
ตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมา (ศตวรรษที่ 6) การขับร้องในวิหารอาศัยนักร้องเด็กชาย เด็กชายที่เสียงยังไม่แตกจะขับร้องประสานเสียงแทนเสียงผู้หญิงในขณะที่พระจะขับร้องเสียงเทนเนอร์และเบส เสียงของนักร้องเด็กชายจึงเป็นเสียงที่ฟังแล้วหวานเบาสบายไม่เหมือนเสียงของหญิงสาวที่มีพลังมากกว่า ผู้ปกครองจะนำบุตรหลานของตนมาถวายเพื่อให้เป็นนักขับในวัด พระจะสอนวิชาดนตรีให้ อายุของการเป็นนักขับจึงมีอยู่เพียงชั่ว 6-13 ปีหรือจนกว่าเสียงของเด็กชายจะแตก คีตกวีอย่างโจเซฟ ไฮเดิน –Franz Joseph Haydn (1732-1809) ก็เคยเป็นนักขับมาก่อน สำหรับวิหารโคเวนทรีและวิหารลิชฟิลด์ยัรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้ คือรับสมัครเด็กอายุ 6-9 ปีเพื่อเข้าโรงเรียนสำหรับนักขับโดยเฉพาะ นอกจากวิชาบังคับสำหรับเด็กชั้นประถมแล้วยังได้เรียนเสริมในวิชาดนตรีซึ่งแน่นอนเด็กแต่ละคนจะมีโอกาสสืบต่อในเส้นทางสายดนตรีเมื่อโตขึ้น เครื่องแต่งกายของนักขับจากสองโบสถ์เป็นสีแดงเข้ม ชุดของเด็กจากวัดลิชฟิลด์จะมีระบายลูกไม้ที่คอ เวลาที่เด็กจะร้องขับในวัดจะมี choir robes อีกตัวหนึ่งสีขาว (เหมือนเสื้อครุยรับปริญญาสีดำ) สวมทับ จะเห็นแต่ปก ปลายแขนเสื้อและชายเสื้อที่โผล่ออกมาเป็นสีแดง วัดลิชฟิลด์มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 600 หรือประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว หากได้เข้าไปดูในเวปของวัด จะเห็นว่าวัดผ่านยุคสมัยมาตั้งแต่สมัยแซกซอน –Saxon การสร้างวัดได้สร้างซ้อนอยู่บนฐานเดิมหลายครั้งหลายครา อาคารหลังปัจจุบันมีอายุเพียงร้อยกว่าปี วัดลิชฟิลด์มีนักบุญแชด –St.Chad เป็นนักบุญประจำวัด (คาธอลิคยกบุคคลสำคัญบางท่านผู้ถวายชิวตของตนเพื่อศรัทธาเป็นนักบุญหรือเซนต์ –Saint นักบุญบางท่านถูกทรมานจนถึงแก่ชีวิตก็มี เช่นโจนออฟอาร์ค ซึ่งถูกเผาทั้งเป็นเพราะศาสนจักรพิพากษาว่าเป็นแม่มด อีกนับร้อยปีหลังจากนั้นจึงได้รับการยกขึ้นเป็นนักบุญ การยกใครขึ้นเป็นนักบุญจะต้องได้รับการพิสูจน์และรับรองซึ่งนักบุญแต่ละองค์จากโลกนี้ไปหลายสิบหลายร้อยปีแทบทั้งสิ้น จะมีก็แต่เพียงแม่ชีเทเรซาเท่านั้นที่ได้รับการยกให้เป็นนักบุญในเวลาไม่นาน สำหรับโปรแตสแตนท์ เราถือตามพระคัมภีร์ว่าคริสเตียนทุกคนเป็นนักบุญ จดหมายฝากในพระคัมภีร์ใหม่ที่นักบุญเปาโลเขียนถึงสมาชิกคริสตจักรใช้คำขึ้นต้นว่า ถึงบรรดาธรรมิกชนในเมือง... ธรรมิกชนมาจากภาษาอังกฤษว่า saint หรือนักบุญในคาธอลิคนั่นเอง) สำหรับวิหารโคเวนทรีหลังที่เห็นอยู่นี้ เป็นวิหารหลังใหม่ที่ออกแบบให้รับกับของเก่าที่อยู่รอบข้าง โดยออกแบบให้เป็นหอประชุมที่มีอะคูสติกที่ดีแม้ว่าวัสดุจะเป็นแกรนิตเสียส่วนใหญ่ เราสามารถเข้าไปชมวิหารผ่านทางเวปไซต์ได้ด้วยมุมมองถึง 360 องศาเลยทีเดียว วิหารหลังก่อนหน้านี้ (แปลว่ามีอีกหลายหลังที่อยู่ใต้ดิน) เหลือแต่ผนังเพราะไฟไหม้จากระเบิดของเยอรมันในสมัยสงครามโลก (1940) วิหารหลังแรกของโคเวนทรีสร้างขึ้นเมื่อเกือบหนึ่งพันปีมาแล้วโดยมีเซนต์แมรี- St.Mary เป็นนักบุญประจำวัด เราสามารถเห็นวิหารหลังเดิมในดีวีดีจากกระจกใสที่อยู่ด้านหลัง คงต้องพักเรื่องวิหารไว้ก่อน ไม่นั้นผมจะออกนอกเรื่องไปไกล หากจะไปไกลถึงเพียงนั้นคงต้องเขียนกันเป็นตอนๆสำหรับคริสตศิลป์ในภาพวาดและวัดคาธอลิค
Kiri Te Kanawa เป็นนักร้องโอเปร่าลูกครึ่งเมารี เติบโตขึ้นที่เมืองอ๊อกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ได้รับอิสริยาภรณ์เป็นคุณหญิง –Dame Commander of the Order of the British Empire ในปี 1982 คุณหญิงเป็นที่โปรดปรานมากในราชวงศ์อังกฤษ โปรดเกล้าให้ขับร้องเดี่ยวในพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์มกุฏราชกุมารและเลดีไดอานาที่มหาวิหารเซนต์ปอล คุณหญิงเพิ่งจะเกษียณอำลาเวทีโอเปร่าไปเมื่อปี 2004 นี่เองในวัยหกสิบพอดี ส่วนไมเคิล จอร์จ เป็นชาวอังกฤษ ท่านเป็นนักร้องเด็กในคิงส์คอลเลจที่เมืองเคมบริดจ์มาก่อนภายใต้การดูแลของเซอร์เดวิด วิลคอกซ์ - Sir David Willcocks ไมเคิลเป็นนักร้องเสียงบาริโทน/เบส ซึ่งชาวอังกฤษชื่นมกันเป็นอย่างยิ่งLabels: ดูหนังฟังเพลง, นั่งเล่นคุยกัน

Labels: จิตวิญญาณ


Iznogoud เป็นภาพยนตร์ตลกชวนหัวจากผู้สร้างฝรั่งเศส เนื้อเรื่องจับความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนครแบกแดดเมื่อมหาอำมาตย์นาม Iznogoud อิสโนกูด์ ออกเสียงแล้วทำนองว่า it’s no good เลย มันไม่ดียังไงครับ ก็อำมาตย์ดังกล่าวคิดแย่งบัลลังค์จากองค์กาลิบหรือเจ้าผู้ครอง เขาใช้ทั้งเล่ห์และกลในการทำลายล้างกาลิบ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ในตะเกียง, เจ้าชายกบ, เวทย์มนต์ ท้ายสุดแล้วทุกอย่างย้อนกลับมาเข้าตัวเองทั้งสิ้น ผมยกความเก่งให้กับมิคาเอล ยุน –Michael Youn ผู้แสดงเป็นอิสโนกูด์ ที่มีบทของเขาปรากฏบนจอถึงร้อยละ 70 ผมดูไปหัวเราะไปตลอดเรื่อง ลูกนัยน์ตาของเขาเล่นหนังได้ถึงอารมณ์ดีจริงๆ ผู้กำกับสามารถทำให้ตลกทั้งเรื่องกลมกลืนอย่างน่าชม เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ภาษาฝรั่งเศส ผมจึงเลือกเปิดเป็นเสียงพากษ์ไทย แต่เมื่อดูไปเพียงครู่เดียวผมจัดแจงเปลี่ยนเป็นเสียงในฟิล์มและอ่านคำบรรยายแทน เพราะอย่างไรเสียซุ่มเสียงของความเป็นคนเจ้าอารมณ์ เสียงคำรามของยุนย่อมออกรสชาติกว่าเสียงพากย์มากมาย ในฉากที่เขาเข้าไปหาตะเกียงวิเศษมาเป็นผู้ช่วย ตะเกียงแบบอาละดิน ตะเกียงแขวนแบบโมร็อคกันในร้านทำเอาต่อมอยากได้ของผมเดือดพล่าน ฉากพรมเหาะก็ทำได้อย่างสุดยอด ผมได้สัมผัสกับอารมณ์ขันแบบฝรั่งเศสโดยแท้ เมื่อชมภาพนตร์จบ ผมเข้าไปดูเบื้องหลังการถ่ายทำ และดูขั้นตอนการเตรียมงาน พบว่าเป็นฉากสร้างทั้งหมด เขาออกแบบฉากได้อย่างปราณีตโดยค้นคว้าจากสถานที่ต่างๆ เขาลงรายละเอียดของเครื่องเรือน การเย็บปักผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียงที่ลวดลายสองหน้าไม่เหมือนกัน ในส่วนของเครื่องแต่งกายได้ออกแบบหมวกทรงอาลีบาบา การเทียบคู่สี และแม้กระทั่งสีของเครื่องแต่งกายที่ต้องเด่นเมื่ออยู่ในฉากต่างๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงสีสันฉูดฉาดร้อนแรงแบบฝรั่งเศสโดยแท้ นอกจากฉากและเครื่องแต่งกายแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้ในหนังแขกอาหรับคือการเต้นรำ นักออกแบบท่าเต้นจึงต้องทำงานหนัก ต้องฝึกสอนตัวแสดงต่างๆ แม้แต่ผู้กำกับเองก็ต้องมาหัดเต้นและเต้นนำด้วย สุดท้ายคือดนตรีซึ่งมีคละกันตั้งแต่ดนตรีดั้งเดิมและดนตรีร่วมสมัย ทำให้ผมเข้าใจว่ากว่าจะมาเป็นภาพยนตร์ได้ ผู้กำกับต้องใส่ใจในรายละเอียดอะไรบ้างและต้องอาศัยทีมงานด้านต่างๆมากมาย ในการเตรียมงานนั้น นับเป็น 95 นาทีที่ทำเอาผมหุบยิ้มไม่ลง
A Touch of Spice เป็นภาพยนตร์จากกรีซอีกเรื่องหนึ่งที่ผมดู เรื่องราวเกิดขึ้นกับครอบครัวชาวกรีกที่อพยพเข้าไปอยู่ในกรุงคอนสแตนติโนเปิลหรืออิสตันบูล ประเทศตุรกีในปลายยุค ’50 เมื่อเกิดสงครามระหว่างกรีชและตุรกีเพื่อแย่งเกาะไซปรัสกัน ครอบครัวกรีกนี้จึงถูกขับไล่ออกมาจากคอนแสตนติโนเปิลในปี 1964 เหลือไว้แต่คุณตาของเขาที่ยังอยู่ที่คอนสแตนติโนเบิลเพียงลำพัง ในวัยเด็กของฟานิส –Fanis เขาอยู่ใกล้ชิดกับคุณตาซึ่งเปิดร้านขายเครื่องเทศ คุณตาของเขามักใช้สรรพคุณของเครื่องเทศมาอธิบายสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการโคจรของดวงดาว การดำเนินชีวิต ฯลฯ ฟานิสเป็นเด็กที่ใส่ใจฟังและได้ทดลองนำไปใช้จนเขาเป็นนักปรุงอาหารฝีมือเยี่ยม เมื่อต้องจากตุรกีกลับมาอยู่เอเธนส์ เขาต้องปรับตัวอย่างมากเพราะชาวกรีกไม่ได้นึกว่าเขาเป็นกรีกจากสำเนียงตุรกีที่ติดมา ฟานิสนึกถึงเพื่อนเด็กผู้หญิงตุรกีของเขามากจนกลายเป็นความผูกพันที่ไม่มีทางเป็นความจริงขึ้นมาได้ และฟานิสไม่เคยได้พบคุณตาของเขาอีกเลยจนเขากลายเป็นหนุ่มใหญ่วัยกลางคน เป็นอาจารย์สอนวิชาดาราศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้มุมกล้องสวยมาก ประเทศรอบเมดิเตอร์เรเนียนอย่างอิตาลี ฝรั่งเศส อารเบียและกรีซ เป็นกลุ่มชนที่ใช้เครื่องเทศในการปรุงอาหารเป็นอย่างมากและมีศิลปะในการประกอบอาหาร กลิ่นของเครื่องเทศบางอย่างจะเสริมกันแต่บางอย่างก็หักล้าง หรือถ่วงดุลย์กัน ความล้ำลึกจึงอยู่ที่การนำกลิ่นรสของเครื่องเทศมาอธิบายวิถีของชีวิต กรีซเป็นประเทศที่มีรากของอารยธรรมมานานเช่นเดียวกับตุรกี สีสันของวัฒนธรรม และปรัชญาทางความคิดหลายแง่มุมจึงสอดแทรกอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้เขียนได้นำเสนอแง่มุมของีวิตในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับ preparation, appetizer, main course และdesserts ไว้อย่างน่าขบคิดทีเดียว Labels: ดูหนังฟังเพลง

เมืองเก่าอยู่หลังท่ารถ ถนนในเขตเมืองเก่าเป็นดินทรายแห้งแล้ง เขาอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนเก่าไว้ให้ใกล้เคียงของเดิม อาคารเก่าเหล่านี้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้บุกเบิกในยุคแรกๆ บางอาคารก็ดัดแปลงเป็นร้านขายของที่ระลึกก็มี อาคารเหล่านี้ปลูกสร้างด้วยดิน อิฐและปูนโดยมีเครื่องหลังคาเป็นไม้และมุงกระเบื้อง บ้านโคโลราโด –Colorado house เขาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ของเวลส์ ฟาร์โก ในยุคตื่นทอง นายธนาคารอย่างนายเวลส์และนายฟาร์โกข้ามมาจากฝั่งแอตแลนติกมายังแคลิฟอร์เนียเพื่อเปิดสถานที่รับฝากเงิน แลกเปลี่ยนเงินตรา รวมถึงการส่งเมล์ต่างๆโดยใช้รถม้า ทุกวันนี้สินทรัย์ของเวลส์ ฟาร์โก แอนด์ คัมปะนี มีหลายพันล้านดอลลาร์ บ้านของเอสตูดิลโล –Casa de Estudillo เป็นอีกแห่งที่ผมประทับใจมาก เจ้าของบ้านคือกัปตัน ดอน โฮเซ่ อันโตนิโญ เอสตูดิลโล –Don Jose Antonio Estudillo ชาวสเปนที่เข้ามาตั้งรกรากที่นี่ บ้านหลังนี้เกิดขึ้นในปี 1825 เดิมปลูกเป็นรูปตัวแอล ต่อมาได้ต่อเติมเป็นรูปตัวยู เขาแบ่งอาคารเป็นห้องต่างๆ มีตั้งแต่ห้องนั่งเล่น ห้องนอนเจ้าของบ้าน ห้องเด็ก ห้องหนังสือ ห้องแม่บ้าน ครัว
มีวิหารเล็กๆในบ้านและห้องพักของบาทหลวงประจำบ้าน ภายในบ้านแสดงข้าวของเครื่องใช้ เปียโน หม้อกรองน้ำจากหินภูเขาไฟ ทำเอาผมฝันจะมีบ้านอย่างนี้สักหลังในชีวิตนี้ ข้างๆเป็นบ้านของบานดินี –Casa de Bandini เขาเป็นลูกเขยของเอสตูดิลโล แต่เดิมเป็นอาคารชั้นเดียว และขายกันมาหลายทอดจนถึงมือของอัลเฟรด ซีลีย์ –Alfred Seeley ในปี 1869 จึงได้มีการต่อเติมเป็นสองชั้นและเปิดเป็นโรงแรมชื่อคอสโมโพลิแทน –Cosmopolitan hotel ซึ่งยังเปิดทำการมาจนทุกวันนี้ เขาทำชั้นบนเป็นโรงแรมที่พักอาศัย ส่วนอาคารชั้นล่างเป็นภัตตาคารชึ่งมีมากมายหลายห้อง รวมถึงส่วนของสวนกลางอาคารด้วย ทางโรงแรมจัดให้พนักงานชายหญิงแต่งกายแบบโบราณมาเดินทักทายนักท่องเที่ยว ระหว่างที่ผมกำลังบันทึกรูปอยู่ มีคนบอกผมว่าให้เข้าไปถ่ายรูปในอาคารเพราะข้างในสวยมากๆ ผมฉวยโอกาสพาซื่อเข้าไปถ่ายรูปข้างในซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ว่าอะไรที่เห็นผมเข้าไปตั้งกล้องเพื่อถ่ายรูป ห้องข้างในสวยจริงๆ ผนังทาสีนวลตาและเขียนลายเป็นขอบคิ้วประกอบกับหน้าต่างกระจกสี ลายฉลุไม้ การตกแต่งทำให้ห้องต่างๆออกแนววินเทจโดยแท้ ถัดไปไม่ไกลนักผมเดินมาหยุดที่โบสถ์อิมมาคูเลท คอนเซปชัน -Church of Immaculate Conception เป็นโบสถ์คาทอลิคที่เรียบง่ายปลูกตามแบบสเปน โบสถ์หลังนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1868 โดยพระคุณเจ้าอันโตนิโญ ดี อูบาค –Antonio D Ubach สร้างกันแบบมาราธอนอยู่ 50 ปีเต็ม ภาพสีเฟรสโกหลังอาคาร และกระจกสีประดับหน้าต่างงามล้ำเลิศ การตกแต่งเรียบง่ายน่าเลื่อมใส
เผลอแผล็บเดียวห้าโมงเย็นพระอาทิตย์ลงต่ำเต็มที ผมยังดูไม่ถึงครึ่งเลย เมื่อพระอาทิตย์ตก ผมจำใจเก็บกล้องและเปลี่ยนไปหาซื้อของที่ระลึกแทน เดินเข้าเดินออกร้านรวงต่างๆ แน่นอนที่ผมไม่พลาดคือตลาดเก่าแก่อย่างบาซาร์ เดล มุนโด- Bazaar del Mundo บรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองเก่าคึกคักมาก เต็มไปด้วยแสงสี เสียงดนตรีแบบเม็กซิกันจากกีตาร์ แบนโจและไวโอลิน และเพลงภาษาสเปน กระหึ่มพาให้นักท่องเที่ยวต่างเจริญอาหารกันถ้วนหน้า ผมเลือกซื้อถ้วยช๊อตกลับมา ส่วนของอื่นหาไม่ได้เพราะของแพงมาก แพงกว่าที่ซานฟรานฯ ผมคาดผิดว่าของจากเม็กซิโกจะถูก แต่ผมก็ลืมคิดไปอย่างว่าของแฮนด์เมดในเมืองฝรั่งเป็นของแพง พริกพวงใหญ่ที่ทำจากดินเผาเคลือบสีดึงดูดผมจนติดหนับ ความคิดผมวนเวียนแต่พริกจนหมดสนุก ในที่สุดก็ตัดใจเพราะเห็นแล้วว่าแพ็คยาก เวลาเขาโยนกระเป๋าเพื่อขนย้ายจะทำให้พริกกระทบกันแตกแน่ๆ และผมไม่สดวกหิ้วขึ้นเครื่อง ผมได้แต่ตัดใจจับรถกลับเข้าเมือง ของที่ระลึกของฝากทั้งหลายฝากความหวังไว้ที่สนามบินซานฟรานฯซึ่งถูกกว่า
Labels: โลกนอกกะลา
ก่อนอื่นผมตรงไปถนนเลียบอ่าวก่อน-Harbor Dr เพื่อดูเรือ Star of India ผมไปถึงเรือยังไม่เปิดเลย และถึงเปิดก็ไม่ได้ขึ้นไปชมอยู่ดี เวลาผมมีจำกัดอย่างนี้คงได้แต่ขี่ม้าชมสวนเท่านั้น บริเวณริมอ่าวส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์การเดินเรือ มีเรือหลายลำรวมทั้งเรือดำน้ำจอดลอยลำอยู่ แต่จุดเด่นคือเรือ Star of India เรือลำนี้ต่อขึ้นที่เกาะไอเซิล ออฟ แมน –Isle of Man ประเทศอังกฤษ ในปี 1863 โดยใช้ชื่อแรกเริ่มว่า ยูเทอร์เป้ –Euterpe เพื่อใช้เป็นเรือสินค้าไปอินเดีย เรือถูกขายต่อมาหลายทอดและถูกดัดแปลงไปใช้ทำประมงด้วย จนหมดสภาพ เขาเลยลากเรือมาทิ้งไว้ที่นี่ตั้งแต่ปี 1923กะว่าจะซ่อม เวลาผ่านไปร่วม 50 ปี ในที่สุดเขาเรี่ยไรกันซ่อมจนเหมือนเดิมและจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ รูปทรงของเรือลำนี้สวยมากครับ ถัดลงไปจากพิพิธภัณฑ์เป็นท่าเทียบเรือเดินสมุทร ผมเห็นเรือ Summit จอดเทียบท่าอยู่ ขนาดของเรือสูงประมาณตึก 10 ชั้น ตลอดแนวถนนเลียบอ่าวเขาตั้งเก้าอี้ยาวให้นั่งพักผ่อน ลวดลายบนแผ่นกระเบื้องที่ปูบนม้านั่งเป็นลายบ้างรูปบ้างเขียนด้วยมือก่อนนำไปเผา สลับกับงานปฏิมากรรมที่จัดตั้งโชว์ไว้ มีทั้งงานไม้ งานโลหะและงานปั้นหลายแบบทำให้ถนนเลียบอ่าวเหมาะเป็นที่พักผ่อนเป็นอย่างมาก
ผมเดินข้ามถนนกลับมาสถานีรถไฟซานตาเฟเพื่อถ่ายภาพ ตามประวัติกล่าวว่าเดิมเป็นอาคารไม้ แต่เมื่อซานดิเอโกจัดงานเอ็กซโปในปี 1915 เขาได้รื้อสถานีไม้ลงและสร้างใหม่เพื่อให้ทันสมัยรับกับงานดังกล่าว ลวดลายการประดับกระเบื้องของอาคารตึกทั้งภายนอกและภายในงดงามมาก ผมเห็นคานหลังคาโค้งรับน้ำหนักส่วนบน โคมไฟแบบวิคตอเรียห้อยลงมาจากเพดาน ม้านั่งยาวมีพนักที่ทำจากแผ่นไม้ยาวหน้าแคบๆเรียงต่อกันเป็นชิ้นเดียวอย่างสวยงาม เมื่อเหลือบดูเวลาก็คิดว่าผมต้องเดินทางต่อแล้ว คิดว่าจะไปสวนบัลโบ -Balboa park ก่อน ผมตรงไป ออฟฟิศขายตั๋ววัน -daypass ของรถราง MTS (Metropolitan transit system) ใกล้ๆกับถนนบรอดเวย์ –Broadway St. ตั๋วราคา 5 เหรียญ ผมจะขึ้นจะลงกี่เที่ยวก็ได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยวและเวลา นั่งได้ทั้งรถรางและรถเมล์
เมื่อได้ตั๋วรถแล้ว ผมก็ขึ้นรถเมล์มุ่งหน้าสู่สวนสาธารณะบัลโบ –Balboa park ทันที บัลโบถือกำเนิดจากการจัดงานแสดงสินค้า Panama-California Exposition ในปี1915 พื้นที่ว่างเปล่า 1,400 เอเคอร์บนเขานอกแกสแลมป์ควอเตอร์ได้รับการพัฒนาขึ้น แต่เดิมสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ทำจากฟาง ปูนปลาสเตอร์ และวัสดุชั่วคราวอื่นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีการซ่อมแซมและในที่สุดก็ทดแทนด้วยวัสดุถาวร ผมลงรถที่สวนกุหลาบและสวนตะบองเพชรซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ชาติพันธ์ -Natural History Museum ที่หน้าพิพิธภัณฑ์มีแถวคนต่อคิวซื้อตั๋วยาว ผมไปเมียงมองดูเห็นเขาขึ้นป้าย Dead sea scrolls ผมอดไม่ได้จะต้องยื่นหน้าไปถามว่า ม้วนหนังสือของจริงหรือเปล่า สมองคำนวณอุตลุดเลยว่าจะยอมจ่ายสามสิบเหรียญเข้าไปดูดีหรือไม่กับเวลาที่จำกัดอย่างนั้น ม้วนหนังสือจากทะเลตาย หรือ Dead sea scrolls คือม้วนหนังสือบนกระดาษปาปิรุสที่จารึกพระคัมภีร์อิสยาห์ เขาขุดพบที่ในถ้ำคุมราน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลตาย เป็นม้วนพระคัมภีร์ฉบับคัดลอกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมีอายุมากกว่า 300 ปีก่อนคริสตกาลหรือประมาณ 2,300 ปีมาแล้ว นับเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ ผมไม่แน่ใจว่าผมจะได้เข้าไปดูใกล้ๆ ได้ถ่ายรูป ได้อ่านเรื่องราวทั้งหมด เลยตัดสินใจเก็บเงินขึ้นไว้หาหนังสือภาพของ Dead sea scrolls ดีกว่า ผมเดินตามเสียงแซกโซโฟนเข้าไปใน คาซา เดล ปราโด –Casa del Prado โถงทางเดินยาวเหยียดทะลุไปถึงอีกฝั่งถนนหนึง อาคารปราโดหลังนี้เป็นอาคารสองชั้น ทุกวันนี้เขาปรับปรุงให้เป็นโรงเรียนและสมาคมต่างๆที่เกี่ยวกับดอกไม้และพืชสวน ผมติดใจที่อาคารหลังนี้มีสวน –courtyard อยู่กลางอาคาร ผมคิดจะถ่ายรูปตัวเองนั่งเก้าอี้เหล็กดัดในคอร์ทยาร์ดสักหน่อย ควานหาเพลทยึดกล้องกับขาตั้งไม่พบ ผมคงถอดเพลทออกจากขาตั้งและทิ้งไว้ที่โรงแรม ทำเอาผมหัวเสียพอสมควรที่ถือขาตั้งกล้องมาด้วยแต่ใช้ไม่ได้ ติดกับอาคารเป็นเรือนต้นไม้ –botanical garden ซึ่งปลูกเป็นซี่ไม้ระแนง เขารวบรวมพันธ์พืชต่างๆไว้ข้างใน ฝั่งตรงข้ามกับคาซา เดล ปราโด เป็นอาคารคาซา เดอ บัลโบ Casa de Balboa ถูกดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์เช่นกัน สวนข้างอาคารจัดเป็นสวนแบบสเปน เงียบสงบและสวยงาม เดินมาตั้งแต่เช้า ท้องผมเริ่มหิวแล้ว ผมเดินย้อนกลับไปที่สวนกลางอาคารคาซา เดล ปราโด เพื่อหามุมสงบกับเก้าอี้เหล็กดัดสีสนิมทองเหลืองและนำเอาแซนวิชที่เหลือจากเมื่อคืนออกมารับประทาน ปิดท้ายด้วยแอบเปิลหนึ่งลูก ผมยังมีคุ๊กกีอีกชิ้นหนึ่งติดมาทานกับกาแฟตอนบ่าย
ผมเดินออกไปข้างหน้า ผ่านลานปานามา –Plaza de Panama ออกไป เขากำลังซ่อมลวดลายประดับอาคารพิพิธภัณฑ์ศิลปะ –San Diego Museum of Art ผมเห็นอาคารหลังนี้มาก่อนจากหนังสือนำเที่ยว เลยเดินต่อออกไปถึงพิพิธภัณฑ์มนุษย์ San Diego Museum of Man ด้านหน้าอาคารก็กำลังซ่อมเช่นกัน อาคารหลัง (แคลิฟอร์เนียบิลดิง –California building)นี้ผมเห็นแล้วนึกว่าเป็นโบสถ์เสียอีก เขาทำหอสูง (เรียกกันว่า แคลิฟอร์เนียทาวเออร์-California tower)เหมือนหอระฆัง และที่นี่ถูกใช้เป็นไฮไลท์ของสวนสาธารณแห่งนี้ มีเรื่องตลกที่เกิดขึ้นคือบรรดาสุภาพสตรีพยายามเยกร้องที่จะเปลี่ยนชื่อ Museum of Man เป็น Museum of Man and Woman ข้างๆพิพิธภัณฑ์เป็นโรงละครเดอะโกลบ -the Globe theatre เขากำลังติดตั้งเวที คืนนี้จะมีละครกลางแจ้งในเทศกาลละครของเช็คสเปียร์ ถ่ายรูปรอบๆจนหนำใจแล้วผมข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็น Museum of Living Art เห็นมีห้องนิทรรศการภาพถ่าย มีอาคารพิพิธภัณฑ์มิงเก้ Mingei International Museum ซึ่งปลูกแบบโบสถ์สเปนแท้ๆเลย มีระฆังที่แขวนอยู่ในช่องกำแพง ผมผ่านหน้าอาคารออกไปสู่สวนญี่ปุ่น และออกไปสู่ออร์แกนพาวิลเลียน –Organ Pavilion ลักษณะเป็นเวทีกลางแจ้งในลาน
รูปวงกลม เป็นอาคารสองชั้น พื้นยกด้านหน้าเป็นเวที มีประตูม้วนที่ปิดไว้เป็นฉากหลัง เบื้องหลังประตูม้วนบานนั้นคือออร์แกนลม –pipe organ ขนาดยักษ์ที่ตระกูลสเปร็คเกิลส์ -Spreckels ได้สร้างเพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่ชาวเมืองซานดิเอโก ตระกูลนี้ช่างร่ำรวยดีแท้และไม่รวยเปล่าแต่รู้จักคืนคุณให้กับแผ่นดิน กิจการโรงมหรสพ สัมปทานการเดินรถอยู่ในเงื้อมมือของสเปร็คเกิลทั้งสิ้น เหล็กที่นำมาทำท่อลมของออร์แกนมีน้ำหนักถึง 45,000 กิโลกรัมเลยทีเดียว

แม้ว่าจะไม่มีขาตั้กล้อง แต่ผมก็ถ่ายรูปของตัวเองออกมาได้
Labels: โลกนอกกะลา

วันรุ่งขึ้นก็นั่งเรียนหนังสือกันต่อ ผมแจ้งเขาว่าผมจะไม่ไปทานอาหารค่ำด้วย พอเลิกเรียนผมสอบถามเส้นทางเดินไปหาด pacific beach และออกเดินทางทันทีโดยไม่รีรอ ต้องไปให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตก เดินไปถ่ายรูปไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง ผมผ่านสวนสนุกเบลมองต์ –Belmont park ที่ตั้งอยู่ที่ถนนเลียบหาด ถนนเลียบหาดมีกำแพงกันคลื่นซัด หน้ากำแพงคือหาดทรายผืนใหญ่ อีกซีกของถนนเป็นบ้านตากอากาศ 1-2 ชั้น หากเดินไปทางเหนือจะไปถึงท่าเรือคริสตัล –Crystal pier มีคนมาเล่นเซิร์ฟกันมากพอสมควร ที่มาเป็นครอบครัวก็มี ผมเห็นเด็กๆเล่นขุดทราย บ้างก็วิ่งไล่กวดนกนางนวลที่มีเป็นร้อย หนุ่มสาวหลายคู่แอบอิงกันชมพระอาทิตย์ดวงโตสีแดงที่กำลังลับหายลงไปในน้ำ ผู้คนมาวิ่ง บ้างก็ขี่จักรยาน บ้างก็ไถบอร์ดกันขวักไขว่ที่ถนนเลียบหาด ผมเดินถ่ายรูปอยู่จนมืดจึงกลับออกมาที่สวนสนุกเบลมองต์ ตอนนี้เขาเปิดไฟแล้ว ไฟราวที่ผมเห็นจากห้องพักมาจากรางรถไฟเหาะนี่เอง เขามีกันมาตั้งแต่ปี 1926 แล้วตามโครงการสวนสนุกของตระกูลสเปร็คเกิลส์ -Spreckels เครื่องเล่นสร้างจากไม้ บริเวณสวนสนุกยังมีเครื่องเล่นเด็กๆอย่างม้าหมุน มีร้านอาหาร ร้านขายของเล่น อีกฟากถนนหนึ่งมีร้านอาหาร ร้านขายของคล้ายๆกับพัทยา สองทุ่มเศษผมคิดว่าน่าจะกลับเข้าที่พักเสียที แวะซุปเปอร์ซื้อนมกลับไปทานที่ห้อง พรุ่งนี้แล้วซิที่ผมจะย้ายกลับเข้าไปนอนในเมืองLabels: โลกนอกกะลา
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009 July 2009 August 2009 September 2009 October 2009 November 2009