One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Monday, January 28, 2008

 

เยือนมุกดาหาร

วันหยุดส่งท้ายปี 2550 ผมขับรถออกจากกรุงเทพฯตอนบ่ายสองโมงเพื่อมุ่งหน้าสู่มุกดาหารโดยอาศัยเส้นทางปราจีณบุรี, สระแก้ว, ผ่านอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์เข้าสู่จังหวัดสุรินทร์ที่อำเภอปราสาท ผมถึงสุรินทร์เอาสองทุ่มเศษจึงได้แวะรับประทานอาหารค่ำที่ตลาดถนนคนเดินหน้าที่ทำการเทศบาล อากาศที่เย็นสบายทำให้เจริญอาหารไม่น้อย เพียงผัดไท หอยทอด และข้าวขาหมูก็ทำให้ครอบครัวเราอิ่มอร่อยได้เป็นอย่างมาก สามทุ่มเศษๆผมขับรถขึ้นไปทางจอมพระเพื่อผ่านเข้าสู่ร้อยเอ็ดที่อำเภอสุวรรณภูมิและตรงเข้าเมืองยโสธร จากยโสธรผมขึ้นไปทางเส้นมูลทราย, กุดชุม, เลิงนกทา เพื่อเข้าสู่มุกดาหารที่คำชะอี รวมแล้วเป็นระยะทาง 700 กว่ากิโลเมตร ถนนจากสุรินทร์ตลอดเส้นทางขึ้นไปมุกดาหารช่างเงียบเหงาเสียนี่กระไรเวลาที่มีรถขับตามกันมาก็สร้างความอบอุ่นใจเล็กๆได้จนต้องพยายามขับเกาะตามกันไป แต่เมื่อไปได้สักพักหากรถหน้าไม่ทันใจก็อดไม่ได้ที่จะแซงขึ้นไปหาคันใหม่ข้างหน้าเพื่อเกาะกลุ่มกันใหม่ รถคันสุดท้ายที่ขับตามกันไปแยกกันที่เลิงนกทา เขาไปทางขวาเพื่อมุ่งไปสู่อำนาจเจริญ แต่ผมเลี้ยวซ้ายไปมุกดาหาร เที่ยงคืนเศษบนถนนมืดๆไร้บ้านเรือนจึงมีแต่ไฟรถผมที่ให้แสงสว่าง ผมยังมีเพื่อนเป็นจันทร์ครึ่งดวงซีดๆที่โผล่พ้นยอดไม้ขึ้นมาทักทายผมเป็นระยะๆเท่านั้น ขอบคุณพระเจ้าที่ผมถึงที่พักโรงแรมแกรนด์มุกดาหารโดยปลอดภัยพร้อมกับลมหนาวที่พัดมาทำเอาขนลุกกรูเกรียว

เมืองมุกดาหารเป็นเมืองเก่าแก่ มีอายุเก่าแก่กว่ากรุงเทพเพียงไม่กี่สิบปี เมืองมุกดาหารสร้างขึ้นโดยเจ้าแก้วกินรีเมื่อปี 2313 หลักจากกรุงศรีอยุธยาแตกเพียง 3 ปี แต่หากค้นจากตำนานบ้านชะโนดแล้ว เมืองมุกดาหารน่าจะมีอายุเก่ากว่านั้นหรือประมาณ 300 ปี มาแล้ว ผมคงไม่สามารถตัดสินอะไรได้ ขอปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์จะสืบค้นหาข้อยุติ แต่ผมขอเล่าเรื่องเมืองมุกแห่งนี้ในแบบของผมแทน


ต้นกำเนิดของเมืองสามารถสืบค้นขึ้นไปตามคำบอกเล่าว่าท้าวหลวงและนางสิมตั้งบ้านเมืองอยู่ที่บ้านน้ำน้อยอ้อยหนู ในแถบเมืองมหาชัย ฝั่งประเทศลาว หากใครได้ติดตามเรื่องราวของชาวผู้ไท จะทราบว่าบ้านน้ำน้อยอ้อยหนู หรือเมืองแถง เป็นเมืองในแคว้นสิบสองจุไทยซึ่งเป็นต้นกำเนิดของชาวผู้ไทที่ได้อพยพลงมาในลาวและข้ามฝั่งโขงมาตั้งรกรากในไทยตั้งแต่แถบนครพนม, สกลนคร, กาฬสินธ์, ร้อยเอ็ด, บางส่วนในยโสธรและอุบลราชธานี ท้าวหลวงได้อพยพผู้คนมาตั้งบ้านเมืองใหม่ที่บ้านหลวงโพนสินใกล้ๆกับพระธาตุอิงฮังในราวปีพ.ศ. 2140 ต่อมาลูกของท้าวหลวงก็แยกออกมาตั้งบ้านเมืองริมฝั่งโขง โดยท้าวคำสิงห์ตั้งบ้านเมืองอยู่ทางต้นน้ำที่บ้านท่าสะโน (ท่าโสน) ส่วนท้าวฉิมพลีหรือท้าวแก้วกินรี หรือเจ้าจันทกินรี ตั้งบ้านเมืองที่บ้านท่าแร่ บ้านพี่เมืองน้องอยู่ในเขตเมืองคันธบุรี ประเทศลาวในปัจจุบันนี้ เวลาผ่านไปเมืองก็ขยายใหญ่ขึ้น สองพี่น้องจึงได้อพยพผู้คนข้ามฝั่งโขงมาโดยท้าวคำสิงห์ข้ามมาที่บ้านชะโนด ซึ่งปัจจุบันขึ้นกับอำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ในแถบบ้านชะโนดเดิมเป็นดงต้นชะโนด หรือต้นโตนด (ชื่อเขมร) หรือต้นค้อเขียว (ชื่อไทย) เป็นพืชตระกูลปาล์ม ท้าวคำสิงห์มาสร้างบ้านพร้อมกับวัดชะโนดหรือวัดมโนภิรมย์ในปัจจุบันนี้ในวันอังคารขึ้น 7 ค่ำ เดือน 6 ปีพ.ศ. 2230 ซึ่งตรงกับปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ส่วนเจ้าแก้วกินรี ข้ามโขงมาสร้างบ้านแปงเมืองที่บ้านห้วยบังมุก ตามคำบอกเล่าของนายพรานว่าพบปลาชุกชุม เมื่อแพ้วถางพงก็พบว่าเป็นที่เมืองร้าง พบพระพุทธรูปสององค์อยู่ใต้ต้นโพธิ์ จึงได้สร้างวัดศรีมุงคุณ (หรือวัดศรีมงคลใต้ในปัจจุบัน) บนวัดร้างและอัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสององค์ไปไว้ในวิหาร พระพุทธรูปที่ก่ออิฐถือปูนคือ “พระเจ้าองค์หลวง” ส่วน “พระหลุบเหล็ก” นั้นสร้างจากโลหะ พระหลุบเหล็กสร้างปาฏิหารด้วยการกลับไปอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์จมหลุบหายลงไปเหลือแต่ยอดพระเกศ ต่อมาน้ำซัดตลิ่งพัง พระหลุบเหล็กจึงจมหายไปในแม่น้ำโขง

เมื่อสร้างเมืองใหม่ๆ มักมีผู้เห็นดวงแก้วสุกใสลอยจากต้นตาลเจ็ดยอดไปตามลำน้ำโขงทุกคืนและจะลอยกลับมาในเพลาย่ำรุ่ง เจ้าแก้วกินรีขนานนามลูกแก้วดวงนี้ว่าแก้วมุกดาหาร ประจวบกับมีผู้พบไข่มุกในหอยกาบ จึงได้ตั้งชื่อเมืองนี้ว่า มุกดาหาร ในเดือน 4 ปีกุน จุลศักราช 1132(พ.ศ.2313 ซึ่งเวลาคลาดเคลื่อนจากตำนานเรื่องท้าวคำสิงห์เกือบ 100 ปี) โดยมีอาณาเขตสองฝั่งโขงรวมถึงแขวงสะหวันเขตไปจรดเวียดนาม เจ้าแก้วกินรีได้รับพระราชทานเป็น “พระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช” ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นต้นสกุล “จันทรสาขา” เมื่อแบ่งส่วนการปกครองใหม่ในปีพ.ศ. 2450 เมืองมุกดาหารได้โอนไปขึ้นกับมณฑลอุดร ต่อมายุบเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครพนม และได้รับการยกเป็นจังหวัดเมื่อปีพ.ศ. 2525




พระเจ้าองค์หลวง พระประธานในวัดศรีมงคลใต้ สภาพวัดโดยรอบกำลังปรับปรุงจนถ่ายรูปไม่ได้ สิ่งตกแต่งเช่นสิงห์คู่หน้าบันได เป็นฝีมือและได้รับอิทธิพลจากช่างญวน เด็กวัดคนนี้เข้ามากราบพระ เมื่อพบเราอยู่ข้างในก็นั่งลงยกมือไหว้ก่อนจะคลานเข่าผ่านผมเข้าไปกราบพระที่ด้านหน้าแสดงว่าได้รับการอบรมมาอย่างดี มารยาทงามอย่างนี้ผู้ใหญ่น่าจะได้เรียนรู้บ้าง เวลาที่ผมเข้าไปถ่ายภาพวัดผมมักเห็นคนเดินตรงลิ่วเข้าไปกราบพระที่เบื้องหน้า พอเสร็จก็ลุกขึ้นยืนและเดินออกมาโดยไม่สนใจว่ามีใครนั่งไหว้พระสงบใจอยู่เบื้องหลังหรือไม่ จะเป็นผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่หรือเปล่า บางครั้งดูเหมือนผู้เฒ่ากำลังกราบลงที่เท้าของผู้ที่กำลังเดินออกมาอีกต่างหาก คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่าเลี้ยงลูกให้เป็น “มนุษย์” แค่กายและสมอง ต้องเลี้ยงลูกให้งามที่ปัญญาและใจด้วย ลูกถึงจะนับว่าเป็น “คน” ได้


วัดมโนภิรมย์หรือวัดบ้านชะโนดได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับชุมชนบ้านชะโนดเมื่อครั้งท้าวคำสิงห์อพยพผู้คนข้ามโขงมาจากบ้านท่าสะโน ต่อมาพระมหากัสสปะจากเวียงจันทน์ได้นำช่างหลวงคือ นายโชค นายโมก และนายชะ มาช่วยกันสร้างโบสถ์วิหารจนสำเร็จ ในปี 2447 ได้เกิดไฟไหม้ชุมชนและวัดจนเสียหาย ท้าวศรีสุราชต้องไปเชิญพระนันทวโร (บุ) จากบ้านท่าสะโนให้มาช่วยสร้างวัดขึ้นใหม่ตามแบบศิลปะล้านช้างซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้ วิหารของวัดสวยงามมาก นาคที่หน้าบันไดเปลี่ยนแปรเป็นสัตว์ลูกผสมในหิมพานต์ ลวดลายประดับกระเบื้องของแผงคอสิงห์ยังเหลือให้เห็นอยู่ ภาพฝาผนังด้านหน้าพระอุโบสถลบเลือนเกือบสิ้น ส่วนของลายมณฑปบนประตูสวยงามคล้ายกับลายนาคพัน และประดับด้วยหงส์ของล้านนา ภายในซุ้มเป็นลายปูนปั้นราหูอมจันทร์ โก่งคิ้วและไม้ด้านหน้าฉลุลายละเอียดงดงามยิ่ง ภายในพระอุโบสถ มีพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัยมีซุ้มปูนปั้นนาคปรกอประดับเบื้องหลัง ม่านประดับสองข้างเย็บธนบัตรลาวจับเป็นลวดลายและจีบเป็นดอกไม้ มีแผ่นหินทรายแดงสลักพระพุทธรูปวางพิงอยู่ทีฐานชุกชี และมีงาช้างข้างหนึ่งตั้งไว้ บนงาแกะลายพระพุทธรูปปางมาวิชัยไว้หลายองค์ซ้อนกันขึ้นไป 9 องค์ งาช้างองค์นี้เป็นของช้างพลายเคนของเจ้ามหาชีวิตแห่งเวียงจันทน์ น้ำได้หลากและพัดพาช้างมาติดที่บ้านชะโนดในปี 2310 ชาวบ้านได้ช่วนกันนำขึ้นมา ความทราบไปถึงเวียงจันทน์จึงได้พระราชทานให้เป็นช้างประจำวัดจนสิ้นอายุ

ไม้ค้ำยันหลังคาวิหารเป็นอีกสิ่งที่แปลกตา คือยาวลงมาจรดระดับพื้นยกของวิหาร มีช่องระบายน้ำจากพื้นวิหารลงมาสู่ระดับพื้นดินเบื้องล่างเป็นหัวจรเข้ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือศาลาการเปรียญชั้นเดียวราบกับพื้นปลูกเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน เห็นโค้งชายคาระหว่างเสาเป็นตึกแบบฝรั่ง ลวดลายเขียนสีรูปช้างยังมีให้เห็นอย่างลางเลือน กรมศิลปากรกำลังดำเนินการรื้อและเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาใหม่ผมจึงเข้าไปชมภายในไม่ได้ ด้านหน้าวัดติดกับหาดมโนภิรมย์ แนวทรายแม่น้ำทอดแนวสีขาวยาวเป็นหาดธรรมชาติในหน้าแล้ง ลมแม่น้ำพัดมาแรงให้ความรู้สึกเย็นสบาย

แม้ว่าธรรมชาติจะน่าชมสักเพียงไร ผมก็ต้องรีบออกจากบ้านชะโนดก่อนที่ดวงตะวันจะลับฟ้าเพื่อมุ่งหน้าลงใต้ผ่านเทศบาลเมืองสู่ภูผาเทิบ อุทยานแห่งชาติมุกดาหาร กลุ่มหินเทิบอยู่ข้างที่ทำการอุทยานฯพอดี ลักษณะของหินเทิบไม่ต่างจากเสาหินที่ผาแต้ม อ.โขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวคือเป็นหินทรายซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในน้ำมาก่อน เมื่อมีการยกตัวของเปลือก โลกลอยสูงขึ้น ความเป็นกรดของน้ำฝนและลมกัดกร่อนเอาส่วนของหินปูนที่อ่อนกว่าออกไปเหลือแต่ส่วนของทรายที่แกร่งไว้ ทำให้เหมือนกับมีการซ้อนเทินก้อนหินไว้บนหินอีกก้อนหนึ่ง เทินไว้บนเสาหินบ้าง ผมกับพี่ปีนขึ้นไปบนลานหินเบื้องบนที่ค่อนข้างชันทิ้งแม่ให้นั่งรออยู่ข้างล่าง เราไปกันไม่ได้ไม่มากเพราะต้องผลัดกันดูแม่ไม่ให้คลาดสายตา ประกอบกับอาทิตย์ใกล้ลับเหลี่ยมเขาเต็มที บนลานมุจลินทร์เบื้องบนมักเต็มไปด้วยดอกดุสิตาในยามปลายฝนต้นหนาว และหากเดินตัดข้ามลานไปจะถึงหน้าผาที่สามารถมองไปถึงฝั่งโขง ผมสัญญากับตัวเองว่า ในปลายฝนต้นหนาวหนึ่งผมจะกลับมาใหม่ มาพร้อมกับเตนท์ที่จะนอนนับดาวที่ภูผาเทิบ







วิหารของวัดมโนภิรมย์หรือวัดบ้านชะโนด อ.หว้านใหญ่ มุกดาหาร



งาช้างพลายเคน


ค้ำยันของวิหารวัดมโนภิรมย์ยาวจรดพื้นยก

วัดศรีสุมังค์เป็นวัดชายโขงอีกแห่งหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองมุกดาหาร พระธาตุเบื้องหลังถอดแบบมาจากพระธาตุพนม ส่วนกู่ที่อยู่ทางมุมขวาล่างเป็นกู่เจ้าเมืองสืบสกุลจันทรสาขา ลักษณะของกู่เป็นแบบเดียวกับพระธาตุศรีสองรัก ที่ด่านซ้ายจังหวัดเลยซึ่งเป็นทรงเจดีย์แบบล้านช้างแท้ๆ


สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่สองเชื่อมมุกดาหารและสะหวันเขต (สุวรรณเขต) ได้มีการตัดถนนตรงจากชายแดนไทยที่จังหวัดตากเชื่อมเข้ากับหนทางหลักนำเข้าสู่มุกดาหารเพื่อข้ามสะพานไปลาวและตรงออกทะเลจีนที่ชายฝั่งเวียดนาม มุกดาหารจึงเป็นประตูสู่อินโดจีนโดยแท้

ที่มา:
http://pjt.snru.ac.th/chanod/moo1_2.php
http://pjt.snru.ac.th/chanod/watanopiroom.php

Labels:


Thursday, January 24, 2008

 

ตำนานพระธาตุปะนม






เล่ากันว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่ภูกำพร้า ซึ่งเป็นเนินเขาลูกเล็กๆอยู่ริมแม่น้ำโขง พระองค์ประทับที่นี่และข้ามแม่น้ำไปฝั่งสุวรรณเขตยังอาณาจักรศรีโคตรบูร พระองค์ทำนายว่าที่นี่จะเกิดเป็นเมืองใหญ่ และเมื่อปรินิพพานแล้วจะนำพระธาตุมาบรรจุที่นี่เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าสามองค์ก่อนในบรรพกาล เมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานและงานกวายพระเพลิงสิ้นสุดลง พระมหากัสสัปปะและพระอรหันต์อีก 500 รูปจึงได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหน้าอกมาทางอากาศมารออยู่ที่ดอยแท่นซึ่งคือภูเพ็กในจังหวัดสกลนครปัจจุบันนี้ พร้อมกันนี้พระมหากัสสัปปะได้เชิญพญาเจ้าครองนคร 5 องค์เพื่อร่วมกันสร้างเจดีย์บรรจุพระธาตุขึ้น ได้แก่ พญานันทเสน แห่งเมืองศรีโคตบูร, พญาจุลณีพรหมทัต แคว้นจุลมณี, พญาอินทปัตถนคร, พญาคำแดง แห่งเมืองหนองหารน้อย, และพญาสุวรรณพิงคาระ แห่งเมืองหนองหารหลวง

พระธาตุองค์ดั้งเดิมเป็นพระธาตุดินเผาโดยแท้ ใช้วิธีการขุดหลุมกว้าง 2 วา ( 4 เมตร) ลึก 2 ศอก ( 1 เมตร) เท่ากันทั้ง 4 ด้าน เมื่อก่อดินขึ้นเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยม สูง 1 วา พญาทั้งสี่ก่อกันคนละด้าน ส่วนพญาสุวรรณภิงคาระก็ได้ก่อส่วนบน โดยรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาชีสูง 1 วา รวมความสูงทั้งสิ้น 2 วา แล้วทำประตูเตาไฟทั้ง 4 ด้าน สุมไม้ไว้ด้านในและเผาอยู่สามวันสามคืน เมื่อสุกดีแล้วจึงได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุเข้าไปบรรจุร่วมกับของมีค่าต่างๆ และปิดประตูด้วยไม้ นอกจากนี้ยังได้อัญเชิญเสาอินทขีล (หลักเมือง)มาจากลังกาหนึ่งหลัก, จากเมืองพาราณสีจำนวนหนึ่งหลัก, จากเมืองตักศิลาหนึ่งหลัก และเมืองกุสินาราอีกหนึ่งหลัก มาปักเป็นอาณาสี่มุม พระอุรังคธาตุหล่อด้วยน้ำมันจันทน์บรรจุอยู่ในผอบแก้ว พระธาตุทั้งแปดองค์มีลักษณะเป็นผลึกแวววาว



ตั้งแต่พ.ศ. 8 เป็นต้นมา องค์พระธาตุได้รับการบุรณะหลายครั้งมีทั้งที่บันทึกและไม่ได้บันทึกไว้ มีการต่อเติมส่วนยอดขึ้นไปเป็น 24 เมตร, 47 เมตร และ 57 เมตร ตามลำดับ มีการก่อกำแพงแก้ว ในราวปี 2350-2356 เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ได้บุรณะและยกยอดฉัตร พระธาตุพนมซึ่งต่อเติมหลายครั้งแต่ไม่ได้มีการเสริมส่วนฐานได้ยุบพังลงในปี 2518 ทำให้ต้องมีการสร้างองค์พระธาตุใหม่ครอบองค์เดิมที่พังลงเหลือความสูงเพียง 6 เมตร พระธาตุองค์ปัจจุบันยังคงรักษาลวดลายต้นโพธิที่งดงามไว้ กล่าวกันว่าทองคำที่หุ้มยอดฉัตรข้างบนหนักถึง 110 กิโลกรัมเลยทีเดียว จากฐานเดิมที่ยังเหลืออยู่ ทำให้มีผู้สันนิษฐานว่าพระธาตุน่าจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 ทั้งนี้ดูจากวิธีการเรียงอิฐซึ่งเหมือนกับปราสาทหินพนมรุ้ง และปรางค์แขกที่ลพบุรี หากศึกษาจากลายสลักหินและศิลปกรรมแล้วน่าจะตรงกับยุคไพรกเม็งของอาณาจักรเจนละ และทวารวดีของภาคกลาง

ลักษณะของพระธาตุพนมส่วนฐานชั้น 1 และ2 เป็นทรงมณฑปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อส่วนบนฐานด้านละ 12.3 เมตร ปรากฏซุ้มประดับแบบฝักเพกาทั้งสี่ทิศ ประดับด้วยราหูอมจันทร์ ถัดลงมาเบื้องล่างเป็นบานประตูจำลองสลักเป็นพระพุทธรูปปางต่างๆ ด้านทิศตะวันออกเป็นปางเปิดโลกและปางประทานพร เหนือมณฑปเป็นบัวประกบสี่กลีบสูงจากพื้นดิน 53 เมตรและมีฉัตรสูง 4 เมตร ประดับไว้ส่วนบน รวมแล้วพระธาตุสูง 57 เมตร พระธาตุรายล้อมด้วยกำแพงแก้ว รอบกำแพงแก้วเขียนเป็นภาพสุภาษิตสอนใจ เช่น ตาบอดคลำช้าง, ไม่เห็นกระรอกอย่าเพิ่งก่งธนู เข็นครกขึ้นเขา เป็นต้น เสาอินทขีลทางด้านทิศทั้งสองต้นถูกหุ้มไว้ด้วยหอระฆัง วันปีใหม่ทั้งลานวัดเต็มไปด้วยพุทธศาสนิกชนมานมัสการพระธาตุ น่าเสียดายที่ผมมีเวลาเดินสำรวจดูเพียงสองชั่วโมงก็ต้องรีบไป คงจะมีสักวันที่ผมจะได้กลับไปค้นหาความรู้ต่างๆจากพิพิธภัณฑ์ของวัด

เป็นความเชื่อมาแต่โบราณว่า หากถิ่นใดมีพระธาตุหลักอยู่ จะปรากฏพระธาตุบริวารอยู่รายรอบพระธาตุหลักดังกล่าว พระธาตุบริวารไม่ได้เป็นที่บรรจุพระสารีริกธาตุเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพระธาตุที่บรรจุอัฐิธาตุของพระอรหันต์ พระไตรปิฏก และอัฐบริขารต่างๆ พระธาตุพนมเป็นพระธาตุหลักของถิ่นอีสานเหนือที่ประชาชนสองฝั่งโขงให้ความนับถือเป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นพระธาตุของคนเกิดวันอาทิตย์ ส่วนพระธาตุบริวารอีก 6 องค์ ล้วนอยู่ในเมืองนครพนมทั้งสิ้นได้แก่ พระธาตุเรณูนคร (วันจันทร์) อำเภอเรณูนคร, พระธาตุศรีคูณ (วันอังคาร) อำเภอนาแก, พระธาตุมหาชัย (วันพุธ) อำเภอปลาปาก, พระธาตุประสิทธ์ (วันพฤหัสบดี) อำเภอนาหว้า, พระธาตุท่าอุเทน (วันศุกร์) อำเภอท่าอุเทน, พระธาตุมรุกขนคร (วันเสาร์) อำเภอเมือง

พระธาตุเรณูนคร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2461 โดยจำลองย่อส่วนมาจากพระธาตุพนมองค์เดิมก่อนการบุรณะปี 2483 มีความสูง 35 เมตร กว้าง 8.37 เมตร มีซุ้มประตู 4 ด้าน ภายในเป็นโพรงบรรจุพระไตรปิฎกและพระพุทธรูปทองคำ ลักษณะของพระธาตุเรณูสวยงาม ได้สัดส่วนมากกว่าพระธาตุพนมซึ่งสูงชะลูด ในพระอุโบสถ ปรากฏพระองค์แสน พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ก่อนการสร้างพระธาตุ น่าเสียดายที่การบุรณะพระโบสถ์โดยขยายฐานโดยรอบให้กว้างออกไปและซ่อมแซมหลังคาเครื่องตกแต่งเปลี่ยนจากฝีมือช่างถิ่นให้กลายเป็นแนวช่างของไทยภาคกลางแทน รอบๆวัดเป็นชุมชนของชาวผู้ไทหรือภูไท ซึ่งอพยพมาจากแคว้นสิบสองจุไท ผมแวะหาซื้อผ้าทอของชาวภูไทมาหลายชิ้น หลายปีก่อนผมได้เสื้อที่ตัดจากผ้านุ่งมาตัวหนึ่ง คนให้บอกว่าชื้อมาจากเรณูนครใส่แล้วชอบมากที่เนื้อผ้าใส่สบาย ไม่ร้อน ใส่มาหลายปีสีสันยังเหมือนเดิม ผมตามหาเสื้อแบบนั้นอยู่หลายร้านและพบเป็นตัวสุดท้าย เจ้าของร้านบอกผมว่าไม่มีอีกแล้ว ได้ย่ามมาหนึ่งใบถูกใจมาก ใบก่อนหน้านั้นทอจากบ้านหนองบัวของชาวไทยลื้อที่จังหวัดน่าน เวลาสะพายไปไหนก็มีแต่คนถาม ย่ามผู้ไทใบนี้ผมก็มั่นใจเช่นกันว่าจะต้องมีคนถามถึงที่มา เจ้าของร้านนำถุงกระดาษออกมาใส่ของให้ผม ไม่เคยเห็นถุงกระดาษพิมพ์ชื่อร้านสีเดียวแบบนั้นมาร่วมยี่สิบปีแล้ว ผมตั้งใจจะเก็บถุงใบนั้นไว้เป็นที่ระลึก

เรื่องราวของอีสานเหนือยังเขียนไม่จบเลย ผมยังติดค้างเรื่องเมืองเมกาอีกหนึ่งตอน แต่สัปดาห์หน้าผมจะต้องเดินทางรอบใหม่อีกแล้ว รู้สึกว่าสมองเราปรับความคิดไม่ค่อยทันเอาเสียเลย อีกหน่อยอาจต้องใช้แปะไฟล์เสียงแทน ไว้รออ่านดูนะครับว่าผมไปไหนมา




เสาอินทขีล หลักที่มาจากเมืองพาราณสี



ซุ้มบนมณฑปชั้นที่สองของพระธาตุพนมเป็นภาพราหูอมจันทร์ และพระพุทธรูปปางเปิดโลก (ซ้าย) และปางประทานพร (ขวา)



เงาภาพประดับกระจกจากประตูพระอุโบสถทาบทับพอดีกับพระธาตุเรณูที่อยู่เบื้องนอก


ที่มา:
http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/tour/prataharenu.htm
http://www.thatphanom.com/his_002.php

Labels:


Tuesday, January 22, 2008

 

วันจัดเลี้ยง 2008


และแล้ววันจัดเลี้ยงประจำปีก็เริ่มขึ้นอีก ปีนี้ผมเชิญพี่น้องในคริสตจักรมารวดเดียว 11 ท่านยังไม่ร่วมคนในบ้าน ซึ่งจริงๆแล้วในบ้านผมนั่งทานอาหารกันได้ไม่เกิน 10 ที่ ด้วยไม่อยากให้ไม่มีที่นั่งเหลือเนื่องจากทุกปีจะมีคนที่ปฏิเสธไม่มาในนาทีสุดท้าย เอาเข้าจริงปีนี้มีผู้ไม่สามารถมาได้โดยแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเพียงสองท่าน ผมแจกแผนที่และจัดการยืนยันผู้ที่จะมารับประทานอาหารพร้อมกับความหนักใจว่าทีนั่งไม่พอ มีบางท่านเอ่ยปากขอมาทานข้าวเอาดื้อๆเลย เพื่อนสนิทรุ่นน้องผมเองแหละ แต่ผมจำต้องปฏิเสธเพราะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ได้แต่บอกว่าปีหน้านะ จะเชิญให้มาพร้อมกับภรรยา

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีตารางเดินทางไปรับแขกที่เพชบูรณ์ในวันจันทร์และวันศุกร์ ซึ่งไม่สบอารมณ์ผมเท่าใดนักเพราะผมต้องเดินทางทำให้ผมไม่มีเวลาทำความสะอาด จัดบ้าน จ่ายกับข้าวและประกอบอาหาร ผมไม่สามารถปฏิเสธงานที่ต้องรับผิดชอบเพื่อมาเตรียมงานจัดเลี้ยงส่วนตัวได้ แต่พระเจ้าก็ทรงมีวิธีจัดการให้กับผม ผมได้รับมอบหมายให้เข้าประชุมสัมนากับสภาพัฒนฯแทนเจ้านายทำให้ผมไม่ต้องไปเพชรบูรณ์ อาหารบุฟเฟต์มื้อกลางวันที่โรงแรมจัดหมูอบซอสแอบเปิลและซุปฟักทองให้อย่างกับรู้ใจผมเสียอย่างนั้นแหละ

อาหารปีนี้ผมจัดเตรียมซุปฟักทองเป็นจานเรียกน้ำย่อย ตามด้วยหมูอบซอสแอบเปิลทานกับข้าว มักกะโรนีอบชีสและสลัดผัก โดยมีไอศครีมเยลลีเป็นของหวาน ผมเริ่มทำซุปฟักทองก่อน จัดการปอกเปลือกฟักทองขนาด 1 กก.และหั่นเป็นชิ้น นำหอมหัวใหญ่ 2 หัวมาสับ ผมนำเนยมาละลายในหม้อแล้วใส่หอมสับลงไปผัดกับขิงสับละเอียด พอหอมหัวใหญ่เริ่มใสผมนำฟักทองลงไปและเติมน้ำ 4 ถ้วย ต้มจนฟักทองนิ่มถึงนำมาพักไว้ให้เย็น เมื่อเย็นดีแล้วผมนำทั้งหมดปั่นจนเป็นเนื้อเดียว นำฟักทองกลับลงหม้อใหม่เติมน้ำอีก 4 ถ้วย เติมอบเชยป่น ลูกจันทน์ป่น ปาปริกา และพริกไทบดหยาบอย่างละ 1 ช้อนชา และเกลือเคี่ยวจนเดือด รอจนได้เวลาจึงอุ่นร้อน ก่อนเสริฟตกแต่งด้วยพาร์สลีย์และนมข้นจืด

ผมจัดการแล่สันนอกหมู (เนื้อติดมัน) วางลงในถาดอบที่ปูไว้ล่วงหน้าด้วยใบกระวาน หั่นกระเทียมกลีบใหญ่เป็นชิ้นบางๆปูทับไว้ให้ทั่วข้างบน โรยเกลือและพริกไทบดหยาบให้ทั่วและวางทั้งไว้รอเพื่อนๆมา พอทุกคนมาถึงผมจึงโรยใบไทม์ป่นให้ทั่วและตามด้วยน้ำส้มสายชูหมักจากไวน์แดง ผมเติมน้ำมันมะกอกเล็กน้อยพอให้มีกลิ่นและนำเข้าอบในเตาที่อุ่นไว้ล่วงหน้า 180 องศาเซลเซียส อบให้นุ่มพอสุก

ผมนำเนยประมาณ 2 ช้อนโต๊ะละลายในกะทะ นำกระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊,ะ กานพลู 6 ดอก, ลูกกระวาน 5 เม็ด, หักก้านอบเชยลงไปสองท่อนลงไปผัดจนกลิ่นออกจึงเติมขิงสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยหอมแดงฝานบางครึ่งถ้วย ผัดจนเหลืองจึงเติมลูกผักชีป่น 5 ช้อนชา, ขมิ้นผง 3 ช้อนชา, ยี่หร่าป่น 2 ช้อนชา, เกลือ 2 ช้อนชากับน้ำเล็กน้อย ผมหุงข้าวหอมมะลิ 4 ถ้วยในหม้อไฟฟ้า กะดูว่าน้ำงวดใกล้สุก ผมเทส่วนผสมที่ผัดไว้ลงไป ตามด้วยเนยอีก 2 ช้อนโต๊ะ ลูกเกดเหลือง 240 กรัม และตักเม็ดถั่วลันเตากระป๋องลงไปครึ่งกระป๋อง จัดการผสมให้เข้ากันจนทั่วและหุงต่อจนข้าวสุก ผมผสมเกสรดอกฝรั่นในน้ำหนึ่งช้อนโต๊ะละลายให้ได้สีแดงหยดบนข้าวก่อนจะกลับข้าวทั้งหม้อและทิ้งไว้ให้ระอุจนแห้งดี ข้าวบางเม็ดจะถูกย้อมจนเป็นสีแดงแสด วันนี้ผมได้ข้าวนุ่มเหนียวทานอร่อย แต่ดูไม่น่าทานเพราะแฉะไม่เป็นเม็ดสวยเนื่องจากเป็นข้าวใหม่

สำหรับซอสแอบเปิล ผมปอกเปลือกแอบเปิลเขียว 5 ลูก หั่นและใส่น้ำลงหนึ่งถ้วยต้ม เติมอบเชยป่น 2 ช้อนชา ลูกจันทน์ป่น 1 ช้อนชา เกลือครึ่งช้อนชาและน้ำตาล 7 ช้อนโต๊ะ เมื่อแอบเปิลนิ่มผมยกลงและทิ้งให้เย็น ผมนำไปปั่นให้เป็นเนื้อเดียวโดยเติมน้ำลงไปอีกหนึ่งถ้วย ผมหลอมในกะทะและนำส่วนผสมที่ปั่นเสร็จแล้วลงไปอุ่นอีกครั้งหนึ่ง ผมได้ซอสที่ค่อนข้างข้นซึ่งไม่ถูกใจผมเท่าไรนัก หากผมจะทำวันหลังผมจะลดสูตรทั้งหมดลงครึ่งหนึ่งก็พอเพียงกับการเลี้ยงคนสิบกว่าคน และจะทำให้เหลวกว่านี้ เหลือซอสกว่าครึ่งหม้อผมจัดการบรรจุลงขวดแช่เย็นเอาไว้ทาขนมปังต่างแยม ผมติว่ากลิ่นอบเชยแรงเกินไปจนกลบกลิ่นของแอบเปิล น่าจะลดสัดส่วนของอบเชยลงสักครึ่งหนึ่ง

ก่อนเสริฟผมวางหมูอบลงในจาน ตักข้าวอัดลงชามและคว่ำลงข้างๆ วางบร็อคเคอลีต้มสุก และเห็ดแชมปิญองผ่าครึ่งลงข้างๆ ราดซอสแอบเปิลลงบนชิ้นหมู สำหรับมะกะโรนีอบชีสและสลัดเคยเล่าไว้แล้ว สำหรับของหวานผมทำเยลลี่สตอเบอรี่แช่เย็นไว้และตักไอศครีมมะพร้าวลูกชิดลูกโตหนึ่งลูกวางไว้ข้างบน เช่นเคยที่ไม่มีรูปกับข้าวมาให้ดูกัน อาจมีคนคิดว่าผมกุรื่องขึ้นก็ได้นะเพราะไม่เคยเห็นหลักฐานสักที ผมคงยิ้มรับเช่นเคย เพราะผมต้องเร่งทุกอย่างให้เสร็จตามเวลาพร้อมกับพูดคุยและรับแขกไปด้วย ไม่งั้นผมคงต้องมีอีกสองมืองอกเพิ่มขึ้นมาสำหรับถ่ายรูปนะครับ

เย็นนั้นเพื่อนผมโทรศัพท์มาบอกว่าเธอกับสามีมาทานข้าวด้วยไม่ได้เนื่องจากแม่ไม่สบายจะรีบไปรับกลับมาจากพัทยา เขาสัญญว่าจะแวะรับเพื่อนบางคนมาให้ก่อนไปพัทยา และจะพาบางคนมาด้วยเพื่อไม่ให้ผมเตรียมอาหารเหนื่อยเปล่า ที่นั่งรับประทานอาหารในปีนี้จึงพอดีเต็ม 10 ที่นั่ง เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ เราดื่มกาแฟปรุงรสและน้ำขิงแช่กิ่งโรสแมรี่เป็นการล้างปาก และนำเอาบลัดดี้แมรี่มาจิบกันพอให้ได้อรรถรสของการพูดคุย เมื่องานเลิกตอนสี่ทุ่ม ผมตัดสินใจขับรถออกไปส่งบางคนที่บ้านและบางคนที่ในเมือง กว่าจะได้กลับมาและเก็บล้างให้เรียบร้อยก็ล่วงเข้าไปตีสองของวันใหม่

วันอาทิตย์เพื่อนๆในกลุ่มทักทายและถามไถ่กันอย่างสนุกสนาน คนที่รับเลี้ยงมาเมื่อคืนเล่าถึงบรรยากาศของเมื่อคืน คนที่ไม่ได้รับเชิญก็มีการต่อว่าต่อขานกันบ้าง มีบางคนเกทับอีกว่าทำอาหารเลี้ยงคนไม่กี่คนเอง ง่ายๆ ผมยิ้มโดยไม่ตอบอะไร ตอนบ่ายผมเตรียมตัวกลับบ้าน เขากำลังประชุมจัดเตรียมงานกันอย่างครึกครื้น ไหปลาร้าปีนี้เราจะแบกไหขึ้นไปที่เชียงแสนกัน อืมมมมม..น่าสนใจ ผมแอบวางแผนไว้ในใจว่าผมจะขึ้นไปเมืองเหนืออย่างไร

Labels:


Tuesday, January 15, 2008

 

สิม

สิมวัดศรีมหาโพธิ์ อ.หว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร เป็นวัดเก่าแก่ พระอุโบสถสร้างในปีพ.ศ. 2467

สิมเป็นภาษาอีสาน พ้องกับคำว่า สีมาหรือเสมา ซึ่งหมายถึงขอบเขต (เช่น พัทธสีมา หมายถึงขอบเขตของวัด ขัณฑสีมาคือเขตแดนแผ่นดิน เป็นต้น) สิมจึงเป็นอุโบสถที่อยู่ในรายล้อมของใบเสมา อีสานเป็นแอ่งอารยธรรมเก่าแก่ พอจะแบ่งได้เป็นสองแอ่งใหญ่ อีสานใต้คือแอ่งโคราชในที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล ส่วนอีสานเหนือเป็นแอ่งสกลนครซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สกลนคร, นครพนม, มุกดาหารซึ่งอยู่ในลุ่มแม่น้ำสงคราม นอกจากนี้อีสานเหนือยังเคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรศรีโคตรบูรมาก่อน ศรีโคตรบูรครอบคลุมดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงหรือลาวมาแต่โบราณ จีนเรียกศรีโคตรบูรว่า"ฟูนัน" ซึ่งแปลว่าเมืองภูเขา ชื่อจังหวัดนครพนมซึ่งได้รับพระราชทานมาจากรัชกาลที่1 ก็บ่งบอกรากเดิมว่าเป็นเมืองภูเขาซึ่งครั้งหนึ่งเป็นส่วนของอาณาจักรฟูนันนั่นเอง

สิมทางอีสานมีหน้าตารูปแบบแตกต่างจากวิหารล้านนาชัดเจน โดยที่สิมจะมีขนาดเล็กกระทัดรัดกว่ามาก สิมจะมีความเรียบง่าย เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนธรรมดา สิมอีสานหลายแห่งที่หลังคากระเบื้องชำรุดเสียหายมักถูกแทนที่ด้วยหลังคาสังกะสีเนื่องจากวัดขาดปัจจัย และเป็นที่น่าเสียดายว่าสิมหลายแห่งถูกรื้อลงสร้างใหม่ และอีกหลายแห่งก็ได้รับการบุรณะใหม่โดยขาดความเข้าใจ ทำให้รูปทรงและหน้าตาของสิมเปลี่ยนเป็นแบบโบสถ์ในภาคกลาง คติต่างๆที่ปรากฏเป็นลวดลายตามหน้าจั่วและบานสลักหน้าต่างประตูกลายเป็นคติความเชื่อของฮินดูบ้าง จตุคามรามเทพบ้าง แต่ในอีสานก็ยังพอมีสิมเก่าให้เห็นบ้างประปราย ความปราณีตและรายละเอียดของสิมแตกต่างจากวิหารล้านนา ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่ามานาน และได้รับอิทธิพลของศิลปะมอญและไทยใหญ่ซึ่งวิจิตรอลังการ ทำให้การตกแต่งประดับประดาวิหารล้านนาอลังการไปด้วย ส่วนสิมนั้นค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ของถิ่นซึ่งเรียบง่าย มีความเป็นชาวบ้านสูง ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังหรือ"ฮูปแต้ม" จึงเป็นแบบถิ่นและสังคมชาวบ้านโดยแท้ ความเป็นเมืองพี่เมืองน้องระหว่างสองฝั่งโขงทำให้เกิดการอพยพจากล้านช้างเข้ามาสร้างบ้านแปงเมืองทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง อิทธิพลของวัฒนธรรมล้านช้างจึงเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตผู้คนริมฝั่งโขงเป็นอย่างมาก นอกจากวัฒนธรรมล้านช้างแล้ว เมื่อฝรั่งเศสเข้ามายึดครองดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตั้งแต่ลาว,เขมรและเวียดนาม ยังได้ทิ้งอารยธรรมแบบฝรั่งไว้ให้ปรากฏบนอาคารแบบโคโลเนียล, วิหารและโบสถ์คริสต์ไว้ในดินแดนเหล่านั้นเป็นจำนวนมาก ชาวญวณที่นับถือคาทอลิคเมื่อได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารต่างก็ได้สร้างถาวรวัตถุต่างๆไว้หลายแห่ง ลักษณะอาคารแบบฝรั่ง โค้งประตู จั่วและลายปูนปั้นต่างเข้าไปแทรกอยู่ในสิมให้เห็นได้อย่างชัดเจน

ภาพจิตรกรรมเรื่องพระเวสสันดรภายในสิมวัดศรีมหาโพธิ์ พระพุทธรูปประธานฝังอยู่ในผนังแปลกตายิ่ง ลวดลายจำหลักบนคานและเพดานยังปรากฏให้เห็นอยู่
ภาพจากพระเวสสันดรชาดกตอนพระเจ้ากรุงสัญชัยส่งทหารมารับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับวัง ส่วนภาพด้านล่างมีผู้สันนิษฐานว่าเ ชายไว้หนวดที่ประทับบนรถม้าคือ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเมื่อครั้งประพาสมณฑลอุดร
ช่องอากาศข้างกำแพงสิมวัดศรีมหาโพธิ์ด้นทิศใต้ ส่วนด้านทิศเหนือเป็นภาพราหูอมจันทร์ซึ่งผมไม่ได้เดินไปดูและถ่ายรูปไว้เพราะคิดว่าเหมือนกัน (มันน่าเขกหัวตัวเองนัก)
สิมวัดศรีมงคลเหนือ ในเทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้รับการบุรณะใหม่ ยังพอเหลือให้เห็นเค้าความงามเดิมให้เห็นอยู่บ้าง
สิมวัดศรีสุมังค์ ได้รับอิทธิพลจากตึกฝรั่งโดยแท้ ทั้งโค้งประตู และราวบันได วัดศรีสุมังค์มีอายุกว่า 240 ปี โดยถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับเมืองมุกดาหาร

สิมหลังเก่าของวัดโพธิ์ศรี ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ลักษณะเป็นสิมทรงสูงที่ตกแต่งลายปูนปั้นตามแบบล้านช้าง มีการตกแต่งเฟื่องห้อยและอุบะ ลวดลายเทพนมที่จั่ว ส่วนของอุโบสถหลังใหม่ทรงจตุรมุขยอดปราสาททิ้งความเป็นอีสานโดยสิ้นเชิง

Labels:


Friday, January 11, 2008

 

อุโบสถาราม





ผมผ่านไปอุทัยธานีอีกครั้งหนึ่ง หนนี้ผมตรงไปวัดโบสถ์ก่อนเป็นแห่งแรก เนื่องจากคราวที่แล้วน้ำหลากจนท่วมวัด น้ำสูงถึงต้นขา ทำไมผมถึงต้องตะเกียกตะกายมาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง

วัดอุโบสถาราม เดิมชื่อวัดโบสถ์มโนรมย์ ชาวบ้านเรียกกันสั้นๆว่าวัดโบสถ์ เป็นวัดเก่าแก่อยู่ริมลำน้ำสะแกกรัง จากศาลเจ้าปุ้นกงท้าว (ศาลเจ้าหลักเมือง) ผมเดินข้ามสะพานคอนกรีตไปอีกฝั่งของแม่น้ำ สะพานคอนกรีตนี้เป็นท่สัญจรของชาวบ้านสองฝั่งน้ำ โดยมีทางรถจักรยานเป็นพาหนะชนิดเดียวที่ผ่านไปได้ หากจะนำรถยนตร์ข้ามไปต้องเลยไปอีกสะพานหนึ่ง จุดเด่นของวัดอยู่ที่จิตรกรรมฝาผนัง และมณฑปแปดเหลี่ยม วัดโบสถ์สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นปี 2324 รัชกาลที่ห้าเคยเสด็จมาเมื่อครั้งประพาสเมืองอุทัยธานี ได้รับการบุรณะใหญ่ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2474 นอกจากพระอุโบสถและพระวิหารที่อยู่บนฐานยกแล้ว ยังมีเจดีย์เรียงรายกันอีกสามองค์ องค์หนึ่งเป็นเจดีย์ลอมฟางยุคสุโขทัย, องค์หนึ่งเป็นเจดีย์หกเหลี่ยมแบบอยุธยาและอีกองค์หนึ่งเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองแบบรัตนโกสินทร์ ทั้งหมดเพิ่งได้รับการทาสีใหม่


พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระปางมารวิชัย ฝาผนังฝั่งทิศตะวันตกเขียนเป็นภาพเรื่องราวของหมู่มารที่มาผจญในคืนวันที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ แม่พระธรณีได้บีบมวยผมจนน้ำท่วมพัดพาเอาหมู่มารหายไปสิ้น ฝาผนังอีกสามด้านปรากฏภาพพระพุทธประวัติ ผนังด้านทิศตเหนือเป็นภาพพุทธประวัติตั้งแต่พระองค์ประสูติ การสมโภชน์ การหนีจากวัง การปลงผมที่ริมฝั่งเนรัญชรา ผนังด้านทิศใต้เป็นภาพของการตรัสรู้ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้าในวันอาสาฬหบูชา นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส ผนังด้านทิศตะวันออกเป็นภาพการเสด็จจากดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดาและการปลงพระศพ ภาพเขียนประดับลายคอสองรอบพระอุโบสถเป็นภาพชุมนุมเทวดาสลับกับพัดยศ ผมไม่เคยเห็นภาพพุทธประวัติที่สมบูรณ์อย่งนี้มาก่อน นับว่าน่าประทับใจมาก




ด้านข้างอุโบสถเป็นพระวิหาร ภายในเขียนภาพฝาผผังจนเต็ม น่าเสียดายที่ผมไม่มีเวลาที่จะเข้าไปนั่งพิจารณาดูละเอียด ผมเห็นแต่เป็นชุมนุมสงฆ์สลับกับพัดยศ จากการใช้สี สีสันและฝีมือ สันนิษฐานว่าทั้งหมดเป็นภาพที่น่าจะเขียนขึ้นใหม่ในการบุรณะครั้งหลัง ภาพจิตรกรรมภายนอกที่ด้านหน้าวิหารก็สวยงามเช่นกันเป็นภาพถวายพระเพลิงพระสัมมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งบางส่วนยังเป็นภาพร่าง สิ่งที่สังเกตได้อีกอย่างคือประตูวิหารแบบโค้งซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะฝรั่ง


ส่วนของมณฑปที่อยู่ริมน้ำทางด้านทิศตะวันตกเป็นตึกทรงฝรั่งแปดเหลี่ยม ภาพลายปูนปั้นเครือเถาและพระพุทธรูปสวยงามมาก หากขึ้นบันไดไปชั้นบนเปิดเข้าไปเป็นพิพิธภัณฑ์โล่งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไร เห็นพื้นไม้แบบเก่า ผมรอเวลาที่จะได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง และจะต้องมาอย่างแน่นอน

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?