One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Wednesday, December 26, 2007

 

Christmas Carols


มีเรื่องน่าประหลาดที่เกิดขึ้นกับผมในเทศกาลคริสตมาสปีนี้ ผมไปเดินย่านคลองถมเพื่อหาภาพยนตร์และแผ่นเพลงสำหรับเป็นของขวัญส่งให้เพื่อนๆ พนักงานได้แนะนำแผ่นการแสดงคริสตมาสคอนเสิร์ตให้กับผมสองเรื่อง แผ่นหนึ่งเป็น Christmas with Kiri Te Kanawa ส่วนอีกแผ่นหนึ่งเป็นแผ่นของ Jessye Norman at Christmas ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกแผ่นใดดี ระหว่างเสียงหวานอย่างคีรี หรือโซปราโนทรงพลังอย่างเจซซี เลยวางลงยังไม่ซื้อกะว่าจะไปหาข้อมูล วันพฤหัสบดีผมมาถึงที่ทำงานพบว่ามีของขวัญกล่องหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ เมื่อเปิดออกดูพบว่าเป็นแผ่น Christmas with Kiri Te Kanawa ผมรู้ในบัดดลว่าพระเจ้าทรงเลือกแผ่นให้ผมแล้ว และเมื่อผมนำกลับไปเปิดดูที่บ้านในคืนนั้นผมก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น ทำไมผมถึงได้คิดเช่นนั้น


Christmas with Kiri Te Kanawa: Carols from Coventry Cathedral เป็นแผ่นที่บันทึกจากการแสดงสดของคุณหญิงคีรีในวันที่ 3 ธันวาคม 1994 ร่วมกับวงบีบีซีฟิลฮาร์โมนิค BBC philharmonic โดยการควบคุมวงของ ร๊อบบิน สแตบเปิลตัน - Robin Stapleton ร่วมกับนักร้องเดี่ยวเสียงบาริโทนไมเคิล จอร์จ - Michael George และนักร้องประสานเสียงประจำวิหารโคเวนทรีและวิหารลิชฟิลด์ คุณหญิงเป็นนักร้องโซปราโนที่มีเสียงหวานละมุนในแนวไลริก - lyric เมื่อร้องกับนักร้องเด็กชาย boy’s choir จึงให้เสียงที่กลมกลืน เสียงเบาล่องลอยอ้อยอิ่งอยู่กลางอากาศในวิหารทรงโกธิคได้อย่างน่าฟัง ผมไม่ใช่นักฟังโอเปร่า ผมมักรู้สึกว่านักร้องโอเปร่าแนวดรามาติกเป็นเสียงหนักกระเทือนโสตประสามผมค่อนข้างรุนแรง บรรยากาศในวิหารโคเวนทรี ความสูงของอาคารทำให้เสียงของนักร้องและวงเชมเบอร์กลมกลืนอย่างน่าฟัง ด้วยเหตุผลทั้งหมดผมจึงมั่นใจว่านี่เป็นแผ่นที่พระเจ้าเลือกให้ผมในเทศกาลคริสตมาสปี 2007


ตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมา (ศตวรรษที่ 6) การขับร้องในวิหารอาศัยนักร้องเด็กชาย เด็กชายที่เสียงยังไม่แตกจะขับร้องประสานเสียงแทนเสียงผู้หญิงในขณะที่พระจะขับร้องเสียงเทนเนอร์และเบส เสียงของนักร้องเด็กชายจึงเป็นเสียงที่ฟังแล้วหวานเบาสบายไม่เหมือนเสียงของหญิงสาวที่มีพลังมากกว่า ผู้ปกครองจะนำบุตรหลานของตนมาถวายเพื่อให้เป็นนักขับในวัด พระจะสอนวิชาดนตรีให้ อายุของการเป็นนักขับจึงมีอยู่เพียงชั่ว 6-13 ปีหรือจนกว่าเสียงของเด็กชายจะแตก คีตกวีอย่างโจเซฟ ไฮเดิน –Franz Joseph Haydn (1732-1809) ก็เคยเป็นนักขับมาก่อน สำหรับวิหารโคเวนทรีและวิหารลิชฟิลด์ยัรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้ คือรับสมัครเด็กอายุ 6-9 ปีเพื่อเข้าโรงเรียนสำหรับนักขับโดยเฉพาะ นอกจากวิชาบังคับสำหรับเด็กชั้นประถมแล้วยังได้เรียนเสริมในวิชาดนตรีซึ่งแน่นอนเด็กแต่ละคนจะมีโอกาสสืบต่อในเส้นทางสายดนตรีเมื่อโตขึ้น เครื่องแต่งกายของนักขับจากสองโบสถ์เป็นสีแดงเข้ม ชุดของเด็กจากวัดลิชฟิลด์จะมีระบายลูกไม้ที่คอ เวลาที่เด็กจะร้องขับในวัดจะมี choir robes อีกตัวหนึ่งสีขาว (เหมือนเสื้อครุยรับปริญญาสีดำ) สวมทับ จะเห็นแต่ปก ปลายแขนเสื้อและชายเสื้อที่โผล่ออกมาเป็นสีแดง วัดลิชฟิลด์มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 600 หรือประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว หากได้เข้าไปดูในเวปของวัด จะเห็นว่าวัดผ่านยุคสมัยมาตั้งแต่สมัยแซกซอน –Saxon การสร้างวัดได้สร้างซ้อนอยู่บนฐานเดิมหลายครั้งหลายครา อาคารหลังปัจจุบันมีอายุเพียงร้อยกว่าปี วัดลิชฟิลด์มีนักบุญแชด –St.Chad เป็นนักบุญประจำวัด (คาธอลิคยกบุคคลสำคัญบางท่านผู้ถวายชิวตของตนเพื่อศรัทธาเป็นนักบุญหรือเซนต์ –Saint นักบุญบางท่านถูกทรมานจนถึงแก่ชีวิตก็มี เช่นโจนออฟอาร์ค ซึ่งถูกเผาทั้งเป็นเพราะศาสนจักรพิพากษาว่าเป็นแม่มด อีกนับร้อยปีหลังจากนั้นจึงได้รับการยกขึ้นเป็นนักบุญ การยกใครขึ้นเป็นนักบุญจะต้องได้รับการพิสูจน์และรับรองซึ่งนักบุญแต่ละองค์จากโลกนี้ไปหลายสิบหลายร้อยปีแทบทั้งสิ้น จะมีก็แต่เพียงแม่ชีเทเรซาเท่านั้นที่ได้รับการยกให้เป็นนักบุญในเวลาไม่นาน สำหรับโปรแตสแตนท์ เราถือตามพระคัมภีร์ว่าคริสเตียนทุกคนเป็นนักบุญ จดหมายฝากในพระคัมภีร์ใหม่ที่นักบุญเปาโลเขียนถึงสมาชิกคริสตจักรใช้คำขึ้นต้นว่า ถึงบรรดาธรรมิกชนในเมือง... ธรรมิกชนมาจากภาษาอังกฤษว่า saint หรือนักบุญในคาธอลิคนั่นเอง) สำหรับวิหารโคเวนทรีหลังที่เห็นอยู่นี้ เป็นวิหารหลังใหม่ที่ออกแบบให้รับกับของเก่าที่อยู่รอบข้าง โดยออกแบบให้เป็นหอประชุมที่มีอะคูสติกที่ดีแม้ว่าวัสดุจะเป็นแกรนิตเสียส่วนใหญ่ เราสามารถเข้าไปชมวิหารผ่านทางเวปไซต์ได้ด้วยมุมมองถึง 360 องศาเลยทีเดียว วิหารหลังก่อนหน้านี้ (แปลว่ามีอีกหลายหลังที่อยู่ใต้ดิน) เหลือแต่ผนังเพราะไฟไหม้จากระเบิดของเยอรมันในสมัยสงครามโลก (1940) วิหารหลังแรกของโคเวนทรีสร้างขึ้นเมื่อเกือบหนึ่งพันปีมาแล้วโดยมีเซนต์แมรี- St.Mary เป็นนักบุญประจำวัด เราสามารถเห็นวิหารหลังเดิมในดีวีดีจากกระจกใสที่อยู่ด้านหลัง คงต้องพักเรื่องวิหารไว้ก่อน ไม่นั้นผมจะออกนอกเรื่องไปไกล หากจะไปไกลถึงเพียงนั้นคงต้องเขียนกันเป็นตอนๆสำหรับคริสตศิลป์ในภาพวาดและวัดคาธอลิค



Kiri Te Kanawa เป็นนักร้องโอเปร่าลูกครึ่งเมารี เติบโตขึ้นที่เมืองอ๊อกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ได้รับอิสริยาภรณ์เป็นคุณหญิง –Dame Commander of the Order of the British Empire ในปี 1982 คุณหญิงเป็นที่โปรดปรานมากในราชวงศ์อังกฤษ โปรดเกล้าให้ขับร้องเดี่ยวในพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์มกุฏราชกุมารและเลดีไดอานาที่มหาวิหารเซนต์ปอล คุณหญิงเพิ่งจะเกษียณอำลาเวทีโอเปร่าไปเมื่อปี 2004 นี่เองในวัยหกสิบพอดี ส่วนไมเคิล จอร์จ เป็นชาวอังกฤษ ท่านเป็นนักร้องเด็กในคิงส์คอลเลจที่เมืองเคมบริดจ์มาก่อนภายใต้การดูแลของเซอร์เดวิด วิลคอกซ์ - Sir David Willcocks ไมเคิลเป็นนักร้องเสียงบาริโทน/เบส ซึ่งชาวอังกฤษชื่นมกันเป็นอย่างยิ่ง



เขาใช้ Coventry Carol เป็นเพลงเปิดคอนเสิร์ตเนื่องจากขับร้องในวิหารโคเวนทรี ทำได้ดีเยี่ยมครับแม้จะฟังดูค่อนข้างเศร้าแต่ก็ตรงกับความหมายมากที่สุด โคเวนทรีเป็นเพลงกล่อมเด็ก (ที่ตายแล้ว) เนื้อเพลงจับเอาตอนกษัตริย์เฮโรดสั่งฆ่าเด็กชายอายุต่ำกว่าขวบปีทั้งหมดเมื่อนักปราชญ์ทำนายว่ากุมาร (เยซู) ที่มาบังเกิดนั้นจะเป็นใหญ่เหนือคนทั้งปวง พระคัมภีร์บันทึกว่า “เสียงนางราเชลร่ำไห้คร่ำครวญ เพราะบุตรของนางไม่มีอีกแล้ว” O Come, O Come Immanuel เป็นแครอลเก่าแก่อีกบทหนึ่งของฝรั่งเศส ซึ่งผมหัดเล่นเป็นลำดับแรกๆตอนเป็นเด็ก อิมมานูเอลแปลว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วย –God be with us คนยิวตั้งตารอรอคำสัญญาของพระเจ้าที่ทำนายไว้หลายพันปีว่าพระเจ้าจะส่งเด็กคนหนึ่งมาปลดปล่อยเขาจากการเป็นเมืองขึ้นของอัสซีเรีย, บาบิโลนและโรมัน ยิวเชื่อว่าเด็กที่จะมาเกิดนั้นจะเป็นกษัตริย์ที่เกรียงไกร แต่เด็กที่เกิดมานั้นกลับกลายเป็นกษัตริย์แห่งสันติภาพที่นั่งอยู่ในใจของคนมาสองพันกว่าปี แครอลบทนี้เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในหมู่ชนผิวดำในอเมริกาในยุคสงครามกลางเมือง เป็นเพลงที่ร้องวิงวอนให้พระเจ้าปลดปล่อยเขาจากความเป็นทาสเช่นกัน



แครอลที่เราคุ้นเคยกันส่วนใหญ่มักเป็นแครอลที่นิยมกันในอเมริกา เป็นเพราะอิทธิพลของเรย์ –Ray Corniff ของเพอร์รี โคโม – Perry Como และนักร้องท่านอื่นๆอีกหลายคน ผมเพิ่งมารู้จักแครอลทางฝั่งยุโรปมาเมื่อสิบกว่าปีนี้เองเมื่อผมเข้าไปอยู่ในกลุ่มของ Bangkok Music Society ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ ทุกปีพี่สาวผมจะส่งแผ่นซีดีคริสตมาสแครอลมาให้จากอังกฤษ ผมค่อยๆซึมซาบและเรียนรู้ความหมายต่างๆของเพลงผ่านแครอลเหล่านี้ ซึ่งมีเรื่องเปรียบเทียบ เรื่องสอนใจจากสิ่งที่อยู่รอบข้าง ความเอื้อเฟื้อที่พึงมีต่อคนอื่นในช่วงความโหดร้ายของฤดูหนาว ส่วนแครอลของค่ายอเมริกามักเป็นเรื่องของความสนุกสนาน (White Christmas, Chestnut Roasting on An Open Fire, I saw Mummy Kiss Santa Claus, Sleigh Ride, Jingle Bell, Frosty the Snowman, etc.) ความละเอียดและความหมายของเพลงต่างกันโดยสิ้นเชิงซึ่งบ่งบอกรากเหง้าและวัฒนธรรมของซีกโลกได้เป็นอย่างดี The Holly and the Ivy เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ผมชอบมาก เป็นแครอลของฝรั่งเศสซึ่งนำเอาเถาฮอลลีมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าเป็นเถาที่มีสีเขียวสดแม้จะอยู่ท่ามกลางหิมะ ใบของมันเป็นใบแข็งเว้าตามขอบรูปทรงเหมือนใบของต้นคริสตมาส ต้นฮอลลีเป็นไม้ยืนต้นสูง กิ่งมีหนามแหลมมากมาย เขานิยมเอามาขดเป็นวงของ holly wreath มันขัดกันไว้ด้วยหนาม ซึ่งสามารถใช้เปรียบเทียบกับมงกุฏหนามที่เขาเอามาสวมศีรษะของพระเยซูในวันที่เขาจะตรึงพระองค์ ดอกของฮอลลีเป็นดอกเล็กๆสีขาว และมีลูกเล็กๆสุกเป็นสีแดงเหมือนสีของเลือดของพระเยซูที่หลั่งออกเพื่อชำระบาป I Saw Three Ships เป็นแครอลโบราณของอังกฤษ ฉันเห็นเรือสามลำในวันคริสตมาส เรือทั้งสามลำบรรทุกนางมารีและกุมารเยซู ทำนองที่ง่ายๆ เนื้อความที่ไม่ซับซ้อนเหมาะกับการสอนเด็กเล็กให้ร้องกลับไปกลับมาเป็นเสน่ห์ที่เหลือหลายของแครอลจริงๆ “We Wish You A merry Christmas” เป็นเพลงที่เรารู้จักคุ้นหูกันดี แต่เราได้ยินเพียงท่อนเล็กๆท่อนเดียวเท่านั้น เวลาที่เด็กๆไปร้องแครอลตามบ้าน เจ้าของบ้านมักเตรียมขนมออกมาแจก เนื้อเพลงท่อนที่เราไม่ค่อยจะได้ยินกันมีการขอขนมพุดดิง มิเช่นนั้นเราจะไม่ไปไหน พูดง่ายๆคือเราจะปักหลักร้องอยู่ที่หน้าบ้านนี่แหละ




O Christmas Tree เป็นโอแทนเนนบูมแครอลของเยอรมัน – O Tannenbaum เป็นบทเพลงที่นิยมกันมาก สีที่เขียวสดของสนจีรังเป็นความน่าชื่นใจ เป็นข่าวดีที่ควรประกาศให้รู้ว่าพระผู้ช่วยให้รอดเสด็จมาบังเกิดและให้สันติสุขมีกับโลกนี้ Joy to the World เป็นแครอลบทที่ผมยกว่าไพเราะที่สุด ทั้งเนื้อหาและทำนอง ไอแซค วัตส์ –Issac Watts เป็นผู้แต่งเนื้อ และอัจฉริยภาพทางดนตรีอย่างแฮนเดิล - Handel เป็นผู้ให้ทำนอง ความงดงามของเนื้อหา และความสง่างามของดนตรีบอกถึงการเสด็จมาของพระเจ้าเพื่อชาวโลกทุกคน ให้เราต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี จะไม่มีบาปไม่มีทุกข์โศกอีกต่อไป พิษสงของมันที่ทิ่มแทงเราจะไม่เกิดขึ้นอีกเพราะพระองค์จะนำพระพรของพระองค์มาแทนคำแช่งสาป “No more let sin and sorrow grow, Nor thorns in fest the ground; he comes to make His blessings flow far as the curse is found”



Hark the Herald Angels Sing เป็นแครอลที่เป็นที่นิยมกันทั่วโลก ความงามของเนื้อหาที่ประพันธ์ขึ้นโดยชาร์ลส์ เวสลีย์ – Charles Wesley เข้าไปในทำนองเพลงของเมนเดลโซนห์ –Felix Mendelssohn พี่น้องตระกูลเวสลีย์แต่งเพลงนมัสการ (hymn) ซึ่งยังเป็นอมตะร้องกันอยู่จนทุกวันนี้นับร้อยบท พระคัมภีร์ระบุว่ามีทูตสวรรค์หมู่หนึ่งลงมาร้องเพลงประกาศว่าพระผู้ช่วยให้รอดลงมาบังเกิดที่เมืองของดาวิด In the Bleak Midwinter เป็นแครอลบทหนึ่งของอังกฤษที่มีผู้นิยมมากเช่นกัน ความไพเราะของบทเพลงทำให้ผมต้องสืบค้นและพบว่าเป็นฝีมือของคีตกวีอีกท่านหนึ่ง กุสตาฟ โฮลสท์ –Gustav Holst เพลงชุด เดอะพลาเนท –The Planet ของท่านดังระเบิดเลยโดยเฉพาะบทจูปิเตอร์ ในท่ามกลาความหนาวเยือกของลม โลกธาตุแข็งดั่งเหล็กและน้ำที่แข็งประดุจก้อนหิน เวลานั้นพระคริสต์ลงมา ผู้แต่งได้ใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวจินตนาการ ทั้งๆที่ไม่มีหิมะตกในอิสราเอล!!! แต่สามารถที่จะสื่อถึงโลกนี้ที่ลำเค็ญด้วยบาปทุกข์ว่าในเวลาที่ทรมานที่สุดพระคริสต์ได้บังเกิดเพื่อช่วยเรา เราไม่มีอะไรจะตอบแทนพระองค์ได้นอกจากถวาย “ใจ”



O Little Town of Bethlehem เมื่อผมเป็นเด็ก ผมไม่ค่อยจะชอบแครอลบทนี้สักเท่าไร เพราะเป็นเสียงครึ่งๆ อืดอาด เล่นเปียโนให้เพราะยาก (เพราะผมไม่มีฝีมือต่างหาก) ใครจะคาดได้ว่าเมืองเล็กๆอย่างเบทเลเฮ็มจะเป็นที่เกิดของมหาบุรุษผู้หนึ่ง เบทเลเฮ็มในภาษายิวแปลว่าบ้านขนมปัง เบทแปลว่าบ้าน เลเฮ็มแปลว่าขนมปัง บ้านนมปังกำลังสะท้อนถึงพระเยซูจะมาบังเกิดเป็นอาหารแห่งชีวิต – the bread of life ที่ผู้ใดรับพระองค์เข้าไปในชีวิต (การกินพระองค์หมายถึง การปฏิบัติตามคำสอนและเชื่อว่าพระองค์สามารถชำระบาปได้) ผู้นั้นจะเป็นคนที่เหมือนเกิดใหม่มีชีวิตนิรันดร์ O holy Child of Bethlehem, descend to us, we pray; Cast out our sin and enter in, Be born in us today. Torches เป็นแครอลบทใหม่ของอังกฤษ ผมเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกและฟังด้วยใจฮึกเหิม ไมเคิล จอร์จร้องได้อย่างน่าชมมาก ดร.จอห์น จูแบรต์ – John Joubert แต่งแครอลบทนี้ในปี 1951 โดยถอดความมาจาก เดอะแกลิเซียน – The Galician ให้เราวิ่งถือคบเพลิงไปเบทเลเฮ็มเพื่อยินดีกับพระกุมารที่มาบังเกิด



ผมเพลิดเพลินกับการแสดงตลอดรายการ ในปีนี้ผมคงหยิบขึ้นมาดูอีกหลายรอบกันเลยแหละครับ อีกสิ่งหนึ่งที่เวลาผมดูคอนเสิร์ตแล้วไม่พลาดคือการเป็นครูพักลักจำ วิธีการออกเสียง รูปปาก การหายใจ การเอื้อนคำของทั้งนักร้องเดี่ยวและนักร้องเด็ก การยืนและอิริยาบถต่างๆ ผมจับตามองความสุขของการได้ร้องเพลงของทุกคน ซึ่งเป็นความสุขที่ผมเกิดร่วมไปด้วย โพสต์นี้เป็นโพสต์สุดท้ายของปี ผมจะกลับมาเขียนใหม่ปีหน้าครับ ขอสันติสุขขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่านครับ



We wish you a merry Christmas,
We wish you a merry Christmas,
We wish you a merry Christmas,
And a Happy New Year!

Refrain Good tidings we bring for you and your kin;
We wish you a merry Christmas
And a Happy New Year!

Now bring us some figgy pudding,
Now bring us some figgy pudding,
Now bring us some figgy pudding,
And a cup of good cheer! Refrain


We won't go until we get some
We won't go until we get some
We won't go until we get some
So bring it out here! Refrain

We all like our figgy pudding;
We all like our figgy pudding;
We all like our figgy pudding;
With all its good cheer. Refrain

We wish you a merry Christmas,
We wish you a merry Christmas,
We wish you a merry Christmas,
And a Happy New Year! Refrain

Labels: ,


Monday, December 24, 2007

 

คริสตมาสเป็นเวลาแห่งความอบอุ่น... heat was in the very sod which the saint had printed!


วันที่ 1 ธันวาคม ผมแขวนช่อโฮลีหรีดขึ้นบนกำแพงบ้านป็นสัญญาณว่าเทศกาลแห่งความชื่นชมยินดีมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง ผมจัดการกางต้นสน แขวนไฟหยดน้ำและสิ่งประดับต่างๆ นำเอาบ้านเซรามิกส์ออกมาตั้งบนหลังตู้ ทุกที่ในบ้านมีแต่สีเขียว สีแดง สีเงินและสีทอง และเสียงเพลงแครอลลอยอยู่ในอากาศ

เมื่อผมเป็นเด็ก คริสตมาสเป็นบรรยากาศแห่งความชื่นชม อากาศที่เย็นสบาย เสียงเพลงที่สนุกสนานของเรย์คอร์นีฟ ละคร การออกไปร้องเพลงตามบ้านในยามค่ำคืน เสียงเปียโนกับบทเพลงเก่าๆ การ์ดสวยๆ และผมเฝ้ารอคอยของขวัญที่ผมจะได้ แม่ผมคงไม่มีของขวัญอะไรให้ผมเป็นพิเศษนอกจากหนังสือ เสื้อไหมพรมที่แม่ถักให้หรืออย่างมากก็เค็กและเยลลี่ที่เราทำกันเอง ผมอาจรอคอยปฏิทินสวยๆ ขนมเค็กรสแปลกๆ ช็อคโกแลตและอื่นๆที่ผมไม่สามารถซื้อหามาได้ เมื่อผมทำงานพอมีรายได้ผมสะสมของแต่งบ้านสำหรับเทศกาล ผมซื้อของแต่งบ้านทุกปีจนล้นบ้าน และใช้เวลานั่งเขียนการ์ดและหาซื้อของขวัญเพื่อมอบให้ผู้ใหญ่หลายคน

ในเทศกาลคริสตมาสและปีใหม่ ผมเห็นคนหิ้วของขวัญกันเป็นถุงใหญ่ๆ เต็มสองมือทั้งในที่ทำงานและที่หนักที่สุดคือในโบสถ์ที่ผมอยู่ ผมเห็นภาพการแลกของขวัญกันอย่างเอาเป็นเอาตายจะขาดและลืมของใครไม่ได้ ผมไม่เชื่อว่าความสุขจะมีกับการแลกของขวัญกันเอง เพราะจะมีของขวัญบางอย่างที่ชอบและที่ไม่ชอบ มีของถูกของแพง มีของตกรุ่น ฯลฯ แต่ผมเชื่อว่าเมื่อใดที่เราเลิกใส่ใจกันเองในหมู่คนสนิทชิดเชื้อ แต่เริ่มมองคนนอกให้มากขึ้น พระพรของพระเจ้าจะลงมาในชีวิตของเราหลายเท่าทวีคูณ ในห้าหกปีที่ผ่านมา ท่าทีต่อคริสตมาสของผมเริ่มเปลี่ยนไปจากการรอรับของขวัญเป็นการให้ ผมเลิกให้กับผู้ใหญ่เพราะผมเพิ่งนึกออกว่าผู้ใหญ่ต่างมีฐานะมั่นคง มีลูกมีหลานดูแล แต่มีคนด้อยโอกาสส่วนหนึ่งที่ผมเห็นเขาต้องกระเบียดกระเสียนซื้อของ ทุกวันนี้คนในสังคมซื้อของให้กับคนที่มีมากกว่าตัวเองเกือบจะร้อยละร้อยและคนที่มีมากกว่าก็ไม่คิดถึงคนที่ขัดสน ประเพณีแปลกๆในสังคมเช่นนี้ทำให้ผมได้รับของอย่างดีจากหลายคน กระนั้นผมก็ตั้งตารอคริสตมาสเพื่อรับของและผมมักจะบอกคนให้ว่าของที่เขาให้ผมขออนุญาตส่งต่อให้บางคนที่ผมรู้ว่าเขาจำเป็น ปีหน้าไม่ต้องซื้อหาอะไรมาเก็บไว้ซื้อของจำเป็นสำหรับตัวคุณจะดีกว่า ในปีๆหนึ่งผมจะได้รับผ้าเช็ดตัวสี่ถึงห้าผืนซึ่งสำหรับผมแล้วผืนหนึ่งผมใช้สองสามปีกว่าจะหมดสภาพ ผมไม่จำเป็นที่ต้องเก็บตุนไว้มากขนาดนั้น เวลาที่ผมซื้อของผมจะได้ของแถม บ้างเป็นกระเป๋าเป้ บ้างเป็นตุ๊กตา บางครั้งได้เป็นกระเป๋าเดินทาง พัดลมก็มีผมมักจะรวบรวมไว้แบ่งให้กับคนอื่นตามความจำเป็นโดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นคริสตมาสเท่านั้น

แถวละแวกโบสถ์ที่ผมอยู่ มีชุมชนแออัดอยู่สามแห่ง ในช่วงคริสตมาสจะมีเด็กจากชุมชนเข้ามาโบสถ์เยอะเพราะเด็กเหล่านี้รู้ว่าเขาจะได้รับของขวัญ พฤติกรรมของเด็กจากชุมชนแออัดบ่อยครั้งสร้างความหนักใจให้กับคนในโบสถ์ มีคนเคยถามผมว่าคริสตจักรจะเสียเวลาและลงทุนกับเด็กเหล่านี้ให้ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาในเมื่อรู้อยู่ว่าเด็กมาเพราะของ ผมตอบแบบซื่อตรงกับใจของตัวเองที่สุดว่า “เพื่อให้เขารู้ว่าสังคมนี้ยังมีคนใส่ใจเขาอยู่แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ไม่น่าใส่ใจเหมือนกับที่พระเจ้ายังทรงรักเราแม้เราจะเป็นคนที่ไม่น่ารักเลย ไม่ว่าพฤติกรรมเด็กเหล่านั้นจะน่าระอา แต่เด็กที่เป็นลูกหลานของคนในโบสถ์เองก็มีพฤติกรรมนรกไปอีกแบบหนึ่งเช่นกันที่ผมเองก็ระอา (การพูดจา การแต่งตัว มารยาท ความอวดดียะโส ความสุร่ยสุร่าย) พระเจ้าทรงรักทุกคนเท่ากัน”

ปีนี้ก็เหมือนกับทุกปี ครอบครัวผมจัดทำบัตรเชิญเพื่อเชิญบางคนมาทานข้าวที่บ้าน ผมคงไม่เชิญคนที่ใครๆเห็นว่ามีเกียรติด้วยเกรงว่าเขาจะเห็นว่าบ้านผมเล็กเกินไม่สมฐานะ ผมทำตามพระคัมภีร์ที่สอนให้เชิญคนที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้เล็กน้อย และเมื่อผมเอ่ยปากทุกคนก็รับปากด้วยความยินดี ผมใช้เวลาไม่น้อยกว่าสิบถึงสิบสองชั่วโมงเพื่อเตรียมอาหารและบางปีผมต้องต้มเคี่ยวล่วงหน้า 2-3 วัน น่าเสียดายที่บ้านผมรับแขกทานอาหารได้ไม่เกินเก้าที่นั่ง ผมใช้เวลาค่อนข้างมากกับการเตรียมอาหารที่จำเพาะและขึ้นอาหารเป็นชุด เราไม่สั่งหรือทำอาหารโหลๆแบบบุฟเฟต์แต่เราทำอาหารแบบที่เสริฟกันในกริลล์ของโรงแรมห้าดาวเพื่อสื่อให้ทุกคนรู้ว่าในสายตาของพระเจ้าแล้วเขาเป็นคนพิเศษจริงๆ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เด็กในอุปการะผ่านมูลนิธิศุภนิมิตได้ส่งส.ค.ส.มาถึง ผมรับไว้ด้วยความดีใจแม้ว่าจะเป็นเพียงสีที่ระบายไว้อย่างหยาบๆแบบเด็กชั้นอนุบาล พระเจ้าอวยพรครอบครัวเรามากมายในปีที่ผ่านมา หนี้สินของผมลดลงจนเบาแรงลงเป็นอันมาก ผมปรึกษากันในบ้านว่าของขวัญคริสตมาสปีนี้เราจะรับอุปการะเด็กเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และผมถวายเงินส่วนหนึ่งสำหรับเป็นผ้านวมผ่านมูลนิธิที่จะนำไปแจกจ่ายในฤดูหนาวปีนี้ เที่ยงวันนี้ผมหลบออกไปห้างเพื่อซื้อของเล่น ผมนึกถึงหญิงม่ายและลูกกำพร้าสองครอบครัว ผมนึกถึงลูกของผู้รับใช้พระเจ้าบางคนที่พ่อแม่มีรายได้อย่างจำกัด คนสองสามประเภทนี้ลำพังจะหาเลี้ยงชีพก็ยากลำบากเต็มที ของที่ผมจัดหาอาจไม่ได้มีมูลค่ามากมาย แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าเตือนใจว่าในเวลาที่ผมมีความสุขให้ผมนึกถึงคนอื่นด้วย เมื่อผมฟังคริสตมาสแครอล -traditional Christmas carol จอห์น เมสัน นีล –John Mason Neale ได้เขียนเนื้อเพลง Good King Wenceslas ไว้ในปี 1853 เนื้อหาของทั้งเพลงคือความหนาวเหน็บที่เหล่าคนยากต้องเผชิญในช่วงความสุขของคนบางกลุ่มในเทศกาลคริสตมาส ในข้อความสุดท้ายของเพลงพูดถึงพระพรจะเป็นของผู้ที่นึกถึงและเอื้อเฟื้อคนเหล่านั้น ความอบอุ่นในเทศกาลคริสตมาสจะเป็นของทุกผู้คนหากผู้ที่เชื่อในพระเจ้าดำเนินตาม

In his master's steps he trod,
Where the snow lay dinted;
Heat was in the very sod
Which the saint had printed.
Therefore, Christian men, be sure,
Wealth or rank possessing,
Ye who now will bless the poor,
Shall yourselves find blessing.

ผมไม่กล้าพอจะโอ้อวดในสิ่งที่ตัวเองได้ทำเพราะผมไม่คุณความดีมากพอและผมทำน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่ผมได้รับมาตลอดชีวิต เมื่อนึกย้อนไปในอดีต...ผมจดจำความรู้สึกของตัวเองในยามที่ยื่นมือออกไปรับของขวัญได้ดี และผมยังติดตากับประกายในดวงตาของคนที่ได้รับของขวัญ เทศกาลคริสตมาสเป็นเวลาของการให้ และเวลาแห่งการรับ ผมรับมาเกินครึ่งชีวิตแล้วและเป็นเวลาที่ผมควรเป็นฝ่ายให้ ผมเห็นด้วยกับคำขวัญของมูลนิธิศุภนิมิตว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุข” เพราะผมมีประสพการณ์เช่นนั้นจริงๆ

"อย่ากลัวเลย เพราะนำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือว่าพระผู้ช่วยให้รอดได้มาบังเกิด ท่านจะได้พบพระกุมารพันผ้าอ้อมวางไว้ในรางหญ้า" ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรความสุขอย่างเหลือล้นแก่ทุกคนในเทศกาลคริสตมาสนี้ครับ

ผมประทับใจการช่วยเหลือของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยที่ไม่ใช่เป็นเพียงองค์กรการกุศล แต่เป็นองค์กรที่มีจุดมุ่งหมายของการพัฒนาคนและสังคมโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ และศาสนา เวปไซต์ของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยคือ http://www.worldvision.or.th/

Labels:


Monday, December 17, 2007

 

วันปลอดพลาสติก







ผมได้แผ่นมาอีกสองเรื่อง เป็นภาพยนตร์จากค่ายยุโรป A Touch of Spice และ Iznogoud ความประทับใจเมื่อชมภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องจบด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน แต่เป็นความรู้สึกที่ดีและไม่เคยรู้สึกดีอย่างนี้มานานแล้ว

Iznogoud เป็นภาพยนตร์ตลกชวนหัวจากผู้สร้างฝรั่งเศส เนื้อเรื่องจับความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนครแบกแดดเมื่อมหาอำมาตย์นาม Iznogoud อิสโนกูด์ ออกเสียงแล้วทำนองว่า it’s no good เลย มันไม่ดียังไงครับ ก็อำมาตย์ดังกล่าวคิดแย่งบัลลังค์จากองค์กาลิบหรือเจ้าผู้ครอง เขาใช้ทั้งเล่ห์และกลในการทำลายล้างกาลิบ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ในตะเกียง, เจ้าชายกบ, เวทย์มนต์ ท้ายสุดแล้วทุกอย่างย้อนกลับมาเข้าตัวเองทั้งสิ้น ผมยกความเก่งให้กับมิคาเอล ยุน –Michael Youn ผู้แสดงเป็นอิสโนกูด์ ที่มีบทของเขาปรากฏบนจอถึงร้อยละ 70 ผมดูไปหัวเราะไปตลอดเรื่อง ลูกนัยน์ตาของเขาเล่นหนังได้ถึงอารมณ์ดีจริงๆ ผู้กำกับสามารถทำให้ตลกทั้งเรื่องกลมกลืนอย่างน่าชม เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ภาษาฝรั่งเศส ผมจึงเลือกเปิดเป็นเสียงพากษ์ไทย แต่เมื่อดูไปเพียงครู่เดียวผมจัดแจงเปลี่ยนเป็นเสียงในฟิล์มและอ่านคำบรรยายแทน เพราะอย่างไรเสียซุ่มเสียงของความเป็นคนเจ้าอารมณ์ เสียงคำรามของยุนย่อมออกรสชาติกว่าเสียงพากย์มากมาย ในฉากที่เขาเข้าไปหาตะเกียงวิเศษมาเป็นผู้ช่วย ตะเกียงแบบอาละดิน ตะเกียงแขวนแบบโมร็อคกันในร้านทำเอาต่อมอยากได้ของผมเดือดพล่าน ฉากพรมเหาะก็ทำได้อย่างสุดยอด ผมได้สัมผัสกับอารมณ์ขันแบบฝรั่งเศสโดยแท้ เมื่อชมภาพนตร์จบ ผมเข้าไปดูเบื้องหลังการถ่ายทำ และดูขั้นตอนการเตรียมงาน พบว่าเป็นฉากสร้างทั้งหมด เขาออกแบบฉากได้อย่างปราณีตโดยค้นคว้าจากสถานที่ต่างๆ เขาลงรายละเอียดของเครื่องเรือน การเย็บปักผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียงที่ลวดลายสองหน้าไม่เหมือนกัน ในส่วนของเครื่องแต่งกายได้ออกแบบหมวกทรงอาลีบาบา การเทียบคู่สี และแม้กระทั่งสีของเครื่องแต่งกายที่ต้องเด่นเมื่ออยู่ในฉากต่างๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงสีสันฉูดฉาดร้อนแรงแบบฝรั่งเศสโดยแท้ นอกจากฉากและเครื่องแต่งกายแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้ในหนังแขกอาหรับคือการเต้นรำ นักออกแบบท่าเต้นจึงต้องทำงานหนัก ต้องฝึกสอนตัวแสดงต่างๆ แม้แต่ผู้กำกับเองก็ต้องมาหัดเต้นและเต้นนำด้วย สุดท้ายคือดนตรีซึ่งมีคละกันตั้งแต่ดนตรีดั้งเดิมและดนตรีร่วมสมัย ทำให้ผมเข้าใจว่ากว่าจะมาเป็นภาพยนตร์ได้ ผู้กำกับต้องใส่ใจในรายละเอียดอะไรบ้างและต้องอาศัยทีมงานด้านต่างๆมากมาย ในการเตรียมงานนั้น นับเป็น 95 นาทีที่ทำเอาผมหุบยิ้มไม่ลง

(Iznogoud เป็นหนังสือชวนขันของฝรั่งเศส ประพันธ์โดย Rene’ Goscinny ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆหลายภาษา เคยทำเป็นภาพยนตร์การ์ตูนมาก่อนที่จะเป็นภาพยนตร์ ฉบับที่ผมชมเป็นภาพยนตร์ในปี 2005 กำกับการแสดงโดย Patrick Braoude นำแสดงโดย Michael Youn และ Jacques Villeret)


A Touch of Spice เป็นภาพยนตร์จากกรีซอีกเรื่องหนึ่งที่ผมดู เรื่องราวเกิดขึ้นกับครอบครัวชาวกรีกที่อพยพเข้าไปอยู่ในกรุงคอนสแตนติโนเปิลหรืออิสตันบูล ประเทศตุรกีในปลายยุค ’50 เมื่อเกิดสงครามระหว่างกรีชและตุรกีเพื่อแย่งเกาะไซปรัสกัน ครอบครัวกรีกนี้จึงถูกขับไล่ออกมาจากคอนแสตนติโนเปิลในปี 1964 เหลือไว้แต่คุณตาของเขาที่ยังอยู่ที่คอนสแตนติโนเบิลเพียงลำพัง ในวัยเด็กของฟานิส –Fanis เขาอยู่ใกล้ชิดกับคุณตาซึ่งเปิดร้านขายเครื่องเทศ คุณตาของเขามักใช้สรรพคุณของเครื่องเทศมาอธิบายสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการโคจรของดวงดาว การดำเนินชีวิต ฯลฯ ฟานิสเป็นเด็กที่ใส่ใจฟังและได้ทดลองนำไปใช้จนเขาเป็นนักปรุงอาหารฝีมือเยี่ยม เมื่อต้องจากตุรกีกลับมาอยู่เอเธนส์ เขาต้องปรับตัวอย่างมากเพราะชาวกรีกไม่ได้นึกว่าเขาเป็นกรีกจากสำเนียงตุรกีที่ติดมา ฟานิสนึกถึงเพื่อนเด็กผู้หญิงตุรกีของเขามากจนกลายเป็นความผูกพันที่ไม่มีทางเป็นความจริงขึ้นมาได้ และฟานิสไม่เคยได้พบคุณตาของเขาอีกเลยจนเขากลายเป็นหนุ่มใหญ่วัยกลางคน เป็นอาจารย์สอนวิชาดาราศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้มุมกล้องสวยมาก ประเทศรอบเมดิเตอร์เรเนียนอย่างอิตาลี ฝรั่งเศส อารเบียและกรีซ เป็นกลุ่มชนที่ใช้เครื่องเทศในการปรุงอาหารเป็นอย่างมากและมีศิลปะในการประกอบอาหาร กลิ่นของเครื่องเทศบางอย่างจะเสริมกันแต่บางอย่างก็หักล้าง หรือถ่วงดุลย์กัน ความล้ำลึกจึงอยู่ที่การนำกลิ่นรสของเครื่องเทศมาอธิบายวิถีของชีวิต กรีซเป็นประเทศที่มีรากของอารยธรรมมานานเช่นเดียวกับตุรกี สีสันของวัฒนธรรม และปรัชญาทางความคิดหลายแง่มุมจึงสอดแทรกอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้เขียนได้นำเสนอแง่มุมของีวิตในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับ preparation, appetizer, main course และdesserts ไว้อย่างน่าขบคิดทีเดียว

ผมตั้งใจจับผิดเต็มที่สำหรับฟานิสในวัยเด็กที่มีไฝเหนือริมฝีปาก แต่ผู้กำกับก็ยังละเอียดพอที่จะให้ฟานิสในวัยยี่สิบและสี่สิบมีไฝด้วย หลายสิ่งที่ผู้เขียนตั้งไว้เป็นโจทย์ก็มีคำตอบในตอนท้ายด้วยเช่นกัน ฉากที่พ่อของฟานิสย้อนคิดถึงการตัดสินใจที่จะต้องอพยพจากอิสตันบูลในครั้งนั้นก็เพื่อรักษาความเชื่อในศาสนาดั้งเดิมไว้ บ่งบอกถึงความปวดร้าวที่ต้องเลือกศรัทธาแม้ว่าเขาจะต้องละทิ้งอิสตันบูลที่เขารักมากมาย ในฉากริมทะเลที่เด็กชายฟานิสและเพื่อนนั่งเล่นกัน ลมหอบหนึ่งพัดพาร่มสีส้มลอยไปไกลเหมือนกาลเวลาที่เปลี่ยนไปไม่หยุด สีที่สดของมันก็เหมือนความร้อนแรงของเครื่องเทศ หากสังเกตให้ดีจะเห็นร่มคันดังกล่าวลอยล่องอยู่ในหมู่ดวงดาวในไตเติลเปิดเรื่อง คุณตาสอนฟานิสว่าความร้อนแรงของพริกไทก็เหมือนกับความร้อนของดวงสุริยาแต่ความละมุนของอบเชยก็เหมาะกับแสงจันทรา ฟานิสใช้ทารกแรกคลอดกับนมมารดาเปิดเรื่องเล่าชีวิตของเขาได้อย่างน่าประทับใจเพราะนั่นเป็นอาหารมื้อแรกของมนุษย์ทุกคนเลยทีเดียว

(A touch of spice อำนวยการสร้างโดย Tassos Boulmetis นำแสดงโดย George Corraface, Ieoklis Michaelidis, Renia Loizidou เป็นภาพยนตร์ในปี 2003)

A touch of spice เป็นภาพยนตร์ที่อยู่นอกสายตาของนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ผมลองเข้าไปอ่านบรรดานักวิจารณ์ทั้งหลายส่วนหนึ่งให้คะแนนเพียงสองถึงสามดาว และอีกส่วนหนึ่งคือสี่ดาวครึ่งถึงห้าดาว ผมจัดการไล่ดูบรรดานักวิจารณ์สามดาวพบว่าเป็นนักวิจารณ์จากโลกใหม่ นักวิจารณ์แต่ละคนมีประสพการณ์และมุมมองที่ต่างกัน ยิ่งมาจากดินแดนไร้วัฒนธรรมก็ยากยิ่งที่จะเข้าใจสิ่งที่ผู้สร้างภาพยนตร์จะสื่อถึงเพราะมันลึกซึ้งเกินความเข้าใจของมันสมองระดับนั้น สิ่งที่สองดาวสามดาววิจารณ์มักจะเป็นประเด็นของพล็อตเรื่อง ความสมเหตุสมผล แต่สำหรับผมซึ่งไม่ใครจัดที่ให้ยืนบนโลกภาพยนตร์ผมมักถามตัวเองว่าผมได้สาระและแง่คิดอะไร ผมเห็นวัฒนธรรมใด ปรัชญาแนวคิดใดที่ต่างจากแนวคิดแบบตะวันออก ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องที่ผมดูเมื่อวันหยุดที่ผ่านมาทำให้ผมเห็นอะไรมากมายที่เหนือกว่าภาพยนตร์จากโลกใหม่ ฮอลลีวูดมีเพียงเทคโนโลยี เราจะไม่พบชีวิตจริงจากภาพยนตร์ของอเมริกาเลยเพราะเขาสร้างหนังเพื่อหลอกตัวเอง พระเอกนางเอกของภาพยนตร์ฮอลีวูดจึงเป็น idealistic มากกว่าจะเป็น realistic หากให้ผมนิยามคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมหนังของโลกใหม่ในทศวรรษนี้คงหนีไม่พ้นคำว่า “พลาสติก”

Labels:


 
ไม่ได้เข้ามาติดรูปประกอบเพราะมัวแต่ไปเที่ยวอีกแล้ว แขนผมที่อักเสบจากการคลิ๊กเมาส์มาซ้ำด้วยการถือกล้องถ่ายรูปทำเอาผมชาไปทั้งแขน คงอีกระยะใหญ่เลยที่ผมจะกลับมาโพสต์รูปได้อีก รวมลิงค์เก่าๆที่ผมเคยโพสต์ภาพซานดิเอโกไว้ข้างล่างนี้ครับ

11 ความประทับใจในซานดิเอโก
http://www.pantown.com/board.php?id=3414&area=1&name=board4&topic=4099&action=view
สีสันของซานดิเอโก http://www.pantown.com/board.php?id=14755&area=1&name=board1&topic=638&action=view
ซานดิเอโก เมดิเตอร์เรเนียนในฝั่งตะวันตก http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E5933839/E5933839.html

เนื้อหาที่ผมนำมาเขียนผมอ้างอิงจากหนังสือสองสามเล่มต่อไปนี้

Nancy Hendrickson. San Diego Then and Now
Ester Labi. California Eyewitness Travel Guides
Andrea Schulte-Peevers, et al. Lonely Planet California

Tuesday, December 11, 2007

 

ไปสูดกลิ่นอายเม็กซิกัน



เมืองเก่าอยู่หลังท่ารถ ถนนในเขตเมืองเก่าเป็นดินทรายแห้งแล้ง เขาอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนเก่าไว้ให้ใกล้เคียงของเดิม อาคารเก่าเหล่านี้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้บุกเบิกในยุคแรกๆ บางอาคารก็ดัดแปลงเป็นร้านขายของที่ระลึกก็มี อาคารเหล่านี้ปลูกสร้างด้วยดิน อิฐและปูนโดยมีเครื่องหลังคาเป็นไม้และมุงกระเบื้อง บ้านโคโลราโด –Colorado house เขาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ของเวลส์ ฟาร์โก ในยุคตื่นทอง นายธนาคารอย่างนายเวลส์และนายฟาร์โกข้ามมาจากฝั่งแอตแลนติกมายังแคลิฟอร์เนียเพื่อเปิดสถานที่รับฝากเงิน แลกเปลี่ยนเงินตรา รวมถึงการส่งเมล์ต่างๆโดยใช้รถม้า ทุกวันนี้สินทรัย์ของเวลส์ ฟาร์โก แอนด์ คัมปะนี มีหลายพันล้านดอลลาร์ บ้านของเอสตูดิลโล –Casa de Estudillo เป็นอีกแห่งที่ผมประทับใจมาก เจ้าของบ้านคือกัปตัน ดอน โฮเซ่ อันโตนิโญ เอสตูดิลโล –Don Jose Antonio Estudillo ชาวสเปนที่เข้ามาตั้งรกรากที่นี่ บ้านหลังนี้เกิดขึ้นในปี 1825 เดิมปลูกเป็นรูปตัวแอล ต่อมาได้ต่อเติมเป็นรูปตัวยู เขาแบ่งอาคารเป็นห้องต่างๆ มีตั้งแต่ห้องนั่งเล่น ห้องนอนเจ้าของบ้าน ห้องเด็ก ห้องหนังสือ ห้องแม่บ้าน ครัว มีวิหารเล็กๆในบ้านและห้องพักของบาทหลวงประจำบ้าน ภายในบ้านแสดงข้าวของเครื่องใช้ เปียโน หม้อกรองน้ำจากหินภูเขาไฟ ทำเอาผมฝันจะมีบ้านอย่างนี้สักหลังในชีวิตนี้ ข้างๆเป็นบ้านของบานดินี –Casa de Bandini เขาเป็นลูกเขยของเอสตูดิลโล แต่เดิมเป็นอาคารชั้นเดียว และขายกันมาหลายทอดจนถึงมือของอัลเฟรด ซีลีย์ –Alfred Seeley ในปี 1869 จึงได้มีการต่อเติมเป็นสองชั้นและเปิดเป็นโรงแรมชื่อคอสโมโพลิแทน –Cosmopolitan hotel ซึ่งยังเปิดทำการมาจนทุกวันนี้ เขาทำชั้นบนเป็นโรงแรมที่พักอาศัย ส่วนอาคารชั้นล่างเป็นภัตตาคารชึ่งมีมากมายหลายห้อง รวมถึงส่วนของสวนกลางอาคารด้วย ทางโรงแรมจัดให้พนักงานชายหญิงแต่งกายแบบโบราณมาเดินทักทายนักท่องเที่ยว ระหว่างที่ผมกำลังบันทึกรูปอยู่ มีคนบอกผมว่าให้เข้าไปถ่ายรูปในอาคารเพราะข้างในสวยมากๆ ผมฉวยโอกาสพาซื่อเข้าไปถ่ายรูปข้างในซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ว่าอะไรที่เห็นผมเข้าไปตั้งกล้องเพื่อถ่ายรูป ห้องข้างในสวยจริงๆ ผนังทาสีนวลตาและเขียนลายเป็นขอบคิ้วประกอบกับหน้าต่างกระจกสี ลายฉลุไม้ การตกแต่งทำให้ห้องต่างๆออกแนววินเทจโดยแท้ ถัดไปไม่ไกลนักผมเดินมาหยุดที่โบสถ์อิมมาคูเลท คอนเซปชัน -Church of Immaculate Conception เป็นโบสถ์คาทอลิคที่เรียบง่ายปลูกตามแบบสเปน โบสถ์หลังนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1868 โดยพระคุณเจ้าอันโตนิโญ ดี อูบาค –Antonio D Ubach สร้างกันแบบมาราธอนอยู่ 50 ปีเต็ม ภาพสีเฟรสโกหลังอาคาร และกระจกสีประดับหน้าต่างงามล้ำเลิศ การตกแต่งเรียบง่ายน่าเลื่อมใส

เผลอแผล็บเดียวห้าโมงเย็นพระอาทิตย์ลงต่ำเต็มที ผมยังดูไม่ถึงครึ่งเลย เมื่อพระอาทิตย์ตก ผมจำใจเก็บกล้องและเปลี่ยนไปหาซื้อของที่ระลึกแทน เดินเข้าเดินออกร้านรวงต่างๆ แน่นอนที่ผมไม่พลาดคือตลาดเก่าแก่อย่างบาซาร์ เดล มุนโด- Bazaar del Mundo บรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองเก่าคึกคักมาก เต็มไปด้วยแสงสี เสียงดนตรีแบบเม็กซิกันจากกีตาร์ แบนโจและไวโอลิน และเพลงภาษาสเปน กระหึ่มพาให้นักท่องเที่ยวต่างเจริญอาหารกันถ้วนหน้า ผมเลือกซื้อถ้วยช๊อตกลับมา ส่วนของอื่นหาไม่ได้เพราะของแพงมาก แพงกว่าที่ซานฟรานฯ ผมคาดผิดว่าของจากเม็กซิโกจะถูก แต่ผมก็ลืมคิดไปอย่างว่าของแฮนด์เมดในเมืองฝรั่งเป็นของแพง พริกพวงใหญ่ที่ทำจากดินเผาเคลือบสีดึงดูดผมจนติดหนับ ความคิดผมวนเวียนแต่พริกจนหมดสนุก ในที่สุดก็ตัดใจเพราะเห็นแล้วว่าแพ็คยาก เวลาเขาโยนกระเป๋าเพื่อขนย้ายจะทำให้พริกกระทบกันแตกแน่ๆ และผมไม่สดวกหิ้วขึ้นเครื่อง ผมได้แต่ตัดใจจับรถกลับเข้าเมือง ของที่ระลึกของฝากทั้งหลายฝากความหวังไว้ที่สนามบินซานฟรานฯซึ่งถูกกว่า

แต่แรกผมตั้งใจว่าจะนั่งรถข้ามสะพานไปโรงแรมโครอนนาโด -Coronado hotel บนเกาะที่อยู่หน้าอ่าว ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ นับเป็นไฮไลต์หนึ่งของเมืองและผมจะได้ภาพเมืองกลางคืนผ่านหน้าอ่าวด้วย ผมมารอรถเมล์ที่หน้าฮอร์ตันพลาซา ลมหนาวพัดมาพร้อมกับละอองฝนเล็กๆทำเอาผมสั่นงันงก ผมไม่คาดว่าตกค่ำอุณหภูมิจะลดลงต่ำมากเท่านี้ รถเมล์ไม่มาเสียที และผมก็(เพิ่ง)ได้คิดว่ารู้จักพอมั่งนะ เที่ยวมาทั้งวันแล้ว เมื่อคิดได้ก็กลับเข้าฮอร์ตันพลาซาเพื่อไปถ่ายรูป (ด้วยความไม่รู้จักพอ) พลาซาเขาเล่นพื้นต่างระดับหลายชั้นจนเวียนหัว จัดร้านค้าเป็นโซนตามประเภทสินค้า ชั้นบนสุดเป็นร้านอาหาร ที่นี่เป็นศูนย์การค้าแห่งเดียวของเมือง มีขนาดเล็กพอๆกับสยามเซ็นเตอร์ ผมตั้งใจจะซื้อขวดพริกไทยของ Oxo แต่หาร้านขายเครื่องครัวไม่เจอ ที่ชั้นล่างของพลาซามีซุปเปอร์มาร์เกตใหญ่ ผมเข้าไปเลือกหาวิตามินต่างๆกลับมาเกือบสิบขวดด้วยราคาเพียงครึ่งหนึ่งของที่จำหน่ายในบ้านเรา เห็นของกินแล้วเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ทานข้าวเย็น จัดการซื้อหาโยเกิร์ต แซนด์วิช ผลไม้ น้ำผลไม้และนมเอากลับไปทานที่ห้อง ผมซื้อของที่ระลึกเพิ่มเติมเพราะเห็นว่าราคาถูกกว่าร้านข้างนอกเล็กน้อย จานตั้งโชว์ที่ร้านมีสองแบบ แบบหนึ่งสวยมากแต่พอดูแล้วผมกลับไปเลือกเอาอีกแบบที่สวยน้อยกว่า แบบแรกที่เขาวาดมีเพียงสวนบัลโบแห่งเดียวที่ผมไปถึง แต่จานอีกใบมีรูปสถานที่ในซานดิเอโกที่ผมไปเที่ยวมาเกือบทุกแห่ง ขืนเลือกแบบแรกมาผมก็โม้ไม่ออกซิครับหากมีใครถามว่ามันเป็นอย่างไร ผมหอบหิ้วถุงเต็มสองมือออกมาถ่ายรูปหน้าร้าน Abercrombie & Fitch รปภ.ที่ดูแลศูนย์การค้าเข้ามาบอกผมว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมจัดการเถียงว่าทำไมจะไม่ได้ เขาบอกว่าถ่ายทั่วๆไปได้แต่ถ่ายเข้าไปในร้านไม่ได้ ผมเถียงอีกว่าได้เพราะแฟชั่นพวกนี้เปิดเผยต่อสาธารณชนแล้ว ผมจะเดินเข้าไปถ่ายในร้านเขาเลยก็ยังได้เลย หน้าร้านเขาไม่มีป้ายห้ามถ่ายรูป ทำเอารปภ.ล่าถอยไป ส่วนผมที่ทำใจดีสู้เสือก็รีบเผ่นเหมือนกัน


ผมกลับมาดูทีวีและกินของทุกอย่างที่เหลือ เก็บนมแช่เย็นไว้ทานกับซีเรียลตอนเช้านิดหน่อย รื้อของออกมาจัดกระเป๋าทั้งๆที่ตาผมปิดอยู่แล้ว ผมหลับไปตอนห้าทุ่มเศษด้วยความเหน็ดเหนื่อย เสียงนาฬิกามือถือปลุกผมหกโมงครึ่งให้ขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวและลงมือเปิบให้ทันรถมารับผมตอนโมงครึ่ง ผมยกลังที่พี่ชัยฝากกลับเมืองไทยลงไปไว้ข้างล่างก่อน รถที่มารับผมมาพร้อมกับที่ผมลงไปพอดี กลับไปนำกระเป๋ามาขึ้นรถแล้วก็มุ่งหน้าไปสนามบิน แดดอ่อนๆในยามเช้าขับไล่หมอกให้จางหายไป วันนี้แดดแรง ลมแรง ท้องฟ้าสีเข้มเหมือนตั้งใจมาส่งผมกลับบ้าน ฝนฟ้าไม่ค่อยเป็นใจกับการเที่ยวเสียเลย เมื่อออกตั๋วเสร็จเรียบร้อยก็ฆ่าเวลาด้วยการช๊อปปิง ผมได้หนังสือจากร้านฮอลล์มาร์คและของเล่นพื้นเมืองอีกสองชิ้น ยังเหลือเวลาให้นั่งจิบสตาร์บั๊คแกล้มคุ๊กกีและอ่านหนังสือที่เพิ่งซื้อมา จากซานดิเอโกผมนั่งเครื่องย้อนขึ้นไปที่ซานฟรานซิสโก ผมมีช่วงเวลานาทีทองวิ่งหาของฝากชั่วโมงครึ่งระหว่างรอเปลี่ยนเครื่อง และอีกหนึ่งชั่วโมงที่สนามบินนาริตะเพื่อซื้อน้ำหอม นับว่าสามารถหาของทุกอย่างได้ครบตามที่ต้องการ ตลอดทางกลับบ้านจากซานดิเอโกถึงกรุงเทพฯ 20 ชั่วโมง ผมตาลืมโพลงตลอด ดูหนังจนเบื่อแล้วเบื่ออีก

จบแล้วครับ

Labels:


Thursday, December 06, 2007

 

ซานดิเอโกในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจ




ผมตื่นเช้าตามเคย รีบอาบน้ำแต่งตัวลงมาทานอาหารเช้า วันนี้ผมทำวัฟเฟิลทานเอง เขาผสมแป้งไว้ให้แล้ววางไว้เป็นถ้วยๆ ผมเพียงแต่เทแป้งลงไปในพิมพ์ พอปิดฝาบิดพลิกกะทะไปอีกด้านหนึ่งสวิทซ์ก็จะทำงาน เมื่อได้เวลาเสียงกริ่งจะดังขึ้นและตัดไฟอัตโนมัติ ผมจัดการแคะออกมาจากกะทะวางลงในจาน อากาศหนาวๆกับวัฟเฟิลร้อนๆราดด้วยไซรัปอร่อยอย่าบอกใครเลยครับ ผมรู้ว่าพรุ่งนี้รถจะมารับผมไปสนามบินแต่เช้าก่อนเวลาอาหาร ผมหยิบซีเรียลสองกล่องและแอบเปิลติดมือกลับขึ้นบนห้องพักไว้สำหรับพรุ่งนี้เช้า แปดโมงตรงได้ฤกษ์ออกจากที่พักไปเที่ยว ผมมีอาหารเที่ยงเป็นแซนด์วิชและไปหยิบแอบเปิลมาอีกลูกหนึ่ง...งกชามัดเลยเรา

ก่อนอื่นผมตรงไปถนนเลียบอ่าวก่อน-Harbor Dr เพื่อดูเรือ Star of India ผมไปถึงเรือยังไม่เปิดเลย และถึงเปิดก็ไม่ได้ขึ้นไปชมอยู่ดี เวลาผมมีจำกัดอย่างนี้คงได้แต่ขี่ม้าชมสวนเท่านั้น บริเวณริมอ่าวส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์การเดินเรือ มีเรือหลายลำรวมทั้งเรือดำน้ำจอดลอยลำอยู่ แต่จุดเด่นคือเรือ Star of India เรือลำนี้ต่อขึ้นที่เกาะไอเซิล ออฟ แมน –Isle of Man ประเทศอังกฤษ ในปี 1863 โดยใช้ชื่อแรกเริ่มว่า ยูเทอร์เป้ –Euterpe เพื่อใช้เป็นเรือสินค้าไปอินเดีย เรือถูกขายต่อมาหลายทอดและถูกดัดแปลงไปใช้ทำประมงด้วย จนหมดสภาพ เขาเลยลากเรือมาทิ้งไว้ที่นี่ตั้งแต่ปี 1923กะว่าจะซ่อม เวลาผ่านไปร่วม 50 ปี ในที่สุดเขาเรี่ยไรกันซ่อมจนเหมือนเดิมและจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ รูปทรงของเรือลำนี้สวยมากครับ ถัดลงไปจากพิพิธภัณฑ์เป็นท่าเทียบเรือเดินสมุทร ผมเห็นเรือ Summit จอดเทียบท่าอยู่ ขนาดของเรือสูงประมาณตึก 10 ชั้น ตลอดแนวถนนเลียบอ่าวเขาตั้งเก้าอี้ยาวให้นั่งพักผ่อน ลวดลายบนแผ่นกระเบื้องที่ปูบนม้านั่งเป็นลายบ้างรูปบ้างเขียนด้วยมือก่อนนำไปเผา สลับกับงานปฏิมากรรมที่จัดตั้งโชว์ไว้ มีทั้งงานไม้ งานโลหะและงานปั้นหลายแบบทำให้ถนนเลียบอ่าวเหมาะเป็นที่พักผ่อนเป็นอย่างมาก

ผมเดินข้ามถนนกลับมาสถานีรถไฟซานตาเฟเพื่อถ่ายภาพ ตามประวัติกล่าวว่าเดิมเป็นอาคารไม้ แต่เมื่อซานดิเอโกจัดงานเอ็กซโปในปี 1915 เขาได้รื้อสถานีไม้ลงและสร้างใหม่เพื่อให้ทันสมัยรับกับงานดังกล่าว ลวดลายการประดับกระเบื้องของอาคารตึกทั้งภายนอกและภายในงดงามมาก ผมเห็นคานหลังคาโค้งรับน้ำหนักส่วนบน โคมไฟแบบวิคตอเรียห้อยลงมาจากเพดาน ม้านั่งยาวมีพนักที่ทำจากแผ่นไม้ยาวหน้าแคบๆเรียงต่อกันเป็นชิ้นเดียวอย่างสวยงาม เมื่อเหลือบดูเวลาก็คิดว่าผมต้องเดินทางต่อแล้ว คิดว่าจะไปสวนบัลโบ -Balboa park ก่อน ผมตรงไป ออฟฟิศขายตั๋ววัน -daypass ของรถราง MTS (Metropolitan transit system) ใกล้ๆกับถนนบรอดเวย์ –Broadway St. ตั๋วราคา 5 เหรียญ ผมจะขึ้นจะลงกี่เที่ยวก็ได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยวและเวลา นั่งได้ทั้งรถรางและรถเมล์

เมื่อได้ตั๋วรถแล้ว ผมก็ขึ้นรถเมล์มุ่งหน้าสู่สวนสาธารณะบัลโบ –Balboa park ทันที บัลโบถือกำเนิดจากการจัดงานแสดงสินค้า Panama-California Exposition ในปี1915 พื้นที่ว่างเปล่า 1,400 เอเคอร์บนเขานอกแกสแลมป์ควอเตอร์ได้รับการพัฒนาขึ้น แต่เดิมสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ทำจากฟาง ปูนปลาสเตอร์ และวัสดุชั่วคราวอื่นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีการซ่อมแซมและในที่สุดก็ทดแทนด้วยวัสดุถาวร ผมลงรถที่สวนกุหลาบและสวนตะบองเพชรซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ชาติพันธ์ -Natural History Museum ที่หน้าพิพิธภัณฑ์มีแถวคนต่อคิวซื้อตั๋วยาว ผมไปเมียงมองดูเห็นเขาขึ้นป้าย Dead sea scrolls ผมอดไม่ได้จะต้องยื่นหน้าไปถามว่า ม้วนหนังสือของจริงหรือเปล่า สมองคำนวณอุตลุดเลยว่าจะยอมจ่ายสามสิบเหรียญเข้าไปดูดีหรือไม่กับเวลาที่จำกัดอย่างนั้น ม้วนหนังสือจากทะเลตาย หรือ Dead sea scrolls คือม้วนหนังสือบนกระดาษปาปิรุสที่จารึกพระคัมภีร์อิสยาห์ เขาขุดพบที่ในถ้ำคุมราน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลตาย เป็นม้วนพระคัมภีร์ฉบับคัดลอกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมีอายุมากกว่า 300 ปีก่อนคริสตกาลหรือประมาณ 2,300 ปีมาแล้ว นับเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ ผมไม่แน่ใจว่าผมจะได้เข้าไปดูใกล้ๆ ได้ถ่ายรูป ได้อ่านเรื่องราวทั้งหมด เลยตัดสินใจเก็บเงินขึ้นไว้หาหนังสือภาพของ Dead sea scrolls ดีกว่า ผมเดินตามเสียงแซกโซโฟนเข้าไปใน คาซา เดล ปราโด –Casa del Prado โถงทางเดินยาวเหยียดทะลุไปถึงอีกฝั่งถนนหนึง อาคารปราโดหลังนี้เป็นอาคารสองชั้น ทุกวันนี้เขาปรับปรุงให้เป็นโรงเรียนและสมาคมต่างๆที่เกี่ยวกับดอกไม้และพืชสวน ผมติดใจที่อาคารหลังนี้มีสวน –courtyard อยู่กลางอาคาร ผมคิดจะถ่ายรูปตัวเองนั่งเก้าอี้เหล็กดัดในคอร์ทยาร์ดสักหน่อย ควานหาเพลทยึดกล้องกับขาตั้งไม่พบ ผมคงถอดเพลทออกจากขาตั้งและทิ้งไว้ที่โรงแรม ทำเอาผมหัวเสียพอสมควรที่ถือขาตั้งกล้องมาด้วยแต่ใช้ไม่ได้ ติดกับอาคารเป็นเรือนต้นไม้ –botanical garden ซึ่งปลูกเป็นซี่ไม้ระแนง เขารวบรวมพันธ์พืชต่างๆไว้ข้างใน ฝั่งตรงข้ามกับคาซา เดล ปราโด เป็นอาคารคาซา เดอ บัลโบ Casa de Balboa ถูกดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์เช่นกัน สวนข้างอาคารจัดเป็นสวนแบบสเปน เงียบสงบและสวยงาม เดินมาตั้งแต่เช้า ท้องผมเริ่มหิวแล้ว ผมเดินย้อนกลับไปที่สวนกลางอาคารคาซา เดล ปราโด เพื่อหามุมสงบกับเก้าอี้เหล็กดัดสีสนิมทองเหลืองและนำเอาแซนวิชที่เหลือจากเมื่อคืนออกมารับประทาน ปิดท้ายด้วยแอบเปิลหนึ่งลูก ผมยังมีคุ๊กกีอีกชิ้นหนึ่งติดมาทานกับกาแฟตอนบ่าย

ผมเดินออกไปข้างหน้า ผ่านลานปานามา –Plaza de Panama ออกไป เขากำลังซ่อมลวดลายประดับอาคารพิพิธภัณฑ์ศิลปะ –San Diego Museum of Art ผมเห็นอาคารหลังนี้มาก่อนจากหนังสือนำเที่ยว เลยเดินต่อออกไปถึงพิพิธภัณฑ์มนุษย์ San Diego Museum of Man ด้านหน้าอาคารก็กำลังซ่อมเช่นกัน อาคารหลัง (แคลิฟอร์เนียบิลดิง –California building)นี้ผมเห็นแล้วนึกว่าเป็นโบสถ์เสียอีก เขาทำหอสูง (เรียกกันว่า แคลิฟอร์เนียทาวเออร์-California tower)เหมือนหอระฆัง และที่นี่ถูกใช้เป็นไฮไลท์ของสวนสาธารณแห่งนี้ มีเรื่องตลกที่เกิดขึ้นคือบรรดาสุภาพสตรีพยายามเยกร้องที่จะเปลี่ยนชื่อ Museum of Man เป็น Museum of Man and Woman ข้างๆพิพิธภัณฑ์เป็นโรงละครเดอะโกลบ -the Globe theatre เขากำลังติดตั้งเวที คืนนี้จะมีละครกลางแจ้งในเทศกาลละครของเช็คสเปียร์ ถ่ายรูปรอบๆจนหนำใจแล้วผมข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็น Museum of Living Art เห็นมีห้องนิทรรศการภาพถ่าย มีอาคารพิพิธภัณฑ์มิงเก้ Mingei International Museum ซึ่งปลูกแบบโบสถ์สเปนแท้ๆเลย มีระฆังที่แขวนอยู่ในช่องกำแพง ผมผ่านหน้าอาคารออกไปสู่สวนญี่ปุ่น และออกไปสู่ออร์แกนพาวิลเลียน –Organ Pavilion ลักษณะเป็นเวทีกลางแจ้งในลานรูปวงกลม เป็นอาคารสองชั้น พื้นยกด้านหน้าเป็นเวที มีประตูม้วนที่ปิดไว้เป็นฉากหลัง เบื้องหลังประตูม้วนบานนั้นคือออร์แกนลม –pipe organ ขนาดยักษ์ที่ตระกูลสเปร็คเกิลส์ -Spreckels ได้สร้างเพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่ชาวเมืองซานดิเอโก ตระกูลนี้ช่างร่ำรวยดีแท้และไม่รวยเปล่าแต่รู้จักคืนคุณให้กับแผ่นดิน กิจการโรงมหรสพ สัมปทานการเดินรถอยู่ในเงื้อมมือของสเปร็คเกิลทั้งสิ้น เหล็กที่นำมาทำท่อลมของออร์แกนมีน้ำหนักถึง 45,000 กิโลกรัมเลยทีเดียว

บ่ายแล้ว ผมนั่งรถกลับเข้าเมืองเพื่อไปเดินที่แกสแลมป์ควอเตอร์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อ150 ปีที่แล้วราวปี 1867 ชายคนหนึ่งชื่อ อลองโซ ฮอร์ตัน –Alonzo Horton เขาได้เข้ามากว้านซื้อที่ดิน 960 เอเคอร์ ซึ่งในปัจจุบันคือใจกลางดาวน์ทาวน์ของเมืองแล้วจัดการขีดตารางแบ่งถนนและที่เป็นแปลงๆจัดสรรที่ดิน เขามีออฟฟิศขายอยู่ที่ซานฟรานซิสโกและประกาศขายที่ในย่านแกสแลมป์เป็นที่ดินในโลกอนาคต ขณะนั้นดาวน์ทาวน์ของเมืองอยู่ในเขตเมืองเก่าที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวซานดิเอโก ใครจะคาดเลยว่าอีกยี่สิบปีต่อมาเมืองจะขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนเป็ฯเมืองที่ใหญ่ลำดับที่เจ็ดของอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีทางรถไฟตัดลงมาจากลอสแองเจลิสในคราวฉลองงานเอ็กซ์โปในปี 1915 ประมาณปี 1880 ย่านแกสแลมป์ได้รับสมญาว่าเป็น Stingaree เนื่องจากเต็มไปด้วยบ่อน ซ่องนางโลม โรงเหล้าโรงฝิ่น เมื่อผมเดินไปตามถนนฟิฟท์เอวินิว – Fifth Av. จากจุดตัดถนนมาร์เกต –Market St. ลงไปถนนเอฟ – F St. และถนนจี – G St. ผมเริ่มเดินตั้งต้นจากโรงแรมลินคอล์น Lincoln hotel (1913) ซึ่งลักษณะของอาคารมีกลิ่นอายแบบจีน เดินผ่านแถวยาวของอาคารแบคเคสโต Backesto building กำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1873 ถัดจากอาคารดังกล่าวเป็นศาลาว่าการเมืองดั้งเดิม –Old City Hall ผมเดินข้ามไปอีกฝั่งถนนหนึ่งและเดินย้อนกลับ ผ่านอาคารยูมา –Yuma building อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1882 สร้างด้วยอิฐเป็นหลังแรกๆของเมือง ส่วนล่างของอาคารเป็นร้านค้า ชั้นบนเป็นโรงแรม ที่หัวถนนเอฟเป็นที่ตั้งของอาคารมาร์สตัน ซึ่งใช้เป็นห้างสรพสินค้าแห่งแรกของเมือง ผมมาหยุดอยู่สุดท้ายที่อาคารธนาคารลูอิส - Louis Bank of Commerce ซึ่งกำเนิดเมื่อปี 1880 เป็นสิ่งปลูกสร้างจากแกรนิตหลังแรกๆของเมือง ธนาคารดำเนินกิจการมาได้เพียงห้าปีก็เลิกกิจการ ตึกธนาคารกลายเป็นบาร์และบ่อน ชื่อของไวแอท เอิร์พ -Wyatt Earp นายทุนนักกฎหมายยังปรากฏอยู่หน้าอาคารลูอิส ในช่วงปี 1880 เขาเปิดบ่อนถึงสามแห่งด้วยกันในย่านดังกล่าว อาคารทั้งหมดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารประวัติศาสตร์ จากแกสแลมป์ผมนั่งรถกลับที่พักเพื่อไปเอาเพลทติดขาตั้งกล้องก่อนที่จะจับรถไปเมืองเก่า



แม้ว่าจะไม่มีขาตั้กล้อง แต่ผมก็ถ่ายรูปของตัวเองออกมาได้

Labels:


Wednesday, December 05, 2007

 

ลัลลา...ซานดิเอโก






เครื่องบินผ่านอ่าวซานดิเอโกเข้ามาทำให้ผมมองเห็นเรือรบจอดเรียงรายอยู่ หลังจากที่บินวนและร่อนลงต่ำเหนือเขตดาวน์ทาวน์ให้ได้เห็นตึกระฟ้ากันอย่างจะจะตา เครื่องก็ลงจอดตรงเวลา 12.30น. ผมผ่านออกมารอรถ shuttle van ของ Cloud99 ที่ผมจองผ่านอินเตอร์เนต วันนั้นผมนั่งยืดเต็มที่เพราะทั้งรถมีผมคนเดียวเนื่องจากผมให้เขาส่งที่ Hyatt Mission Spa and Resort ซึ่งไม่ได้เข้าเมือง ไปถึงโรงแรมผมจัดการเช็คอินเพียงยื่นบัตรเครดิตให้เขารูดไว้เป็นหลักฐานแล้วก็ได้กุญแจห้อง ยุ่งยากเล็กน้อยเนื่องจากแผนกต้อนรับและลงทะเบียนอยู่ที่หนึ่ง ที่พักมีหลายปีก หลายอาคารก็ไปอีกที่หนึ่ง สถานที่จัดประชุมก็อยู่แยกไปอีกอาคารหนึ่ง เมื่อผมเปิดเข้าไปในห้องที่เขาจัดไว้ให้ก็คว้ากล้องมาถ่ายรูปกันเลย มันคือห้องชุดสุดหรูแยกส่วนของมินิบาร์ ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น และระเบียง จากระเบียงห้องผมมองเห็นทะเลสาป อีกด้านหนึ่งผมเห็นท่าจอดเรือยอชท์ ผมไม่มีเวลาเอ้อระเหยมากนอกจากรีบล้างหน้าแต่งตัวลงไปห้องจัดงานข้างล่าง

เรื่องฝึกอบรมเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย เนื้อเรื่องไม่น่าเบื่อแต่คนน่าเบื่อมาก อากาศที่ซานดิเอโกดีมาก แดดจัด ฟ้าใสสีเข้มและลมแรง เป็นลมที่หนาวสะท้าน ทุกครั้งที่พักเบรกผมจะหอบกล้องและถ้วยกาแฟออกมาเดินเลียบทะเลสาป ไปยืนดูเขาตกปลา ส่งเสียงทักทายกัน อดแปลกใจไม่ได้ที่นิสัยคนข้างนอกนี่มันต่างจากสันดานคนที่อยู่ในห้องประชุมลิบลับ ผมเลยได้รูปทะเลสาปมาเยอะหน่อย มิชชั่นเบย์ –Mission bay พื้นที่แถบนี้เดิมเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ หากน้ำลงก็เป็นเพียงดินเลน จนกระทั่งปี 1944จึงได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นสวนสาธารณะสำหรับกิจกรรมทางน้ำโดยเฉพาะ มื้อค่ำเขาเป็นงานรีเซพชั่น อุณหภูมิลดต่ำลงฮวบฮาบหลังพระอาทิตย์ตก ผมเห็นเขาเอาตะเกียงแกสออกมา รูปทรงเหมือนเสาไฟสนาม เหล็กเผาไฟมันแผ่ความร้อนออกมาสร้างความอบอุ่นให้กับเราได้บ้าง ความที่ทานอาหารฝรั่งติดกันหลายมื้อผมท้องผมไม่ย่อยพวกเนื้อสัตว์อีกแล้ว ผมทานได้แต่สลัด ผลไม้ เบรกไหนที่เขาจัดคุ๊กกีให้ผมจะใช้นิสัยเดิมหยิบ 2 ชิ้นเอาไว้กินกลางคืนแทนดินเนอร์พร้อมกับโยเกิร์ตและแอบเปิล เวลาไปเมืองนอกทีผมมักจะผอมโกรกกลับมาเพราะห่วงเที่ยว กินน้อยและเดินใช้พลังงานทั้งวัน ตกกลางคืนผมออกมาตากลมหนาวดูดาวที่ระเบียง ไกลออกไปผมเห็นราวไฟเหมือนสะพานกะว่าพรุ่งนี้จะออกไปเดินดูหน่อยว่าเป็นอะไร คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่กับห้องหรูๆดีกว่า

วันรุ่งขึ้นก็นั่งเรียนหนังสือกันต่อ ผมแจ้งเขาว่าผมจะไม่ไปทานอาหารค่ำด้วย พอเลิกเรียนผมสอบถามเส้นทางเดินไปหาด pacific beach และออกเดินทางทันทีโดยไม่รีรอ ต้องไปให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตก เดินไปถ่ายรูปไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง ผมผ่านสวนสนุกเบลมองต์ –Belmont park ที่ตั้งอยู่ที่ถนนเลียบหาด ถนนเลียบหาดมีกำแพงกันคลื่นซัด หน้ากำแพงคือหาดทรายผืนใหญ่ อีกซีกของถนนเป็นบ้านตากอากาศ 1-2 ชั้น หากเดินไปทางเหนือจะไปถึงท่าเรือคริสตัล –Crystal pier มีคนมาเล่นเซิร์ฟกันมากพอสมควร ที่มาเป็นครอบครัวก็มี ผมเห็นเด็กๆเล่นขุดทราย บ้างก็วิ่งไล่กวดนกนางนวลที่มีเป็นร้อย หนุ่มสาวหลายคู่แอบอิงกันชมพระอาทิตย์ดวงโตสีแดงที่กำลังลับหายลงไปในน้ำ ผู้คนมาวิ่ง บ้างก็ขี่จักรยาน บ้างก็ไถบอร์ดกันขวักไขว่ที่ถนนเลียบหาด ผมเดินถ่ายรูปอยู่จนมืดจึงกลับออกมาที่สวนสนุกเบลมองต์ ตอนนี้เขาเปิดไฟแล้ว ไฟราวที่ผมเห็นจากห้องพักมาจากรางรถไฟเหาะนี่เอง เขามีกันมาตั้งแต่ปี 1926 แล้วตามโครงการสวนสนุกของตระกูลสเปร็คเกิลส์ -Spreckels เครื่องเล่นสร้างจากไม้ บริเวณสวนสนุกยังมีเครื่องเล่นเด็กๆอย่างม้าหมุน มีร้านอาหาร ร้านขายของเล่น อีกฟากถนนหนึ่งมีร้านอาหาร ร้านขายของคล้ายๆกับพัทยา สองทุ่มเศษผมคิดว่าน่าจะกลับเข้าที่พักเสียที แวะซุปเปอร์ซื้อนมกลับไปทานที่ห้อง พรุ่งนี้แล้วซิที่ผมจะย้ายกลับเข้าไปนอนในเมือง

วันรุ่งขึ้นยังคงเป็นการเรียนตั้งแต่เช้าจรดเย็น ผมแพ็คกระเป๋าและนำลงมาไว้ในห้องเรียน อาหารเช้าผมเหลือเพียงเดนิส โยเกิร์ตสองถ้วย เบอร์รี่ชนิดต่างๆที่เทลงไปในถ้วยโยเกิร์ต วันนี้ทานได้น้อยกว่าเมื่อวาน เมื่อวานผมยังทานscrambled egg กับเบคอนทอดได้อยู่ โชคดีที่อาหารเที่ยงทั้งสองวันยังทานได้แต่เพียงครึ่งเดียวก็อิ่ม พอตกเย็นผมลากกระเป๋าออกไปนั่งรถเมล์หน้าโรงแรมเพื่อเข้าเมือง ค่ารถ 1.25 เหรียญ ผมต้องนั่งไปต่อรถรางที่เมืองเก่า รอรถไม่นานรถก็มา จัดการหยอดเหรียญพอดีค่ารถและรับตั๋วมาเก็บไว้ ที่นั่งเต็มพอดีผมเลยเป็นคนแรกที่ยืนเอาขาหนีบกระเป๋าไว้ไม่ให้ไหลไปมา ความจริงแค่พลิกอีกด้านมันก็ตั้งได้แล้วแต่ผมก็ไม่ได้เฉลียวใจ รถมาถึงเมืองเก่าแล้ว ผมจะจับรถราง –trolley สายสีเขียวเข้าเมือง มีตู้ซื้อตั๋วตั้งหลายตู้แล้วมันตู้ไหนละที่นี้ ผมเลยสุ่มเอาตู้สีฟ้าอมเขียว พอเลือกสถานีมันไม่มีดาวน์ทาวน์ มีแต่ลาโยลา –La Jolla และที่ที่ไม่รู้จัก ละล้าละลังอยู่เลยถอยออกมาให้เด็กหนุ่มวัยรุ่นอีกสามคนเข้ามาซื้อตั๋วไปก่อน เห็นง่วนกันอยู่พักใหญ่ก็หันมาถามผมว่าเครื่องนี้ใช้อย่างไร โธ่..เอ็งไม่รู้แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไร ผมเห็นเม็กซิกันโผล่มาคนนึ่งเลยถามวาผมจะซื้อตั๋วเข้าเมืองได้อย่างไรเขาบอกว่าซื้อเครื่องนี้ไม่ได้ ตู้นี้สำหรับ coastline พร้อมกับชี้หน้าจอให้ดู เขาพาผมข้ามรางไปอีกฟากหนึ่งมีตู้สีแดงตั้งอยู่ มือก็แตะหน้าจอไปปากก็ถามผมว่ามาจากไหน พอทราบว่าผมขึ้นรถมาจากมมิชชั่นเบย์เขาขอตั๋วเดิมผมมาดูและบอกว่าไม่ต้องซื้อใหม่ ตั๋วนี้ใช้ต่อรถรางเข้าเมืองได้เลย ไม่ยักรู้ว่าตั๋วต่อนี้ครอบคลุมทั้งรถประจำทางและรถรางด้วย เขาจัดการพาผมมารอรถที่ป้ายคงเห็นผมเซ่อๆซ่าๆกระมังกลัวหลง

ผมทราบแต่ว่าโรงแรมที่ผมจองไว้อยู่ที่แปซิฟิคไฮเวย์ –Pacific Hwy ใกล้ๆกับลิตเติลอิตาลี เมื่อถึงสถานีผมเลือกที่จะไม่ลงรถแต่ไปลงที่สถานีซานตาเฟดีโป -Santa Fe Depot แล้วเดินย้อนกลับจะได้เดินหาทางเดียวไม่ย้อนไปมา เดินอยู่สักสิบนาทีผมก็หาโรงแรมพบ เป็นโรงแรมสองชั้นประเภท B&B ที่มีห้องน้ำในตัว ที่พักผมอยู่ชั้นสองเป็นห้องหัวมุม รีเซพชั่นอยู่ด้านติดถนนเป็นอาคารชั้นเดียวแยกต่างหาก ลานจอดรถของโรงแรมกว้างขวาง มีคนพักเกือบเต็มโดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นครอบครัว เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยผมแบกกล้องและขาตั้งออกมามุ่งหน้าสู่ดาวน์ทาวน์ที่อยู่ห่างออกไป 2 กิโลเมตร ลมหนาวพัดมาทำให้ผมสดชื่นและตื่นเต้นกับสิ่งที่จะเจอในเบื้องหน้า ผมมาถึงฟิฟเอวินิว -5th Av ที่ถนนเอฟ –F street เพื่อดูตึกแถวอนุรักษ์ของเมือง บริเวณนี้คือแกสแลมป์ควอเตอร์ –Gaslamp quarter ซึ่งร้อยกว่าปีที่แล้วย่านนี้คือจุดศูนย์กลางของเมืองใหม่ ยามค่ำคืนของแกสแลมป์สว่างไสวไปด้วยไฟถนน ร้านอาหาร ผับ โรงภาพยนตร์ และห้างร้าน ที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวกับบรรดาขาโจ๋ของเมืองโดยเฉพาะ ผมถ่ายรูปจนหนำใจลืมหิว สามทุ่มถนนนอกเขตแกสแลมป์เงียบเหงา มีคนจรจัดบ้าง ผมกระชับขาตั้งกล้องในมือแน่นและเดินกลับที่พัก แสงไฟจากร้านอาหารและอพาร์ทเมนต์ในแถบลิตเติลอิตาลียังเปิดอยู่และทำให้ความน่ากลัวของเมืองลดหายไปเยอะ ผมแวะที่ 7-eleven ซื้อนม น้ำผลไม้ แซนด์วิช และคุ๊กกีห่อใหญ่กลับห้องพร้อมกับเปิดทีวีดูช่อง weather นมและน้ำผลไม้ที่ทานไม่หมดผมเอาถังไปรองน้ำแข็งข้างล่างมาแช่ไว้ คืนนี้ผมคงต้องเปิดฮีตเตอร์นอน ผมได้ยินเสียงหวูดรถไฟดังเป็นระยะ ทางรถไฟอยู่หลังห้องผมนี่เองแต่ไม่มีปัญหาเพราะผมนอนฟังมันกล่อมจนหลับยาวตลอดคืน

วันนี้ตื่นแต่เช้าแต่งตัวเสร็จลงไปทานอาหารเช้า เขาตั้งโต๊ะอยู่ที่ด้านหน้าเคาน์เตอร์รีเซพชั่น คนที่ประจำหน้าเคาน์เตอร์จึงต้องทำทุกอย่าง รับโทรศัพท์ รับลูกค้า เติมอาหาร หรืแม้กระทั่งช่วยลูกค้าทำวัฟเฟิล อาหารเช้าที่นี่มีซีเรียลกล่องหลายอย่างให้เลือก น้ำผลไม้ ชากาแฟ แอบเปิลและส้ม ขนมปังปิ้ง และวัฟเฟิลพร้อมไซรัป วันนี้ผมมีนัดเช้าต้องรีบเดินทางผมคงไม่มีเวลาทำวัฟเฟิล ทานซีเรียลเหมือนเดิมไปก่อนกับแอบเปิล และที่เหมือนเดิมอีกอย่างคือหยิบแอบเปิลอีกสองลูกกลับขึ้นห้อง ผมออกจากที่พักเพื่อไปขึ้นรถประจำทาง รถมาตรงเวลามากทำให้การวางแผนการเดินทางแม่นยำ ผมไปถึงที่นัดตรงเวลาพอดี ผมมาที่นี่เพือเจรจาธุรกิจ ผมรอนแรมมาครึ่งโลก เขาพูดกับผมสิบห้านาทีแล้วก็ลุกจากโต๊ะ...ทรามชะมัดเลย ทรามยังไงไว้ผมจะเขียนอเมริกา 2007 สักตอนนึงก็จะทราบเอง ผมรอเวลาที่พี่ชัย ซึ่งเป็นรุ่นพี่จะมารับไปเมืองโพเวลเพื่อดูงานตลอดบ่ายนั้น ตกเย็นพี่ชัยพาผมไปทานข้าวอีกรอบหนึ่งที่ร้านอาหารของพี่เขาเองชื่อร้าน Café de Thai ที่ร้านมีซูชิ และอาหารไทย สูตรอาหารเป็นฝีมือของพี่แป้นคู่ชีวิต อาหารร้านนี้ทำแบบระบบฝรั่งโดยอาศัยการตวงวัดเพื่อรักษามาตรฐาน พี่ชัยมีอีกร้านอยู่ที่โอเชี่ยนไซด์ ผมมาถึงบางอ้อว่าพี่เขาเอาเวลาตอนไหนที่จะดูแลร้านสองแห่งและทำงานประจำเมื่อพี่เขาโชว์ระบบไอทีในการควบคุมการซื้อวัตถุดิบและการขายอาหารรายการต่างๆ ทำให้ตรวจเช็คได้แบบเรียลไทม์ –real-time ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เย็นนั้นพี่ชัยขับรถมาส่งที่ๆพักพร้อมกับของหนึ่งลังที่ให้ช่วยขนกลับเมืองไทย คืนนี้อากาศเย็น เมฆหนา ความคิดที่จะออกไปถ่ายรูปสถานีรถไฟซานตาเฟหมดไป พร้อมกับข่าวทีวีว่าพรุ่งนี้จะมีเมฆหนาทึบ บางพื้นที่อาจมีฝนตก มาซานดิเอโกตั้งหลายวันแดดเปรี้ยงทุกวันแต่พรุ่งนี้เป็นวันเที่ยววันเดียวของผมกลับจะเจอฝนอีกแล้ว...คิดมากเดี๋ยวหมดสนุกกันพอดี นอนดีกว่า

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?