อิ่มท้องแล้วก็ออกเดินทางต่อ ผ่านพระราชวังสนามจันทร์เกือบบ่ายสามโมงแล้ว คงแวะไม่ทัน พาแม่เข้าตลาดดีกว่าถามหาเซรามิกส์เอาท์เลท สี่คนบอกกันคนละอย่าง ไม่เช็คข้อมูลก่อนมาก็อย่างนี้แหละ ว่าแล้วก็ไปพระปฐมเจดีย์ที่อยู่ใกล้สุดดีกว่า ผมเอากล้องฟิล์มออกมาถ่ายรูปจะได้หมดๆไปเพราะค้างไว้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษาแล้ว แม่ถามว่าเรามาพระปฐมเจดีย์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ได้แต่หัวเราะเพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นราวปี 1985-87 คราวนั้นมากับโปรแกรมเที่ยวรถไฟไปไทรโยค เขาแวะนครปฐม, สุสานทหารพันธมิตร, สะพานรถไฟสายมรณะนานขนาดนั้นคงต้องไปค้นรูปมาประกอบเรื่องเสียแล้ว เดินๆนั่งๆสลับกันจนหกโมงเย็นก็ได้เวลากลับบ้าน ผมขับรถวนไปเวียนมาหาทางออกถนนเพชรเกษมไม่เจอ แม่ถามว่าจะแวะตลาดขายส่งผักได้หรือเปล่า แต่ผมหลุดออกมาแถวนครไชยศรีได้อย่างไรก็ไม่ทราบเป็นอันว่าแม่โดนหลอกให้ออกมาจากบ้าน ไม่ได้ทั้งเซรามิกส์ ไม่ได้ทั้งผักLabels: นั่งเล่นคุยกัน
จากพิพิธภัณฑ์ในเมือง เขาพาเราออกไปไกลถึงขูจี (Cuchi) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สงคราม ในพิพิธภัณฑ์ได้แสดงการต่อต้านการบุกรุกของฝรั่งเศสและอเมริกาของชุมชนขูจีด้วยภาพแบบจำลองพื้นที่, เครื่องมือกับดักแบบชาวบ้าน, ภาพยนตร์ และ พื้นที่ของชุมชนขูจีนี้อยู่ห่างออกไปจากไซ่ง่อนประมาณ 30 กิโลเมตร พวกเวียดกงได้รวมตัวกันเพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตกมาตั้งแต่ปี 1940 แล้ว โดยที่เขาได้เริ่มขุดอุโมงค์ใต้ดินเพื่อเคลื่อนไหวอย่างลับๆ การขุดอุโมงค์ได้ทำจากชายฝั่งทะเลจีนไปออกที่ชายแดนด้านเขมร ประมาณว่าในปี 1960 อุโมงค์ใต้ดินเฉพาะที่ขูจีแห่งเดียวมีความยาวถึง 250 กิโลเมตร พื้นที่ในเขตขูจีแต่เดิมเป็นพื้นที่ทำนา ดินเป็นดินเหนียวทำให้ขุดเจาะอุโมงค์ได้ดี สงครามที่ยาวนานเปลี่ยนพื้นที่กสิกรรมให้เป็นป่าร่มครึ้มบดบังทางเข้าออกต่างๆของอุโมงค์ อุโมงค์ที่นี่มีความลึก 4 ระดับ ผมลองคลานเข้าไป 2 ระดับ เพื่อไปดูห้องหับความเป็นอยู่ ทำเอาผมเหนื่อยหอบเพราะต้องเดินย่อเข่าก้มๆตลอดทางประกอบกับอากาศมีน้อย
เย็นนั้นเรากลับมาถึงที่พัก แต่พวกผู้หญิงก็ยังไม่พอใจกับการหาซื้อของ จึงได้ชวนกันออกไปหาซื้อของเพิ่มเติมแถวถนนเลอลอย ผมตามออกไปเป็นเพื่อนด้วย (ทั้งคณะจากเมืองไทยผมเป็นชายหนุ่มเพียงคนเดียว) เราหาซื้อของกันเป็นบ้าเป็นหลัง ของที่ผู้หญิงอยากได้เป็นเสื้อผ้า, ผ้าปัก, ผ้าปูที่นอน, และงานฝีมือต่างๆเพื่อเป็นของฝาก ไหนๆผมก็ต้องเดินไปกับเขาแล้วผมได้เสื้อผ้าไหมสีน้ำตาลปักลายมังกรทองที่หน้าอก ได้ปี่แป้เครื่องดนตรีจีนจำลองไว้เป็นของฝากพี่ผมพร้อมกับกล่องแลคเกอร์แวร์อีกสามสี่ชิ้น ในระหว่างที่ผมผ่านร้านรวงต่างๆ ผมเห็นร้านเขียนภาพสีน้ำมันกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก ร้านเหล่านี้เปิดหนังสือภาพของศิลปินตะวันตกและก๊อปปี้รูปออกมาจำหน่าย ภาพเดียวกันแต่ผมเห็นฝีมือแต่ละร้านเลยว่าแตกต่างกัน ภาพที่สะดุดตาผมคือภาพเจ้าสาวจีนสวมชุดแดงนั่งบนเตียงในห้องหอที่แขวนไว้สามสี่ร้าน คืนนั้นเราเดินกันจนเกือบสี่ทุ่ม สองมือเต็มไปด้วยถุงข้าวของกลับโรงแรมLabels: โลกนอกกะลา
ผมเดินทางไปถึงไซ่ง่อนด้วยสายการบินไทย มีเพื่อนคนไทยร่วมไปด้วย 5-6 คน เขานำเราไปพักที่โรงแรมริเวอร์ไซด์ ซึ่งอยู่ข้างแม่น้ำไซ่ง่อน ผมได้พักชั้นที่ 6 วันแรกเป็นวันที่ยังไม่มีการประชุม จึงเป็นวันที่เราได้ออกเที่ยวกัน เรากางแผนที่ออกและตกลงกันว่าเราจะไปตลาดกัน ตลาดเบนทาน (Ben Thanh market) อยู่ที่วงเวียนใหญ่ เป็นอาคารเก่าชั้นเดียว แต่เพดานสูงทำให้อากาศไม่อบอ้าว ภายในสว่างไสวด้วยแสงไฟหลอด แบ่งเป็นล็อคๆ ภายในมีตั้งแต่เครื่องเพชรพลอย เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแห้ง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องนอน มีทุกอย่าง อาคารจึงเป็นอาคารที่ใหญ่มาก อีกบริเวณจะเป็นส่วนที่เป็นร้าน ด้านนอกตลาดเป็นส่วนที่มีอาหารสดขายทั้งผัก หมูและแน่นอนคืออาหารทะเล ผมเดินวนอยู่รอบใหญ่แต่ก็ไม่รู้จะซื้ออะไร นอกจากหมายตาทุเรียนกรอบไว้เป็นของฝาก ที่หน้าวงเวียนมีอนุสาวรีย์ของพระเจ้าตรันงูเยนไห่ (Tran Nguyen Hai) ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของเวียดนาม พระองค์ทำยุทธนาวีทางเรือกับจีนและชนะที่แม่น้ำแดง (ทางเหนือของประเทศ) โดยพระองค์วางขวากแหลมที่เหลาจากไม้ซุงไว้ในน้ำทำให้เรือรบของจีนวิ่งชนจมลงมากมาย
รูปแบบของวิหารเป็นแบบนีโอโรมานิค หอคอยข้างหน้ามีความสูง 40 เมตร กระจกสีแตกเสียหายหมดไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง วันที่ผมไปวัดไม่ได้เปิด ผมได้แต่เดินดูรอบๆ เวลาผมไปเที่ยว ผมจะใช้การเดินเป็นหลักแทนการขึ้นรถ เพราะผมเกรงว่าผมจะพลาดรายละเอียดอะบางอย่างระหว่างทางไป ผมผ่านอาคารศาลาว่าการเมืองหรือ city hall ข้างหน้าอาคารมีอนุสาวรีย์ของโฮจิมินห์ ผมตัดเข้าถนนเลอลอย (Dai Lo Le Loi) ซึ่งเหมือนถนนราชดำเนิน สองข้างทางเป็นร้านรวงดั้งเดิมตั้งแต่สมัยฝรั่งเศส มีตึกเก่าๆเช่นตึกโรงแรมมาเจสตี ถ้าจะให้เปรียบผมคงนึกถึงโรงแรมรัตนโกสินทร์ ตึกโรงแรมคอนติเนนตัล ตรงข้ามโรงแรมมีตึกโรงละครเก่า (Municipal theatre) และลานน้ำพุ ตึกสองข้างถนนที่ถูกทำลายไปมีการสร้างขึ้นมาใหม่ อาคารพาณิชย์เหล่านี้เป็นแหล่งขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว โดยจะเปิดร้านแต่เช้าและปิดเอาหลังสามทุ่มไปแล้ว ผมเดินเป็นวงใหญ่ วันนี้เรามีการประชุมกันต่ออีกครึ่งวัน และถ่ายรูปร่วมกันเมื่อปิดงาน ผมได้หมวกเวียดนามมาใบหนึ่งมาสวม ภาพออกมาหน้าตาตลกดี ตอนบ่ายเจ้าภาพพาเราไปที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ติดกับสวนสัตว์ อาคารพิพิธภัณฑ์ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1929 เป็นอาคารสามชั้นทาสีเหลือง ภายในรวบรวมประวัติศาสตร์ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนาม 
Labels: โลกนอกกะลา
Labels: นั่งเล่นคุยกัน
ผมได้ยินหลายคนพูดกันว่าวันเสาร์นี้เป็นวันดี ตรงกับวันที่เจ็ด เดือนที่เจ็ดและปีศูนย์เจ็ด แต่จะมีกี่คนเข้าใจความหมายของวันหรือเปล่าว่าดีอย่างไร เลขเจ็ดถือเป็นเลขสมบูรณ์ของศาสนายิวและของชาวคริสต์ การมีเลขเจ็ดปรากฏอยู่ในหน่วยนับหมายถึงการทำจำนวนนั้นให้เป็นจำนวนเต็ม ครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อผมลองค้นดูว่าพระคัมภีร์พูดถึงเลขเจ็ดกี่ครั้ง ผมพบทั้งสิ้น 524 ครั้ง ผมเลยสำรวจคร่าวๆทั้งหมดพอจะสรุปประเด็นสำคัญๆได้ดังนี้ว่า


Labels: จิตวิญญาณ
อาจมีคนสังสัยว่ารุ่นผมยังมีรับปริญญากันอยู่อีกหรือ ผมตอบว่ามีครับ เพราะเป็นเพื่อนสนิทจึงเกิดบทความวันนี้ขึ้นมา
นอกจากผมแล้ว ห้องแล็บที่เราอยู่ยังมีนักเรียนปริญญาโทอีก 1 ชีวิต ผู้ช่วยวิจัยสาวละอ่อนเมืองเหนืออีกหนึ่งและเลขาสาวจอมกรี๊ดอีกหนึ่ง ทั้งหมดนี้ในที่สุดกลับกลายมาเป็นเพื่อนซี้ซั้วกันจนได้และคบกันมาจนทุกวันนี้ ตอนนั้นเรายังไม่มีรถขับกัน คนแรกที่มีรถคือดีเจหนุ่มปริญญาโทในแล็บของเรา เปิ้ลออกรถมาด้วยความใจกว้างขวางของหนูอันไปค้ำประกันให้ เราเลยริอ่านไปเที่ยวต่างจังหวัดกันด้วยรถคันแรก เริ่มจากใกล้ๆก่อนอย่างอยุธยา บางปะอิน ต่อมาก็หนูอันออกรถซันนี่มา เราก็ขยับกันไปไกลขึ้นโคราช สัตหีบ รถคันเดียวนั่งกันเต็มคัน สี่ห้าคนไปเคาท์ดาวน์แบบประหยัดนอนเตียงนอนพื้นห้องเดียวกัน และแล้วรถหนูอันก็โดนอัดเข้ากลางลำ ทำเอาหนูขวัญหนีดีฝ่อกับการขับรถไปหลายสัปดาห์ เมื่อผมจบออกมาทำงาน ผมออกรถใหม่ไม่มีใครค้ำประกันให้เพราะพี่สาวผมอยู่ต่างประเทศ ผมก็ได้หนูอันนี่แหละที่ค้ำให้ หากถามผมว่าผมกล้าค้ำให้ใครอย่างนั้นหรือไม่...บอกได้คำเดียวว่าไม่กล้า รถผมเลยเป็นพาหนะสำหรับไปไกลๆอย่างหัวหิน เพชรบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ ไปโลดถึงเลยก็เคย
รูปวันนี้ ผมไปหารูปวันปีใหม่ตอนที่แกงค์เราไปปราสาทหินพนมรุ้งด้วยกัน อีกใบนึงทุ่งทานตะวัน มีรูปรับปริญญาสามใบ ใบแรกตอนเพิ่งทำงานใหม่ๆเมื่อ 20 ปีที่แล้ว อีกรูปตอนผมรับปริญญาสิบกว่าปีก่อน และสุดท้ายเมื่อวานนี้เอง
Labels: คนรู้จัก

Labels: จิตวิญญาณ
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009 July 2009 August 2009 September 2009 October 2009 November 2009