเรียลไทม์

ผมพบว่าคนจรจัดในซานฟรานซิสโกและซานดิเอโกเป็นจำนวนมากกว่าที่เคยพบเห็นในเมืองอื่นๆของอเมริกา ผมไม่แน่ใจว่าตัวเลขคนว่างงานเพิ่มขึ้น หรือตัวเลขคนจรจัดในเมืองทั้งสองสูงกว่าเมืองอื่นๆมาแต่ไหนแต่ไร ทุกหัวมุมถนนจะมีคนจรจัด 3-4 คนยืนพูดคุยหรือไม่ก็ขอเงิน ส่วนใหญ่จะแต่งชุดสีดำ มีทั้งผิวขาวและผิวสีจากอัฟริกา ไม่เห็นคนเม็กซิโกหรือคนเอเชีย (ถ้ามีคงโดนส่งกลับประเทศไปหมดแล้ว) คนส่วนหนึ่งจะเอาสมบัติของตนเองใส่รถเข็นซุปเปอร์มาร์เกต อีกพวกหนึ่งเก็บของไว้ในกระเป๋าเดินทางลากไปมา พอตกค่ำต่างไปจับจองหน้าอาคารสำนักงานที่มีไฟสว่างเพื่อเป็นที่นอน ผมกะไม่ถูกว่าตัวเลขคนจรจัดมีมากสักเพียงใด หากประมาณจากจำนวนคนที่ยืนอยู่ตามแยกต่างๆน่าจะมีตัวเลขที่น่าตกใจกันเลยทีเดียว

ในห้าหกปีที่ผ่านมาในที่ทำงานผมมีคนรักร่วมเพศเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ไม่น่าเชื่อเลยว่าผู้หญิงที่เห็นเป็นสาวออฟฟิศปกติจะอยู่กินและเล่นเพื่อน สำหรับผู้ชายแล้วจะแสดงออกชัดเจนกว่าผู้หญิงมาก ด้วยเหตุที่สังคมบ้านเรายังมีกลุ่มรักร่วมเพศไม่มากและไม่ได้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งทำให้ผมรู้สึกอะไรมาก แต่เมื่อผมมาถึงซานฟรานซิสโกความรู้สึกของผมก็เปลี่ยนไป เพราะที่นี่มีเขตเมืองที่เป็นที่พักอาศัยและที่ชุมนุมของคนรักร่วมเพศโดยฉพาะ การแต่งตัว รสนิยม อากัปกิริยาที่ผิดไปของคนทั้งชุมชนบอกผมว่าผมกำลังอยู่ท่ามกลางคนป่วยและสังคมที่ป่วยอย่างรุนแรง ผมถือว่าอเมริกาล้มเหลวในสถาบันครอบครัวและระบบการศึกษา หากครอบครัวไทยครอบครัวใดที่คิดว่าจะเลี้ยงลูกแบบฝรั่งให้คิดเอง ให้โตเอง และคิดว่าเลี้ยงลูกแบบฝรั่งแล้วลูกจะเป็นเด็กอัจฉริยะ รู้จักรับผิดชอบ และเลิกระบบไม้เรียว เลิกระบบทำโทษ ให้ดูอเมริกาเป็นตัวอย่าง เด็กอเมริกันโตขึ้นมาแบบขาดภูมิคุ้มกัน คนต้องพึ่งยาเสพติด พึ่งจิตแพทย์ ครอบครัวหย่าร้างสูง เด็กถูกบังคับให้โตก่อนวัยอันควรและถูกผลักออกไปให้โตในสังคมก่อนที่วุฒิภาวะและจริยธรรมจะพัฒนามากพอ ไม่มีประโยชน์อะไรที่ลูกเป็นอัจฉริยะแต่ป่วยทางจิตและล้มเหลวในชีวิต

นิสัยของคนอเมริกันไม่เคยเปลี่ยน ตัวใครตัวมันอย่างไรก็เหมือนเช่นเคย เขาหลีกเลี่ยงที่จะคุยกับคนผิวสีอื่นที่ไม่ใช่ผิวขาว การแข่งขันและความสนใจแต่ตัวเองตามแบบการเลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะทำให้คนก้าวร้าว นับถือแต่คนเก่ง ผมไปเจรจาเรื่องธุรกิจ ทันทีที่เขาเห็นว่าเป้าหมายของเราไม่ตรงกันเขาจะลุกขึ้นและจบการสนทนาด้วยคำพูดสั้นๆขอบคุณที่แวะมาคุยกัน ผมก็นึกว่าเขาจะไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ แต่เปล่าเขาลุกไปคุยกับคนอื่น หรือไม่ก็ท่องอินเทอร์เนต อะไรก็ตามที่ไม่เกิดผลประโยชน์กับเขา จะไม่มีการเสียเวลาอีกต่อไป ตลอดเวลาที่นั่งเรียนหนังสือ ผมเห็นแต่ละคนยกมือถือขึ้นมาเช็คข่าวสารผ่านระบบรับส่งข้อความ ทำเอาผมสงสัยอยู่ครามครันว่าเขาบริโภคข่าวสารอะไรกันมากมายขนาดนั้น ในข่าวเหล่านั้นมีสักกี่มากน้อยที่เป็นเนื้อหาสำคัญและอีกกี่มากน้อยที่เป็นขยะ คนสอนก็สอนกันไป คนเรียนก็ฟังไป รับข่าวสารไป โทรศัพท์ไป ท่องอินเตอร์เนตไปและเริ่มพูดเมื่อถึงเวลาอภิปราย(แบบไม่ค่อยฉลาด) ผมยังโชคดีที่ยังเหลือคนสูงอายุให้พอที่จะพูดคุยด้วยได้ ผมพบว่าคนเหล่านั้นมากประสพการณ์ พูดด้วยความคิดและประสพการณ์ ไม่ตัดบทสนทนาก่อนจะฟังจนจบ ฉลาด สุขุมและมีวุฒิภาวะ ระบอบของอเมริกันเป็นระบอบทุนนิยมที่คนเก่งเท่านั้นที่อยู่รอดได้ ทำให้ความเป็นคนน้อยลงทุกที นับได้ว่าป่วยไปอีกแบบหนึ่ง แต่ผมไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรมากนัก เพราะอีกไม่นานพวกที่คิดว่าแน่จะต้องถูกเขี่ยออกไปจากระบบเมื่อเครื่องจักรสามารถทดแทนเขาได้ หรือไม่ก็อายุการทำงานของแต่ละคนสั้นลงเนื่องจากคลื่นลูกใหม่มาเร็วขึ้น เพราะเวลาของแต่ละเจนเนอเรชั่นสั้นลง หลายครั้งที่ผมถามทางกับคนในท้องถิ่นโดยเฉพาะพวกผิวเผือก ผมพบว่าเขาบ่ายเบี่ยงที่จะตอบ แล้วก็ตอบง่ายๆว่าไม่ทราบพร้อมกับเดินหนีเลย การไม่ทราบทำให้ผมเข้าใจได้เป็นสองอย่างคือ ไม่อยากเสวนาด้วย หรืออีกประการหนึ่งคือไม่ทราบจริงๆ เพราะไม่เคยใส่ใจอะไร คนทุกวันนี้ไม่ใส่ใจอะไรเลยกับสิ่งรอบข้าง ผมยังจำสุภาษิตไทยได้ดีว่า “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” แต่คนทุกวันนี้จะถามกลับว่ารู้ไปทำไมให้รกสมอง รู้แล้วไม่เห็นว่าชีวิตจะมีอะไรดีขึ้นเลย แต่ถ้าถามเรื่องดารา เรื่องแฟชั่น เรื่องสถานบันเทิง จะมีข้อมูลเหล่านี้อัดแน่นเต็มหัว คงลืมไปแล้วกระมังว่าปัญญาเกิดเมื่อได้ใช้สมองสังเคราะห์เป็นความรู้ใหม่ สมองจะสังเคราะห์ได้ต้องฝึกวิเคราะห์ก่อน จะวิเคราะห์ได้ต้องมีข้อมูล หากไม่มีอะไรในฐานข้อมูลเลยแล้วจะเอาอะไรมาวิเคราะห์ ไม่มีอะไรวิเคราะห์ก็สังเคราะห์ไม่ได้ สังเคราะไม่ได้ก็นับว่าไร้ปัญญา เลยต้องตกเป็นทาสของคนที่มีปัญญาอยู่ร่ำไป

เรามักบ่นและพูดถึงคุณภาพของเด็กไทยยุคใหม่ คุณภาพของบัณฑิตไทย ใบปริญญาทุกวันนี้ได้มาแบบง่ายๆแบบจ่ายครบจบแน่ ระบบการศึกษาของเราล้มเหลว มิหนำซ้ำยังทำให้บัณฑิตที่จบออกมาใหม่ติดอยู่กับใบปริญญามากกว่าความเป็นปัญญาชนแท้จริงที่ส่ำสมออกมาจากรั้วการศึกษา ผมอยากจะบอกว่าอเมริกาก็ไม่ได้ต่างจากประเทศไทยเท่าใดนัก โลกไร้พรมแดนแบบไซเบอร์นอกจากจะผลักดันให้คนเกษียณอายุเร็วขึ้นและกลายเป็นคนที่ไม่มีประโยชน์ (เพราะก้าวไม่ทันเทคโนโลยี) แล้วยังทำให้ คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เติบโตในหน้าที่การงานเร็วกว่าแต่ก่อน ผู้บริหารระดับสูงปัจจุบันนี้อายุไม่เกิน 35 ปี เรามาดูกันว่าเขาทำงานกันอย่างไร เมื่อผมกรอกใบเข้าร่วมประชุมฝึกอบรม เขาไม่ถามผมเรื่องที่พัก ก่อนวันที่ผมจะเดินทางเขาส่งตารางห้องพักให้ทำให้ผมทราบว่าเขาจองที่พักให้ผมล่วงหน้าและต่อไปอีกหนึ่งวันซึ่งผมได้ทักท้วงไป เขาตอบกลับมาว่าได้แจ้งแก้ไขไปที่โรงแรมให้แล้ว เมื่อผมกลับมาถึงประเทศไทย บัตรเครดิตของผมถูกหักไว้สูงกว่าที่กำหนดและเมื่อผมสอบถามจึงได้ทราบว่าเกิดความผิดพลาด มีการแก้ไขแต่วันจองห้องแต่ไม่ได้แก้ไขการเรียกเก็บเงินของแผนกการเงิน ผมต้องทวงถามไปสองครั้งถึงจะมีการคืนเครดิตกลับมา แล้วเขาก็ส่งใบเสร็จมาให้พร้อมทั้งขอบคุณที่ผมเข้าร่วมสัมนา วันที่บนใบเสร็จเป็นของเดือนมีนาคม ซึ่งจัดอบรมหัวข้อเดียวกัน แต่เป็นการอบรมที่ประเทศเบลเยี่ยม เรียกว่าทำงานกันแบบส่งให้พอพ้นตัว ใบเสร็จดังกล่าวส่งรายทอดกว่าจะถึงมือผมและไม่มีใครใส่ใจดูเลยว่ามันถูกต้องหรือไม่ ทั้งหมดนี้ผมติดต่อตรงและผ่านผู้บริหารแต่ละฝ่าย บอกชัดเจนถึงการรับงาน การส่งงานที่ไม่ได้ตรวจสอบ นี่แหละชาวอเมริกันยุคใหม่

นี่เป็นเพียงประสพการณ์เล็กๆของผม และไม่อาจนับว่านี่คือทั้งหมด ผมคงทิ้งไว้ให้ท่านขบคิดกันต่อไปว่าอเมริกาทุกวันนี้ยังสบายดีอยู่หรือป่วยไข้ไปเสียแล้ว
ภาพและเรื่องในวันนี้ไม่ค่อยจะตรงกันสักเท่าใด เพราะบางอย่างไม่ได้ใส่ใจจะบันทึกไว้ เช่นตู้ออกตั๋ว ฯลฯ แต่ก็นำภาพอื่นๆมาลงไว้ให้ดูเล่นแทน

Labels:


Monday, February 25, 2008

 

จากตำนานพระติ้วถึงวัดนักบุญอันนา

คืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อากาศหนาวเย็นลงอย่างฮวบฮาบ เราตกลงใจกันว่าเราจะไปเดินเล่นที่งานกาชาดประจำปีของจังหวัดนครพนมซึ่งเขามีงานออกร้าน และจะทานอาหารกันที่นั่น เป็นงานเล็กๆ(สำหรับเรา)ของจังหวัดห่างไกล มีสินค้าต่างๆมาจำหน่ายพอสมควรรวมถึงสินค้าประจำตำบลด้วย เสื้อหนาวของผมถูกแม่ยึดไปแล้วเนื่องจากลมที่พัดจัด ผมซื้อเสื้อไหมพรมทหารมาตัวหนึ่งใส่พอกันลมได้มิเช่นนั้นผมต้องล้มป่วยแน่ๆ เด็กหนุ่มเจาะหูเจาะลิ้นกำลังนั่งจิ้มข้าวเหนียวกับลาบเลือดเอ่ยปากชวนผมร่วมวงอาหารค่ำ ผมมองลงไปในจานเป็นของดิบล้วนๆได้แต่ขอบคุณและถามว่าอร่อยไหม เขาปล่อยให้ผมเลือกหาของโดยไม่เซ้าซี้จนผมได้เสื้อตามที่ต้องการ เมื่อได้เสื้อแล้วเราไปจับจองโต๊ะนั่งกลางสนามในงานออกร้านกาชาด เสียงประกาศออกโทรโข่งว่าคืนนี้คุณหญิงพันธ์เครือ ยงใจยุทธจะเป็นประธานเดินแฟชั่นโชว์ในคืนนี้ เป็นอันว่าผมจะได้ทานข้าวพร้อมกับดูแฟชั่นโชว์ เราซื้อข้าวเหนียวจี่ร้อนๆมาทานกับแหนมและไส้กรอกอีสานทอด ผมซื้อหอยทอด ปูจ๋า และเบียร์หนึ่งกระป๋องมาแบ่งกันจิบแก้หนาว นับเป็นโชคดีที่ผมทานอาหารเสร็จก่อนที่รายการโชว์จะเริ่มขึ้น หลังอาหารเย็นเราแวะซื้อเสื่อจากต้นธูป สินค้าจากอ.นาหว้ากลับมาสามผืน ราคาเพียงหนึ่งร้อยบาทเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ผมเดินเลียบกำแพงเก่าคุกออกมาที่ที่จอดรถและกลับเข้าที่พักที่เดอะแม่น้ำโขงแกรนด์วิว ผมได้ที่พักหันออกแม่น้ำ พรุ่งนี้ผมจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น

ผมดั้นด้นมาไกลถึงนครพนมเป็นระยะทางไกลกว่ากรุงเทพฯ-เชียงใหม่เสียอีก ผมย่อมต้องไม่พลาดกับของคู่บ้านคู่เมืองนครพนม นั่นคือพระติ้วและพระเทียม พระทั้งสององค์สร้างขึ้นจากไม้ลงรักปิดทองโดยมีขนาดหน้าตักกว้าง 39 ซม. สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 1328 หรือประมาณ 1200 ปีมาแล้วในสมัยที่พระเจ้าศรีโคตรบูรหลวงปกครองอาณาจักรศรีโคตรบูร ซึ่งครอบคลุมทั้งสองฝั่งโขง เมื่อมีพระราชปรารภที่จะสร้างเรือ จึงให้ช่างมาหาไม้ต่อเรือที่ฝั่งไทย ช่างเสาะหาได้ไม้ตะเคียนที่บ้านนากลาง และเมื่อต่อเรือสำเร็จจึงได้ชักลากมาที่ท่าน้ำบ้านโพธิ์เพื่อจะนำข้ามแม่น้ำกลับไป การชักลากเรือจะต้องใช้ไม้ท่อนกลมหนุนและเข็นเรือ มีไม้อยู่ท่อนหนึ่งที่คราใดสอดลงไปหนุนจะกระเด็นออกมาทุกครั้งจนทำให้ผู้ชักลากได้รับบาดเจ็บ ความทราบถึงเจ้าเมืองเห็นว่าเป็นพญาไม้จึงได้ให้ช่างแกะสลักเป็นพระพุทธรูปขึ้น เมื่อได้ลงรักปิดทองแล้วก็ได้จัดให้มีพิธีสมโภชน์ประดิษฐานไว้ที่วัดธาตุ บ้านสำราญ เมื่อพระเจ้าขัตติยวงศ์เป็นเจ้าผู้ครองนคร เกิดไฟไหม้หอพระวัดธาตุลงทั้งหลัง พระเจ้าขัตติยวงศ์จึงโปรดให้แกะไม้สร้างพระจำลองขึ้นแทนองค์เดิมที่คิดว่าถูกไฟไหม้ ต่อมาอีก 2-3 ปี มีชาวบ้านไปทอดแหอยู่ในคุ้งแม่น้ำโขงพบว่ามีลมบ้าหมูมาหอบหนึ่งหมุนวนอยู่เหนือน้ำ มีพระลอยขึ้นมากับน้ำวน ปรากฏว่าเป็นพระที่คิดว่าถูกไฟไหม้ไปแล้วจึงได้นำขึ้นกราบทูลพระเจ้าขัตติยวงศ์ พระที่หมุนติ้วลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำจึงได้รับขนานนามว่า “พระติ้ว” ส่วนพระที่สร้างจำลองขึ้นเรียกกันว่า “พระเทียม” พระติ้วและพระเทียมนับเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองอาณาจักรศรีโคตรบูรนับแต่นั้นมา

เมื่อปี 1994 จมื่นรักษาราษฎร เป็นนายกองเมืองฝั่งแม่น้ำตะวันตก (ฝั่งไทย) ได้มีจิตศรัทธาสร้างสำนักสงฆ์“ศรีบัวบาน” ขึ้นที่บ้านโพธิ์ บริเวณท่าน้ำที่ชักลากเรือและพบพญาไม้ จวบจนพระบรมราชาพรหมาเป็นเจ้าผู้ครองนคร ได้มีจิตกุศลใคร่จะอุปถัมภ์สำนักสงฆ์ศรีบัวบานโดยยกขึ้นเป็นวัด จึงได้อัญเชิญพระติ้วและพระเทียมมาจากบ้านสำราญมาไว้ที่วัดศรีบัวบานในปีพ.ศ. 2281 และเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดโอกาส" และมักเรียกต่อสร้อยตามชื่อเดิมว่า วัดโอกาสศรีบัวบาน อันเนื่องมาจากให้ชาวบ้านสำราญได้มี “โอกาส” มาเป็นข้ารับใช้พระติ้วและพระเทียม ที่นี่




วัดโอกาสเป็นวัดสำคัญในเขตเทศบาลเมือง ผมสังเกตได้จากสิ่งปลูกสร้างภายในวัดที่ได้รับการบุรณะอย่างดี โบสถ์วิหารตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามด้วยศิลปะเฉพาะต่างจากวัดอื่น ผมใช้คำว่าศิลปะเฉพาะเนื่องจากผมขาดความรู้ที่จะบอกได้ว่ามีที่มาอย่างไร เป็นของเก่าหรือของทำใหม่ พระติ้วและพระเทียมอยู่ในวิหาร ภายในวิหารเขียนภาพฝาผนังด้วยฝีมือช่างสมัยใหม่ สีสันสวยงามเป็นเรื่องราวประวัติการพบท่อนพญาไม้ การสร้างพระติ้วและการสร้างพระเทียม บานประตูหน้าต่างแกะสลักด้วยลวดลายมักกะลีผลงดงาม ที่ข้างวิหารมีอุโบสถซึ่งตกแต่งด้วยภาพเขียนรามเกียรติ์ ศาลของจมื่นรักษาราษฎรยังปรากฏให้เห็นอยู่เช่นกัน



เมื่อเดินเลียบริมโขงขึ้นเหนือไม่ไกลจากวัดจะมาถึงหอนาฬิกาซึ่งชาวญวนสร้างไว้ นครพนมเป็นชุมชนของชาวญวนอีกแห่งหนึ่ง อาคารรอบหอนาฬิกาเป็นอาคารอนุรักษ์แบบโบราณที่ยังเหลืออยู่ให้เห็น หากขับรถขึ้นไปเรื่อยๆตามถนนสุนทรวิจิตร จะเห็นบ้านเดี่ยวที่หันหน้าออกไปสู่แม่น้ำเป็นบ้านทรงโคโลเนียลต่อเนื่องไปตลอดทางแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของฝรั่งเศสที่แผ่เข้ามาถึงในยุคล่าอาณานิคมผสมผสานกับชุมชนชาวญวนที่อพยพเข้ามาพร้อมกับวัฒนธรรมของฝรั่งเศส ขับรถขึ้นไปถึงวัดนักบุญอันนาที่หนองแสง วัดนักบุญอันนาที่หนองแสง ได้รับการสถาปนาเป็นเขตมิสซังเมื่อปี ค.ศ.1926 โดย ต่อมาวัดได้ขอให้เขตมิสซังที่กรุงเทพฯหาคนที่พูดภาษาญวนได้มาทำงานที่นี่ซึ่งคุณพ่อเอดัวร์ ถัง นำลาภ (Rev. Edour Tung Namlab)ได้อาสามาช่วย คุณพ่อเอดัวร์เกิดที่จันทบุรี บวชเป็นสามเณรตั้งแต่ยังเล็กโดยรับการศึกษาเบื้องต้นจากบ้านเณรเล็กบางนกแขวก ที่อ.บางคณฑี จนจบโรงเรียนสำหรับสงฆ์ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อท่านได้มาอยู่ที่อาสนวิหารหนองแสงก็ได้ทำงานในหมู่ชาวญวนตั้งแต่ปีค.ศ. 1929 เมื่อเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนในสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารไทยได้ใช้หอระฆังของวิหารเป็นที่ส่องกล้องสอดแนมฝรั่งเศสทางฝั่งลาวทำให้ฝรั่งเศสยิงปืนใหญ่มาตกที่วัดเสียหายเกือบทั้งหมด ภายหลังกรณีพิพาทในปี 1941 คุณพ่อเอดัวร์ถูกกล่าวหาว่าเป็นแนวที่ห้าที่ส่งสัญญาณให้ฝรั่งเศสเข้ามาทิ้งระเบิดที่นครพนมและสกลนคร ท่านถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตคุกที่บางขวาง ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศนิรโทษกรรมและท่านได้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดอีกครั้งหนึ่งจนสิ้นอายุ คุณพ่อเอดัวร์ได้เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการสร้างวัด โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นใหม่ ท่านเป็นที่รักใคร่ของชาวคริสต์ตั้งแต่นครพนม สกลนครและมุกดาหาร ตึกที่ทำการสองชั้นที่ท่านสร้างไว้ยังปรากฏอยู่แต่ทางวัดปล่อยให้รกร้างอย่างน่าเสียดาย บริเวณวัดกว้างใหญ่มาก แม้ว่าวิหารหลังใหม่จะไม่งดงาม ไม่มีลวดลายกระจกและการแกะสลัก แต่เป็นวิหารเรียบๆทรงโกธิคที่สง่างามมองเห็นได้แต่ไกล




เช้าวันปีใหม่ก่อนที่ผมจะกลับกรุงเทพฯ ผมแวะไปที่ศาลากลางจังหวัดหลังเก่าเพื่อชมอาคารอนุรักษ์อีกหลังหนึ่ง กล่าวว่าเป็นอาคารที่ใช้แปลนเดียวกันกับศาลากลางจังหวัดเชียงราย อาคารหลังนี้มีความสง่างามมาก เนื่องจากตั้งอยู่บนเนิน ไม้มะฮอกกะนีที่ปลูกไว้อายุนับร้อยปีทำให้อาคารมีความขลังขึ้นมาอย่างประหลาด อาคารทาด้วยสีเหลืองซึ่งนิยมกันในยุคโคโลเนียลต่างจากศาลากลางจังหวัดเชียงรายซึ่งทาสีขาว และทาขอบคิ้วประตู หน้าต่างชายคาด้วยสีโอ๊ค หน้าศาลากลางทั้งสองหลังประดิษฐานพระบรมรูปของล้นเกล้ารัชกาลที่ห้า เป็นที่น่าเสียดายว่าหลายปีที่ก่อนผมไปเชียงราย ผมพบว่าหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นซีเมนต์และเปิดเป็นตลาด ทำให้แผงขายของบดบังทัศนียภาพและความรู้สึกดีๆเสียสิ้น ผมไม่แน่ใจว่าปัจจุบันนี้ทางเทศบาลได้จัดการกับปัญหานี้หรือยัง

ผมเสียดายที่เวลาเพียงสี่วัน ผมไม่อาจเก็บเกี่ยวอะไรมากไปกว่านี้ นครพนมและมุกดาหารมีอะไรมากเกินกว่าที่ผมคาด ผมเสียเวลาสองวันไปกับการเดินทาง สิบโมงเช้าเศษผมออกจากนครพนมมุ่งหน้าสู่สกลนคร ได้มีโอกาสแวะที่หนองหารอีกครั้งหนึ่งเพื่อดูบึงน้ำไม่กี่นาทีและตรงขึ้นภูพานผ่านโค้งปิ้งงู ครั้งนี้ผมแวะลงไปถ่ายรูปกับหลักกิโลเมตรที่ใหญ่ที่สุดในโลก เที่ยงเศษเรามีเพียงขนมปังและแยมรองท้อง สองข้างทางแทบไม่มีร้านขายอาหารในวันปีใหม่เลย กว่าที่จะได้ทานอาหารเที่ยงกันก็เกือบบ่ายสองโมง เราแวะกันที่อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีร้านข้าวมันไก่ และร้านอาหารตามสั่งเปิดอยู่สองร้าน มีคนนั่งทานอาหารกันอยู่มากพอสมควร ร้านค้านอกนั้นปิดเกือบหมด ผมคำนวณเวลาและคิดถึงเส้นทางที่จะกลับบ้านว่าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง สายตาผมไปสะดุดกับป้ายร้านฝั่งตรงข้าม “สมเด็จไอที” ชื่อฟังแล้วแปลกๆ ผมนึกถึงสมเด็จนโรดม สมเด็จฮุนเซนมากกว่าที่จะนึกถึงร้านขายคอมพิวเตอร์ในอำเภอสมเด็จ

เมื่ออิ่มท้อง เราก็เคลื่อนต่อไปยังวัดป่าสักกะวัน อ.สหัสขันธุ์เพื่อดูหลุมขุดค้นไดโนเสาร์ ผมขอข้ามเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นที่นี่ ถ้าจะเล่าคงเป็นเรื่องยาวมากเพราะเราพลัดหลงกันเองและใช้เวลาสองชั่วโมงที่นั่นผจญกับนักท่องเที่ยวกว่าจะหากันจนเจอ เราอยู่จนพิพิภัณฑ์ปิด ผมเห็นอาทิตย์ยอแสงลงต่ำมากที่เขื่อนลำปาวก่อนที่จะเข้าตัวเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมกับวาดแผนว่าจากกาฬสินธุ์ ผมจะตรงไปร้อยเอ็ดเพื่อไปทางอ.สุวรรณภูมิและตรงเข้าอ.จอมพระจังหวัดสุรินทร์ย้อนกลับทางเดิมที่ผมมา พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว สองข้างทางมืดตลอด ความคิดผมก็เริ่มก่อตัวขึ้นใหม่ ผมนึกถึงไร่อ้อย นึกถึงเส้นทางเปลี่ยวที่ไร้ผู้คนตั้งแต่ประโคนชัย ลำนางรอง เรื่อยลงไปถึงตาพระยา และถนนสายสระแก้ว-พนมสารคามที่มืดสนิทมีแต่ป่ายาง แม้ว่าจะเป็นหน้าเทศกาลที่มีรถขวักไขว่แต่มันเป็นถนนที่แทบไม่มีย่านธุรกิจหรือเมืองเลย ผมคิดว่าผมคงต้องยอมกลับถึงบ้านช้ากว่าเคยเลือกไปเส้นทางที่การจราจรคับคั่งบนสายมิตรภาพและมีรถกู้ภับยฉุกเฉินจะดีกว่า กว่าผมจะหลุดจากวงแหวนรอบเมืองร้อยเอ็ดได้ก็ต้องวิ่งลงไปถามทางหลายครั้งเนื่องจากป็นชุมทางที่มีทางแยกไปถึงห้าสาย ผมไม่อยากเสียเวลาเพราะเข้าผิดช่อง ในที่สุดก็ได้เส้นทางตรงไปจตุรพักตร์พิมาน (แปลว่าวิมานของผู้มีสี่หน้าซึ่งหมายถึงพระพรหม เป็นชื่อที่ไพเราะมาก วันหลังผมต้องเขียนชื่อและความหมายของอำเภอในอีสานสักบทหนึ่ง) ผมถึงหน้าที่ทำการอำเภอเกษตรวิสัยเมื่อหนึ่งทุ่มครึ่งจึงตัดสินใจพักรถแวะรับประทานอาหาร ผมเห็นแผงหน้าบ้านเปิดขายบะหมี่เย็นตาโฟ ลมหนาวที่พัดมายิ่งทำให้ไอจากหม้อลวกพลุ่งขึ้นกวักเชื้อเชิญให้เข้าไปลิ้มลอง และเป็นเย็นตาโฟที่อร่อยมากๆ เจ้าของร้านเป็นคนกำแพงเพชรมาเปิดร้านถ่ายเอกสาร เขาเห็นว่าหน้าร้านว่างอยู่เลยเปิดขายก๋วยเตี๋ยวและน้ำปั่น รสชาติของซอสมะเขือเทศที่เขาทำเองถูกปากเรามาก เจ้าของร้านเมื่อเห็นแม่ผมต่างกุลีกุจอเข้าไปยกเก้าอี้ไม้สักที่มีพนักออกมาให้ผู้สูงวัยนั่งแทนเก้าอี้พลาสติกทรงกลม หลังจากอาหารมื้อนั้น ผมสอบถามเส้นทางซึ่งผมมาถึงทางตัน เจ้าของร้านบอกให้ผมผ่านออกไปทางถนนหน้าขนส่งเพื่อออกสู่ถนนใหญ่สายมุกดาหาร-พิมาย ถนนเส้นดังกล่าวไม่มีในแผนที่ของผม สองทุ่มเศษเราอำลาเจ้าของร้านและออกเดินทางมุ่งหน้าสู่พยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อไปสู่อ.พุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ผมเข้าสู่นครราชสีมาที่อ.ประทายและมาบรรจบถนนมิตรภาพที่อ.พิมายเมื่อสามทุ่ม ผมไม่อยากเล่าอะไรที่เป็นความเหน็ดเหนื่อย หมดแรงหลังจากนั้นกับตลอดเส้นทางจากพิมายถึงกรุงเทพฯ ผมทั้งเหนื่อย ง่วง จนต้องพักรถระหว่างทางลงมาเดิน หาซื้อของกิน ตลอดจนพูดคุยตามจุดแวะต่างๆเกือบทุกชั่วโมง ผมขับรถตลอดคืนยันรุ่งถึงบ้านเมื่อฟ้าสาง และตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงเพื่อไปทำงานในวันเปิดทำการวันแรกของปี








ที่มาของเรื่องเล่าวันนี้:

http://www.gotweb.50megs.com/g5.htm

http://www.genesis.in.th/GENESIS/history/priest/death/Rev.Undurw%20tung%20namlab.html

ผมพบกระทู้เมืองนครพนมซึ่งมีเรื่องและรูปน่าสนใจ สามารถชมได้จากบ้านคุณ kung http://www.pantown.com/board.php?id=17544&area=3&name=board1&topic=1&action=view

Labels:


Wednesday, February 06, 2008

 

ต้อนรับตรุษจีน 2008

เมื่อวันอังคารผมนั่งรถใต้ดินจากลาดพร้าวไปสุดระยะที่หัวลำโพงเพื่อเดินไปย่านเยาวราช ฝนโปรยปรายมาทำให้ถนนเฉอะแฉะแต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะต้องกางร่ม ผมเดินไปตามถนนเจริญกรุงพร้อมกับนึกเสียดายที่ไม่ได้นำกล้องถ่ายรูปติดตัวมาด้วย ห้างร้านต่างๆนำของตกแต่งบ้านไม่ว่าจะเป็นโคมกระดาษ ป้ายคำอวยพร โมบายต่างๆที่นำเข้าจากจีนมาจำหน่าย ผมตรวจสอบราคาแล้วกลับพบว่าของเหล่านี้ราคาแพงกว่าที่วางจำหน่ายในสิงคโปร์เสียอีก ผมเห็นผู้หญิงหลายคนมาใช้บริการมั๋งหมิ่ง ซึ่งเป็นวิธีการถอนไรขนบนใบหน้าแบบจีนโบราณ เขาจะเอาแป้งฝุ่นพอกบนใบหน้าให้หนาๆ แล้วใช้มือสองข้างบังคับด้ายไขว้กันลูบผ่านหน้า ด้ายที่ไขว้กันจะพันขนบนใบหน้าซึ่งเมื่อเคลื่อนผ่านไปก็จะดึงถอนหลุดตามออกไปด้วย



ผมมองหาแผงของคนจีนที่รับเขียนคำอวยพร ผมเห็นแผงเหล่านี้อย่างคุ้นตาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก แผงเหล่านี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดเล่งเน่ยยี่ (วัดมังกรกมลาวาส) ผมเดินมองชายสูงอายุหลายคนตวัดพู่กันที่จุ่มสีทองลงบนกระดาษสีแดงสด ผมยืนมองเขาลากเส้นสายอย่างเพลินตาเพลินใจ เดินเลือกอยู่จนได้ลายมือที่สวยถูกใจผม ตัวหนังสือสีทองบนกระดาษแดงที่ติดอยู่สองข้างประตูเรียกว่า “ตุ้ยเลี้ยง” ตุ่ยหมายถึงคู่ เลี้ยงหมายถึงเย็น เพื่อที่จะอำนวยพรให้ผู้ที่ผ่านเข้าออกประตูประสพความร่มเย็นเป็นสุข จะมีถ้อยคำจีนมากมายที่นิยมติดไว้สองข้างบานประตูในเทศกาลตรุษจีน ผมเลือกซื้อประโยค “หะ-แก-เผ่ง-อัง” และ”บ่วง-สื่อ-อยู่-อี่” กลับมาซึ่งมีความหมายว่า คนในครอบครัวประสพแต่ความปลอดภัย “หะแก” คือทั้งครอบครั้ว “เผ่งอัง” คือสุขสงบ ปลอดภัย เวลาคริสเตียนจีนพบกันมักจะทักทายว่า “เผ่งอัง” ซึ่งหมายถึงสันติสุขหรือ peace on earth นั่นเอง ส่วนอีกแผ่นหนึ่งเป็นคำอวยพรให้สมความปรารถนาทุกประการ “บ่วงสื่อ” หมายถึงหมื่นเรื่องราวซึ่งใช้ในความหมายว่าทุกประการ คำว่า “อยู่อี่” หมายถึงสมปรารถนา หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผมถึงยังไปซื้อตุ้ยเลี้ยงที่เขียนกันอยู่ทั้งๆที่เขามีพิมพ์ระบบออฟเซ็ทสำเร็จกันบนพื้นแดงแถมยังมีลายมังกร และลายอื่นๆให้เลือกมากมาย ผมไม่อยากได้งานพลาสติกแบบนั้น ผมอยากได้ของแฮนเมด และผมอยากสนับสนุนให้ช่างฝีมือเหล่านี้อยู่ไปอีกนานๆ ปีนี้ผมตั้งใจจะทำให้แม่ผมประหลาดใจเนื่องจากที่บ้านเราไม่เคยติดตุ้ยเลี้ยงมาก่อน ตั้งใจว่าในปีหน้าผมจะให้แม่แต่งประโยคให้ตรงตามพระพรที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ แล้วผมจะนำไปจ้างให้เขาเขียนให้

ผมเดินถามราคาโคมกระดาษและของอีกหลายอย่างตลอดทางจนถึงคลองถมเพื่อหาซื้อไฟราวที่เป็นผลส้มซึ่งเมื่อต่อไฟแล้วจะได้เป็นไฟกระพริบ ผมเห็นที่สิงคโปร์เขานิยมเอาต้นส้มจี๊ดที่บำรุงอย่างดีจนออกผลเต็มต้นมาตั้งไว้หน้าบ้าน ส้มนับเป็นผลไม้มงคลของจีนที่สื่อถึงโชคลาภ ความหมายของส้มปรากฏอยู่บนตุ้ยเลี้ยงเช่นกันว่า “ไค-กัง-ไต่-กิก” หมายความว่าจะมีโชคลาภเข้ามาเมื่อเปิดร้านทำการค้าขายหลังวันปีใหม่ “ไคกัง” คือเปิดทำการ “ไต่กิก” คือโชคลาภก้อนใหญ่ เมื่อผมกลับมาถึงบ้าน ผมรื้อเอาของประดับบนต้นสนคริสตมาสออก และแขวนไฟราวผลส้มลงไปแทน พร้อมกับหัวเราะขำที่ต้นสนบ้านผมออกผลเป็นส้มได้ด้วย

เมื่อผมได้ของครบแล้วจึงเดินตัดไปถนนเยาวราช ตั้งใจว่าจะหาซื้อร่มพับคันหนึ่ง ผมเคยเห็นเขานำร่มสีดำจากจีนมาวางขายกันแต่วันนี้ผมไม่เห็น ร้านค้าในสำเพ็งทยอยปิดการจำหน่าย และคนงานต่างพากันเช็ดทำความสะอาดป้ายและประตู ล้างพื้นทั้งในร้านและหน้าร้านของตนเองเนื่องจากวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันไหว้ ทุกคนหยอกล้อเล่นกันอย่างมีความสุข ฝนหยุดแล้วแต่ฟ้าก็ขมุกขมัวเต็มทน ผมบ่ายหน้าสู่หัวลำโพงเพื่อจับรถใต้ดินกลับบ้าน

ขอถือโอกาสนี้กล่าวทักทายทุกท่านว่า “จู้-ซื่อ-หก ไต่-แก-เผ่ง-อัง” ขอพระเจ้าทรงอำนวยพรให้ทุกคนมีสันติสุขปลอดภัย

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?