เมื่อปลายปีที่ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับการซ่อมแซมบ้าน เปลี่ยนฝ้าใต้บันไดซึ่งเสียหายจากปลวก ช่างที่ผมได้มาเป็นผู้รับเหมาที่มาทำงานในบริษัทฯจนได้เห็นฝีไม้ลายมือ เมื่อผมเอ่ยปากให้เขามาทำบ้านให้ โดยมีรายการเปลี่ยนแผ่นฝ้าใต้บันได เจาะเพดานเพื่อห้อยโซ่ลงมารอรับโคมไฟที่ผมซื้อมาใหม่ ซ่อมขามูลี่ยืดหดที่สลิงขาด และเปลี่ยนกระจกใสบานประตูตู้ สองรายการหลังนี้เป็นรายการที่คิดเงินตามค่าวัสดุ เขาตีราคาเปลี่ยนฝ้าและเจาะเพดานไว้เพียง 9,900 บาท ผมต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากกับการมาทำงานของช่างที่กว่าจะมาบ่าย ห้าโมงเย็นเลิกงาน มาบ้างไม่มาบ้าง จากที่กะไว้ว่าใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ก็กลายเป็นสามสัปดาห์ กว่าบ้านผมจะเสร็จเรียบร้อยก็วันที่ยี่สิบธันวาคม รายการทาสีเพดานและผนังชั้นหนึ่งเพิ่มขึ้นเนื่องจากเขาผสมสีได้ไม่ใกล้เคียงสีเดิมแต่เขาไม่ได้คิดเงินแต่อย่างใด บานกระจกเขาหามาจากเศษที่เหลือจากที่อื่นทำให้ฟรี ลวดสลิงของมูลี่เขาเปลี่ยนและปรับหลายครั้งจนผมพอใจโดยไม่คิดเงินค่าสลิงเพิ่มแต่อย่างใด ขามู่ลี่ที่เสียนี้ผมเคยให้ร้านที่มาติดตั้งให้เขาบอกว่าซ่อมไม่ได้ต้องสั่งขามาเปลี่ยนตีราคาไว้ 6,500 บาท ผมขอบคุณพระเจ้าที่คนทั่วไปซ่อมบ้านมีแต่งบบานปลายแต่สำหรับผมแล้วมีแต่ของแถม พระองค์จัดเตรียมช่างที่มีฝีมือดี (แต่ทำงานช้ามากๆ) เขาเอาพลาสติกมาหุ้มเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นทำให้ไม่มีอะไรเสียหายและผมก็จ่ายให้เขาในราคาที่ตกลงกันไว้พร้อมกับทิปให้อีก 100 บาท คือไม่ต้องทอนเงินผม เมื่อซ่อมบ้านเสร็จผมติดต่อร้านโคมไฟให้มาติดตั้งโคมให้ทันวันคริสตมาส ผมขอบคุณพระเจ้าที่เป็นโคมไฟแบบที่ผมต้องการ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมกับแม่เล็งไว้แล้วแต่เรายังไม่มีเงินพอจะซื้อได้ เวลาผ่านมาหลายปีผมไม่เจอโคมแบบนั้นอีกเลยหรือถึงมีราคาก็สูงลิ่วจนผมจับต้องไม่ได้ ครั้งนี้ผมได้โคมคริสตัลของอียิปต์มาในราคาเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น เมื่อติดตั้งไปแล้วสองสามวันผมจึงได้สังเกตว่าเม็ดคริสตัลที่ผมขอเปลี่ยนไว้ไม่เป็นไปตามสัญญา ผมทวงถามไปเขาก็นำมาแก้ไขให้ ส่วนโคมไฟอีกสองดวงดวงหนึ่งเป็นโคมทองเหลือง ลวดลายแบบอินเดีย ผมซื้อหามาในราคาเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกโคมหนึ่งเป็นโคมที่นำแผ่นพลาสติกสามสิบชิ้นมาประกอบ ผมซื้อมาสองชุดและขอบคุณพระเจ้าที่ให้สติปัญญาผมนำมาประกอบใหม่เป็นฝาครอบโป๊ะ 3 ชุดสำหรับไปติดตั้งที่เพดานห้องครัว ห้องน้ำชั้นบน และครอบต่างโป๊ะไฟตั้งโต๊ะ ผมรอโคมไฟ 3 ชุด สำหรับแขวนชั้นล่างอยู่หกปี และพระเจ้าประทานให้ในปีนี้ ต่อแต่นี้ไปทุกครั้งที่เราแหงนหน้าขึ้นมองเพดานเราจะระลึกถึงการอวยพรของพระองค์
Labels: จิตวิญญาณ
ผมเดินไปตามถนนเลียบอ่าว หยุดแวะชมแผงเครื่องประดับ ภาพเขียน ของที่ระลึกฝีมือศิลปินถิ่นพอให้รู้ว่าเป็นอย่างไรแล้วผมก็ออกไปที่อะควอติกปาร์ค (Aquatic park) หน้าอ่าว มีคนมาวิ่งออกกำลังกาย บ้างก็มาเดินเล่น ส่วนหนึ่งเป็นหาดทราย อีกส่วนเป็นหินทิ้งกันคลื่นเซาะและเป็นท่าเทียบเรือยื่นโค้งออกไป ผมยังหาอะไรที่เห็นแล้วอยากกินขึ้นมาได้ เลยไปถ่ายรูปก่อนดีกว่า ผมผ่านด้านข้างของป้อมเมสัน Fort Mason เพื่อออกสู่ท่าเทียบเรือ ซ้ายมือของผมคือสะพานโกลเดนเกท เป็นเพียงภาพรางๆในสายหมอก เบื้องหน้าคือเดอะร๊อค และด้านหลังผมคือดาวน์ทาวน์เมืองซานฟรานฯ ผมหยุดเดินเพื่อไล่ล่าถ่ายรูปนกนางนวล มันมีอยู่สองพันธ์ ขนขาวและขนสีเทา
เดอะร๊อค The rock เป็นชื่อเกาะหินปูนกลางอ่าวซานฟรานฯ บนเกาะเป็นภูเขาหินปูนโดยไม่มีแหล่งน้ำจืดเลย ทั้งเกาะมีแต่นกปากห่าง ชาวสเปนที่มาถึงครั้งแรกในปี 1775 จึงตั้งชื่อตามชื่อนกที่มีอยู่เต็มเกาะนี้ว่า La Isla de Los Alcatraces และเรียกกันต่อมาภายหลังว่าอัลคาทราซ(Alcatraz) ในปี 1853 ได้มีการสร้างป้อมและประภาคารขึ้นมา จนปี 1886 จึงได้ใช้ที่นี่เป็นคุกสำหรับเชลยสงคราม ระหว่างปี 1934-63 ได้ดัดแปลงที่นี่เป็นคุกขังนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ความหฤโหดของคุกเป็นที่โจษขาน และทำเลกลางน้ำของมันก็ได้ชื่อว่าไม่มีทางหนี ตลอด 29 ปีที่ผ่านมามีเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ โรเบิร์ต สตูร์ด (Robert Stroud) ที่หนีออกมาได้และยังหาเขาไม่พบมาจนทุกวันนี้ เขาเลยได้รับสมญาว่า Birdman of Alcatraz นักโทษอื่นๆที่เรารู้จกกันดีได้แก่ อัลคาโปน เป็นต้น
อ่าวซานฟรานฯเต็มไปด้วยเรือใบขนาดต่างๆ เรือขนส่งสินค้า ผมใช้เวลานานมากที่ท่าเรือ เมื่อหันกลับเข้ามาหาเมือง ผมเห็นเรือใบจอดอยู่ในอ่าวหลายลำ มีนาคหรือสิงโตทะเลดำผุดดำว่ายให้เห็นบ้าง แต่มันเร็วจนผมจับรูปมันไม่ทัน ผมเห็นเรือบัลคลูตา (Balclutha)จอดลอยลำอยู่เป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์การเดินเรือ ดาวน์ทาวน์ตั้งอยู่บนเนินเขาทำให้เห็นทุกส่วนของเมืองค่อนข้างชัด ขวามือของผมเป็นโรงงานช็อคโกแลตเก่าแก่ยี่ห้อจิราเดลลี (Ghiradelli) ถัดมาเป็นท่าเรือไฮด์ โรงงานลูกพีชกระป๋องเดลมองต์ (Del Monte) ของฟิลิป บุช (Philip Bush) ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี 1909 ปัจจุบันนี้ปิดโรงงานไปแล้วโดยปรับปรุงเป็นโรงภาพยนตร์ ภัตตาคาร ร้านขายของ และสุดทางซ้ายมือของผมคือท่าเรือประมง Fisherman wharf ท่าที่ 39 เหนือท่าเรือขึ้นไปเห็นหอคอยท์บนเทเลกราฟฮิลอย่างชัดเจน ผมเห็นยอดตึกทรานอเมริกาปิรามิดแสดงให้เห็นตำแหน่งของย่านการเงินของซานฟรานฯ และไกลออกไปเห็นตึกระฟ้ายอดแหลมสองยอดซึ่งจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากตึกเฟิร์สต์อินเตอร์สเตทเซ็นเตอร์ ระหว่างที่ผมกำลังถ่ายรูปอยู่นั้น เมฆที่หนาเต็มฟ้าก็ค่อยๆเปิดออกแสงแดดจ้าส่องลงมา ความกดอากาศและเมฆฝนไล่ขึ้นไปทางเหนือแล้ว ผมหันกลับไปมองสะพานโกลเดนเกทและเบนเป้าหมายของผมไปที่นั่น สะพานโกลเดนเกทเป็นแรงบันดาลใจที่นำผมมาถึงที่นี่
ตอนนี้รู้สึกแล้วว่าหิวเต็มที เมื่อเดินย้อนกลับมาที่สวนสาธารณะติดกับป้อมเมสัน ผมนั่งลงและหยิบเอาเดนิสออกมากัดกิน ตามด้วยแอบเปิล ของสองอย่างหยิบมาจากแคนทีนตั้งแต่เช้า ผมรีบออกไปจับรถเมล์สาย 30 เพื่อไปลงที่มารีนา เมื่อเดินเลียบถนนมารีนาบูเลอวาร์ด มองไปเห็นอ่าวจอดเรือยอชท์และผมเข้าสู่เพรสิดิโอ (Presidio) บริเวณนี้เป็นส่วนของหัวแหลมที่สเปนผ่านมาตั้งแต่ปี 1776 และได้สร้างป้อมขึ้นเพื่อปกป้องอ่าว ป้อมที่ยังเหลืออยู่คือฟอร์ตพอยท์ (Fort point) ปัจจุบันพื้นที่ส่วนนี้รวมไปถึงพื้นที่ภูเขาข้างบนไปจรดมหาสมุทรแปซิฟิคได้รับการประกาศให้เป็นสวนสาธารณะ GGNRA –Golden Gate National Recreation Area ผมผ่านโดม Museum of Fine art ซึ่งเป็นฝีมือการออกแบบของเบอร์นาร์ด เมย์เบค (Bernard Maybeck) ได้มีการปฏิสังขรใหม่ (1962-9) จากเดิมที่ใช้วัสดุชั่วคราวสำหรับอาคารงานเอ๊กซโป Panama-Pacific International Exposition ปี 1915 ผมออกไปดูที่หาดเห็นทรายขาว ลมแรง จากจุดนั้นมีถนนดินลูกรัง เพียงแต่ดินลูกรังของเขาไม่มีเหล็กจึงไม่แดงแต่เป็นสีขาว ผมเดินผ่านทางขรุขระที่เต็มไปด้วยผู้คนมาวิ่ง มาเดินและขี่จักรยานออกกำลังกาย ขวามือระหว่างทางเดินและหาดเป็นพืชทะเลทราย ทางซ้ายมือผมเป็นทุ่งหญ้าผืนใหญ่ที่เรียกว่าคริสซีฟิลด์ (Crissy field) บ้างก็เรียกว่าเป็นเกรทมีโดว์ (great meadow) ด้วยในสงครามโลกครั้งที่
สอง ที่นี่เป็นที่ชุมนุมพลกว่า 1.6 ล้านนาย จากคริสซีฟิลด์มีทางรถขึ้นสู่เขา ผมเห็นหลายครอบครัวพากันมาเล่นว่าว มองไปเบื้องหลังคือเมือง เบื้องหน้าคือสะพานโกลเดนเกท เบื้องขวาคือหาดและทะเล ทำเอาผมต้องหยุดเดินปีนขึ้นบนทุ่งหญ้าที่อยู่สูงกว่าพื้นถนนร่วมเมตรเพื่อนั่งมองรอบๆตัว ใต้เท้าผมพองหนักกว่าเดิม รองเท้าคัตชูหนังของผมตั้งแต่ได้กาวตราช้างมานี่ผมก็ทนทายาท เมื่อแรงคืนมาผมจึงได้ลุกขึ้นเดินต่อไป ผมมาถึงปาร์คใกล้ๆฟอร์ตพอยท์ หลายครอบครัวมาปิคนิคตั้งเตาบาร์บีคิวกัน เด็กเล็กเอาจักรยานมาขี่เล่นส่งเสียงดังขรม เมื่อผมตัดสินใจว่าจะไม่ไปที่ฟอร์ตพอยท์แล้ว ผมจึงได้เดินย้อนกลับเพื่อไปขึ้นเขา
เป็นสี่โมงครึ่งแล้วก็ตามก็ทำเอาร้อนเอาการอยู่รวมถึงขาที่ก้าวไม่ค่อยจะออก ผมแวะถ่ายรูปวิวและรูปตัวเองที่จุดชมวิวสองสามแห่ง นักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมามองดูผมยืนยิ้มถ่ายรูปตัวเองเป็นไอ้บ้า พอผมถอยออกมาแต่ละคนก็กรูกันเข้าไปล้วงกล้องเล็กๆยกขึ้นถ่ายวิวมั่ง ที่น่ารำคาญที่สุดเป็นพวกทัวร์จีนที่ทั้งดังโหวกเหวก ไร้มารยาทรวมถึงมายืนกางแขนกางขาทำท่าประหลาดทั้งที่แต่ละคนอายุไม่น้อยกันแล้ว ในที่สุดก็ขึ้นไปถึงจุดชมวิวข้างบน โกลเดนเกทของแท้อยู่ข้างหน้าผมนี่เอง สวนสาธารณะข้างบนเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแย่งกันถ่ายรูปจ้าละหวั่นบังซีนกันสุดๆ มีทั้งเอเชีย แขก ฝรั่ง ละติน แม้ว่าจะชุลมุนเพียงไร หูผมก็ยังได้ยินเสียงกรอบแกรบเหมือนใครเหยียบขวดน้ำ ไม่ไกลจากผมมีผู้หญิงจีนวัยห้าสิบกำลังรื้อถังขยะเก็บขวดน้ำอยู่ทำเอาผมต้องเบือนหน้าด้วยความสะเทือนใจ ภาพเช่นนี้หากเกิดในเมืองไทยเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นจนชาชิน แต่ถ้าเป็นภาพที่เกิดในอเมริกาเป็นสิ่งที่ทำให้ผมต้องชะงักโดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอเป็นผิวเหลือง ผมไม่ได้อายเพราะผมก็ผิวเหลือง แต่ผมพูดไม่ออก หากคนๆหนึ่งต้องมุ่งแสวงโชคไปอยู่ในถิ่นที่แปลกสีแปลกหน้าเช่นนั้น ถ้าคนๆนั้นไม่ได้มีวิชาความรู้ติดตัวที่จะประกอบอาชีพได้ ผมถือว่าสิ่งที่เธอทำเป็นสัมมาอาชีพ ที่สำคัญคือเธอไม่ได้ขายศักดิ์ศรี ขายสิ่งผิดกฏหมาย เธอปรากฏตัวพร้อมกับสัจธรรมของชีวิตว่าเธอต้องอยู่ให้รอดและตั้งตวามหวังว่าสักวันหนึ่งชีวิตจะดีกว่านี้ เธอดีกว่าคนอีกมากมายที่มีมือมีเท้าแต่ไม่ทำอะไร
อาทิตย์ยอแสงลงเต็มที ได้เวลาที่ผมจะขึ้นสะพานเกลเดนเกทเสียที วันหยุดทางสะพานด้านตะวันตกเป็นฝั่งสำหรับจักรยาน ฝั่งตะวันออกเป็นฝั่งคนเดิน ผู้คนเดินถ่ายรูปกันเต็มสะพานและผมก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาขึงมุ้งสนามเทนนิสขึ้นไปสูงสี่เมตรโดยประมาณเพื่อกันคนปีนกระโดดน้ำ ผมมองเห็นอัลคาทราซบนผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มสวย มองเห็นดาวทาวน์อาบด้วยแสงสีทอง โดยเฉพาะยอดโดมของ Palace of Fine Arts มองลงเบื้องล่างเห็นพื้นน้ำ เรือใบและฟอร์ตพอยท์ สะพานโกลเดนเกทเป็นสะพานเชื่อมระหว่างหัวแหลมเมืองซานฟรานฯกับมารินเคาตี (Marin county) สร้างขึ้นและเปิดใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 1937 สะพานมีความยาวทั้งสิ้น 2743 เมตร เป็นสะพานแขวน มีช่วงที่แขวนเป็นระยะทาง 1960 เมตร สูงจากระดับน้ำทะเล 72 เมตร หอสูง 227 เมตร หอหนึ่งฝังอยู่ใต้ทะเล ส่วนอีกหอหนึ่งตั้งบนพื้นหินฝั่งมาริน สะพานนี้ให้เกียรติแด่โจเซฟ สเตราส์ (Joseph B. Strauss) ในฐานะที่เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมในขณะนั้น สีที่ใช้ทาสะพานเป็นสีส้มที่เรียกกันว่า international orange เพราะเป็นสีที่เข้ากันได้ดีกับธรรมชาติรอบๆ เวลามองไกลๆผมไม่ค่อยรู้สึกอะไรมาก แต่เวลาที่เดินอยู่บนสะพานผมรู้สึกว่าเป็นสีส้มที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางสายตาเป็นอย่างยิ่ง ผมตั้งใจว่าจะเดินข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งและรอถ่ายรูปไฟกลางคืนในยามโพล้เพล้ แต่เมื่อนึกถึงอีกหลายสิ่งที่ผมยังไม่ได้ทำ ยังไม่ได้ไป ยังไม่ได้ซื้อของฝาก และนึกถึงขาที่หมดแรงเดินไม่ได้แล้ว ทำให้ผมตัดสินใจเดินกลับมาเพื่อนั่งรถเมล์กลับเข้าเมือง
เส้นทางและรถเมล์ที่จะเข้าดาวน์ทาวน์จากแคชเชียร์ ระหว่างที่ผมนั่งรถเมล์มาต่อรถกลับเข้ามาในเมืองคิดว่าไม่ตกว่าจะลงไชน่าทาวน์ก่อนหรือจะไปถ่ายรูปที่อาคารผู้โดยสารเรือเฟอร์รี่ (Ferry building) ก่อนดี ผมปล่อยให้รถผ่านไปและรู้สึกเหนื่อยจนตาลืมไม่ขึ้น ในนาทีนั้นอยากนอน นึกถึงพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าทำให้ผมเตือนตัวเองว่าควรรู้จักพอ ผมลงรถที่ถนนมาร์เกตเพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟไปสนามบินเพราะไม่แน่ใจว่าวันรุ่งขึ้นในสถานีจะชุลมุนเพียงใด หากผมมัวแต่เงอะงะคลำซื้อตั๋วอยู่ให้คิวต่อแถวยาว เล่นเครื่องขายตั๋วอยู่ระยะหนึ่งจึงพอรู้ว่าเขาซื้อตั๋วเพิ่มเงินทอนเงินกันอย่างไร ได้ตั๋วมาแล้วผมเดินย้อนกลับมาทางเดิมเหมือนเมื่อวานนี้ที่ผมเดินลากกระเป๋ามา แวะโผล่ไปดูร้านอาหารไทยที่ถนนเทย์เลอร์ใกล้ๆกับโรงแรมที่ผมพัก ดูแล้วดูอีกมันไม่ชวนให้ผมอยากอาหารเลย สภาพร้านเก่าๆ ผมดูเมนูและรูปอาหารอย่างไรก็เห็นเป็นอาหารฝรั่ง ผมเลือกไปหาซื้อแซนวิช และกาแฟนมเย็นสตาร์บั๊คจากร้านสดวกซื้อห่อกลับขึ้นไปทานกับชาร้อนบนห้องดีกว่า คืนนั้นผมอาบน้ำเสร็จ กว่าจะเก็บกระเป๋า ลบรูปที่ถ่ายเสีย ผมหลับไปอย่างหมดแรงเมื่อไรก็ไม่รู้
If you're going to San FranciscoLabels: โลกนอกกะลา
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009 July 2009 August 2009 September 2009 October 2009 November 2009