One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Thursday, November 22, 2007

 

Great is Thy Faithfulness

เมื่อปลายปีที่ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับการซ่อมแซมบ้าน เปลี่ยนฝ้าใต้บันไดซึ่งเสียหายจากปลวก ช่างที่ผมได้มาเป็นผู้รับเหมาที่มาทำงานในบริษัทฯจนได้เห็นฝีไม้ลายมือ เมื่อผมเอ่ยปากให้เขามาทำบ้านให้ โดยมีรายการเปลี่ยนแผ่นฝ้าใต้บันได เจาะเพดานเพื่อห้อยโซ่ลงมารอรับโคมไฟที่ผมซื้อมาใหม่ ซ่อมขามูลี่ยืดหดที่สลิงขาด และเปลี่ยนกระจกใสบานประตูตู้ สองรายการหลังนี้เป็นรายการที่คิดเงินตามค่าวัสดุ เขาตีราคาเปลี่ยนฝ้าและเจาะเพดานไว้เพียง 9,900 บาท ผมต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากกับการมาทำงานของช่างที่กว่าจะมาบ่าย ห้าโมงเย็นเลิกงาน มาบ้างไม่มาบ้าง จากที่กะไว้ว่าใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ก็กลายเป็นสามสัปดาห์ กว่าบ้านผมจะเสร็จเรียบร้อยก็วันที่ยี่สิบธันวาคม รายการทาสีเพดานและผนังชั้นหนึ่งเพิ่มขึ้นเนื่องจากเขาผสมสีได้ไม่ใกล้เคียงสีเดิมแต่เขาไม่ได้คิดเงินแต่อย่างใด บานกระจกเขาหามาจากเศษที่เหลือจากที่อื่นทำให้ฟรี ลวดสลิงของมูลี่เขาเปลี่ยนและปรับหลายครั้งจนผมพอใจโดยไม่คิดเงินค่าสลิงเพิ่มแต่อย่างใด ขามู่ลี่ที่เสียนี้ผมเคยให้ร้านที่มาติดตั้งให้เขาบอกว่าซ่อมไม่ได้ต้องสั่งขามาเปลี่ยนตีราคาไว้ 6,500 บาท ผมขอบคุณพระเจ้าที่คนทั่วไปซ่อมบ้านมีแต่งบบานปลายแต่สำหรับผมแล้วมีแต่ของแถม พระองค์จัดเตรียมช่างที่มีฝีมือดี (แต่ทำงานช้ามากๆ) เขาเอาพลาสติกมาหุ้มเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นทำให้ไม่มีอะไรเสียหายและผมก็จ่ายให้เขาในราคาที่ตกลงกันไว้พร้อมกับทิปให้อีก 100 บาท คือไม่ต้องทอนเงินผม เมื่อซ่อมบ้านเสร็จผมติดต่อร้านโคมไฟให้มาติดตั้งโคมให้ทันวันคริสตมาส ผมขอบคุณพระเจ้าที่เป็นโคมไฟแบบที่ผมต้องการ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมกับแม่เล็งไว้แล้วแต่เรายังไม่มีเงินพอจะซื้อได้ เวลาผ่านมาหลายปีผมไม่เจอโคมแบบนั้นอีกเลยหรือถึงมีราคาก็สูงลิ่วจนผมจับต้องไม่ได้ ครั้งนี้ผมได้โคมคริสตัลของอียิปต์มาในราคาเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น เมื่อติดตั้งไปแล้วสองสามวันผมจึงได้สังเกตว่าเม็ดคริสตัลที่ผมขอเปลี่ยนไว้ไม่เป็นไปตามสัญญา ผมทวงถามไปเขาก็นำมาแก้ไขให้ ส่วนโคมไฟอีกสองดวงดวงหนึ่งเป็นโคมทองเหลือง ลวดลายแบบอินเดีย ผมซื้อหามาในราคาเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกโคมหนึ่งเป็นโคมที่นำแผ่นพลาสติกสามสิบชิ้นมาประกอบ ผมซื้อมาสองชุดและขอบคุณพระเจ้าที่ให้สติปัญญาผมนำมาประกอบใหม่เป็นฝาครอบโป๊ะ 3 ชุดสำหรับไปติดตั้งที่เพดานห้องครัว ห้องน้ำชั้นบน และครอบต่างโป๊ะไฟตั้งโต๊ะ ผมรอโคมไฟ 3 ชุด สำหรับแขวนชั้นล่างอยู่หกปี และพระเจ้าประทานให้ในปีนี้ ต่อแต่นี้ไปทุกครั้งที่เราแหงนหน้าขึ้นมองเพดานเราจะระลึกถึงการอวยพรของพระองค์

ตลอดเดือนธันวาคมแม่ผมมีอาการความดันสูงสลับกับความดันต่ำจนลุกไม่ได้ อีกทั้งงานเร่งซ่อมบ้านให้ทันคริสตมาสทำให้ครอบครัวเราไม่มีเวลาไปเที่ยวที่ใดนอกจากเฝ้าบ้านรอเผื่อว่าช่างจะมา เมื่อปีใหม่มาถึงก็ช้าเกินไปสำหรับผมที่จะติดต่อหาโรงแรมที่พักซึ่งเราตกลงกันว่าเราจะไปนอนที่เขาค้อหนึ่งคืนและนอนเตนท์ที่ภูหินร่องก้าอีกหนึ่งคืน กระท่อมที่พักของบริษัทฯในเมืองเพชรบูรณ์ลูกน้องผมจองไปแล้ว ผมโทรฯไปหาเพื่อนที่เขามีบ้านในรีสอร์ท แสดบอกว่ากัลยา (เป็นคนที่ผมรู้จักพอดี) เพิ่งโทรมาขอใช้บ้านในช่วงปีใหม่ให้ผมลองโทรไปตกลงกันเอง ขอบคุณพระเจ้าที่เขาจะได้หยุดงานและขึ้นไปวันที่ 31 ส่วนผมกำลังหาที่พักคืนวันที่ 30 บ้านอุ่นไอดินที่เขาค้อทะเลภูเป็นบ้านที่พระเจ้าจัดเตรียมให้กับวันหยุดของเราโดยแท้ เช้าวันที่จะออกเดินทางแม่ก็มีอาการเวียนศีรษะและมีความดันสูงเล็กน้อยต้องพักอยู่จนเที่ยง เราเตรียมยาลดความดันติดไปด้วย วันสิ้นปีผมขับรถขึ้นภูหินร่องก้าผ่านอำเภอนครไทย ผมผ่านเข้าประตูอุทยานฯเวลาบ่ายสามโมงครึ่งไปถึงจุดกางเตนท์ สองข้างทางมีแต่รถจอด ผู้คนพลุกพล่าน ผมต้องขับรถเข้าไปข้างในจนพบสนามโล่งๆที่มีเตนท์อยู่เพียงไม่กี่หลัง เมื่อผมกางเตนท์เสร็จเรียบร้อยก็มีคนทยอยกันเข้ามาและมีเตนท์เต็มพื้นที่ภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หากผมช้าไปชั่วเวลากางเตนท์ผมคงไม่มีที่พักบนนั้น คืนนั้นครอบครัวเราประกอบอาหารรับประทานกันโดยที่ไม่ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อเราเดินทางกลับกันในวันรุ่งขึ้นแม่เกิดกลายเป็นความดันต่ำขึ้นมาทำให้ผมเครียดเนื่องจากเป็นวันหยุดยาวจะหาแพทย์ในต่างจังหวัดได้ยาก หมอเคยบอกผมว่าหากความดันต่ำจนคนไข้อาเจียนต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล มิเช่นนั้นคนไข้อาจเสียชีวิตจากการช๊อคเพราะขาดเกลือแร่ ตลอดเย็นจนค่ำนั้นแม่ผะอืดผะอมทานอะไรไม่ได้นอกจากน้ำแข็งใสผมขอบคุณพระเจ้าที่ประคับประคองกันกลับมาด้วยความปลอดภัย เป็นปีใหม่ที่เที่ยวไม่สนุกเพราะเป็นกังวล แต่เป็นปีใหม่ที่บอกให้ผมรู้ว่า ในความกังวลที่เกิดขึ้นพระเจ้าทรงอยู่ใกล้

ในกลางเดือนกุมภาพันธ์ ผมได้เดินทางกับพี่สาวขึ้นไปในพิธีถวายอาคารคริสตจักรหลังใหม่ที่บุรีรัมย์ ผมขอบคุณพระเจ้าที่มีส่วนเล็กๆในการถวายเพื่อให้อาคารเป็นที่เรียนของชุมชนเล็กๆในชนบท นอกจากการถวายอาคารผมถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้ไปเที่ยวตามลำพังกับพี่ของผม ความเป็นพี่คนโตและน้องคนเล็ก ระดับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน อายุที่ไม่ต่างกันมาก มักทำให้พี่น้องมีความเห็นปีนเกลียวกันได้ง่าย ผมได้ใช้โอกาสนั้นทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง ได้นึกถึงคำว่าถ่อมใจ ได้ทบทวนนิยามของคำว่าความรักตามที่พระคัมภีร์สอนไว้ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับช่วงเวลาที่ดีเช่นนั้น เย็นวันนั้นกว่าที่เราจะได้ออกจากปราสาทหินเมืองต่ำก็เป็นเวลาฟ้ามืด ผมมาถึงทางโค้งแห่งหนึ่งที่ผมมองไม่เห็นทางข้างหน้า เมฆฝนที่ลงต่ำ และลมที่พัดมาแรงทำให้หมวกของชายคนหนึ่งปลิวออกมากลางถนน เขาวิ่งออกมาคว้าหมวกในจังหวะที่รถผมพ้นโค้งพอดี ผมขอบคุณพระเจ้าที่เขาไม่เป็นอะไร ผมขอบคุณพระเจ้าที่ไม่มีรถตามหลังผมมาในขณะที่ผมตกใจเปลี่ยนช่องทางกระทันหัน เมื่อเรามาถึงร้านอาหารเมืองพรเจ้าประจำของเราที่สีคิ้วเป็นเวลาสามทุ่มเศษ เราอุตส่าห์แขวนท้องเพื่อมาทานข้าวเย็นที่นี่ ผมขอบคุณพระเจ้าที่ทางร้านยอมเปิดครัวทำให้เย็นนั้นเรามีเสต็คทานในบรรยากาศที่เงียบสงบแลหนาวเย็นในหุบเขา ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับเวลาสั้นๆเพียงวันเดียวกับบทเรียนของความสัมพันธ์ พะรัเจ้ากำลังเตือนผมว่าหากความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพระเจ้าไม่ดี ผมจะมีสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัวอย่างไรได้ มันส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงคนภายนอกด้วย จุดมุ่งหมายของการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคือให้มนุษย์ได้คืนดีกับพระเจ้า ผมกำลังเรียนรู้ความหมายที่ลึกลงไปอีกระดับของคำว่า “คืนดีกัน” เพื่อเริ่มต้นสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน

ผมขอบคุณพระเจ้าที่ปีนี้ผมมีโอกาสเข้าร่วมประชุม Asian Baptist Congress 2007 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ผมลาพักร้อนรวมกับวันหยุดต่างแล้วทำให้ผมมีเวลาถึง 10 วัน งานประชุมภายใต้หัวข้อ Asia, Jesus cares ฟื้นใจผมเป็นอย่างมาก เป็นการยากที่จะอธิบายแต่ผมรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณท่ามกลางคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมที่มาอยู่ร่วมกัน ผมเข้าใจในบัดดลว่าสิ่งที่ร้อยใจทุกคนและมัดเราไว้เป็นหนึ่งเดียวคือความรักในองค์พระเยซูคริสต์ ผมแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้เมื่อที่ชุมนุมร้องเพลงพร้อมกัน เพลงเดียวกันแต่เราร้องเป็นภาษาของเราเอง ผมโตขึ้นในวัฒนธรรมฝรั่งจนผมลืมเสียงของเอเชียที่ผมคุ้นเคยมาแต่เล็กแต่น้อย ผมยังจำเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ที่หวานละมุนของชนเผ่าน้อยจากเมียนมาร์แทรกขึ้นมาในขณะที่เราสงบใจอธิษฐานได้ มิตรภาพของผมกับสาวน้อยจากแคว้นอัสสัม อาหารค่ำคืนหนึ่งร่วมสำหรับกับพี่น้องชาวลาฮู ผมมีโอกาสร่วมร้องประสานเสียง Hallelujah Chorus อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ผมไม่ได้ร้องเพลงนี้มาเกือบยี่สิบปี ขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกนาทีที่มีค่าตลอดสี่วันนั้น ก่อนหน้านั้นท้องฟ้าเมืองเหนือมีแต่แสงแดดและฟ้าสีครามสดใสให้ผมได้ออกเที่ยวและถ่ายรูปได้ทุกวัน เมื่อวันประชุมมาถึงฝนก็ตกลงมาทุกวันเช่นกันแต่เป็นวันที่เราแห้งสบายในอาคารตั้งแต่เช้าจนดึก ก่อนที่ผมจะลงทะเบียนเพื่อขึ้นไปประชุมที่เชียงใหม่ ผมคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆแล้วเป็นเงินประมาณสองหมื่นบาท ครึ่งหนึ่งเป็นค่าที่พัก อีกร้อยละสี่สิบเป็นค่าน้ำมันรถ หากผมสามารถบริหารให้ดี ผมจะประหยัดเงินและแปรเปลี่ยนเป็นหนังสือได้หลายเล่ม ผมขอบคุณพระเจ้าที่ผมสามารถหาเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์รายวันได้ในราคาคืนละ 450บาท เป็นอพาร์ทเมนท์ใหม่อยู่ในซอยเงียบๆภายในคูเมือง เพียงผมเดินข้ามถนนไปสามร้อยเมตรก็ถึงกาดสวนแก้วสถานที่จัดประชุม ผมได้ถวายเงินส่วนต่างนี้จำนวนหนึ่งให้กับการช่วยเหลือผู้ประสพภัยธรรมชาติในเอเชีย

เมื่อผมเตรียมตัวขึ้นไปประชุมที่เชียงใหม่ ผมมีโอกาสที่ได้แวะไปหารุ่นพี่ที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานแต่ก็เหมือนรู้จักกันมานานมากอย่างอาจารย์วิชัย ขอบคุณพระเจ้าที่ท่านได้ต้อนรับผมให้พักในบ้านอย่างดี อาหารเช้ามากมายที่ทานกันทั้งสัปดาห์ก็ไม่หมด ผมเห็นแววตาตื่นเต้นยินดีและความกระตือรือล้นของท่านแล้วทำเอาผมต้องละอายใจ โบสถ์ผมพิมพ์ไว้ที่หน้าสูจิบัตรว่า “การต้อนรับแขกเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะทำด้วยความยินดี” ทำให้ผมรู้สึกตัวว่าผมบกพร่องในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก ผมขอบคุณพระเจ้าในระหว่างที่พักอยู่ที่ลำปางที่ได้มีโอกาสไปถึงโรงเรียนแม็คเคนซี ผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนทั้งๆที่โรงเรียนนี้เก่าแก่อายุนับร้อยปี เป็นโรงเรียนที่สร้างขึ้นจากเงินถวายของคริสเตียนที่รักพระเจ้าในวาระที่บุตรชายคนหนึ่งในบ้านต้องจากโลกนี้ไป เงินถวายสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กชายในภาคเหนือจนศิษย์เก่าเป็นใหญ่เป็นโตกันมากมาย ผมขอบคุณพระเจ้าที่มีโอกาสพบกับพี่น้องคริสเตียนเช่นอาจารย์กู้เกียรติและภริยาอีก และเราทั้งหมดได้ไปนมัสการพระเจ้าร่วมกันในวันอาทิตย์ที่คริสตจักรเขลางค์พันธกิจ ในวันนั้นมีพี่น้องที่นั่นมาทักทายผม ผมดีใจที่มีโอกาสพบปะกันอีกแม้ว่าผมจะจำน้องไม่ได้แต่ผมจำเหตุการณ์ที่เราพบกันในครั้งนั้นได้ และน้องเขายังกระซิบบอกผมอีกว่าเขาเคยเรียนไวโอลินกับอาจารย์วิชัย พระเจ้ามักผูกความสัมพันธ์ของคนไว้อย่างน่าอัศจรรย์เสมอ ตลอดเวลาสามวันที่ผมอยู่ลำปางผมได้เที่ยวชมบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดซึ่งเป็นแหล่งรวมสรรพวิทยามาแต่โบราณให้ผมได้ศึกษา ผมไปถึงวัดไหนผมก็ได้เข้าไปเห็นจิตรกรรมฝาผนัง ได้เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างและเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆได้มากขึ้น และเช่นเดียวกันตลอดเวลาว่างอีกสองวันเต็มในเชียงใหม่ ผมมีโอกาสเรียนรู้จักวัฒนธรรมของล้านนาผ่านวัดต่างๆแทบจะพูดได้ว่าผมไปเกือบครบทุกที่ที่ผมวางแผนไว้ ผมขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงนำและเปิดประตูการเรียนรู้ให้กับผมอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อผมทูลขอ


ปีนี้เป็นปีแห่งการเดินทางของผมอีกปีหนึ่ง ผมเดินทางขึ้นล่องกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ถึง 6 ครั้งเพื่อสอนหนังสือ, ไปฝึกอบรม, ไปดูงานและสั่งเครื่องจักร แต่ละครั้งนอกจากงานแล้ว ผมก็ได้ทำในสิ่งที่ผมรักและสนใจคือท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตา และไม่เพียงแต่เมืองเหนือ ผมลงใต้ไปทำงานที่สงขลาและไปขอนแก่น ทำให้ผมได้พบเพื่อนเก่าเพื่อนแก่โขยงใหญ่ตั้งแต่สมัยยังเรียนจุฬาฯที่ไปทำงานอยู่ที่นั่น เป็นเวลาดีที่ได้มีโอกาสนั่งลงคุยกันทั้งเรื่องเก่าเรื่องใหม่ ผมขอบคุณพระเจ้าที่ให้โอกาสผมไปเปิดมุมมองที่เกาหลีในเดือนพฤษภาคม บริษัทฯมอบหมายให้ผมไปเจรจาหาคู่ค้าที่นั่นทั้งๆที่ผมเป็นคนในฝ่ายวิจัยและพัฒนา การเดินทางหลายๆเมือง การต้อนรับอย่างดีเยี่ยม ทำให้ผมได้เห็นความแตกต่าง ทรรศนะในการทำงานและวัฒนธรรมที่ต่างจากจีนและญี่ปุ่น แต่สิ่งที่มีความหมายกับผมคือการเข้าไปดูงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ชีวภาพเพื่อฟังบรรยายสรุปความก้าวหน้าของงานวิจัยด้านต่างๆ เมื่อผมได้นั่งฟังการเสนอผลงานวิจัยใน symposium ที่จัดขึ้น ผลงานวิจัยที่นำมาเสนอเป็นงานของมันสมองระดับแนวหน้าของที่นั่นซึ่งจบมาจากฮาร์วาร์ด, เอ็มไอที, เยล, คอร์เนล ซึ่งผมไม่มีทางจะได้เห็นภาพเช่นนั้นในเมืองไทย ทำให้ผมเห็นแนวคิดและแนวโน้มของเทคโนโลยีในโลกอนาคต ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับโอกาสที่ดีเช่นนั้น ในปลายเดือนตุลาคม บริษัทฯส่งผมไปฝึกอบรมที่ซานดิเอโก ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ในโลกอนาคต ผมได้สานต่อความคิดภาพงานวิจัยที่เกาหลีออกมาเป็นการนำไปผลิตในภาคอุตสาหกรรม สำหรับผมแล้ว นี่เป็นแผนงานที่พระเจ้าวางไว้ให้ผม เมื่อเจ้านายมอบหมายให้ผมไปเกาหลี เราทราบแต่ว่าในภาพรวมของเราคือเสนอกิจกรรมและผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯและหาคู่ค้า ส่วนการดูงานคือของแถม แต่กลายเป็นว่าของแถมนั้นมีมูลค่ามากกว่างานที่ได้รับมอบหมาย เท่ากับผมไปเรียนภาคทฤษฎีโดยที่ผมไม่รู้ตัว การไปอเมริกาของผมจึงกลายเป็นว่าผมไปเก็บเกี่ยวด้านการประยุกต์ใช้และการผลิต หากผมไม่ได้ไปเกาหลีก่อน ผมคงมองไม่เห็นหรือไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่ประยุกต์มาได้อย่างชัดเจน พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ผมเกินกว่าที่ผมจะเข้าใจได้ ในสภาพเศรษฐกิจที่หดตัว อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ที่ทำให้รายได้จากการส่งออกลดลงไปหนึ่งในสาม แต่ผมกลับเป็นลูกจ้างคนเดียวที่เดินทางออกไปดูโลกกว้างหลายครั้งในรอบสองปีที่ผ่านมา นั่นเป็นการส่งสัญญาณว่าเมื่อบริษัทฯลงทุนกับผมแล้วจะมีงานให้ผมทำไปอีกหลายปี

ผมฝันมาตั้งแต่ผมเป็นเด็กว่าผมจะได้ไปยืนอยู่ที่สะพานโกลเดนเกทในนครซานฟรานซิสโก และโอกาสนั้นก็มาถึงอย่างที่ผมไม่คาดฝัน ผมไม่เคยไปแคลิฟอร์เนียมาก่อนและผมกระหายที่จะได้เห็นวัฒนธรรมที่นั่นว่าแตกต่างจากภาคอื่นของประเทศอย่างไร พระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับผมตลอดเวลา ตั้งแต่การขอต่อวีซ่าซึ่งหมดอายุ ผมได้วีซ่าอีกสิบปีโดยที่ทางกงศุลแทบไม่ถามอะไร ความกังวลใจทุกอย่างของผมในการเดินทางหมดลงก่อนที่ผมจะเดินทางไม่ว่าจะเป็นการซื้อตั๋วเครื่องบิน การจองที่พัก หรือแม้แต่ในสถานการณ์ที่บัตรเครดิตของผมโดนอาญัติที่โน่นเพราะธนาคารเข้าใจผิดว่าบัตรผมโดนขโมย รองเท้าที่เดินจนชำรุดตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงแต่ผมก็ได้สติปัญญาที่จะแก้ไขสถานการณ์ ที่นั่งติดหน้าต่างบนเครื่องบินที่ผมไม่อยากได้เลยในตอนแรกแต่กลับเป็นที่นั่งที่ดีที่พระองค์วางไว้ให้ผมเห็นภูมิทัศน์และสภาพธรณีวิทยาทางอากาศของแคลิฟอร์เนีย ฯลฯ พระเจ้าทรงเปิดหนทางและจัดเตรียมให้ผมล่วงหน้าทุกอย่างแม้กระทั่งเงินติดกระเป๋าที่ได้มาอย่างพอเพียงทำให้การไปอเมริกาครั้งนี้ของผมไม่มีรายจ่ายส่วนตัวเลย

ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับสุขภาพของผม แม้ว่าผมบนศีรษะจะหงอกเพิ่มขึ้นและผมร่วงเป็นกำๆโดยไม่ทราบสาเหตุจนต้องไปพบแพทย์แต่ผมใหม่ก็กำลังงอกขึ้นมาแทนที่ กล้ามเนื้อต้นแขนและข้อมือที่อักเสบเรื้อรังข้ามปีบ่งบอกถึงอายุ พระคัมภีร์บอกว่าเส้นผมที่หงอกบนศีรษะคือมงกุฏแห่งศักดิ์ศรีซึ่งทำให้ผมเริ่มรับไหว้มากกว่าที่จะต้องเป็นฝ่ายยกมือก่อน การแพ้อากาศของผมในปีนี้ลดลงอย่างชัดเจน ผมไม่มีการจามและน้ำมูกไหลพรากเหมือนที่ผ่านมา และผมไม่เป็นไข้หวัดเลยในขณะที่เพื่อนในที่ทำงานเจ็บป่วยกันถ้วนหน้า ปีนี้แม่ของผมมีอาการกระเพาะอักเสบและความดันต่ำ แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าเมื่อพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอแล้วน้ำหนักของแม่ขึ้นมาสองกิโลกรัม เมื่อหมดฤดูฝนและลมหนาวเริ่มมาเยือน ครอบครัวเราก็ไปรับลมหนาวกับเพื่อนๆที่ทำงานผมทุ่งแสลงหลวง ผมขอบคุณพระจ้าที่เห็นแม่ตื่นเต้นและแววตาอยากเที่ยวฉายออกมาอย่างชัดเจน

ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับการเลี้ยงดูของพระองค์ กล้องถ่ายรูปที่ผมใช้เงินในอนาคตซื้อมาเมื่อปีที่แล้วปลอดหนี้ในเดือนพฤษภาคม พระองค์ให้ผมมีรายได้ประจำที่จะใช้จ่าย พระองค์ยังช่วยผมปลดหนี้ด้วยวิธีการที่ประหลาดล้ำ เจ้านายผมหางานพิเศษให้ผมเป็นพนักงานผู้เชี่ยวชาญให้กับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน นั่นเป็นเหตุให้ผมเดินทางขึ้นเหนือ ไปอีสานล่องใต้ ผมได้รับค่าจ้างที่มากพอกับคนจบปริญญาโทคนหนึ่งโดยที่ผมปลีกตัวไปทำงานในวันธรรมดาได้โดยไม่ถือเป็นวันลา เงินก้อนนี้ปลดหนี้ค่าบ้านผมลงมากมายในเวลาที่เหมาะสม ในเวลาที่ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านคงที่สี่ปีเปลี่ยนเป็นดอกเบี้ยลอยตัว จะมีเจ้านายกี่คนบนโลกใบนี้ที่ใจดีขนาดนี้ นอกจากเจ้านายที่ทรงเป็น my LORD เป็นผู้จัดการให้ผม ผมได้ใช้เงินนั้นส่วนหนึ่งซื้อเลนซ์ตัวใหม่ และตั้งใจที่จะสงเคราะห์ทุนการศึกษาให้กับบางคนที่ผมรู้ว่าเขาขัดสน

ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับการเลี้ยงดูของพระองค์ มีเรื่องมากมายที่ผมไม่ได้เอ่ยขอบคุณพระองค์ มีเรื่องราวอีกมากต่อมากที่ผมลืมไปแล้ว และที่ผมละเลยไม่ได้ใส่ใจเลย ผมเคยถามตัวเองว่าหากพระเจ้าไม่อวยพรผมขนาดนี้ผมยังจะรักพระองค์อยู่หรือเปล่า ผมยังจะคิดว่าพระองค์เป็นอยู่,มีอยู่หรือเปล่า ผมก็ยังยืนยันว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ มีอยู่จริง ใจที่จดจ่ออยู่ที่พระองค์ ใจที่จดจ่ออยู่ที่พระโอวาทของพระองค์ทำให้ผมรู้ว่าพระองค์อยู่ข้างๆผมตลอดเวลา และจะให้อย่างพอเพียง ไม่ขัดสน ที่ผ่านมาเกินครึ่งชีวิตทำให้ผมรู้ว่าพระเจ้าเลี้ยงผมให้โตมาบนความพอเพียง ไม่ได้ให้มีเหลือเฟือจนผมไม่เห็นคุณค่า ไม่เคยต้องขอใครแต่มีพอแบ่งปันให้คนอื่นตามสมควร ผมนึกถึงเพลงบทหนึ่งมาจากพระคัมภีร์บทเพลงคร่ำครวญ บทที่ 3 ข้อ 22-23 “Through the LORD's mercies we are not consumed, Because His compassions fail not. They are new every morning; Great is Your faithfulness” พรของพระองค์หลั่งลงมาแก่ผู้ที่เชื่อและมอบความวางใจทั้งหมดไว้กับพระองค์



Great is Thy faithfulness, O God my Father;
There is no shadow of turning with Thee;
Thou changest not, Thy compassions, they fail not;
As Thou hast been, Thou forever will be.

(Chorus) Great is Thy faithfulness! Great is Thy faithfulness!
Morning by morning new mercies I see.
All I have needed Thy hand hath provided;
Great is Thy faithfulness, Lord, unto me!


Summer and winter and springtime and harvest,
Sun, moon and stars in their courses above
Join with all nature in manifold witness
To Thy great faithfulness, mercy and love. (Chorus)

Pardon for sin and a peace that endureth
Thine own dear presence to cheer and to guide;
Strength for today and bright hope for tomorrow,
Blessings all mine, with ten thousand beside! (Chorus)


Words: Thomas O. Chisholm, 1923. According to Chisholm, there were no special cir­cum­stanc­es which caused its writ­ing—just his ex­per­i­ence and Bi­ble truth. The hymn first ap­peared in Songs of Sal­va­tion and Serv­ice, 1923, com­piled by Wil­liam M. Run­yan. It is the un­of­fi­cial “school hymn” of Moody Bible In­sti­tute in Chicago, with which Dr. Runyan was as­so­ci­at­ed for a num­ber of years.Music: “Faithfulness (Runyan),” William M. Runyan, 1923. Runyan wrote the music specifically for these words; it appeared in the Baptist Hymnal in 1956.





วันขอบคุณพระเจ้า ปี 2007

Labels:


Wednesday, November 07, 2007

 
รวมภาพซานฟรานฯที่เคยโพสต์ไว้แล้ว

11 ความประทับใจกับซานฟรานซิสโก http://www.pantown.com/board.php?id=7264&area=1&name=board11&topic=1061&action=view

โดดขึ้นรถราง http://www.pantown.com/board.php?id=10377&area=1&name=board1&topic=1200&action=view

จิตรกรรมฝาผนังของซานฟรานซิสโก http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O5897339/O5897339.html

Tuesday, November 06, 2007

 

ปลายทางที่โกลเดนเกท

ผมเดินไปตามถนนเลียบอ่าว หยุดแวะชมแผงเครื่องประดับ ภาพเขียน ของที่ระลึกฝีมือศิลปินถิ่นพอให้รู้ว่าเป็นอย่างไรแล้วผมก็ออกไปที่อะควอติกปาร์ค (Aquatic park) หน้าอ่าว มีคนมาวิ่งออกกำลังกาย บ้างก็มาเดินเล่น ส่วนหนึ่งเป็นหาดทราย อีกส่วนเป็นหินทิ้งกันคลื่นเซาะและเป็นท่าเทียบเรือยื่นโค้งออกไป ผมยังหาอะไรที่เห็นแล้วอยากกินขึ้นมาได้ เลยไปถ่ายรูปก่อนดีกว่า ผมผ่านด้านข้างของป้อมเมสัน Fort Mason เพื่อออกสู่ท่าเทียบเรือ ซ้ายมือของผมคือสะพานโกลเดนเกท เป็นเพียงภาพรางๆในสายหมอก เบื้องหน้าคือเดอะร๊อค และด้านหลังผมคือดาวน์ทาวน์เมืองซานฟรานฯ ผมหยุดเดินเพื่อไล่ล่าถ่ายรูปนกนางนวล มันมีอยู่สองพันธ์ ขนขาวและขนสีเทา

เดอะร๊อค The rock เป็นชื่อเกาะหินปูนกลางอ่าวซานฟรานฯ บนเกาะเป็นภูเขาหินปูนโดยไม่มีแหล่งน้ำจืดเลย ทั้งเกาะมีแต่นกปากห่าง ชาวสเปนที่มาถึงครั้งแรกในปี 1775 จึงตั้งชื่อตามชื่อนกที่มีอยู่เต็มเกาะนี้ว่า La Isla de Los Alcatraces และเรียกกันต่อมาภายหลังว่าอัลคาทราซ(Alcatraz) ในปี 1853 ได้มีการสร้างป้อมและประภาคารขึ้นมา จนปี 1886 จึงได้ใช้ที่นี่เป็นคุกสำหรับเชลยสงคราม ระหว่างปี 1934-63 ได้ดัดแปลงที่นี่เป็นคุกขังนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ความหฤโหดของคุกเป็นที่โจษขาน และทำเลกลางน้ำของมันก็ได้ชื่อว่าไม่มีทางหนี ตลอด 29 ปีที่ผ่านมามีเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ โรเบิร์ต สตูร์ด (Robert Stroud) ที่หนีออกมาได้และยังหาเขาไม่พบมาจนทุกวันนี้ เขาเลยได้รับสมญาว่า Birdman of Alcatraz นักโทษอื่นๆที่เรารู้จกกันดีได้แก่ อัลคาโปน เป็นต้น

อ่าวซานฟรานฯเต็มไปด้วยเรือใบขนาดต่างๆ เรือขนส่งสินค้า ผมใช้เวลานานมากที่ท่าเรือ เมื่อหันกลับเข้ามาหาเมือง ผมเห็นเรือใบจอดอยู่ในอ่าวหลายลำ มีนาคหรือสิงโตทะเลดำผุดดำว่ายให้เห็นบ้าง แต่มันเร็วจนผมจับรูปมันไม่ทัน ผมเห็นเรือบัลคลูตา (Balclutha)จอดลอยลำอยู่เป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์การเดินเรือ ดาวน์ทาวน์ตั้งอยู่บนเนินเขาทำให้เห็นทุกส่วนของเมืองค่อนข้างชัด ขวามือของผมเป็นโรงงานช็อคโกแลตเก่าแก่ยี่ห้อจิราเดลลี (Ghiradelli) ถัดมาเป็นท่าเรือไฮด์ โรงงานลูกพีชกระป๋องเดลมองต์ (Del Monte) ของฟิลิป บุช (Philip Bush) ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี 1909 ปัจจุบันนี้ปิดโรงงานไปแล้วโดยปรับปรุงเป็นโรงภาพยนตร์ ภัตตาคาร ร้านขายของ และสุดทางซ้ายมือของผมคือท่าเรือประมง Fisherman wharf ท่าที่ 39 เหนือท่าเรือขึ้นไปเห็นหอคอยท์บนเทเลกราฟฮิลอย่างชัดเจน ผมเห็นยอดตึกทรานอเมริกาปิรามิดแสดงให้เห็นตำแหน่งของย่านการเงินของซานฟรานฯ และไกลออกไปเห็นตึกระฟ้ายอดแหลมสองยอดซึ่งจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากตึกเฟิร์สต์อินเตอร์สเตทเซ็นเตอร์ ระหว่างที่ผมกำลังถ่ายรูปอยู่นั้น เมฆที่หนาเต็มฟ้าก็ค่อยๆเปิดออกแสงแดดจ้าส่องลงมา ความกดอากาศและเมฆฝนไล่ขึ้นไปทางเหนือแล้ว ผมหันกลับไปมองสะพานโกลเดนเกทและเบนเป้าหมายของผมไปที่นั่น สะพานโกลเดนเกทเป็นแรงบันดาลใจที่นำผมมาถึงที่นี่

ตอนนี้รู้สึกแล้วว่าหิวเต็มที เมื่อเดินย้อนกลับมาที่สวนสาธารณะติดกับป้อมเมสัน ผมนั่งลงและหยิบเอาเดนิสออกมากัดกิน ตามด้วยแอบเปิล ของสองอย่างหยิบมาจากแคนทีนตั้งแต่เช้า ผมรีบออกไปจับรถเมล์สาย 30 เพื่อไปลงที่มารีนา เมื่อเดินเลียบถนนมารีนาบูเลอวาร์ด มองไปเห็นอ่าวจอดเรือยอชท์และผมเข้าสู่เพรสิดิโอ (Presidio) บริเวณนี้เป็นส่วนของหัวแหลมที่สเปนผ่านมาตั้งแต่ปี 1776 และได้สร้างป้อมขึ้นเพื่อปกป้องอ่าว ป้อมที่ยังเหลืออยู่คือฟอร์ตพอยท์ (Fort point) ปัจจุบันพื้นที่ส่วนนี้รวมไปถึงพื้นที่ภูเขาข้างบนไปจรดมหาสมุทรแปซิฟิคได้รับการประกาศให้เป็นสวนสาธารณะ GGNRA –Golden Gate National Recreation Area ผมผ่านโดม Museum of Fine art ซึ่งเป็นฝีมือการออกแบบของเบอร์นาร์ด เมย์เบค (Bernard Maybeck) ได้มีการปฏิสังขรใหม่ (1962-9) จากเดิมที่ใช้วัสดุชั่วคราวสำหรับอาคารงานเอ๊กซโป Panama-Pacific International Exposition ปี 1915 ผมออกไปดูที่หาดเห็นทรายขาว ลมแรง จากจุดนั้นมีถนนดินลูกรัง เพียงแต่ดินลูกรังของเขาไม่มีเหล็กจึงไม่แดงแต่เป็นสีขาว ผมเดินผ่านทางขรุขระที่เต็มไปด้วยผู้คนมาวิ่ง มาเดินและขี่จักรยานออกกำลังกาย ขวามือระหว่างทางเดินและหาดเป็นพืชทะเลทราย ทางซ้ายมือผมเป็นทุ่งหญ้าผืนใหญ่ที่เรียกว่าคริสซีฟิลด์ (Crissy field) บ้างก็เรียกว่าเป็นเกรทมีโดว์ (great meadow) ด้วยในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่นี่เป็นที่ชุมนุมพลกว่า 1.6 ล้านนาย จากคริสซีฟิลด์มีทางรถขึ้นสู่เขา ผมเห็นหลายครอบครัวพากันมาเล่นว่าว มองไปเบื้องหลังคือเมือง เบื้องหน้าคือสะพานโกลเดนเกท เบื้องขวาคือหาดและทะเล ทำเอาผมต้องหยุดเดินปีนขึ้นบนทุ่งหญ้าที่อยู่สูงกว่าพื้นถนนร่วมเมตรเพื่อนั่งมองรอบๆตัว ใต้เท้าผมพองหนักกว่าเดิม รองเท้าคัตชูหนังของผมตั้งแต่ได้กาวตราช้างมานี่ผมก็ทนทายาท เมื่อแรงคืนมาผมจึงได้ลุกขึ้นเดินต่อไป ผมมาถึงปาร์คใกล้ๆฟอร์ตพอยท์ หลายครอบครัวมาปิคนิคตั้งเตาบาร์บีคิวกัน เด็กเล็กเอาจักรยานมาขี่เล่นส่งเสียงดังขรม เมื่อผมตัดสินใจว่าจะไม่ไปที่ฟอร์ตพอยท์แล้ว ผมจึงได้เดินย้อนกลับเพื่อไปขึ้นเขา

วันนี้เดินมาทั้งวัน เท้าระบมไปหมดยังต้องมาปีนและเดินบนพื้นดินแคบเลาะขึ้นไป ผมไม่กล้าไปเดินบนทางลาดยางเพราะกลัวรถเฉี่ยว บนเขานอกจากทางรถแล้ว ยังมีทางเดินป่า ป่าเป็นป่าโปร่ง มีคนขึ้นมาวิ่งและเดินออกกำลังกายกันมาก มาเป็นระยะไม่ขาดสายรวมทั้งพวกขี่เสือภูเขาด้วย แดดที่ส่องมาแม้จะเป็นสี่โมงครึ่งแล้วก็ตามก็ทำเอาร้อนเอาการอยู่รวมถึงขาที่ก้าวไม่ค่อยจะออก ผมแวะถ่ายรูปวิวและรูปตัวเองที่จุดชมวิวสองสามแห่ง นักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมามองดูผมยืนยิ้มถ่ายรูปตัวเองเป็นไอ้บ้า พอผมถอยออกมาแต่ละคนก็กรูกันเข้าไปล้วงกล้องเล็กๆยกขึ้นถ่ายวิวมั่ง ที่น่ารำคาญที่สุดเป็นพวกทัวร์จีนที่ทั้งดังโหวกเหวก ไร้มารยาทรวมถึงมายืนกางแขนกางขาทำท่าประหลาดทั้งที่แต่ละคนอายุไม่น้อยกันแล้ว ในที่สุดก็ขึ้นไปถึงจุดชมวิวข้างบน โกลเดนเกทของแท้อยู่ข้างหน้าผมนี่เอง สวนสาธารณะข้างบนเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแย่งกันถ่ายรูปจ้าละหวั่นบังซีนกันสุดๆ มีทั้งเอเชีย แขก ฝรั่ง ละติน แม้ว่าจะชุลมุนเพียงไร หูผมก็ยังได้ยินเสียงกรอบแกรบเหมือนใครเหยียบขวดน้ำ ไม่ไกลจากผมมีผู้หญิงจีนวัยห้าสิบกำลังรื้อถังขยะเก็บขวดน้ำอยู่ทำเอาผมต้องเบือนหน้าด้วยความสะเทือนใจ ภาพเช่นนี้หากเกิดในเมืองไทยเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นจนชาชิน แต่ถ้าเป็นภาพที่เกิดในอเมริกาเป็นสิ่งที่ทำให้ผมต้องชะงักโดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอเป็นผิวเหลือง ผมไม่ได้อายเพราะผมก็ผิวเหลือง แต่ผมพูดไม่ออก หากคนๆหนึ่งต้องมุ่งแสวงโชคไปอยู่ในถิ่นที่แปลกสีแปลกหน้าเช่นนั้น ถ้าคนๆนั้นไม่ได้มีวิชาความรู้ติดตัวที่จะประกอบอาชีพได้ ผมถือว่าสิ่งที่เธอทำเป็นสัมมาอาชีพ ที่สำคัญคือเธอไม่ได้ขายศักดิ์ศรี ขายสิ่งผิดกฏหมาย เธอปรากฏตัวพร้อมกับสัจธรรมของชีวิตว่าเธอต้องอยู่ให้รอดและตั้งตวามหวังว่าสักวันหนึ่งชีวิตจะดีกว่านี้ เธอดีกว่าคนอีกมากมายที่มีมือมีเท้าแต่ไม่ทำอะไร

อาทิตย์ยอแสงลงเต็มที ได้เวลาที่ผมจะขึ้นสะพานเกลเดนเกทเสียที วันหยุดทางสะพานด้านตะวันตกเป็นฝั่งสำหรับจักรยาน ฝั่งตะวันออกเป็นฝั่งคนเดิน ผู้คนเดินถ่ายรูปกันเต็มสะพานและผมก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาขึงมุ้งสนามเทนนิสขึ้นไปสูงสี่เมตรโดยประมาณเพื่อกันคนปีนกระโดดน้ำ ผมมองเห็นอัลคาทราซบนผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มสวย มองเห็นดาวทาวน์อาบด้วยแสงสีทอง โดยเฉพาะยอดโดมของ Palace of Fine Arts มองลงเบื้องล่างเห็นพื้นน้ำ เรือใบและฟอร์ตพอยท์ สะพานโกลเดนเกทเป็นสะพานเชื่อมระหว่างหัวแหลมเมืองซานฟรานฯกับมารินเคาตี (Marin county) สร้างขึ้นและเปิดใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 1937 สะพานมีความยาวทั้งสิ้น 2743 เมตร เป็นสะพานแขวน มีช่วงที่แขวนเป็นระยะทาง 1960 เมตร สูงจากระดับน้ำทะเล 72 เมตร หอสูง 227 เมตร หอหนึ่งฝังอยู่ใต้ทะเล ส่วนอีกหอหนึ่งตั้งบนพื้นหินฝั่งมาริน สะพานนี้ให้เกียรติแด่โจเซฟ สเตราส์ (Joseph B. Strauss) ในฐานะที่เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมในขณะนั้น สีที่ใช้ทาสะพานเป็นสีส้มที่เรียกกันว่า international orange เพราะเป็นสีที่เข้ากันได้ดีกับธรรมชาติรอบๆ เวลามองไกลๆผมไม่ค่อยรู้สึกอะไรมาก แต่เวลาที่เดินอยู่บนสะพานผมรู้สึกว่าเป็นสีส้มที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางสายตาเป็นอย่างยิ่ง ผมตั้งใจว่าจะเดินข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งและรอถ่ายรูปไฟกลางคืนในยามโพล้เพล้ แต่เมื่อนึกถึงอีกหลายสิ่งที่ผมยังไม่ได้ทำ ยังไม่ได้ไป ยังไม่ได้ซื้อของฝาก และนึกถึงขาที่หมดแรงเดินไม่ได้แล้ว ทำให้ผมตัดสินใจเดินกลับมาเพื่อนั่งรถเมล์กลับเข้าเมือง

หกโมงเย็น ผมกลับมาถึงร้านขายของที่ระลึกริมทางหลวง 101 ผมได้หนังสือ ถ้วยแก้วเนื้อสีน้ำเงินเข้มพิมพ์ลายสะพานสีทอง ได้เพลท 70 ปีสะพานโกลเดนเกท และหนังสือ ผมสอบถามเส้นทางและรถเมล์ที่จะเข้าดาวน์ทาวน์จากแคชเชียร์ ระหว่างที่ผมนั่งรถเมล์มาต่อรถกลับเข้ามาในเมืองคิดว่าไม่ตกว่าจะลงไชน่าทาวน์ก่อนหรือจะไปถ่ายรูปที่อาคารผู้โดยสารเรือเฟอร์รี่ (Ferry building) ก่อนดี ผมปล่อยให้รถผ่านไปและรู้สึกเหนื่อยจนตาลืมไม่ขึ้น ในนาทีนั้นอยากนอน นึกถึงพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าทำให้ผมเตือนตัวเองว่าควรรู้จักพอ ผมลงรถที่ถนนมาร์เกตเพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟไปสนามบินเพราะไม่แน่ใจว่าวันรุ่งขึ้นในสถานีจะชุลมุนเพียงใด หากผมมัวแต่เงอะงะคลำซื้อตั๋วอยู่ให้คิวต่อแถวยาว เล่นเครื่องขายตั๋วอยู่ระยะหนึ่งจึงพอรู้ว่าเขาซื้อตั๋วเพิ่มเงินทอนเงินกันอย่างไร ได้ตั๋วมาแล้วผมเดินย้อนกลับมาทางเดิมเหมือนเมื่อวานนี้ที่ผมเดินลากกระเป๋ามา แวะโผล่ไปดูร้านอาหารไทยที่ถนนเทย์เลอร์ใกล้ๆกับโรงแรมที่ผมพัก ดูแล้วดูอีกมันไม่ชวนให้ผมอยากอาหารเลย สภาพร้านเก่าๆ ผมดูเมนูและรูปอาหารอย่างไรก็เห็นเป็นอาหารฝรั่ง ผมเลือกไปหาซื้อแซนวิช และกาแฟนมเย็นสตาร์บั๊คจากร้านสดวกซื้อห่อกลับขึ้นไปทานกับชาร้อนบนห้องดีกว่า คืนนั้นผมอาบน้ำเสร็จ กว่าจะเก็บกระเป๋า ลบรูปที่ถ่ายเสีย ผมหลับไปอย่างหมดแรงเมื่อไรก็ไม่รู้

หกโมงครึ่ง ผมลุกขึ้นมาจัดการกับตัวเองแล้วก็ขึ้นไปทานอาหารเช้า เมนูเหมือนเดิมคือทานข้าวโพดอบกรอบกับนม ทานเสร็จผมลุกไปเอาแอบเปิล, เดนิสบลูเบอรีและน้ำมะเขือเทศมารับประทาน เที่ยวบินของผมวันนี้สิบเอ็ดโมง ผมจะไปถึงซานดิเอโกตอนเที่ยงครึ่ง ผมมีเวลานับจากเครื่องจอดเพื่อเข้าโรงแรมและไปถึงที่ประชุมก่อนบ่ายสองโมง ผมคงไม่มีเวลามากมายและไม่กล้าหวังว่าจะมีอาหารเที่ยงเสริฟบนเครื่อง คงไปหากาแฟและสแน็คทานที่สนามบิน จัดการหยิบเดนิสหนึ่งชิ้นและแอบเปิลสองลูกกลับเข้าห้องเก็บลงในกระเป๋าเดินทางตุนไว้ก่อน ผมลงมาชั้นล่างราวแปดโมงครึ่งพร้อมสัมภาระ ยื่นหน้าไปบอกที่เคาน์เตอร์ว่าจะไปแล้ว เท่านั้นก็ลากกระเป๋าออกสู่ถนนข้างนอก วันนี้ลมแรง แดดมาแล้ว ผู้คนบนถนนไม่ค่อยจะพลุกพล่านเท่าใดนัก เสียงผมลากกระเป๋าผ่านไปบนฟุตบาทดังก้องไปทั้งถนนจนผู้คนหันมามอง จะไม่ก้องได้อย่างไรในเมื่อสองข้างทางเป็นตึกสูง ผมมาถึงสถานีรถไฟใต้ดินแบบงงๆเพราะแทบจะนับคนที่อยู่ในสถานีได้ รถมาถี่มากทุกสามสี่นาทีจะมีรถไฟเทียบชานชลาหนึ่งขบวน มอนิเตอร์บนสถานีจะบอกว่าอีกสองนาทีรถขบวนหมายเลขอะไร ปลายทางที่ไหน จำนวนกี่โบกีจะเข้ามาเทียบชานชลา ผมรออยู่ไม่ถึงห้านาทีรถก็มาถึง ผมกำลังจะลาจากซานฟรานฯแล้ว ทำเอาผมใจหายและเริ่มระทึกกับการเดินทางใหม่ สถานที่ใหม่ที่ผมกำลังจะไป

เครื่องบินกำลังรอจ่อคิวเพื่อบินขึ้น ผมได้ที่นั่งริมหน้าต่างด้านทิศตะวันออกซึ่งผมจะได้เห็นชายฝั่ง หากผมได้ที่นั่งทางด้านตะวันตกแล้วผมคงเห็นแต่มหาสมุทร ผมกำลังจะลาจากซานฟรานซิสโก ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งผมจะมาถึงที่นี่ ที่ที่ผมวาดฝันไว้ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กชายอายุไม่ถึงสิบปี ผมมาไกลเสียเหลือเกินเพื่อมาตามความฝันกับเพลงซานฟรานซิสโก (San Francisco) แม้จะไม่มีมงกุฏดอกไม้ แม้ว่าจะไม่ใช่อากาศในฤดูร้อนที่เปิดเห็นผ้าสีเข้ม แต่ซานฟรานซิสโกในต้นฤดูใบไม้ร่วงก็เติมเต็มความฝันของผม ในท่ามกลางผู้คนจากทุกสารทิศ ผมมาถึงแล้วจริงๆ ผมหลงรักซานฟรานซิสโกและมันจะอยู่ในใจผมตลอดไป

If you're going to San Francisco
Be sure to wear some flowers in your hair
If you're going to San Francisco
You're gonna meet some gentle people there

For those who come to San Francisco
Summertime will be a love-in there
In the streets of San Francisco
Gentle people with flowers in their hair

All across the nation such a strange vibration
People in motion
There's a whole generation with a new explanation
People in motion people in motion

For those who come to San Francisco
Be sure to wear some flowers in your hair
If you come to San Francisco
Summertime will be a love-in there

If you come to San Francisco
Summertime will be a love-in there

San Francisco/Be sure to wear some flowers in your hair, lyric by Scott McKenzie

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?