
พระเจ้าองค์หลวง พระประธานในวัดศรีมงคลใต้ สภาพวัดโดยรอบกำลังปรับปรุงจนถ่ายรูปไม่ได้ สิ่งตกแต่งเช่นสิงห์คู่หน้าบันได เป็นฝีมือและได้รับอิทธิพลจากช่างญวน เด็กวัดคนนี้เข้ามากราบพระ เมื่อพบเราอยู่ข้างในก็นั่งลงยกมือไหว้ก่อนจะคลานเข่าผ่านผมเข้าไปกราบพระที่ด้านหน้าแสดงว่าได้รับการอบรมมาอย่างดี มารยาทงามอย่างนี้ผู้ใหญ่น่าจะได้เรียนรู้บ้าง เวลาที่ผมเข้าไปถ่ายภาพวัดผมมักเห็นคนเดินตรงลิ่วเข้าไปกราบพระที่เบื้องหน้า พอเสร็จก็ลุกขึ้นยืนและเดินออกมาโดยไม่สนใจว่ามีใครนั่งไหว้พระสงบใจอยู่เบื้องหลังหรือไม่ จะเป็นผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่หรือเปล่า บางครั้งดูเหมือนผู้เฒ่ากำลังกราบลงที่เท้าของผู้ที่กำลังเดินออกมาอีกต่างหาก คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่าเลี้ยงลูกให้เป็น “มนุษย์” แค่กายและสมอง ต้องเลี้ยงลูกให้งามที่ปัญญาและใจด้วย ลูกถึงจะนับว่าเป็น “คน” ได้
วัดมโนภิรมย์หรือวัดบ้านชะโนดได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับชุมชนบ้านชะโนดเมื่อครั้งท้าวคำสิงห์อพยพผู้คนข้ามโขงมาจากบ้านท่าสะโน ต่อมาพระมหากัสสปะจากเวียงจันทน์ได้นำช่างหลวงคือ นายโชค นายโมก และนายชะ มาช่วยกันสร้างโบสถ์วิหารจนสำเร็จ ในปี 2447 ได้เกิดไฟไหม้ชุมชนและวัดจนเสียหาย ท้าวศรีสุราชต้องไปเชิญพระนันทวโร (บุ) จากบ้านท่าสะโนให้มาช่วยสร้างวัดขึ้นใหม่ตามแบบศิลปะล้านช้างซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้ วิหารของวัดสวยงามมาก นาคที่หน้าบันไดเปลี่ยนแปรเป็นสัตว์ลูกผสมในหิมพานต์ ลวดลายประดับกระเบื้องของแผงคอสิงห์ยังเหลือให้เห็นอยู่ ภาพฝาผนังด้านหน้าพระอุโบสถลบเลือนเกือบสิ้น ส่วนของลายมณฑปบนประตูสวยงามคล้ายกับลายนาคพัน และประดับด้วยหงส์ของล้านนา ภายในซุ้มเป็นลายปูนปั้นราหูอมจันทร์ โก่งคิ้วและไม้ด้านหน้าฉลุลายละเอียดงดงามยิ่ง ภายในพระอุโบสถ มีพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัยมีซุ้มปูนปั้นนาคปรกอประดับเบื้องหลัง ม่านประดับสองข้างเย็บธนบัตรลาวจับเป็นลวดลายและจีบเป็นดอกไม้ มีแผ่นหินทรายแดงสลักพระพุทธรูปวางพิงอยู่ทีฐานชุกชี และมีงาช้างข้างหนึ่งตั้งไว้ บนงาแกะลายพระพุทธรูปปางมาวิชัยไว้หลายองค์ซ้อนกันขึ้นไป 9 องค์ งาช้างองค์นี้เป็นของช้างพลายเคนของเจ้ามหาชีวิตแห่งเวียงจันทน์ น้ำได้หลากและพัดพาช้างมาติดที่บ้านชะโนดในปี 2310 ชาวบ้านได้ช่วนกันนำขึ้นมา ความทราบไปถึงเวียงจันทน์จึงได้พระราชทานให้เป็นช้างประจำวัดจนสิ้นอายุ
ไม้ค้ำยันหลังคาวิหารเป็นอีกสิ่งที่แปลกตา คือยาวลงมาจรดระดับพื้นยกของวิหาร มีช่องระบายน้ำจากพื้นวิหารลงมาสู่ระดับพื้นดินเบื้องล่างเป็นหัวจรเข้ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือศาลาการเปรียญชั้นเดียวราบกับพื้นปลูกเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน เห็นโค้งชายคาระหว่างเสาเป็นตึกแบบฝรั่ง ลวดลายเขียนสีรูปช้างยังมีให้เห็นอย่างลางเลือน กรมศิลปากรกำลังดำเนินการรื้อและเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาใหม่ผมจึงเข้าไปชมภายในไม่ได้ ด้านหน้าวัดติดกับหาดมโนภิรมย์ แนวทรายแม่น้ำทอดแนวสีขาวยาวเป็นหาดธรรมชาติในหน้าแล้ง ลมแม่น้ำพัดมาแรงให้ความรู้สึกเย็นสบาย
แม้ว่าธรรมชาติจะน่าชมสักเพียงไร ผมก็ต้องรีบออกจากบ้านชะโนดก่อนที่ดวงตะวันจะลับฟ้าเพื่อมุ่งหน้าลงใต้ผ่านเทศบาลเมืองสู่ภูผาเทิบ อุทยานแห่งชาติมุกดาหาร กลุ่มหินเทิบอยู่ข้างที่ทำการอุทยานฯพอดี ลักษณะของหินเทิบไม่ต่างจากเสาหินที่ผาแต้ม อ.โขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวคือเป็นหินทรายซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในน้ำมาก่อน เมื่อมีการยกตัวของเปลือก โลกลอยสูงขึ้น ความเป็นกรดของน้ำฝนและลมกัดกร่อนเอาส่วนของหินปูนที่อ่อนกว่าออกไปเหลือแต่ส่วนของทรายที่แกร่งไว้ ทำให้เหมือนกับมีการซ้อนเทินก้อนหินไว้บนหินอีกก้อนหนึ่ง เทินไว้บนเสาหินบ้าง ผมกับพี่ปีนขึ้นไปบนลานหินเบื้องบนที่ค่อนข้างชันทิ้งแม่ให้นั่งรออยู่ข้างล่าง เราไปกันไม่ได้ไม่มากเพราะต้องผลัดกันดูแม่ไม่ให้คลาดสายตา ประกอบกับอาทิตย์ใกล้ลับเหลี่ยมเขาเต็มที บนลานมุจลินทร์เบื้องบนมักเต็มไปด้วยดอกดุสิตาในยามปลายฝนต้นหนาว และหากเดินตัดข้ามลานไปจะถึงหน้าผาที่สามารถมองไปถึงฝั่งโขง ผมสัญญากับตัวเองว่า ในปลายฝนต้นหนาวหนึ่งผมจะกลับมาใหม่ มาพร้อมกับเตนท์ที่จะนอนนับดาวที่ภูผาเทิบ

วิหารของวัดมโนภิรมย์หรือวัดบ้านชะโนด อ.หว้านใหญ่ มุกดาหาร

งาช้างพลายเคน

ค้ำยันของวิหารวัดมโนภิรมย์ยาวจรดพื้นยก

วัดศรีสุมังค์เป็นวัดชายโขงอีกแห่งหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองมุกดาหาร พระธาตุเบื้องหลังถอดแบบมาจากพระธาตุพนม ส่วนกู่ที่อยู่ทางมุมขวาล่างเป็นกู่เจ้าเมืองสืบสกุลจันทรสาขา ลักษณะของกู่เป็นแบบเดียวกับพระธาตุศรีสองรัก ที่ด่านซ้ายจังหวัดเลยซึ่งเป็นทรงเจดีย์แบบล้านช้างแท้ๆ
Labels: แอ่งอีสาน


ลักษณะของพระธาตุพนมส่วนฐานชั้น 1 และ2 เป็นทรงมณฑปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อส่วนบนฐานด้านละ 12.3 เมตร ปรากฏซุ้มประดับแบบฝักเพกาทั้งสี่ทิศ ประดับด้วยราหูอมจันทร์ ถัดลงมาเบื้องล่างเป็นบานประตูจำลองสลักเป็นพระพุทธรูปปางต่างๆ ด้านทิศตะวันออกเป็นปางเปิดโลกและปางประทานพร เหนือมณฑปเป็นบัวประกบสี่กลีบสูงจากพื้นดิน 53 เมตรและมีฉัตรสูง 4 เมตร ประดับไว้ส่วนบน รวมแล้วพระธาตุสูง 57 เมตร พระธาตุรายล้อมด้วยกำแพงแก้ว รอบกำแพงแก้วเขียนเป็นภาพสุภาษิตสอนใจ เช่น ตาบอดคลำช้าง, ไม่เห็นกระรอกอย่าเพิ่งก่งธนู เข็นครกขึ้นเขา เป็นต้น เสาอินทขีลทางด้านทิศทั้งสองต้นถูกหุ้มไว้ด้วยหอระฆัง วันปีใหม่ทั้งลานวัดเต็มไปด้วยพุทธศาสนิกชนมานมัสการพระธาตุ น่าเสียดายที่ผมมีเวลาเดินสำรวจดูเพียงสองชั่วโมงก็ต้องรีบไป คงจะมีสักวันที่ผมจะได้กลับไปค้นหาความรู้ต่างๆจากพิพิธภัณฑ์ของวัด
พระธาตุเรณูนคร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2461 โดยจำลองย่อส่วนมาจากพระธาตุพนมองค์เดิมก่อนการบุรณะปี 2483 มีความสูง 35 เมตร กว้าง 8.37 เมตร มีซุ้มประตู 4 ด้าน ภายในเป็นโพรงบรรจุพระไตรปิฎกและพระพุทธรูปทองคำ ลักษณะของพระธาตุเรณูสวยงาม ได้สัดส่วนมากกว่าพระธาตุพนมซึ่งสูงชะลูด ในพระอุโบสถ ปรากฏพระองค์แสน พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ก่อนการสร้างพระธาตุ น่าเสียดายที่การบุรณะพระโบสถ์โดยขยายฐานโดยรอบให้กว้างออกไปและซ่อมแซมหลังคาเครื่องตกแต่งเปลี่ยนจากฝีมือช่างถิ่นให้กลายเป็นแนวช่างของไทยภาคกลางแทน รอบๆวัดเป็นชุมชนของชาวผู้ไทหรือภูไท ซึ่งอพยพมาจากแคว้นสิบสองจุไท ผมแวะหาซื้อผ้าทอของชาวภูไทมาหลายชิ้น หลายปีก่อนผมได้เสื้อที่ตัดจากผ้านุ่งมาตัวหนึ่ง คนให้บอกว่าชื้อมาจากเรณูนครใส่แล้วชอบมากที่เนื้อผ้าใส่สบาย ไม่ร้อน ใส่มาหลายปีสีสันยังเหมือนเดิม ผมตามหาเสื้อแบบนั้นอยู่หลายร้านและพบเป็นตัวสุดท้าย เจ้าของร้านบอกผมว่าไม่มีอีกแล้ว ได้ย่ามมาหนึ่งใบถูกใจมาก ใบก่อนหน้านั้นทอจากบ้านหนองบัวของชาวไทยลื้อที่จังหวัดน่าน เวลาสะพายไปไหนก็มีแต่คนถาม ย่ามผู้ไทใบนี้ผมก็มั่นใจเช่นกันว่าจะต้องมีคนถามถึงที่มา เจ้าของร้านนำถุงกระดาษออกมาใส่ของให้ผม ไม่เคยเห็นถุงกระดาษพิมพ์ชื่อร้านสีเดียวแบบนั้นมาร่วมยี่สิบปีแล้ว ผมตั้งใจจะเก็บถุงใบนั้นไว้เป็นที่ระลึก 
เสาอินทขีล หลักที่มาจากเมืองพาราณสี

ซุ้มบนมณฑปชั้นที่สองของพระธาตุพนมเป็นภาพราหูอมจันทร์ และพระพุทธรูปปางเปิดโลก (ซ้าย) และปางประทานพร (ขวา)

Labels: แอ่งอีสาน
และแล้ววันจัดเลี้ยงประจำปีก็เริ่มขึ้นอีก ปีนี้ผมเชิญพี่น้องในคริสตจักรมารวดเดียว 11 ท่านยังไม่ร่วมคนในบ้าน ซึ่งจริงๆแล้วในบ้านผมนั่งทานอาหารกันได้ไม่เกิน 10 ที่ ด้วยไม่อยากให้ไม่มีที่นั่งเหลือเนื่องจากทุกปีจะมีคนที่ปฏิเสธไม่มาในนาทีสุดท้าย เอาเข้าจริงปีนี้มีผู้ไม่สามารถมาได้โดยแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเพียงสองท่าน ผมแจกแผนที่และจัดการยืนยันผู้ที่จะมารับประทานอาหารพร้อมกับความหนักใจว่าทีนั่งไม่พอ มีบางท่านเอ่ยปากขอมาทานข้าวเอาดื้อๆเลย เพื่อนสนิทรุ่นน้องผมเองแหละ แต่ผมจำต้องปฏิเสธเพราะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ได้แต่บอกว่าปีหน้านะ จะเชิญให้มาพร้อมกับภรรยา
ก่อนเสริฟผมวางหมูอบลงในจาน ตักข้าวอัดลงชามและคว่ำลงข้างๆ วางบร็อคเคอลีต้มสุก และเห็ดแชมปิญองผ่าครึ่งลงข้างๆ ราดซอสแอบเปิลลงบนชิ้นหมู สำหรับมะกะโรนีอบชีสและสลัดเคยเล่าไว้แล้ว สำหรับของหวานผมทำเยลลี่สตอเบอรี่แช่เย็นไว้และตักไอศครีมมะพร้าวลูกชิดลูกโตหนึ่งลูกวางไว้ข้างบน เช่นเคยที่ไม่มีรูปกับข้าวมาให้ดูกัน อาจมีคนคิดว่าผมกุรื่องขึ้นก็ได้นะเพราะไม่เคยเห็นหลักฐานสักที ผมคงยิ้มรับเช่นเคย เพราะผมต้องเร่งทุกอย่างให้เสร็จตามเวลาพร้อมกับพูดคุยและรับแขกไปด้วย ไม่งั้นผมคงต้องมีอีกสองมืองอกเพิ่มขึ้นมาสำหรับถ่ายรูปนะครับ
วันอาทิตย์เพื่อนๆในกลุ่มทักทายและถามไถ่กันอย่างสนุกสนาน คนที่รับเลี้ยงมาเมื่อคืนเล่าถึงบรรยากาศของเมื่อคืน คนที่ไม่ได้รับเชิญก็มีการต่อว่าต่อขานกันบ้าง มีบางคนเกทับอีกว่าทำอาหารเลี้ยงคนไม่กี่คนเอง ง่ายๆ ผมยิ้มโดยไม่ตอบอะไร ตอนบ่ายผมเตรียมตัวกลับบ้าน เขากำลังประชุมจัดเตรียมงานกันอย่างครึกครื้น ไหปลาร้าปีนี้เราจะแบกไหขึ้นไปที่เชียงแสนกัน อืมมมมม..น่าสนใจ ผมแอบวางแผนไว้ในใจว่าผมจะขึ้นไปเมืองเหนืออย่างไรLabels: ชวนเข้าครัว
สิมเป็นภาษาอีสาน พ้องกับคำว่า สีมาหรือเสมา ซึ่งหมายถึงขอบเขต (เช่น พัทธสีมา หมายถึงขอบเขตของวัด ขัณฑสีมาคือเขตแดนแผ่นดิน เป็นต้น) สิมจึงเป็นอุโบสถที่อยู่ในรายล้อมของใบเสมา อีสานเป็นแอ่งอารยธรรมเก่าแก่ พอจะแบ่งได้เป็นสองแอ่งใหญ่ อีสานใต้คือแอ่งโคราชในที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล ส่วนอีสานเหนือเป็นแอ่งสกลนครซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สกลนคร, นครพนม, มุกดาหารซึ่งอยู่ในลุ่มแม่น้ำสงคราม นอกจากนี้อีสานเหนือยังเคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรศรีโคตรบูรมาก่อน ศรีโคตรบูรครอบคลุมดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงหรือลาวมาแต่โบราณ จีนเรียกศรีโคตรบูรว่า"ฟูนัน" ซึ่งแปลว่าเมืองภูเขา ชื่อจังหวัดนครพนมซึ่งได้รับพระราชทานมาจากรัชกาลที่1 ก็บ่งบอกรากเดิมว่าเป็นเมืองภูเขาซึ่งครั้งหนึ่งเป็นส่วนของอาณาจักรฟูนันนั่นเอง
สิมทางอีสานมีหน้าตารูปแบบแตกต่างจากวิหารล้านนาชัดเจน โดยที่สิมจะมีขนาดเล็กกระทัดรัดกว่ามาก สิมจะมีความเรียบง่าย เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนธรรมดา สิมอีสานหลายแห่งที่หลังคากระเบื้องชำรุดเสียหายมักถูกแทนที่ด้วยหลังคาสังกะสีเนื่องจากวัดขาดปัจจัย และเป็นที่น่าเสียดายว่าสิมหลายแห่งถูกรื้อลงสร้างใหม่ และอีกหลายแห่งก็ได้รับการบุรณะใหม่โดยขาดความเข้าใจ ทำให้รูปทรงและหน้าตาของสิมเปลี่ยนเป็นแบบโบสถ์ในภาคกลาง คติต่างๆที่ปรากฏเป็นลวดลายตามหน้าจั่วและบานสลักหน้าต่างประตูกลายเป็นคติความเชื่อของฮินดูบ้าง จตุคามรามเทพบ้าง แต่ในอีสานก็ยังพอมีสิมเก่าให้เห็นบ้างประปราย ความปราณีตและรายละเอียดของสิมแตกต่างจากวิหารล้านนา ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่ามานาน และได้รับอิทธิพลของศิลปะมอญและไทยใหญ่ซึ่งวิจิตรอลังการ ทำให้การตกแต่งประดับประดาวิหารล้านนาอลังการไปด้วย ส่วนสิมนั้นค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ของถิ่นซึ่งเรียบง่าย มีความเป็นชาวบ้านสูง ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังหรือ"ฮูปแต้ม" จึงเป็นแบบถิ่นและสังคมชาวบ้านโดยแท้ ความเป็นเมืองพี่เมืองน้องระหว่างสองฝั่งโขงทำให้เกิดการอพยพจากล้านช้างเข้ามาสร้างบ้านแปงเมืองทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง อิทธิพลของวัฒนธรรมล้านช้างจึงเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตผู้คนริมฝั่งโขงเป็นอย่างมาก นอกจากวัฒนธรรมล้านช้างแล้ว เมื่อฝรั่งเศสเข้ามายึดครองดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตั้งแต่ลาว,เขมรและเวียดนาม ยังได้ทิ้งอารยธรรมแบบฝรั่งไว้ให้ปรากฏบนอาคารแบบโคโลเนียล, วิหารและโบสถ์คริสต์ไว้ในดินแดนเหล่านั้นเป็นจำนวนมาก ชาวญวณที่นับถือคาทอลิคเมื่อได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารต่างก็ได้สร้างถาวรวัตถุต่างๆไว้หลายแห่ง ลักษณะอาคารแบบฝรั่ง โค้งประตู จั่วและลายปูนปั้นต่างเข้าไปแทรกอยู่ในสิมให้เห็นได้อย่างชัดเจน






สิมหลังเก่าของวัดโพธิ์ศรี ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ลักษณะเป็นสิมทรงสูงที่ตกแต่งลายปูนปั้นตามแบบล้านช้าง มีการตกแต่งเฟื่องห้อยและอุบะ ลวดลายเทพนมที่จั่ว ส่วนของอุโบสถหลังใหม่ทรงจตุรมุขยอดปราสาททิ้งความเป็นอีสานโดยสิ้นเชิง
Labels: แอ่งอีสาน

พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระปางมารวิชัย ฝาผนังฝั่งทิศตะวันตกเขียนเป็นภาพเรื่องราวของหมู่มารที่มาผจญในคืนวันที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ แม่พระธรณีได้บีบมวยผมจนน้ำท่วมพัดพาเอาหมู่มารหายไปสิ้น ฝาผนังอีกสามด้านปรากฏภาพพระพุทธประวัติ ผนังด้านทิศตเหนือเป็นภาพพุทธประวัติตั้งแต่พระองค์ประสูติ การสมโภชน์ การหนีจากวัง การปลงผมที่ริมฝั่งเนรัญชรา ผนังด้านทิศใต้เป็นภาพของการตรัสรู้ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้าในวันอาสาฬหบูชา นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส ผนังด้านทิศตะวันออกเป็นภาพการเสด็จจากดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดาและการปลงพระศพ ภาพเขียนประดับลายคอสองรอบพระอุโบสถเป็นภาพชุมนุมเทวดาสลับกับพัดยศ ผมไม่เคยเห็นภาพพุทธประวัติที่สมบูรณ์อย่งนี้มาก่อน นับว่าน่าประทับใจมาก
ด้านข้างอุโบสถเป็นพระวิหาร ภายในเขียนภาพฝาผผังจนเต็ม น่าเสียดายที่ผมไม่มีเวลาที่จะเข้าไปนั่งพิจารณาดูละเอียด ผมเห็นแต่เป็นชุมนุมสงฆ์สลับกับพัดยศ จากการใช้สี สีสันและฝีมือ สันนิษฐานว่าทั้งหมดเป็นภาพที่น่าจะเขียนขึ้นใหม่ในการบุรณะครั้งหลัง ภาพจิตรกรรมภายนอกที่ด้านหน้าวิหารก็สวยงามเช่นกันเป็นภาพถวายพระเพลิงพระสัมมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งบางส่วนยังเป็นภาพร่าง สิ่งที่สังเกตได้อีกอย่างคือประตูวิหารแบบโค้งซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะฝรั่งLabels: โลกนอกกะลา
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009 July 2009 August 2009 September 2009 October 2009 November 2009