One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Friday, September 21, 2007

 

หยุดเขียน....

...ชั่วคราว คืนนี้จะเดินทางไกลอีกแล้ว....ไม่อยู่หลายวันครับ เลยมาส่งข่าวว่าไม่ต้องเสียเวลาเข้ามารออ่าน แล้วพบกันใหม่เดือนตุลาคมครับ

Tuesday, September 18, 2007

 

เรียลิตี -ยาหอมหรือยาพิษ

ฤดูกาลเรียลิตีก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง ที่บ้านผมจะตามดูกันทุกปี ก่อนนี้มีบิ๊กบราเธอร์ด้วย แต่ดูแล้วไม่ประทับใจจะมีสนุกหน่อยก็อะแคดเดมีแฟนตาเซียที่ดูจะมีสีสันมากกว่า และทั้งสองรายการที่มีก็มีจุดยืนของรายการที่ต่างกันไป บิ๊กบราเธอร์จะสนุกหรือไม่อยู่ที่คนที่คัดเข้ามา และโจทย์ที่มอบให้ หากผู้เล่นสามารถสร้างสรรค์และทำงานเป็นทีมเพื่อตอบโจทย์ได้ก็จะสนุก แต่หลายๆครั้งโจทย์ที่เข้ามาก็ปัญญาอ่อนเสียเหลือเกิน เป็นอันว่าภารกิจนั้นไม่น่าดูเราก็เปลี่ยนไปดูช่องอื่นแทน เสน่ห์ของการดูเรียลิตีอยู่ที่การตอบสนองของสมาชิกแต่ละคนต่อโจทย์ที่ได้รับ มันสนุกเพราะเราจะได้เห็นปฏิกิริยาของแต่ละคนแตกต่างกันไป มีการใช้จิตวิทยาต่อกันทั้งตัวต่อตัวและแบบกลุ่ม เวลาดูเรียลิตีจึงต้องดูเอาสนุก สิ่งที่คนเล่นแสดงออกมาสะท้อนตัวตนของคนเล่นได้เพียงเสี้ยวเล็กๆ ดังนั้น เราจึงไม่อาจเอาปฏิกิริยาเหล่านั้นมาตัดสินคนๆหนึ่งได้ เพราะการตอบสนองต่อแรงกระตุ้นแบบเดียวกันเรื่องเดียวกันในสถานณ์การณ์ที่ต่างออกไปย่อมไม่เหมือนเดิม สีสันของเรียลิตีอีกแบบคือแฟนคลับที่มีทั้ง “ด่า” และ “อวย”กันแบบไม่มีเหตุผล จะดูเรียลิตีให้มันจึงต้องดูทั้งในทีวีและเข้าไปในกระทู้ด้วย หากจะถามว่าผมเป็นแฟนคลับของใคร ผมคงตอบไม่ได้เพราะผมชอบแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะให้ผมอยู่คลับใดคลับเดียวทำให้ผมลำบากใจด้วยรักพี่เสียดายน้อง ลำพังเข้าไปอ่านกระทู้ในแต่ละคลับที่ผมนิยมก็ทำเอาผมเสียเวลาไปมากพอสมควร ถ้าจะให้ผมแสดงความคิดเห็นด้วยคงไม่ต้องทำงานทำการกันพอดี ผมจึงเลือกอ่านอย่างเดียวเป็นหลัก ลำพังเฝ้าหน้าจอทีวีจนดึกดื่นก็ทำให้ผมนอนน้อยลงแถมยังต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มอีกหลายร้อยบาท ถ้าจะให้ผมโหวตให้ใครด้วยแล้ว ผมคงไม่ทำ เก็บเงินไว้ช่วยคนอื่นจะเป็นการดีกว่า เลยไม่มีใครได้กินเงินโหวตของผม

เรียลิตีเป็นการจับจุดของคนทั่วไปว่าชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องราวของคนอื่น เมื่อจับจุดได้ก็เอามาปั่นกระแสเพื่อให้ทำการตลาดได้ ก่อนนี้เสียตังค์โหวตกันอย่างเดียว เดี๋ยวนี้โหวตเท่าไรได้ค่าโทรคืนเท่านั้นแต่ต้องเป็นสัปทานสัญญาณโทรศัพท์ของค่ายนี้เท่านั้น คนโหวตก็เห็นว่าโหวตฟรีเลยกระหน่ำกันอุตลุด ประมาณว่ามีนับล้านโหวตต่อสัปดาห์กันทีเดียว เท่ากับว่าได้ดูดลูกค้ามาจากเครือข่ายโทรศัพท์อื่นเข้ามาสร้างฐานอีกเท่าใดกว่าจะครบ 12 สัปดาห์ การคืนเงินค่าโหวตคืนเป็นค่าโทรศัพท์ เพาะบ่มนิสัยการใช้โทรศัพท์อย่างฟุ่มเฟือย เพราะจะโทรทิ้งโทรขว้างยังไงก็ใช้ไม่หมดปีเลย เรียลิตีก็ครบรอบมาเยือนอีกแล้ว เรียกว่าเครือข่ายรับเงินสดค่าโทรมาล่วงหน้าและแถมยังดูดลูกค้าไว้ให้ใช้แต่ระบบเครือข่ายของตัวเองเท่านั้น คนอื่กส่วนหนึ่งได้ดูคอนเสิร์ตที่ถ่ายทอดบวกกับฟังเพื่อนๆคุยกันเรื่องเรียลิตีก็อดไม่ได้พากันติดตั้งเคเบิลทีวี ยอดลูกค้าที่เพิ่มจากส่วนนี้อีกไม่น้อย สรุปว่าการตลาดแบบนี้ “ทรู” หรือ “ซีพี” มีแต่ “ได้กับได้” ผมเชื่ออย่างว่านอกจากแผนการตลาดในแนวกว้างแล้ว ยังมีการสำรวจและปั่นตลาดกันเป็นรายวันด้วยเช่นกัน ด้วยการสร้างกระแสผ่านสื่อต่างๆ เช่นรายงานเหตุการณ์ในบ้านประจำวัน, ผ่านกระทู้ต่างๆ การรายงานข่าวแบบครึ่งๆกลางๆให้คนเข้าใจผิดกันเองบ้างทำให้เกิดกระแสการทุ่มโหวตของบรรดาแฟนคลับ เราก็เลยเป็นหยื่อเรียลิตีกันอย่างโงหัวไม่ขึ้น
ตอนแรกผมนึกว่ามีแต่หนุ่มๆอย่างผมดูเรียลิตี กลายเป็นว่าแม่ผมก็ดูด้วย ดูกันทั้งบ้าน ทุกวันเสาร์สามทุ่มจะมีคอนเสิร์ตเป็นเวลาที่ทุกคนในบ้านจะมานั่งดูพร้อมๆกัน ความจริงผมก็อยากไปคอนเสิร์ตเหมือนกันนะ ไม่ได้อยากไปดูนักล่าฝันสักเท่าใด แต่อยากไปถ่ายรูปมากกว่า ผมเห็นเขาถ่ายรูปมาโพสต์กันสวยๆทั้งนั้นเลย อยากไปลองฝึกมือถ่ายดูมั่ง

ไว้มาเขียนต่อครับ

Labels:


Friday, September 14, 2007

 

ไอ้บัง-นังอ้อย

ผมไปอยู่เพชรบูรณ์มาหลายวัน นั่งทบทวนดูครั้งสุดท้ายที่ผมมาคือปลายปีที่แล้ว ผมเดินขึ้นไปชั้นสองห้องเดิมที่ผมมานั่งทำงาน โต๊ะของผมมีคนอื่นมานั่งแทน เด็กในห้องกุลีกุจอเคลียร์โต๊ะอีกตัวให้ผมนั่งทำงาน เกือบเที่ยงมีเด็กมาเชิญให้ผมไปนั่งอีกอาคารหนึ่ง เขาตามหาผมกันอยู่ว่ามาแล้วหายไปไหน ผมได้ถึงบางอ้อว่าออฟฟิศใหญ่ย้ายไปหมดแล้วและผมมานั่งทำงานในแผนกควบคุมคุณภาพ โต๊ะที่ผมนั่งทำงานคือโต๊ะผู้จัดการลูกน้องเก่าแก่ของผม “นังอ้อย” ที่อยู่ระหว่างลาคลอด

สิบปีที่แล้ว อ้อยมาสมัครงานที่บริษัทฯตามคำแนะนำของรุ่นพี่สองคนที่เคยมาทำงานอยู่ก่อนหน้านั้น อ้อยจบมาจากมหาวิทยาลัยลำดับหนึ่งของประเทศด้วยคะแนนเกียรตินิยม ผมจึงรับไว้พร้อมกับน้องอีกคนหนึ่งในรั้วเดียวกันแต่เป็นต่างสาขา น้องสองคนที่รับมาทำงานได้ดี คนหนึ่งว่องไว รวดเร็ว พลิกแพลงจนต้องจับให้มั่น อีกคนสุขุม ช่างคิดหลายซับหลายซ้อนกว่าจะได้ออกมางานหนึ่งต้องคอยเคาะให้กลับเข้าที่ เมื่อผมอ่านใบสมัครของอ้อย ผมก็พบว่าผมอายุเท่ากับพ่อของอ้อยพอดี เท่ากับว่านี่เป็นลูกสาวผม ^ ^ "

เมื่อบริษัทฯไปปลูกโรงงานหลังใหม่อยู่ที่เพชรบูรณ์ คนในแผนกโรงงานที่กรุงเทพฯอพยพย้ายไปอยู่ที่โน่นกันเกือบหมด เหลือแต่คนที่มีครอบครัวที่โยกย้ายไปแผนกอื่นๆกัน ทั้งอ้อยทั้งกิ่งก็ไปอยู่เพชรบูรณ์ด้วยกัน ผมจะขึ้นล่องเพชรบูรณ์-กรุงเทพฯอาทิตย์เว้นอาทิตย์ไปกับกุ่ยลูกน้องอีกคนหนึ่งเพื่อไปจัดทำระบบ และในที่สุดเมื่อทุกอย่างลงตัว กุ่ยก็ย้ายไปประจำที่เพชรบูรณ์เป็นการถาวร เมื่อไปอยู่โรงงานใหม่ๆ นายกุ่ยจะบ่นว่าเหงา แต่ไม่นานก็มีข่าวดีคือกุ่ยเจอเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ คนนึงคือไอ้วี ซึ่งอยู่ที่หล่มสัก และอีกคนนึงคือ ไอ้บัง ซึ่งอยู่หลังโรงงาน สามคนนี่เขาเป็นเกลอเก่ากันตั้งแต่เรียนมัธยมหอวัง พอจบมัธยมก็แยกย้ายกันไป กุ่ยไปอยู่ลาดกระบัง วีเรียนสิ่งแวดล้อม ส่วนบังจบเกษตร-เกษตรฯ (คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) วันแรกที่ผมเจอไอ้บัง ผมเห็นผู้ชายตัวดำปี๋ ผอมเกร็ง ผมยาวหยักศกถึงบั้นเอว มีหนังยางรวบไว้ตรงท้ายทอย ตากลมโต ยิ้มร่ายกมือไหว้เห็นฟันดำแบบคนกินเตตราซัยคลิน ไอ้บังขี่รถเครื่องเก่าๆมามีไม้กวาดทางมะพร้าวเหน็บมาด้วยอันนึง สวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าฟองน้ำ ทุกอย่างดูไม่ออกเลยว่าสีเดิมลายเดิมเป็นอย่างไร บอกได้คำเดียวว่าฮิปปี้ที่ซ๊กม๊ก สกปรกมากถึงมากที่สุด ผิดกับไอ้วีเพื่อนอีกคนที่ผมเจอก่อนหน้านั้นที่เป็นเสี่ยสำอางค์

คนเราดูแต่ภายนอกไม่ได้ ไอ้บังนี่เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด พ่อไอ้บังเป็นผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งของเพชรบูรณ์ แม่เป็นครู ไอ้บังมีที่มรดก 30 ไร่ เป็นที่สวนอยู่หลังโรงงานออกไป 3 กิโลเมตร มันกลับมาอยู่บ้านบุกเบิกสวนตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี พ่อแม่มีบ้านหลังหนึ่ง ส่วนไอ้บังปลูกบ้านไว้อีกหลังหนึ่ง บ้านของบังไม่มีไฟฟ้า หลังคาบ้านตั้งแผงเซลแสงอาทิตย์ไว้อัดแบตเตอรี กลางคืนจะมีเพียงไฟฟ้าไว้ให้แสงสว่างสลัวๆ บ้านไอ้บังรกไปด้วยหนังสือทางการเกษตร, กรงไก่, ตู้ฟักไข่ ,เครื่องกลทางเกษตร และหมา 6 ตัว ข้างบ้านขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ไว้เลี้ยงปลา อาชีพของบังนอกจากสวนมะม่วงคือเลี้ยง แพะ, วัว และเป็ด ขี้เป็ดคืออาหารปลา บ่อน้ำมีไว้รดน้ำต้นไม้และให้เป็ดว่ายน้ำ หน้าบ้านมีม้าหินชุดหนึ่งตั้งไว้ เป็นโต๊ะสารพัดประโยชน์ เป็นที่เลี้ยงรับรองเพื่อนๆ และในที่สุดก็กลายเป็นที่ผมจะไปกินข้าวเย็นอยู่เสมอทุกครั้งที่ขึ้นไปเพชรบูรณ์

ไอ้บังเป็นคนมีฝีมือทำกับข้าว บางวันได้ปลามาติดเบ็ด มันจะขังไว้ในกระชังพร้อมกับโทรตามเพื่อนๆให้มากินข้าว เนื้อปลาลวกสดๆ หัวปลาต้มยำ นับว่าสุดยอด ผักก็เป็นที่มันปลูกไว้ในสวน ไม่ฉีดยา ใส่แต่ปุ๋ยอินทรีย์ เราเลยมักพูดกันเสมอว่า อาหารบ้านนี้ปลอดภัย เสียอย่างเดียวต้องทนกินอุจจาระกินปัสสาวะของมัน (เป็นภาษาเขียนแบบสุภาพมากเลยนะ) เวลากินข้าวบ้านไอ้บังต้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะไม่เช่นนั้นจะกินอะไรไม่ลง มือที่กำลังหยิบน้ำแข็งใส่ถ้วยของเราก็เป็นมือข้างเดียวกับที่เราเห็นมันแคะแกะเกาไปทั่ว แม้กระทั่งเพิ่งจะเกาคอหมาไปเมื่อนาทีก่อนหน้านี้ เพื่อนไอ้บังมักแวะเวียนมากินเบียร์กันอยู่เสมอๆ ทำให้ผมรู้จักอีกหลายคนและจะถามข่าวคราวถึงกันเสมอ ไอ้บังจะหัวเราะชอบใจเวลาที่เพื่อนใหม่ๆเริ่มลามปามผมเพราะคิดว่ารุ่นใกล้กัน “มึงรู้ป่าวว่าพี่เขารุ่นไหน ยังไม่รีบคารวะรุ่นพี่อีก สิบสี่รุ่นเชียวนะมึง”

ไอ้บังจะแวะเวียนไปโรงงานอยู่เกือบทุกวัน มาถี่ขนาดนั้นคงไม่ได้มาพิศสวาทไอ้กุ่ยเป็นแน่ พวกเราเข้าใจว่ามันมาจีบนังกิ่ง เพราะเห็นสองคนหยอกล้อกันบ่อยๆ ในที่สุดผมก็ได้การ์ดแต่งงานเจ้าบังมาจนได้ เปิดออกดูเจ้าสาวของมันคือนังอ้อย ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเอาเวลาไหนไปจีบนังอ้อย แต่สองคนนี่เหมาะกันดี เพราะเป็นนักอ่านหนังสือทั้งคู่ เห็นว่างๆจะไปเช่าหนังสือมาอ่านกัน ไอ้บังเลิกสูบบุหรี่เพราะนังอ้อย แต่ที่ยังไม่ยอมเลิกคือสะสมขวดเบียร์จนเต็มบ้าน แต่ที่ผมขำคือบนโต๊ะทำงานอ้อยมีรูปโดม ปกรลัมสอดไว้ใต้กระจก อ้อยบอกอยากมีแฟนขาวหล่ออย่างโดม แต่นังอ้อยกลับมาเสร็จไอ้บังที่สุดแสนจะดำ ก่อนวันแต่งไม่นานไอ้บังยอมตัดผมทำให้มันดูดีเป็นผู้เป็นคน และในวันแต่งงานเขาเชิญผมให้พูดอวยพรคู่บ่าวสาว ผมฝากไอ้บังให้ดูแลนังอ้อยให้ดีเพราะนังอ้อยมันก็เหมือนลูกสาวผมคนนึง แต่งงานมาได้ปีนึงอ้อยก็ตั้งท้อง ลูกชายคนแรกชื่อเตย น้ำหนักแรกคลอดห้ากิโลเท่านั้นเอง ท้องใหญ่จนอ้อยต้องผ่าออก

ต่อมาไอ้บังก็เลิกเลี้ยงแพะ เพราะมันไม่ทำเงินให้อย่างที่คาด นมที่ได้ไม่คุ้มค่าอาหารและยา เป็ดที่บังเอาไปส่งที่ร้านเป็ดพะโล้ในเมืองก็ไม่ทำเงินเท่าไร เพราะเจ้าของร้านค้างจ่ายทั้งๆที่ร้านนี้ขายดิบขายดี พวกเราเลยบอยคอตไม่กินเป็ดร้านนี้ บังตัดสินใจเลิกเลี้ยงเป็ดแต่หันมาปลูกผักกางมุ้ง เป็นผักยาฆ่าแมลงแต่ใช้คนงานหยิบแมลงออก ผมเป็นลูกค้าผักกางมุ้งของเจ้าบัง มันจะส่งผักมากับรถส่งของๆบริษัทฯทุกวันพุธ ผักกางมุ้งต้นทุนสูง ดูแลยากและผักโตไม่ทันขาย ถ้าฝนมากไปหน่อยก็เน่า ต้นทุนตกอยู่กับค่าจ้างคนงานไล่จับแมลงเป็นส่วนใหญ่ จากแปลงผักกางมุ้งไอ้บังเริ่มเทพื้นอนกรีตปรับโรงเรือนเป็นปลูกผักไฮโดรแทน ซึ่งทำกำไรให้อย่างงามและควบคุมการออกของผลผลิตได้ดีกว่า ผมจะเข้าไปดูมันลองสูตรผลิตปุ๋ยน้ำออกานิกของมันอยู่เนืองๆ นับว่ามันโชคดีนักที่เลิกเลี้ยงเป็ดหันมาปลูกผักแทน ไม่นั้นมันคงหมดเนื้อหมดตัวกับไข้หวัดนกเป็นแน่

รู้จักกันมาเจ็ดแปดปี นังอ้อยก็เหมือนเดิมคือทำงานช้า ละเอียดถี่ถ้วนจนเกินไป ต้องหอบเอาแฟ้มงานกลับไปทำต่อที่บ้านจนดึกดื่นทำให้แม่ผัวไม่ค่อยพอใจ (ขนาดอยู่กันคนละบ้านยังมีปัญหา) และผอมลงทุกวันแทบเหลือแต่กระดูกจนผมให้จับเจาะเลือดตรวจ บ้านไอ้บังก็ยังเหมือนเดิม บ้านมันรกยังไงก็ยังรกอย่างงั้นท่ามกลางหมา จิ้งจก และตุ๊กแกนับสิบตัว เพียงแต่ตอนนี้เทศบาลมาตั้งเสาไฟแล้ว บ้านมันเลยมีไฟฟ้าใช้เสียที ส่วนไอ้บังก็ยังเหมือนเดิมก็คือสกปรกเหมือนเดิมหรือหนักกว่าเดิมผมไม่แน่ใจ ดำปี๋เหมือนเดิม อาภรณ์ที่สกปรกแบบนั้นจะมีสักกี่คนที่จะรู้นะว่าเป็นของแบรนด์เนม เป็นลีวายส์ของแท้ทั้งเสื้อยืด กางเกงยีนส์ ของแท้ไว้ใส่ทำงานในไร่เช่นคาวบอยในหนังฝรั่ง ไม่ใช่ลีวายส์ที่ใส่เดินโชว์ยี่ห้อกันแบบหนุ่มเมืองกรุง สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือพุงที่ยื่นออกมา ใบหน้าที่อ้วนกลมเพราะเบียร์ และปากที่มหาหนักกว่าเดิม (ผมเขียนผิดที่เขียนเป็นมหา) ไอ้เตยตัวยืดขึ้นเยอะจนผมแทบจำไม่ได้ หกขวบแล้วอยู่ป.1 ส่วนไอ้ตัวเล็กที่นังอ้อยอุ้มอยู่เพิ่งจะสองเดือน ทั้งสองคนโขกจากไอ้บังออกมาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่คนหนึ่งดำ คนหนึ่งขาว

วันนี้ผมพยายามเขียนคำเรียกหาให้สุภาพ แต่ผมต้องกลับมาแก้ใหม่ทั้งหมดเพราะมันไม่ใช่ผม ไม่ใช่พวกเรา ไม่ใช่ที่เราเรียกหากัน หากผมไม่แก้ให้ถูกต้องวันหลังเมื่อผมกลับมาอ่านเรื่องราวของอ้อยและบัง ผมคงไม่ได้บรรยากาศแบบเดิมๆอีกต่อไป

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?