One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Tuesday, July 31, 2007

 

สบายๆวันหยุด ภาคเบลอๆ

วันหยุดยาวไม่ได้ไปไหนกันนานแล้วผมเลยเอ่ยปากชวนแม่ว่าเราไปนั่งรถเล่นกันดีกว่า อยู่กรุงเทพฯเห็นแต่ตึกและรถติดแล้วน่าเบื่อ แม่ถามว่าจะไปไหน ผมบอกว่านครปฐม ดูแม่ลังเลแต่เมื่อผมบอกว่าจะได้แวะโรงงานเซรามิกส์ซื้อของ แม่กระวีกระวาดลุกขึ้นบอกว่าขอสระผมก่อน

ออกจากบ้านเที่ยง ผมคิดว่าจะไปทางบางบัวทอง ตัดเข้าบางเลนเพื่อหลีกหนีสายเพชรเกษมที่รถบรรทุกเยอะและถนนไม่ค่อยจะดี ตลอดทางรถไม่ติดเท่าไหรนัก มาชะลอตัวหนักก็แถววงแหวนรอบนอกที่บางบัวทอง เมื่อได้ผ่านพ้นเข้สู่ถนนสาย 340 ก็ปรากฏทุ่งนาเขียวให้เราได้ชื่นใจกัน บ่ายโมงแล้วยังไม่ได้แวะกินข้าว เห็นแต่ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระนับสิบร้านและร้านเต็กกอเรียงเต็มสองข้างทาง บรรยากาศไม่ค่อยหน้านั่งเพราะเห็นควันไอเสียรถบรรทุก ท้องร้องโครกครากเพราะยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง ถนนที่ผ่านบางเลนไปกำแพงแสนเป็นถนนสี่เลนอย่างดี แต่เทศบาลบางเลนที่แยกออกไปกลับเป็นเมืองเล็กๆน่าอยู่ สงบเงียบและมีความเป็นชนบทอย่างชัดเจน ถนนสองเลนแคบๆนำผ่านวัด, เรือนไม้และเรือนแถวเก่าๆ ผมต้องรีบหาร้านอาหารก่อนไว้โอกาสหน้าค่อยแวะมาเที่ยวใหม่

กว่าจะได้ร้านอาหารก็ไปถึงกำแพงแสน สั่งอาหารง่ายๆกันคนละจาน พี่ผมสั่งข้าวผัดปู ผมสั่งน่องไก่อบเนยให้แม่ส่วนตัวผมเองเป็นไข่เยี่ยวม้าผัดกระเพรา และแกงจืดเต้าหู้หมูสับหนึ่งถ้วย ผมนั่งดูเขาทำกับข้าวอย่างสนุกสนาน เห็นเขาเอาไข่เยี่ยวม้าสีปูนมาปอกเปลือกออกเห็นเนื้อไข่สีดำข้างใน จะลุกไปถ่ายรูปแล้วแต่นึกออกว่าข้อมือยังเจ็บอยู่ (ข้าวจานนั้นของผมสามสิบบาท เขาให้ไข่เยี่ยวม้าผมสองลูกเลย) ปอกไข่เสร็จผ่าสี่แล้วเอาไปทอด พอได้ที่ช้อนไข่ขึ้นเอาใบกระเพราลงไปทอด เขาเอามากระเทียมสับกันให้เห็นๆ แล้วลงโขลกกับพริกแดง ตั้งน้ำมันร้อนแล้วเอาไข่เยียวม้าลงไปผัดกับกระเทียมและพริก เติมน้ำมันหอย ผงชูรส และน้ำเรียบร้อยเอามาเทลงข้างข้าวสวย เอากระเพราโปะหน้าก่อนจะยกมาให้ผม

ส่วนจานของแม่ผมเห็นเขาเอาน่องไก่ลงไปทอดก่อน พอสะเด็ดน้ำมันเสร็จก็เอาวางในจาน ส่วนข้าวเขาเอาไปผัดในกะทะกับสับปะรด ตอนแรกเห็นเขาเอาสับปะรดทั้งลูกมาหั่นไว้หนึ่งแว่นก่อน แล้วค่อยใช้ปังตอเล็มเปลือกออก ผมเห็นเขาควักมาการีนก้อนเบ้อเร่อลงไปคลุกในกะทะ นึกแล้วก็หวาดเสียวแทนแม่ เพราะมันเป็นไขมันชนิดไม่ค่อยจะดีสักเท่าไรนัก ได้แต่ปลอบใจว่านานๆกินที เขาเอาชามมาใส่ข้าวกดและคว่ำลงข้างๆน่องไก่ พ่อครัวทำงานอย่างรวดเร็ว รายรอบด้วยกะทะ หม้อและเตาถึงสามหัวอย่างกับเล่นเก้าอี้ดนตรี ทำให้ผมนึกได้ว่าโต๊ะจีนนครปฐมขึ้นชื่อนัก พืชพรรณธัญญาหารที่นี่อุดมสมบูรณ์จริงๆแถมไม่ไกลจากทะเลนัก นั่งดูเขาทำกับข้าวก็สนุกดี ผมลักจำเอาเสมอๆ นี่เป็นเหตุให้ชอบนั่งทานที่เคาน์เตอร์ร้านถูกและดีในฟูดแลนด์เพื่อขโมยวิชา

อิ่มท้องแล้วก็ออกเดินทางต่อ ผ่านพระราชวังสนามจันทร์เกือบบ่ายสามโมงแล้ว คงแวะไม่ทัน พาแม่เข้าตลาดดีกว่าถามหาเซรามิกส์เอาท์เลท สี่คนบอกกันคนละอย่าง ไม่เช็คข้อมูลก่อนมาก็อย่างนี้แหละ ว่าแล้วก็ไปพระปฐมเจดีย์ที่อยู่ใกล้สุดดีกว่า ผมเอากล้องฟิล์มออกมาถ่ายรูปจะได้หมดๆไปเพราะค้างไว้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษาแล้ว แม่ถามว่าเรามาพระปฐมเจดีย์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ได้แต่หัวเราะเพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นราวปี 1985-87 คราวนั้นมากับโปรแกรมเที่ยวรถไฟไปไทรโยค เขาแวะนครปฐม, สุสานทหารพันธมิตร, สะพานรถไฟสายมรณะนานขนาดนั้นคงต้องไปค้นรูปมาประกอบเรื่องเสียแล้ว เดินๆนั่งๆสลับกันจนหกโมงเย็นก็ได้เวลากลับบ้าน ผมขับรถวนไปเวียนมาหาทางออกถนนเพชรเกษมไม่เจอ แม่ถามว่าจะแวะตลาดขายส่งผักได้หรือเปล่า แต่ผมหลุดออกมาแถวนครไชยศรีได้อย่างไรก็ไม่ทราบเป็นอันว่าแม่โดนหลอกให้ออกมาจากบ้าน ไม่ได้ทั้งเซรามิกส์ ไม่ได้ทั้งผัก

ผมกลับมาทางพุทธมณฑลข้ามสะพานพระรามแปด ชวนแม่ว่าคืนนี้เรากินข้าวที่ตลาดราชวัตรกันไม๊ เพราะไม่ได้กินมานานมากแล้วตั้งแต่ย้ายมาบ้านใหม่ น่าจะ 6-7 ปีแล้ว ผมผ่านเข้าถนนสามเสนที่แยกสุโขทัย (ถ้ามาคิดตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะอ้อมรถขึ้นไปทำไม) ผ่านบางกระบือ รถติดไฟแดง คุยกับแม่ว่าก่อนนี้เวลาแม่มาหาหมอที่วชิระจะนั่งรถเมล์สาย 9 มาสุดสายที่อู่ศรีย่านเพื่อนั่งย้อนกลับบ้านฝั่งธนฯ ไฟเขียวแล้วผมเลี้ยวรถเข้าถนน ?? สองข้างทางมีพ่อค้าแม่ขายมาตั้งแผงอาหารแล้ว ทางฝั่งตลาดก็ยังมีกับข้าวทั้งสดและสำเร็จรูปวางขาย กว่าจะหาที่จอดรถข้างทางได้ต้องเลยไปเกือบสองร้อยเมตร ถามแม่ว่าจะกินอะไร ในสมองผมนึกถึงข้าวหมกไก่ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว เย็นตาโฟ ผัดไทหอยทอด และราดหน้าราชวัตร จาระนัยเสร็จเรียบร้อยแม่บอกว่ากินราดหน้าดีกว่าเลยพาแม่เดินขึ้นไปเรื่อยๆ ให้แปลกใจว่าราชวัตรเดี๋ยวนี้มันต่างจากหกปีที่แล้วมากมาย ป้อมยามหน้าปากซอยที่ตั้งขวางฟุตบาทหน้าร้านหนังสือหายไปแล้ว ร้านใหม่ๆผุดขึ้นมาในสไตล์ถนนข้าวสารรวมถึง S&P แผงข้าวหมกไก่อิสลามหายไปไหนแล้ว เย็นตาโฟก็หาย ขนมน้ำแข็งไสก็หาย แง...ราดหน้าราชวัตรก็หายไปด้วย เห็นหมั่นโถวที่ทำจากน้ำตาลทรายแดงที่ผมไม่ได้ลิ้มรสมันมายี่สิบปีได้ แม่จัดการชี้ว่าจะเอา พอแม่ค้าบอกว่าอันละ 10 บาททำเอาแม่หน้าเสียจะเปลี่ยนใจ พี่ผมเลยจัดให้ ท้ายสุดเราไปนั่งทานผัดไท หอยทอดกัน ระหว่างที่นั่งรออาหารผมข้ามถนนไปซื้อกับข้าวสด ตั้งใจว่าจะต้มจับฉ่าย ผมเลือกซื้อผักขมจีน คะน้า มะระ มะเขือเทศท้อและน้อยหน่ากลับมาด้วย จะซื้อกระดูกหมูแต่แผงหมูเก็บหมดแล้ว พอผัดไทหมดจานถึงได้นึกออกว่าลืมหัวผักกาดต้องวิ่งกลับไปซื้อใหม่ ตอนนี้ต้องทำเวลาแล้วเดี๋ยวกลับบ้านไม่ทันดูคอนเสิร์ตAF

ระหว่างขับรถกลับบ้านผมบอกแม่ว่าราชวัตรเปลี่ยนไปหมดเลย “ก่อนนี้มาหาที่จอดรถไม่ได้ต้องไปจอดไกลถึงหน้ากรมสรรพสามิต ขนาดกรมฯยังย้ายไปไหนไม่รู้เลย” รถมาติดไฟแดงที่สะพานราชวัตรผมบอกแม่ว่าบ้านอาจารย์มาลัยวัลย์อยู่ตรงนี้ (จนขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้ตัวอีกนะ) ผมมุ่งหน้าตรงไปเพื่อออกคลองประปา อ้าว...แล้วตรงนี้ที่ไหนละ แผงอาหารเต็มเลย มองไปทางซ้ายมือผมเห็นร้านราดหน้าด้วย มันคุ้นๆตาจัง ขับรถมาอีกหน่อย อืม..เหมือนกรมสรรพสามิตเลย นี่มันราชวัตรนิหว่า แล้วเมื่อกี้เราไปกินข้าวที่ไหนกันละ >*<


อิอิ ผมเลอะเลือนขนาดหนัก เมื่อกี้ผมจอดรถกินข้าวที่ตลาดศรีย่าน

Labels:


Sunday, July 29, 2007

 

ว่าด้วยเมืองโฮจิมินห์ ตอนจบ

จากพิพิธภัณฑ์ในเมือง เขาพาเราออกไปไกลถึงขูจี (Cuchi) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สงคราม ในพิพิธภัณฑ์ได้แสดงการต่อต้านการบุกรุกของฝรั่งเศสและอเมริกาของชุมชนขูจีด้วยภาพแบบจำลองพื้นที่, เครื่องมือกับดักแบบชาวบ้าน, ภาพยนตร์ และ พื้นที่ของชุมชนขูจีนี้อยู่ห่างออกไปจากไซ่ง่อนประมาณ 30 กิโลเมตร พวกเวียดกงได้รวมตัวกันเพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตกมาตั้งแต่ปี 1940 แล้ว โดยที่เขาได้เริ่มขุดอุโมงค์ใต้ดินเพื่อเคลื่อนไหวอย่างลับๆ การขุดอุโมงค์ได้ทำจากชายฝั่งทะเลจีนไปออกที่ชายแดนด้านเขมร ประมาณว่าในปี 1960 อุโมงค์ใต้ดินเฉพาะที่ขูจีแห่งเดียวมีความยาวถึง 250 กิโลเมตร พื้นที่ในเขตขูจีแต่เดิมเป็นพื้นที่ทำนา ดินเป็นดินเหนียวทำให้ขุดเจาะอุโมงค์ได้ดี สงครามที่ยาวนานเปลี่ยนพื้นที่กสิกรรมให้เป็นป่าร่มครึ้มบดบังทางเข้าออกต่างๆของอุโมงค์ อุโมงค์ที่นี่มีความลึก 4 ระดับ ผมลองคลานเข้าไป 2 ระดับ เพื่อไปดูห้องหับความเป็นอยู่ ทำเอาผมเหนื่อยหอบเพราะต้องเดินย่อเข่าก้มๆตลอดทางประกอบกับอากาศมีน้อย

จากขูจีเขาพาผมไปวัดเทียนหัว วัดนี้อยู่ในย่านคนจีนที่โชลอง (cholon) สร้างขึ้นในราวปี 1900 เศษโดยชาวกวางตุ้ง เล่าสืบกันมาว่าเทพเทียนหัว พระนางนั่งเสื่อด้นเมฆมาช่วยชาวจีนโพ้นทะเล วัดเทียนหัวเป็นวัดเล็กๆ แต่มีนักท่องเที่ยวและชาวจีนในเวียดนามมาขอพรจนแน่นขนัดทุกวัน ในวัดเต็มไปด้วยวันธูปคละคลุ้งจนแสบตา เขาแขวนธูปขดเป็นวงลงมาเต็มเพดานข้างใน จากวัดเทียนหัว เขาพาไปตลาดสองชั้นซึ่งอยู่ไม่ไกลนักเพื่อให้ซื้อของฝาก เป็นตลาดใหญ่กลางเก่ากลางใหม่ในย่านของคนจีนและมีของทุกอย่าง ผมเลือกขนุนแห้งมาฝากเพื่อนๆที่ทำงานซึ่งค่อนข้างกินที่ในกระเป๋าพอควร วันนี้ผมโลดโผนมาแล้วทั้งวันทำให้ผมรู้สึกหิว เมื่อผมผ่านร้านก๋วยเตี๋ยว ผมก็รู้สึกหิวเป็นกำลัง ผมคงต้องลองเฝอสักถ้วยแล้ว รสชาติของเฝอแท้ต่างกับเฝอเมืองไทย เรื่องหมูเรื่องเนื้อคงไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาไม่ประเคนลงไปมากมายเหมือนอย่างบ้านเรา ก๋วยเตี๋ยวของเขาเป็นแผ่นคล้ายก๋วยจั๊บมากกว่า ผักเยอะครับ สองข้างทางริมถนนผมเห็นคนขายเฝอทุกหัวระแหง เขามีเก้าอี้อนุบาลให้นั่งสามสี่ตัว แม่ค้าจะมีโต๊ะเล็กๆเตี้ยๆตั้งตู้กระจกใบขนาดตู้โชว์บุหรี่ มีเตาถ่านตั้งน้ำแกงอุ่นไว้และมีหม้อใส่ก๋วยเตี๋ยวที่ลวกไว้แล้ว เขาแค่ตักก๋วยเตี๋ยวลงชามใส่ผัก ตักน้ำแกงที่มีเศษเนื้อลงชามส่งให้ลูกค้าเท่านั้นเอง

เย็นนั้นเรากลับมาถึงที่พัก แต่พวกผู้หญิงก็ยังไม่พอใจกับการหาซื้อของ จึงได้ชวนกันออกไปหาซื้อของเพิ่มเติมแถวถนนเลอลอย ผมตามออกไปเป็นเพื่อนด้วย (ทั้งคณะจากเมืองไทยผมเป็นชายหนุ่มเพียงคนเดียว) เราหาซื้อของกันเป็นบ้าเป็นหลัง ของที่ผู้หญิงอยากได้เป็นเสื้อผ้า, ผ้าปัก, ผ้าปูที่นอน, และงานฝีมือต่างๆเพื่อเป็นของฝาก ไหนๆผมก็ต้องเดินไปกับเขาแล้วผมได้เสื้อผ้าไหมสีน้ำตาลปักลายมังกรทองที่หน้าอก ได้ปี่แป้เครื่องดนตรีจีนจำลองไว้เป็นของฝากพี่ผมพร้อมกับกล่องแลคเกอร์แวร์อีกสามสี่ชิ้น ในระหว่างที่ผมผ่านร้านรวงต่างๆ ผมเห็นร้านเขียนภาพสีน้ำมันกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก ร้านเหล่านี้เปิดหนังสือภาพของศิลปินตะวันตกและก๊อปปี้รูปออกมาจำหน่าย ภาพเดียวกันแต่ผมเห็นฝีมือแต่ละร้านเลยว่าแตกต่างกัน ภาพที่สะดุดตาผมคือภาพเจ้าสาวจีนสวมชุดแดงนั่งบนเตียงในห้องหอที่แขวนไว้สามสี่ร้าน คืนนั้นเราเดินกันจนเกือบสี่ทุ่ม สองมือเต็มไปด้วยถุงข้าวของกลับโรงแรม

ภาพเจ้าสาวชุดแดงยังติดตาผมอยู่ หลังอาหารเช้าผมรีบกลับออกไปที่ถนนหัวถนนเลอลอยหน้าโรงละครเพื่อซื้อภาพนั้นกลับมา พร้อมกับออกไปเก็บรูปบางมุมที่ยังไม่ได้ถ่ายไว้ ได้แก่ที่อนุสารีย์โฮจิมินห์หน้า city hall, โรงละคร ตึกสมัยเก่าของโรงแรมคอนติเนนตัลและโรงแรมมาเจสตี

ในเสี้ยวเวลาหนึ่งของชีวิต ผมได้มาถึงที่หนึ่งที่ผมใฝ่ฝันไว้แล้ว ความชุลมุนวุ่นวาย วัฒนธรรมที่หลากหลาย การต่อสู้ของผู้คนเพื่อชาติ เพื่อความอยู่รอดหล่อมหลอมให้ชาวไซ่ง่อนเป็นเอกลักษณ์ฉพาะตัวที่ผมจะจดจำไว้อีกนาน มันมากพอที่ผมจะดึงมันออกมาจากความทรงจำได้แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงเจ็ดปีแล้ว

Labels:


Wednesday, July 25, 2007

 

เมืองของโฮจิมินห์

เมื่อเป็นเด็กผมได้เห็นยินและรับข่าวสารว่ากรุงไซ่ง่อนแตกแล้ว นั่นเป็นครั้งแรกที่เด็กอย่างผมทราบข่าวสงคราม ภาพของเด็กผู้หญิงเปลือยร้องไห้วิ่งหนีภัยสงคราม ในอีกด้านหนึ่ง ผมเห็นโฆษณาแผ่นเสียงของเพลงมิวสิคลชุด Miss Saigon หลายๆอย่างประกอบกันทำให้ผมรู้สึกได้ว่าไซง่อนอยู่ใกล้แค่เอื้อม และแล้วก็ไม่ไกลเกินฝันเมื่อบริษัทซัพพลายเออร์เชิญผมไปร่วมประชุมที่ไซ่ง่อนสี่วัน ผมจึงได้ตอบตกลงทันที

ไซ่ง่อนเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามอยู่ทางใต้ เป็นเมืองท่าปากแม่น้ำโขง ไซ่ง่อนตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสในปี 1859 และฝรั่งเศสยกขึ้นเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโคชินไชนา (Cochinchiana) ในไม่กี่ปีต่อมา ฝรั่งเศสหมดสิ้นอำนาจเหนือดินแดนเวียดนามในปี 1954 เมื่อเวียดนามแยกประเทศเป็นฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ในปี 1956-1975 ไซ่ง่อนก็เป็นเมืองหลวงของรัฐบาลฝ่ายใต้ เมื่อเวียดนามกลับมารวมประเทศกันอีกครั้งหนึ่ง จึงได้เปลี่ยนชื่อเมืองไซ่ง่อนเป็นโฮจิมินห์ซิตี้ อาณาเขตของเมืองไซ่ง่อนนั้นนับจากชายขอบทะเลจีนใต้ทางตะวันออกไปจรดชายแดนกัมพูชาเลยทีเดียว

ผมเดินทางไปถึงไซ่ง่อนด้วยสายการบินไทย มีเพื่อนคนไทยร่วมไปด้วย 5-6 คน เขานำเราไปพักที่โรงแรมริเวอร์ไซด์ ซึ่งอยู่ข้างแม่น้ำไซ่ง่อน ผมได้พักชั้นที่ 6 วันแรกเป็นวันที่ยังไม่มีการประชุม จึงเป็นวันที่เราได้ออกเที่ยวกัน เรากางแผนที่ออกและตกลงกันว่าเราจะไปตลาดกัน ตลาดเบนทาน (Ben Thanh market) อยู่ที่วงเวียนใหญ่ เป็นอาคารเก่าชั้นเดียว แต่เพดานสูงทำให้อากาศไม่อบอ้าว ภายในสว่างไสวด้วยแสงไฟหลอด แบ่งเป็นล็อคๆ ภายในมีตั้งแต่เครื่องเพชรพลอย เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแห้ง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องนอน มีทุกอย่าง อาคารจึงเป็นอาคารที่ใหญ่มาก อีกบริเวณจะเป็นส่วนที่เป็นร้าน ด้านนอกตลาดเป็นส่วนที่มีอาหารสดขายทั้งผัก หมูและแน่นอนคืออาหารทะเล ผมเดินวนอยู่รอบใหญ่แต่ก็ไม่รู้จะซื้ออะไร นอกจากหมายตาทุเรียนกรอบไว้เป็นของฝาก ที่หน้าวงเวียนมีอนุสาวรีย์ของพระเจ้าตรันงูเยนไห่ (Tran Nguyen Hai) ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของเวียดนาม พระองค์ทำยุทธนาวีทางเรือกับจีนและชนะที่แม่น้ำแดง (ทางเหนือของประเทศ) โดยพระองค์วางขวากแหลมที่เหลาจากไม้ซุงไว้ในน้ำทำให้เรือรบของจีนวิ่งชนจมลงมากมาย

วันรุ่งขึ้น เราเริ่มประชุมกันตั้งแต่เช้า ทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้วกว่า 40 คนจากแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ฮ่องกงและออสเตรเลีย เราแนะนำตัวและเริ่มประชุมวิชาการกัน เย็นนั้นเขาเลี้ยงต้อนรับเราบนเรือล่องแม่น้ำไซ่ง่อนด้วยอาหารจีน ลมแม่น้ำและอาหารที่รสเลิศทำให้ผมเจริญอาหารอีกแล้ว ผมมองไปสองฝั่งน้ำก็ไม่เห็นแสงสีอะไรสักเท่าไร เนื่องจากไซ่ง่อนไม่มีตึกสูง ราวสองทุ่มถนนหนทางในเมืองก็เงียบสงบแล้ว ผมมองไปเห็นตึกทรงโคโลเนียลขนาดใหญ่ริมน้ำเพียงหลังเดียวที่เปิดไฟสว่างไสวสวยงาม ผมเห็นตึกนั้นจากห้องพักของผมด้วย คืนนั้นเราชวนกันออกไปเดินเล่นก่อนนอน ในขณะที่เดินเล่นอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ข้างหน้าเรามีฝรั่งชายหญิงเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่ รถจักรยานยนตร์คันหนึ่งแล่นผ่านมากระชากกระเป๋าคาดเอวจากไหล่ของชายคนหนึ่งในกลุ่มและจากไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำเอาผมเอากระเป๋ากล้องคล้องสะพายและเดินกอดไว้กลับที่พัก

ผมตื่นเองแต่เช้า จากหน้าต่างห้องที่ผมพัก ผมมองเห็นแม่น้ำไซง่อนอยู่เบื้องล่าง ทุกเช้าผมจะเห็นคนจำนวนมากนำจักรยานขึ้นเรือเฟอรีข้ามแม่น้ำมายังเมืองฝั่งที่ผมอยู่ แสงอาทิตย์แรกขึ้นของเอเชียอาคเณย์ขึ้นที่ฝั่งไซ่ง่อน ทำให้แสงแดดยามเช้าที่นี่เป็นแสงกล้าปลุกผมให้ตื่นแต่เช้า ทุกเช้าก่อนเวลาอาหาร ผมจะรีบออกไปเดินข้างนอก ผมมีเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนจะรีบกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและลงไปรับประทานอาหารเช้าให้ทันประชุมเก้าโมงเช้า ผมเดินออกไปที่ย่านกลางเมืองเก่าที่วิหารนอทเทอร์ดาม และไปรษณีย์กลาง

เมื่อฝรั่งเศสปกครองเวียดนาม ได้สร้างวิหารนอทเทอร์ดามขึ้นในปี 1877 ใช้เวลาก่อสร้างอยู่6 ปี รูปแบบของวิหารเป็นแบบนีโอโรมานิค หอคอยข้างหน้ามีความสูง 40 เมตร กระจกสีแตกเสียหายหมดไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง วันที่ผมไปวัดไม่ได้เปิด ผมได้แต่เดินดูรอบๆ เวลาผมไปเที่ยว ผมจะใช้การเดินเป็นหลักแทนการขึ้นรถ เพราะผมเกรงว่าผมจะพลาดรายละเอียดอะบางอย่างระหว่างทางไป ผมผ่านอาคารศาลาว่าการเมืองหรือ city hall ข้างหน้าอาคารมีอนุสาวรีย์ของโฮจิมินห์ ผมตัดเข้าถนนเลอลอย (Dai Lo Le Loi) ซึ่งเหมือนถนนราชดำเนิน สองข้างทางเป็นร้านรวงดั้งเดิมตั้งแต่สมัยฝรั่งเศส มีตึกเก่าๆเช่นตึกโรงแรมมาเจสตี ถ้าจะให้เปรียบผมคงนึกถึงโรงแรมรัตนโกสินทร์ ตึกโรงแรมคอนติเนนตัล ตรงข้ามโรงแรมมีตึกโรงละครเก่า (Municipal theatre) และลานน้ำพุ ตึกสองข้างถนนที่ถูกทำลายไปมีการสร้างขึ้นมาใหม่ อาคารพาณิชย์เหล่านี้เป็นแหล่งขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว โดยจะเปิดร้านแต่เช้าและปิดเอาหลังสามทุ่มไปแล้ว ผมเดินเป็นวงใหญ่ วันนี้เรามีการประชุมกันต่ออีกครึ่งวัน และถ่ายรูปร่วมกันเมื่อปิดงาน ผมได้หมวกเวียดนามมาใบหนึ่งมาสวม ภาพออกมาหน้าตาตลกดี ตอนบ่ายเจ้าภาพพาเราไปที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ติดกับสวนสัตว์ อาคารพิพิธภัณฑ์ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1929 เป็นอาคารสามชั้นทาสีเหลือง ภายในรวบรวมประวัติศาสตร์ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนาม

Labels:


Thursday, July 19, 2007

 

ฝันร้าย

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นฝันร้ายเขาฝันเรื่องอะไรกันบ้าง บางทีเราจะเอาภาพยนตร์มาผสมปนเปกับอะไรหลายๆอย่าง ตอนเป็นเด็กผมเป็นคนนอนละเมอเก่ง เคยละเมอเดินลงมาชั้นล่างด้วยจนทำเอาแม่ผมเป็นห่วงว่ามีอะไรในขมองของผมผิดปกติหรือเปล่า โตขึ้นมาหน่อยผมมักฝันเหงื่อแตกได้แตกดีกับการถูกไล่ล่า และวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน แต่มีฝันบางเรื่องของผมที่ตามหลอกหลอนผมมาเป็นสิบปีเลยทีเดียว ค่อยยังชั่วหน่อยที่เวลาผ่านไป ความถี่ในการฝันถึงมันห่างหายไปมากแล้ว คงทำเอาอยากรู้ขึ้นมาตะหงิดๆแล้วซิว่าอะไรทำให้ผมหวาดผวาได้ถึงเพียงนั้น

เรื่องแรกเกิดขึ้นตอนผมเรียนปริญญาตรีปีที่2 ขอตั้งชื่อว่า “ลืมวันสอบ” แค่ชื่อเรื่องก็สยองแล้ว เป็นการสอบ finalภาคต้น มหาลัยก็หยุดให้เตรียมตัวสอบกันหลายวัน ผมจดตารางสอบมาไว้ อ่านรอบนึงก็จำได้แล้ววันไหนสอบอะไร โดยปกติผมจะอ่านหนังสือก่อนวันสอบไม่กี่วัน รอบแรกอ่านช้าหน่อยเพราะคิดไปด้วย รอบสองจะเป็นการทบทวนใช้เวลาอย่างมากหนึ่งคืนเช้าวันรุ่งขึ้นก็ไปสอบได้ ผมวางแผนไว้ในใจว่าสองวันนี้จะดูหนังสือเตรียมสอบวิชาที่จะสอบปลายสัปดาห์ พร้อมกับนึกในใจว่าสัปดาห์หน้ายังเหลือวิชาอะไร เอ..แต่ว่ามันสอบเช้าหรือบ่ายกันแน่ เลยไปเอาตารางสอนที่จดไว้มาดู แล้วหัวใจก็วูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม “แคลคูลัส III สอบ 13.00 น. วันนี้. นี่เกือบเที่ยงแล้วผมไม่รู้ตัวเลยว่าวันนี้มีสอบและที่สำคัญคือยังไม่ได้ทบทวนอะไรเลยกับวิชานี้ บ้านผมอยู่ฝั่งธนบุรี ผมจะต้องรีบจับรถไปเกษตรให้เร็วที่สุด น้ำไม่ต้องอาบ ข้าวไม่ต้องกินแล้ว รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าออกจากบ้านทันทีพร้อมกับใจที่เต้นโครมครามไปตลอดทาง ผมไปถึงห้องสอบเกือบบ่ายสองโมง โดยปกติแล้วหากเข้าห้องสอบช้าเกินกว่า 20 นาทีไม่มีสิทธิ์สอบ แต่ผมล่าไปเกือบชั่วโมง นับว่าโชคดีที่อาจารย์คุมสอบอนุญาตเพราะยังไม่มีใครส่งข้อสอบออกไปจากห้อง ผมมีเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่จะปั้นน้ำให้เป็นตัว สมองมึนงงไปหมด อย่างไรก็ตามผมผ่านวิชานี้ด้วยคะแนน C+ ผมยังเอามาฝันเรื่องไปสอบไม่ทันอยู่เสมอๆเมื่อเรียนปริญญาใบที่สูงขึ้นเป็นประจำแม้จะผ่านมาเป็นสิบปี และทุกครั้งที่มีการสอบผมจะหยิบตารางสอบมาดูแล้วดูอีกว่าผมไม่ได้พลาดอะไรไป

เรื่องที่สอง “ลืมลงทะเบียน” เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเมื่อผมกลับไปเรียนหนังสือตอนแก่ สองปีแรกที่เรียน course work ก็เรียนร่วมกับรุ่นน้อง ประเพณีการลงทะเบียนสมัยนั้นคือเราจะลงทะเบียนภาคต้นหลังสงกรานต์ ส่วนภาคปลายก็ตอนปิดภาคต้น พี่ๆน้องๆเตือนถามกันอยู่แล้ว เมื่อผมขึ้นปีสาม ผมออกไปทำวิทยานิพนธ์นอกจุฬาฯ เทอมหนึ่งผมจะกลับมารายงานความก้าวหน้าของวิทยานิพนธ์กับภาควิชา 1-2 ครั้ง ปีนั้นมหาลัยเกิดเปลี่ยนมาเป็นให้นิสิตที่จะลงทะเบียนเรียนภาคต้นให้ยื่นความจำนงค์ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม ทุกคนลืมผมหมดเลยแม้กระทั่งอาจารย์ที่ปรึกษา และเป็นความผิดของผมเองที่ไม่อ่านปฏิทินการศึกษาในคู่มือนิสิตให้ดี อาจารย์ที่ปรึกษาผมมานึกออกเอาปลายเดือนกุมภาพันธ์เลยให้รุ่นน้องโทรศัพท์ตามหาว่าผมลงทะเบียนหรือยัง หนนั้นทำเอาผมต้อง(1) เขียนคำร้องร่ายยาวเหตุผลว่าทำไมผมจึงไม่มาลงทะเบียน (2) เขียนคำร้องขออนุญาตลงทะเบียนหลังกำหนด (3) เขียนคำร้องขออนุญาตลงทะเบียนต่ำกว่า 12 หน่วยกิต (วิทยานิพนธ์รวม 24 หน่วยกิต หากทำสองปีก็เทอมละ 6 หน่วยกิต) ผมลืมลงทะเบียนตามปฏิทินมหาลัยทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งหลังนี่ลืมยาวจนเดือนเมษายน ไม่มีรุ่นน้องช่วยเตือนเพราะเขาจบกันสามปีไปหมดแล้ว ผมเรียนหกปี หลักสูตรของผมบังคับว่าให้จบภายใน 4 ปี ทำให้ผมต้องยื่นคำร้องผลัดผ่อนขอต่ออายุการเรียนทุกเทอมรวม 4 ครั้ง การที่ผมลืมลงทะเบียนยังเป็นเรื่องที่น้องๆเอามาเฮฮากันเมื่อเรากลับมาเจอกันอีก แต่สำหรับผมแล้วมันเป็นฝันร้ายที่ทำให้ผมตื่นกลางดึกว่าผมเรียนไม่จบ วิทยานิพนธ์เป็นของแปลกที่ทำอย่างไรก็ไม่ออก คิดอย่างไรก็ไม่ได้ ผ่านไปเป็นปีก็ไม่คืบหน้า เป็นอย่างนี้ทุกคน!! แต่จะมีเวลาหนึ่งที่เหมือนทำนบแตก เราจะได้ข้อมูล จะได้คำตอบเทมาไม่หวาดไม่ไหว แล้วก็กลับเข้าสู่วัฏจักรเดิมคือทำยังไงก็ไม่ออก เช่นนี้สลับกันไป คนที่มาเรียนเอาดีกรีตอนอายุมากไม่ได้มีแรงกดดันเพียงวิทยานิพนธ์อย่างเดียว เมื่อเราทุ่มเทเวลาผ่านไป 5-6 ปี ทุกคนจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า เรามาทำบ้าอะไรอยู่ในขณะที่เพื่อนๆเราก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว เราจะเรียนจบได้ปริญญาหรือเปล่า หรือจะคว้าไว้ได้แต่เพียงความว่างเปล่า หากเราคว้าอะรไม่ได้ชีวิตข้างหน้าต่อไปจะทำอย่างไร ความรู้สึกหวั่นไหวลึกๆในใจตลอดหกปีที่เรียนมันยังคงเกาะกุมใจผมมานานเป็นสิบปีว่า ผมลืมลงทะเบียนและนั่นทำให้ผมเรียนไม่จบ ยังดีที่ตอนนี้ฝันเรื่องเก่าๆอย่างนี้ไม่เกิดกับผมแล้วและยังนับว่าฝันร้ายกลายเป็นดี เฮ้อ...เกือบไปแล้วเหมือนกันนะครับ

Labels:


Saturday, July 07, 2007

 

07.07.07


ผมได้ยินหลายคนพูดกันว่าวันเสาร์นี้เป็นวันดี ตรงกับวันที่เจ็ด เดือนที่เจ็ดและปีศูนย์เจ็ด แต่จะมีกี่คนเข้าใจความหมายของวันหรือเปล่าว่าดีอย่างไร เลขเจ็ดถือเป็นเลขสมบูรณ์ของศาสนายิวและของชาวคริสต์ การมีเลขเจ็ดปรากฏอยู่ในหน่วยนับหมายถึงการทำจำนวนนั้นให้เป็นจำนวนเต็ม ครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อผมลองค้นดูว่าพระคัมภีร์พูดถึงเลขเจ็ดกี่ครั้ง ผมพบทั้งสิ้น 524 ครั้ง ผมเลยสำรวจคร่าวๆทั้งหมดพอจะสรุปประเด็นสำคัญๆได้ดังนี้ว่า

เมื่อคราวปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างโลกสำเร็จในหกวันคือวันอาทิตย์ถึงวันศุกร์ วันเสาร์ซึ่งเป็นวันที่เจ็ดพระองค์พักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ และทรงอวยพรวันที่เจ็ดตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์เพราะวันนั้นเป็นวันที่ทรงหยุดพักจากการงานทั้งปวง เมื่อโมเสสได้นำชนชาติอิสราเอลข้ามทะเลแดงปลดปล่อยจากการเป็นทาสของอียิปต์ผ่านถิ่นทุรกันดารเพื่อเข้าสู่แผ่นดินคะนาอันหรือประเทศอิสราเอลในปัจจุบันนี้ พระเจ้าได้มอบบัญญัติสิบประการและสั่งให้ชาวยิวจดจำ ถือบัญญัติและรักษาวันที่หกหรือที่เรียกว่าซับบาธ (พระคัมภีร์ไทยแปลว่าสะบาโต) การถือรักษาวันซับบาธเป็นหนึ่งในบทบัญญัติสิบประการ ได้ถือสืบทอดมาในหมู่ชาวยิวนับแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อพระเยซูมาเกิดในโลกนี้ ได้วายชีพบนไม้กางเขนและฟื้นคืนพระชนม์ตรงกับวันอาทิตย์ (พระคัมภีร์ใช้คำว่าวันต้นสัปดาห์) ชาวคริสต์ได้ใช้วันอาทิตย์เป็นวันบริสุทธิ์แทนเพราะเป็นวันแห่งชัยชนะความตายนั่นเอง แต่สำหรับชาวยิวและชาวคริสต์ในกลุ่มเซเวนเดย์แอดเวนติสต์ยังรักษาธรรมเนียมของวันซับบาธในวันเสาร์อย่างเหนียวแน่นตลอดมา ในวันซับบาธจะไม่มีใครทำงาน เขาจะทำงานกันเต็มที่หกวัน วันศุกร์เป็นวันที่เตรียมอาหารเพิ่มเป็นสองเท่าสำหรับวันเสาร์ด้วย เขาจะอยู่แต่ในที่พัก มีการจำกัดระยะทางในการเดิน “จงทำการงานของเจ้าหกวัน แต่ในวันที่เจ็ดนั้นจงหยุดงาน เพื่อโค ลาของเจ้าจะได้พัก และลูกชายทาสีของเจ้ากับคนต่างด้าวจะได้พักผ่อนให้สดชื่นด้วย... แม้ว่าจะเป็นฤดูไถนา ฤดูเกี่ยวข้าวก็จงพัก” ในเชิงจิตวิทยาแล้ว หากมีนายที่บ้างาน คนในบ้าน ลูกน้อง หรือแม้แต่แรงงานต่างด้าวทั้งหลายจะไม่มีทางได้พักเลย เครื่องมือเครื่องจักร แรงงานก็ถูกใช้งานไปอย่างเกินกำลัง อย่างไรก็ตาม ความบริสุทธิ์ของวันซับบาธ อยู่ที่การเชื่อฟังคำสั่ง อยู่ที่การได้ใช้เวลาในวันนั้นกับการทบทวนการดำเนินชีวิตว่าเป็นไปตามพระธรรมที่ได้บัญญัติไว้ และอยู่ที่การให้ความสำคัญกับพระเจ้ามากกว่าเรื่องวุ่นวายของชีวิตประจำวัน


พระคัมภีร์ยังได้บัญญัติใช้เลขเจ็ดเพื่อเป็นกฏหมายว่า หากมีใครขายตัวเองมาเป็นทาส และทาสนั้นทำงานรับใช้เรามาหกปี ในปีที่เจ็ดให้ปล่อยทาสนั้นเป็นไทโดยไม่มีเงื่อนไข นอกจากนี้ พระคัมภีร์ยังสั่งให้คนที่เป็นเจ้าหนี้ ยกหนี้ให้กับลูกหนี้ในปีที่เจ็ดด้วยเช่นกัน พระคัมภีร์กำลังสอนให้คนถือปฏิบัติคิดถึงใจเขาใจเรา คิดถึงสิทธิมนุษยชนที่พึงมี และให้โอกาสคนในการตั้งตัวและเริ่มต้นชีวิตใหม่

ปีซับบาธ พระคัมภีร์ยังพูดถึงปีซับบาธไว้อีกว่า ให้หว่านพืชในนาได้หกปี ลิดเล็มกิ่งในสวนองุ่นและเก็บผลของมันหกปี แต่ในปีที่เจ็ดให้หยุดพักดินเพื่อถวายเป็นปีซับบาธแด่พระเจ้า ในปีนั้นอย่าหว่านพืช อย่าทำแปลงสวนองุ่น ให้เก็บพืชผลกินเท่าที่มันขึ้นเองตามธรรมชาติเพื่อเลี้ยงครอบครัวและคนงาน และให้เหลือไว้สำหรับเป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า

พระคัมภีร์สั่งอีกว่าให้นับปีซับบาธเจ็ดปี (เจ็ดคูณเจ็ดเท่ากับสี่สิบเก้า) โดยให้ปีที่ 50 ถือเป็นปีบริสุทธิ์ คือนอกจากจะไม่มีการหว่านและเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว ยังให้ปล่อยคนกลับบ้านไปภูมิลำเนาของตนเอง ปีซับบาธให้บทเรียนว่าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูยิวและคนของพระองค์ แม้เขาจะไม่ทำกินด้วยถือคำสั่งของพระองค์ แต่พระเจ้าจะอวยพรให้เขามีกินพอเพียงไม่มีเหลือเฟือในปีนั้น การใช้ที่ดินมาหกปีและปล่อยให้ได้พักดินหนึ่งปีในเชิงเทคโนโลยีการเกษตรแล้วเป็นเรื่องดี ดินที่ได้พักหนึ่งปีนั้นเป็นการตัดวงจรชีวิตของโรคพืชและแมลงศัตรูพืช และเมื่อปล่อยสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าเข้ามาหากินในผืนดิน มูลสัตว์และการเหยียบย่ำทำให้ผืนดินได้ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยพืชสด การปล่อยดินให้แสงแดดส่องถึงยังเป็นการฆ่าเชื้อโรคพืชต่างๆให้ลดลงไปอีกด้วย เกษตรอินทรีย์เป็นคำที่ยอดฮิตในขณะนี้ หลังจากที่เราใช้เคมีตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างมหาศาลสำหรับเป็นปุ๋ย เป็นยาปราบวัชชพืช ยาฆ่าเชื้อราฆ่าหนอนพยาธิ เราทิ้งเคมีมากมายไว้บนดินและน้ำสารมัจจุราชเหล่านี้ลงในแหล่งน้ำ ผืนดินที่จะเริ่มทำเกษตรอินทรีย์โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง จะต้องพักผืนดินนั้นไว้อย่างน้อยสามปี และให้สัตว์มาถ่ายมูลไว้ไม่ผิดกับที่พระองค์สั่งชาวยิวโบราณให้ทำเช่นนั้นเลย พระเจ้ากำลังสอนคนให้ใช้ธรรมชาติอย่างพอเพียง รักษาสิ่งแวดล้อมและคืนสมดุลย์ให้กับสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง


ครั้งหนึ่ง พระเยซูตอบคำถามเปโตร (นักบุญปีเตอร์) ว่า เราต้องอภัยต่อความผิดบาปของคนๆหนึ่งที่มีต่อเราสักกี่ครั้ง พระเยซูตอบว่า ไม่ใช่เพียงแค่เจ็ดครั้ง แต่เป็นเจ็ดคูณเจ็ดสิบครั้ง สำหรับมนุษย์เช่นเราบางเรื่องแค่ความผิดธรรมดาครั้งเดียวเราก็รู้สึกเกินกว่าจะทำได้ ความผิดที่เปโตรถามถึงนี้ไม่ใช่ผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ แต่เป็นความผิดที่เชื่อมโยงกับบาป เช่นฆ่าคน พูดปด โลภ ลักขโมย เจ็ดเป็นเลขสมบูรณ์ที่บอกเราว่าทำให้มากที่สุดเท่าที่เราจะนับจำนวนครั้งได้ ดังนั้นเจ็ดคูณเจ็ดสิบ (สี่ร้อยเก้าสิบ) ครั้งจึงไม่ใช่ตัวเลขของจำนวนครั้งอีกต่อไป แต่เป็นคำตอบว่า ให้อภัยเสมอ ในทุกกรณี และตลอดไป


พระคัมภีร์ตลอดเล่ม พูดถึงเลขเจ็ดไว้มากมาย กำแพงเมืองเยรีโคพังลงมาเมื่อทหารอิสราเอลโห่ร้องหลังจากที่เดินรอบเมืองครบเจ็ดวัน วิธีการชำระตัวเอง 7 วันให้ไม่มีมลทิน การถวายบูชา การตั้งเครื่องบูชาในวิหารล้วนแล้วแต่เป็นจำนวนเลขเจ็ด วิธีการเจิมเครื่องบูชาเจ็ดรอบ เป็นต้น (เป็นข่าวดีที่พิธีกรรมต่างๆเหล่านั้นไม่มีอีกแล้วตั้งแต่มีพระเยซูมาตายและไถ่บาปเรา) พระคัมภีร์ได้พูดถึงอนาคตไว้ผ่านนิมิตของนักบุญยอห์น พูดถึงคริสตจักรเจ็ดแห่งแทนความบกพร่องเจ็ดประการในยุคที่ความเชื่อและศรัทธาของผู้คนเสื่อมถอยลง พูดถึงคันประทีป, ขัน, ทูตสวรรค์ และตราประทับบนม้วนหนังสือ ทุกสิ่งเป็นเลขเจ็ดซึ่งใช้เป็นสัญญลักษณ์สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ที่กำลังจะเกิดขึ้น


ทุกวันนี้ มนุษย์ขาดหลักการของชีวิตมุ่งไขว่คว้าทุกสิ่งทั้งที่เห็นและไม่เห็น ความเป็นเหตุเป็นผลในชีวิตประจำวันหายไปหมดสิ้น (วิทยาศาสตร์คือการใช้เหตุและผลของคนที่ชอบอ้างว่าตัวเองมีเหตุผลทั้งๆที่ไม่มีเหตุผลเพื่อเป็นเหตุผลตอบคนอื่นว่าตัวเองเชื่อและดำเนินอยู่ในทางของเหตุผล) มีคนมากมายที่คาดหวังว่าวันนี้จะเฮง จะรวย จะดี มีคนมากมายในวันนี้ที่จะใช้เลขเจ็ดนำโชค ความลับของเลขเจ็ดไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเลย แต่เคล็ดลับของมันอยู่ที่การตัดสินใจเลือกบางสิ่งมาเติมเต็มความต้องการของชีวิตและมันจะอยู่กับเราตลอดไปไม่เพียงแค่วันนี้ วัตถุสิ่งของอาจเติมเต็มฝ่ายร่างกาย แต่มันไม่เคยเติมเต็มในฝ่ายจิตวิญญาณได้เลย สำหรับผมมีเลขเจ็ดในชีวิตแล้ว เป็นความสมบูรณ์ที่ผมไม่ต้องการเพิ่มหรือลดอะไรไปจากนี้อีกแล้ว ได้แต่ภาวนาให้ผู้อื่นได้พบเลขเจ็ดเช่นเดียวกับที่ผมได้พบแล้ววันนั้นคุณจะทราบว่าเลขสมบูรณ์เป็นอย่างไร




ขอพระเจ้าอวยพรทุกคนใน วันที่เจ็ดของสัปดาห์ วันที่เจ็ดของเดือน เดือนที่เจ็ดของปี และปีที่ 2007 ของการมาของพระเยซู

Labels:


Wednesday, July 04, 2007

 

เมื่อเพื่อนรับปริญญา

อาจมีคนสังสัยว่ารุ่นผมยังมีรับปริญญากันอยู่อีกหรือ ผมตอบว่ามีครับ เพราะเป็นเพื่อนสนิทจึงเกิดบทความวันนี้ขึ้นมา

นับนิ้วดู..ผมใช้ทั้งนิ้วมือและนิ้วเท้าไม่พออ่ะ เรารู้จักกันมา 22 ปีแล้ว ครั้งแรกที่รู้จักกันเพราะผมไปทำงานที่กาชาด เจ้านายผมมอบหมายงานพร้อมทั้งแนะนำว่าให้ไปคุยกับ “หนูอัน” ผมข้ามไปฝั่งคณะแพทย์ไปหาเธอ แต่ไม่ได้เจอกัน มาเมาท์กันตอนหลังสู่กันฟังว่า เธอไปธุระกลับมาเพื่อนในห้องบอกมีชายหนุ่มมาหา พากลิ่นหอมฟุ้งมาด้วย เมื่อหนูอันจบปริญญาโท ก็มาบรรจุที่กองวิทยาศาสตร์ นับว่าได้ทำงานที่เดียวกัน ห้องเดียวกัน เพียงแต่สังกัดคนละหน่วยงาน

หนูอันในสมัยนั้นเป็นอาหมวยกุมารีจีนแท้แบบผู้มีอันจะกิน ที่บ้านรับเหมาก่อสร้างและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างด้วย ลักษณะเด่นคือ หน้าขาวกลม คิ้วเข้มตาสองชั้น ไว้ผมสั้นทัดหลังใบหู อุปกรณ์เสริมที่ใช้มักจะมีที่คาดผม ถ้าผมยาวหน่อยก็จะมีหนังยางรวบไว้ข้างหลังอีกหนึ่งกระจุก ทุกวันที่มาทำงานเธอจะผัดหน้าขาว บำรุงผิวมาอย่างดีด้วยลังโคมบ้างเอสเต้บ้าง ปากดูเอิบอิ่มลอยออกมาด้วยลิปสติกสีสด ปัดขนตามาด้วย หากผมสรุปง่ายๆว่าสโนไวท์ทุกคนก็จะเข้าใจได้ทันที และที่ขาดไม่ได้คือตามคอ ตามหูและข้อมือต้องมีสร้อยทองตกแต่งไว้พองาม หนูอันมักฉีดน้ำหอมมาจนหอมฟุ้ง หนูอันเปลี่ยนแว่นมาแล้วหลายอัน ผมเห็นกี่อันกี่อันก็เป็นทรงกลมรับกับใบหน้า ในยุคที่แว่น police เป็นที่นิยม หนูอันก็ไปตัดมาอันหนึ่ง ราคาตั้งหลายบาท ผมยังจำได้เป็นกรอบสีดำ ก้านตรงดั้งจมูกเป็นสีทอง หนูอันสวมแล้วน่ารักเหมือนหมีแพนด้า หนูอันเป็นคนทำงานเร็ว พูดเร็ว เคลื่อนไหวรวดเร็ว เวลาที่นั่งทำงานกับโต๊ะจะมีกาแฟดำเต็มถ้วยและขนมวางเรียงรายรอบตัว หนูอันมีความสามารถพิเศษที่จะเปลี่ยนโหมดกลับไปมาระหว่างการเคี้ยว, การพูด และฉีกยิ้มได้อย่างไม่ติดขัดหรือสำลัก รอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์สำคัญของหนูอัน เธอยิ้มได้กว้างขวาง เห็นฟันทุกซี่เรียงกันไปตั้งแต่กรามซี่ในสุดออกมาถึงคู่หน้า

เมื่อผมเรียนต่อโดยหน่วยงานสปอนเซอร์ให้ และเขาส่งผมไปทำงานที่วิทยาลัยแพทย์ หนูอันก็ตามไปด้วยเพราะได้รับมอบหมายให้ไปทำงานวิจัยอีกโครงการหนึ่งที่นั่น หนูอันไปบุกเบิกเต็มตัวก่อนผมเกือบครึ่งปีผมจึงได้หอบกระเป๋าย้ายสำนักไปอยู่ที่นั่นด้วย คราวนี้เลยกลายเป็นว่าเจอหน้ากันอาทิตย์ละ 6 วัน นั่งทำงานห้องเดียวกัน อยู่แล็บเดียวกัน ทั้งผมและหนูอันไม่คาดฝันว่าจะมีวันหนึ่งที่ผู้ใหญ่ขัดแย้งกันและเราต้องเลือกที่จะเดินหน้าหรือถอยกลับไปที่เดิม วันนั้นหนูอันลาออกจากงานเดิมและทำเรื่องเข้าบรรจุรับราชการ ส่วนผมก็ต้องขอย้ายอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เราเลยต้องลงเรือลำเดียวกันอย่างช่วยไม่ได้

เป็นธรรมดาที่เจอหน้ากันทุกวัน จากพูดคุยกันถูกคอ เราก็หันมาซ้อมรบกันเป็นระยะๆ มีอยู่หนนึงที่ผมหลุดปากว่าหนูอันเป็นจอมจุ้น ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านคอยกะเกณฑ์ให้คนโน้นทำโน่น คนนี้ทำนี่ ทำเอาหนูอันร้องไห้ตาบวมเป่งไปหลายวัน ไปร้องไห้ที่พัทยานี่แหละจำได้ ส่วนผมก็ทำทองไม่รู้ร้อนอยู่บ้านปล่อยให้อาจารย์ผมหรือเจ้านายหนูอันไปปลอบเอง อิอิ แต่ความที่ชอบจัดการของหนูอันนี่เช่นกันที่ทำให้ผมเรียนจบมาได้ หนูอันจะช่วยอาจารย์วิ่งหาเงินมาบริหารโครงการ จัดทำงบประมาณต่างๆทำให้ผมมีสารเคมีและเครื่องมือวิทยาศาสตร์ใช้ทำวิจัย ผมคำนวณดูแล้วกว่าผมจะเรียนจบผมใช้เงินวิจัยไปเกือบสามล้านบาท นี่ถ้าไม่ใช่ความชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านของหนูอันผมคงเรียนไม่จบ ความชอบจัดการอีกอย่างหนึ่งของหนูอันคือชอบซัก เธอจะซักไซ้ไล่เลียงทุกอย่างจนเป็นที่พอใจ เป็นต้นว่า มีคนโทรศัพท์มาหาผม พอคุยจบเธอก็จะเริ่มถามว่าใครโทรมา โทรมาทำไมเหรอ และถามไปเรื่อย แสดงว่าเธอเริ่มเงี่ยหูฟังตั้งแต่เสียงกริ่งแรกแล้ว ทุกคนจะต้องผ่านการกลั่นกรองของเธอก่อน ผมได้ใช้ประโยชน์ความช่างซักของหนูอันอยู่บ่อยๆเมื่อผมไม่อยากรับโทรศัพท์บางสายที่มาคอยเซ้าซี้ด้วยการส่งหนูอันไปคุยด้วย แน่นอนว่าเธอก็ต้องเริ่มถามว่าจากไหนคะ ชื่ออะไร มีธุระอะไร รายละเอียดต่างๆของธุระจนอีกฝ่ายวางหูไปอย่างช่วยไม่ได้ก่อนที่จะได้คุยกับผม

ในระหว่างที่อยู่วิทยาลัยสี่ปีเต็มๆ กิจวัตรประจำวันของผมคือไปถึงสี่โมงเช้า กลับสี่ทุ่ม บางวันก็ได้กลับบ้านพร้อมๆกัน หนูอันมักทำหน้าที่บริหารกับข้าว อาหารเย็นให้ด้วย รวมถึงของกินต่างๆ เธอขนมามากมายอาทิตย์ละ1-2 ครั้ง ก็จะไม่มากได้ไงละครับในเมื่อบ้านของหนูอันเป็นครอบครัวใหญ่ เธอซื้อของทีละยกกล่องยกโหล และส่วนใหญ่ของที่ซื้อไว้มักกินไม่ทัน ของที่อัดแน่นเต็มตู้เย็นคือของใกล้วันหมดอายุที่จะต้องทุ่มเทสรรพกำลังลงไปขจัดให้หมดนั่นเอง

นอกจากผมแล้ว ห้องแล็บที่เราอยู่ยังมีนักเรียนปริญญาโทอีก 1 ชีวิต ผู้ช่วยวิจัยสาวละอ่อนเมืองเหนืออีกหนึ่งและเลขาสาวจอมกรี๊ดอีกหนึ่ง ทั้งหมดนี้ในที่สุดกลับกลายมาเป็นเพื่อนซี้ซั้วกันจนได้และคบกันมาจนทุกวันนี้ ตอนนั้นเรายังไม่มีรถขับกัน คนแรกที่มีรถคือดีเจหนุ่มปริญญาโทในแล็บของเรา เปิ้ลออกรถมาด้วยความใจกว้างขวางของหนูอันไปค้ำประกันให้ เราเลยริอ่านไปเที่ยวต่างจังหวัดกันด้วยรถคันแรก เริ่มจากใกล้ๆก่อนอย่างอยุธยา บางปะอิน ต่อมาก็หนูอันออกรถซันนี่มา เราก็ขยับกันไปไกลขึ้นโคราช สัตหีบ รถคันเดียวนั่งกันเต็มคัน สี่ห้าคนไปเคาท์ดาวน์แบบประหยัดนอนเตียงนอนพื้นห้องเดียวกัน และแล้วรถหนูอันก็โดนอัดเข้ากลางลำ ทำเอาหนูขวัญหนีดีฝ่อกับการขับรถไปหลายสัปดาห์ เมื่อผมจบออกมาทำงาน ผมออกรถใหม่ไม่มีใครค้ำประกันให้เพราะพี่สาวผมอยู่ต่างประเทศ ผมก็ได้หนูอันนี่แหละที่ค้ำให้ หากถามผมว่าผมกล้าค้ำให้ใครอย่างนั้นหรือไม่...บอกได้คำเดียวว่าไม่กล้า รถผมเลยเป็นพาหนะสำหรับไปไกลๆอย่างหัวหิน เพชรบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ ไปโลดถึงเลยก็เคย

เมื่อแม่ผมป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารและความดันสูง หนูอันก็เป็นธุระช่วยซื้อยาในชื่อแม่หนูอันอยู่เป็นปี จะผมซื้อหรือหนูอันซื้อก็เหมือนกันแหละครับ เพราะเบิกหลวงได้เหมือนกัน และจ่ายเท่านั้น เลยทำให้ผมใช้บริการหนูอันดีกว่า ที่บ้านผมรู้จักหนูอันกันดี ที่บ้านหนูอันก็รู้จักผมดี แต่เมื่อหนูอันริอ่านจะมีแฟน ทำเอาแฟนหนูอันโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเพราะที่บ้านกลับไม่ไว้ใจแฟนหนูอันเหมือนไว้ใจผม หนูอันมีเหตุต้องมาเลิกกับแฟนก็เมื่อตอนคิดจะมาเรียนปริญญาเอกนี่เอง แต่ผมว่าใครเป็นแฟนหนูก็น่าเห็นใจนะต้องตั้งอยู่บนเหตุและผล หนูเล่นใช้แต่ลอจิก ไม่รู้จักโรแมนติกเอาเสียเลย

เมื่อสัญญาการทำงานที่กาชาดของผมหมดลง อาจารย์ผมส่งผมไปทำงานผสมเทียมเด็กหลอดแก้ว ผมไปทำอยู่สองปี ในที่สุดผมขอลาออกมาเรียนให้จบดีกว่า ผมเลยส่งไม้ผลัดต่อให้หนูอัน หนูทำงานจนคลินิคผสมเทียมเจ๊ง แต่ผมไม่รู้เจ๊งเพราะฝีมือหนูหรือเปล่า อิอิ เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก หนูอันบอกว่าเรียนจบแล้วจะรับปริญญา แต่ไม่ต้องมาหรอกแดดร้อน หาที่จอดรถยาก ผมเลยรีบรับคำ วันนี้เขาซ้อมใหญ่กัน พอดีผมจะต้องไปทำธุระแถวนั้น เลยแวะไปแสดงความยินดีกับหนูอันก่อน แล้วไว้ค่อยนัดแกงค์ของเราเลี้ยงกันอีกรอบนึง ก็เพื่อนซี้อย่างหนูอันจบจะไม่ฉลองดีใจกันได้ยังไง บอกให้เรียนตั้งนานแล้วก็ไม่เชื่อ เรียนน่ะจบง่ายกว่าหาแฟนอีก ผมพูดไม่ผิดเลยใช่ไม๊

Congratulation ครับหนูอัน





รูปวันนี้ ผมไปหารูปวันปีใหม่ตอนที่แกงค์เราไปปราสาทหินพนมรุ้งด้วยกัน อีกใบนึงทุ่งทานตะวัน มีรูปรับปริญญาสามใบ ใบแรกตอนเพิ่งทำงานใหม่ๆเมื่อ 20 ปีที่แล้ว อีกรูปตอนผมรับปริญญาสิบกว่าปีก่อน และสุดท้ายเมื่อวานนี้เอง

Labels:


Monday, July 02, 2007

 

I am sailing


เช้าวันหนึ่ง ผมได้มีโอกาสยืนอยู่หน้าเวิ้งอ่าวที่อ่างศิลา ท้องฟ้าสีครามสดใส น้ำลดต่ำจนมองเห็นโขดหินและโคลนยาวหลายกิโลเมตร เรือจอดเรียงกันเป็นตับอยู่บนเลนสองข้างท่าเรือที่ยื่นออกไป เรือประมงเหล่านี้รอเวลาน้ำขึ้นที่จะนำเรือออกจากฝั่งอีกครั้งหนึ่ง วินาทีนั้นผมนึกถึง I am sailing, I am sailing, Home again cross the sea

ร๊อด สจ๊วต ร้องเพลงนี้ได้อย่างน่าประทับใจ เมื่อพิเคราะห์ดูเนื้อเพลงแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนเขียนเนื้อเพลงนี้เขียนบนความเชื่อของคริสเตียน เรากำลังล่องเรือกลับบ้าน ข้ามฝั่งนทีสีทันดรเพื่อสู่การพักพิงนิรันดร์ การเดินทางของชีวิตไม่ได้เรียบง่ายเลย เราต้องฝ่าคลื่นลมประคองนาวาชีวิต คงไม่มีใครสามารถปฏิเสธที่จะไม่ลงเรือได้ แต่จะข้ามฝั่งให้ปลอดภัยอย่างไรได้ สำหรับความเชื่อของคริสเตียนนั้น เราข้ามฝั่งเพราะเรามีความหวังรอเราอยู่เบื้องหน้า เป็นที่ซึ่งเราจะได้พักแนบใกล้และได้รับการปลดปล่อย มีคำพูดประโยคหนึ่งที่มักได้ยินกันเสมอว่า “Life is tough” นั่นเป็นความจริงที่เราทุกคนเผชิญหน้ากับความโหดร้ายที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่าความอดอยาก การแก่งแย่ง การเอารัดเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัวลำพังเพียงแค่ปากท้องพอรับประทานไปวันหนึ่งๆก็ลำบากพอสมควรแล้ว แต่เรายังถูกกฏเกณฑ์และวัฏจักรของคนบางกลุ่มผลักดันให้เราเข้าไปอยู่ในวงจรของสังคม ผู้เขียนเพลงนี้จึงพูดถึงความเป็นไท และอิสระที่เขาใฝ่หา อิสระนั้นไม่เพียงฝ่ายร่างกายเท่านั้น แต่เป็นอิสระทางฝ่ายจิตวิญญาณ คริสเตียนเชื่อว่า การได้พบพระเจ้าผ่านคนกลางที่ชื่อเยซูจะนำเรากลับบ้าน เป็นบ้านแรกเริ่มตั้งแต่พระเจ้าทรงสร้างเราขึ้นมา เป็นสังคมครอบครัวดั้งเดิมที่มีความรัก และความเชื่อวางใจ อิสระนั้นคือการที่เราได้รับการปลดปล่อยจากทาสความบาปนั่นเอง

หลายครั้งที่ชีวิตเราอยากบินขึ้นสูง บินได้ไกลเหมือนนกเพื่อเห็น เพื่อไปในที่ๆใจเราอยากไป นั่นคือได้ไปใกล้สัมผัสกับพระเจ้าที่อยู่เบื้องบน ในเวลานั้น เราอาจกำลังเหนื่อย เราอาจกำลังท้อใจ และเราก็ร้องเรียกให้พระองค์ช่วยเรา ในเวลาที่เหนื่อยที่สุด และกำลังจะหมดหวังเราอาจสงสัยว่าพระองค์ได้ยินเสียงของเราหรือไม่

มีอยู่สองสิ่งที่เตือนใจผมเสมอเมื่อผมหมดกำลัง เมื่อผมอยากหลุดพ้นจากพันธนาการ หลายครั้งที่ผมรู้ว่าผมช่วยตัวเองไม่ได้ เวลานั้นเป็นเวลาดีที่สุดที่ผมจะหาพระองค์และให้ผมปรับกระบวนทัศน์ใหม่ คืนวันศุกร์เป็นเวลานัดหมายกับพี่น้องหลายคนในโบสถ์ที่จะอธิษฐานกันยาวหลายๆชั่วโมง ผมได้รับการปลดปล่อยทางจิตวิญญาณเมื่อได้เฝ้าพระองค์ร่วมกับคริสเตียนอื่นๆ เราร้องเพลงนมัสการด้วยกัน การร้องเพลงทำให้กำลังของเราคืนมา เราได้ใช้ใจของเราจดจ่ออยู่ที่กับคำสอนในพระคัมภีร์ เราได้แลกเปลี่ยนกันเล่าประสพการณ์ และปัญหาต่างที่พบ เวลานั้นมีปัญหานับร้อยปัญหาที่เราไร้ทางออก ตั้งแต่ปัญหาของชาติบ้านเมืองไปจนกระทั่งปัญหาส่วนตัว เราได้แต่อธิษฐานฝากไว้กับพระองค์ หลายชั่วโมงผ่านไปผมลืมปัญหาต่างๆของผมไปจนหมดสิ้น สิ่งที่ผมเคยรู้สึกว่าเป็นปัญหาใหญ่มาตลอดสัปดาห์มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป เพราะผมมอบปัญหานั้นไว้กับพระองค์ ประสพการณ์ที่ผ่านมาสามสิบปีทำให้ผมรู้ว่าพระองค์ฟัง ผมรู้สึกว่าปัญหาของคนอื่นหนักหนาสาหัสยิ่งนัก หากผมต้องเผชิญกับปัญหาเช่นนั้นผมจะผ่านพ้นไปได้อย่างไร พระเจ้าคืนกำลังและสติต่อเมื่อผมปรับกระบวนทัศน์ในการมองปัญหาของผมเองมาสู่การเห็นใจและเข้าใจในความอ่อนแอของคนอื่นผ่านสายตาของพระองค์

สายตาของพระเจ้ามองมนุษย์เท่าเทียมกัน ไม่มีใครดีกว่าใครเพราะทุกคนเป็นคนบาป ทั้งคนดีมากดีน้อยพระเจ้าให้น้ำฝนของพระองค์ตกลงมาเท่าเทียมกัน "พระองค์ให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนชั่วและคนดี และส่งฝนให้ทั้งคนชอบธรรมและคนอธรรม” พระองค์ทรงรักเราทุกคน และอยากให้ทุกคนรักกันเหมือนอย่างที่พระองค์รักเรา ความรักของพระเจ้าเป็นอย่างไร ผมต้องไปยกเอาคำจำกัดความของความรักที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์มาไว้ตรงนี้ว่า

“ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิดแต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่นและเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอและมีความหวังอยู่เสมอและทนต่อทุกอย่าง”

ทำให้ผมเข้าใจเคล็ดลับสำคัญของการไปร่วมอธิษฐานกับผู้อื่นอีกประการคือ ผมกำลังลดความเห็นแก่ตัว คิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเองให้น้อยลง ผมใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงนั้นคิดถึงคนอื่น ผมเห็นสิ่งมากมายที่ตัวเองได้ทำไปอย่างน่าละอาย ในทางกลับกันสิ่งดีที่ผมควรทำเพื่อคนอื่นผมกลับละเลยที่จะกระทำหรือเลือกที่จะทำกับคนเพียงบางคน พระคัมภีร์ไม่ได้สอนว่าให้ทำดีแล้วผมจะได้บุญจะได้ขึ้นสวรรค์ เพราะไม่มีใครรู้ว่าต้องทำบุญแค่ไหนผมถึงจะกลับบ้านที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้ได้ และความดีที่เราทำก็ไม่มากเพียงพอที่จะเป็นใบเบิกทางให้เราข้ามฝั่งกลับไปถึงบ้านได้ แต่การทำดีเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนต้องทำต่างหาก สิ่งดีที่ทำถ้าเราไม่ได้ทำด้วยความรักก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด แต่การที่ได้ใส่ใจของเราเจือลงไปในทุกสิ่ง ในการงาน ในครอบครัว ย่อมทำให้เราทำงานอย่างสัตย์สุจริต อย่างเต็มกำลัง อย่างเห็นใจและเข้าใจคนอื่น พระคัมภีร์จึงเตือนสติว่า “แม้ข้าพเจ้าจะสละสารพัดหรือยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่”

ผมไม่สามารถที่จะอวดอ้างว่าผมดีแล้ว ทำดีกว่าคนอื่น ผมขอยึดเอาพระคัมภีร์เป็นไม้บรรทัดมาตรฐานที่ผมกำลังบากบั่นไต่ระดับขึ้นไป วันนี้ ผมกำลังฝึกหัดแล่นเรือ กำลังบากบั่นตัดข้ามทะเลของโลกนี้ไปให้ถึงฝั่งข้างโน้นเพื่อกลับบ้าน ผมอยากจะให้วันนี้ของผมดีกว่าเมื่อวานเพราะวันพรุ่งนี้อาจไม่มาถึงผม ท่ามกลางหมอกของโลกนี้ที่หนาทึบ หลายคนอาจยังสนุกสนานอยู่ แต่สำหรับผมแล้ว ผมเห็นดวงไฟลิบๆที่ฝั่งโน้น ผมจะตั้งเข็มทิศความเชื่อมั่นที่หนักแน่นของผมให้ตรง, มือผมจับหางเสือสำแดงความรักด้วยการประพฤติ และให้พระเยซูเป็นต้นเรือของความหวังใจมุ่งหน้ากลับบ้าน ใจผมอยากเชิญชวนให้หลายคนให้ออกเดินทางไปด้วยกัน (เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย I am sailing แต่จบลงด้วย We are sailing) แต่จะมีใครได้ยินหรือได้เห็นเช่นที่ผมเห็น......

I am sailing, I am sailing,
Home again ’cross the sea.
I am sailing, stormy waters,
To be near You, to be free.

I am flying, I am flying,
Like a bird ’cross the sky.
I am flying, passing high clouds,
To be with You, to be free.

Can You hear me, can You hear me
Thro the dark night, far away,
I am dying, forever trying,
To be with You, who can say.

Can You hear me, can You hear me,
Thro the dark night far away.
I am dying, forever trying,
To be with You, who can say.

We are sailing, we are sailing,
Home again ’cross the sea.
We are sailing stormy waters,
To be near You, to be free.

Oh Lord, to be near You, to be free.
Oh Lord, to be near You, to be free,
Oh Lord, to be near You, to be free,
Oh Lord.

(Sailing ประพันธ์เนื้อร้องโดย Gavin Sutherland ในชุด Atlantic crossing เมื่อ 6 กันยายน 1975 เป็นเพลงขึ้นลำดับหนึ่งของบิลบอร์ดติดต่อกัน 4 สัปดาห์ และปรากฏอยู่ในชาร์ตถึง 34 สัปดาห์)

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?