คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

วัดศรีชุมเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองลำปาง เป็นวัดพม่าที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีชื่อเป็นภาษาพม่าว่า “หย่องไวง์จอง ” ซึ่งหมายถึง “ ต้นโพธิ์ ” วัดได้สร้างใหม่บนที่ตั้งวัดเก่าซึ่งไม่มีพระจำพรรษา รอบวัดเต็มด้วยต้นโพธิ์หลายต้น ที่มาของชื่อวัด “ศรีชุม ” ในภาษาล้านนา จึงมาจากคำว่า “ สรี ” ซึ่งหมายถึงต้นโพธิ์ และคำว่า “ ชุม ” ซึ่งหมายถึงเป็นชุด ชุมนุมหรือล้อมรอบ

วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ.2433 ในรัชกาลที่ 5 โดยคหบดีชาวพม่าชื่อ จองตะก่าอูโย ซึ่งเข้ามาทำโรงเลื่อยกับพวกอังกฤษได้ขออนุญาตจากผู้ครองเมืองในสมัยนั้น ได้แก่ เจ้าหลวงนรนันท์ชวลิต สร้างวัดศรีชุมขึ้นมาใหม่ โดยพ่อเลี้ยงโย – แม่เลี้ยงคำป้อม ร่วมกับ พ่อเลี้ยงส่วยยอง – แม่เลี้ยงโต๊ะ, พ่อเลี้ยงส่วยโอ่ง - แม่เลี้ยงหมุก, พ่อเลี้ยงเม่งโหน่ง – แม่เลี้ยงแปง, ได้ร่วมกันสร้างกุฎิเจ้าอาวาสขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ . ศ . 2444 ด้วยฝีมือช่างชาวพม่าทั้งหมด ในปีเดียวกันนั้นเอง พ่อเลี้ยงหม่อง - แม่เลี้ยงคำสุก พ่อเลี้ยงส่วยหยิ่น - แม่เลี้ยงคำมูล พ่อเลี้ยงโพเข้ง - แม่เลี้ยงอ่อน พ่อเลี้ยงส่วยปิ - แม่เลี้ยงถาพ่อเลี้ยงส่วยยอง – แม่เลี้ยงน้อย ได้ร่วมกันสร้างพระอุโบสถและกุฏิพระขึ้น สำหรับปราสาทหลังกลางของวัด (วิหาร) สร้างโดยจองตะก่าอูโยหรือพ่อเลี้ยงโยในปี พ . ศ . 2443 โดยสร้างเป็นกุฎิไว้ก่อน ต่อมา พ่อเลี้ยงอูหม่องยีผู้เป็นเขย ได้สร้างขึ้นใหม่ตามศิลปะแบบพม่า เป็นตึกแถวแทนอาคารไม้แบบเดิมและใช้ช่างชาวมัณฑะเลย์ ต่อมาทายาทของพ่อเลี้ยงโย - แม่เลี้ยงคำป้อ คือแม่เลี้ยงป้อม บริบูรณ์ พร้อมกับพ่อเลี้ยงใหญ่ บริบูรณ์ได้สร้างกุฏิริมน้ำขึ้นในปี 2467 จัดให้มีการฉลองตั้งโรงทาน 5 วัน 5 คืน

มาถึงปี พ . ศ . 2491 ทายาทของพ่อเลี้ยงส่วยยอง - แม่เลี้ยงโต๊ะ ได้สร้างพระธาตุและทำการฉลองในปีเดียวกันนั้นเอง ภายหลัง กุฎิหลังหนึ่งเกิดทรุดโทรมลง ประจวบกับขณะนั้นไฟไหม้วัดสวนดอก พ่อเลี้ยงใหญ่และแม่เลี้ยงป้อม บริบูรณ์ จึงรื้อกุฎิหลังนี้และนำไปปลูกที่วัดสวนดอก เมื่อแม่เลี้ยงป้อมถึงแก่กรรมลงในปี 2490 พ่อเลี้ยงใหญ่ ได้จัดสร้างตึกฉันขึ้นแทนกุฎิที่ถูกรื้อไปปลูกยังวัดสวนดอกแล้วเสร็จในปี 2494 จวบจนพ่อเลี้ยงใหญ่ได้ถึงแก่กรรมลงในปี 2497 วัดศรีชุมจึงอยู่ในความอุปถัมภ์ของห้างหุ้นส่วนบริบูรณ์ปราการเรื่อยมา

สิ่งก่อสร้างที่สำคัญภายในวัดคือ วิหารยอดปราสาท และ โบสถ์ยอดปราสาท วิหารยอดปราสาทเดิมแรกเริ่มสร้างเป็นไม้ ต่อมาได้สร้างเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ส่วนของหลังคาปราสาทหลังกลางเป็นฝีมือของช่างจากมัณฑเลย์ เป็นหลังคาซ้อนกันถึงเจ็ดชั้น ชายคาตกแต่งด้วยเชิงชายฉลุจากสังกะสี หน้าบันเป็นไม้แกะสลัก และประดับยอดปราสาทด้วยฉัตรสีทอง ส่วนวิหารที่เป็นไม้ด้านบนเป็นของใหม่ทำจำลองมาจากของดั้งเดิมที่เพลิงไหม้จนหมดสิ้นแล้ว ได้รับการยืนยันจากหลายท่านว่าของเดิมสวยกว่านี้มาก เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง ส่วนของวิหารได้มีการเขียนเป็นลายคำจัดทำขึ้นมาใหม่ บานประตูเขียนลายคำงดงามทั้งด้านนอกและด้านใน เป็นลายคำแบบไทยล้านนาซึ่งขัดกับโครงสร้างอื่นๆที่เป็นแบบพม่า พระพุทธรูปภายในวิหารเป็นปางมารวิชัยศิลปะแบบพม่า พระพักตร์ยิ้มละมัย เห็นผ้าลายจีวรจีบพริ้วชัดเจน ด้านหลังเป็นซุ้มกรอบไม้สลักลายปิดทองประดับกระจก ข้างหน้ามีอาสนะสำหรับพระเทศน์เป็นลวดลายอย่างพม่า
พระปรธธานภายในวิหาร ทรงเครื่อง จีวรคลุมไหล่
หลังคาวิหารกลางทรงปราสาทซ้อนเจ็ดชั้นประดับยอดฉัตร
หลังคาบันไดทางขึ้นปราสาทหลังกลางมีสองบันได เป็นการแกะสลักลายก้านขดสองชั้นเป็นเหมือนม่านย้อยลงมา ลายเถาไม้เลื้อยและดอกไม้ทำได้งดงามอ่อนช้อย มีเทวดาประดับอยู่บนลายก้านขด ฝีมือการสลักประณีตมากอย่างที่ไม่เคยเห็นฝีมือแกะลายแบบนี้เทียบได้จากที่ใด ลายเทวดาที่ประดับมีทั้งเทวดาที่แต่งกายแบบพม่า สวเลื้อคลุม (แบบครุยจุฬา) บ้างก็สวมลอมพอก (หมวกเทวดา, หมวกพระยาแรกนา) และเทวดามีปีกแบบฝรั่ง ลายแกะสลักที่หน้าบันไดเป็นงานดั้งเดิมเพียงสองชิ้นที่เหลือรอดจากไฟไหม้ในปี 2535
ลายฉลุไม้สองชั้นของดั้งเดิมใต้หลังคาทางขึ้นวิหาร
เทวดาพม่า เทวดาฝรั่งฟ้อนกันสนุกสนาน
อุโบสถทรงมณฑปยอดปราสาทเป็นอาคารปูน ก่อเป็นจตุรมุข ด้านหลังเป็นเจดีย์พระธาตุสีทองบนฐานสูง ส่วนยอดหลังคาเป็นหลังคาซ้อนกันหลายชั้น และมีซุ้มปราสาทเล็กๆประดับรวมเป็นห้ายอด ยอดประธานเป็นหลังคาซ้อนกันเจ็ดชั้น ประดับแต่ละยอดด้วยฉัตรสีทอง เชิงชายหลังคาเป็นลายฉลุงดงาม ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปปางเสกผลไม้ประดิษฐานไว้ เป็นพระพุทธรูปปิดทองประดับกระจกทรงเครื่องงดงามแบบศิลปะมัณฑเลย์ ภายในมณฑปมีเสาหาน 4 เสา เพดานปั้นรักเป็นลวดลายประดับกระจกงดงาม

เพดานพระอุโบสถ
วัดศรีชุมเป็นแหล่งของศิลปะพม่าในวัฒนธรรมล้านนาที่ล้ำค่าแห่งหนึ่งของลำปางที่ห้ามพลาด หลังจากอัพเดทวันนี้แล้ว ผมจะลาไปกินกิมจิสักระยะหนึ่ง แล้วค่อยกลับมาเขียนต่อต้นเดือนหน้านะครับ
พระประธานในอุโบสถ ปางเสกผลไม้
Labels: ชุดเที่ยวล้านนา

ในเมืองลำปางมีวัดพม่าอีกแห่งหนึ่งที่เก่าแก่ขึ้นชื่อมานานคือวัดศรีรองเมือง ที่ท่าคะน้อย (ไม่ทราบเหมือนกันว่าเรียกไปเรียกมากลายเป็นท่าคราวน้อยได้อย่างไร) เป็นวัดที่มีวิหารสร้างตามคติพม่าแท้วัดหนึ่งด้วยศิลปะสมัยราชวงศ์ดองบองตอนปลาย ในสกุลช่างมัณฑเลย์ วิหารเอนกประสงค์ที่เกิดจากหมู่อาคารมาต่อกันบนยกพื้น หลังคาซ้อนกันหลายชั้นแบบที่เรียกกันว่า พญาธาตุ จึงเป็นได้ทั้งกุฏิสงฆ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ โรงเรียน จุดที่พระประธานตั้งอยู่จึงเป็นส่วนยกสูงที่สุดและมีหลังคาซ้อนกันมากชั้นที่สุด มากได้ถึงเจ็ดชั้นและบนยอดหลังคามักประดับด้วยฉัตรสีทอง

วิหารแบบพญาธาตุ

ลายฉลุสังกะสีที่เชิงชาย และลายแกะไม้ที่ประดับที่ระเบียง

การตกแต่งอาคารนิยมฉลุลายที่เชิงชาย ที่วัดศรีรองเมืองใช้สังกะสีผสมดีบุกฉลุเป็นลวดลายสวยงามละเอียด และตกแต่งหน้าบันด้วยลายไม้แกะสลัก ภายในวิหารมีการลงรักแดง ปั้นรักเป็นลวดลายเครือเถาดอกไม้จนเต็มเสา เต็มคานพร้อมประดับกระจกสวยงาม ปรากฏทั้งเทวดา ยักษ์ และสัตว์ในหิมพานต์นานาชนิดปั้นติดไว้ในที่ต่างๆ ทั้งนก ลิง ราชสีห์ หรือแม้แต่จิ้งเหลน พระประธานมุ่นมวย ลวดลายนุ่งห่มจีวรเป็นริ้วชัดแบบพม่า และมีพระพุทธรูปที่อยู่ในกรอบซุ้มแบบพม่าอีกสององค์ จุดเด่นของวัดศรีรองเมืองคือเชิงเทียนแบบพม่าที่แกะสลักอย่างงดงามเป็นทรงสามเหลี่ยมปักเทียนลดหลั่นกันถึงเจ็ดเล่ม อิทธิพลของศิลปะพม่าแฝงเข้าไปในวัดล้านนาทำให้พบเห็นเชิงเทียนแบบนี้ได้ทั่วไป ธรรมาสน์เทศน์แบบดั้งเดิมเรียบง่ายเก่าแก่กลับเป็นที่สะดุดตามากกว่าธรรมาสน์สร้างใหม่อีกหลังหนึ่งซึ่งทำไว้อย่างอลังการ นอกจากนี้ในวิหารยังมีเหรียญพระสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานให้นายส่างโตและแม่จันทร์ฟองในคราวปฏิสังขรวิหารหลังนี้ใหม่ในปี 2475

ธรรมาสน์โบราณ เรียบง่ายดูน่าเลื่อมใสกว่าแบบอลังการที่อยู่ถัดไป

ชานรับแขกหน้ากุฏิ
วัดศรีรองเมือง สร้างในปี 2448 ครบรอบหนึ่งร้อยปีมาแล้ว โดยคหบดีที่รับจ้างทำไม้ให้ฝรั่งชาติอังกฤษ ที่ได้สัมปทานการทำไม้จากรัฐบาลไทยแทบจะทั่วภาคเหนือ พ่อเฒ่าอินต๊ะ ร่วมกับชาวบ้านบริจาคที่ดิน จัดหาวัตถุมาก่อสร้างจนแล้วเสร็จ การก่อสร้างวิหารนอกจากพ่อเลี้ยงอินต๊ะแล้วยังมีท่านอื่นๆอีก 3-4 ท่านถวายปัจจัยและจัดการแบ่งส่วนกันไปจนสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างเช่นทุกวันนี้ ผมไม่ได้จดบันทึกมาว่ามีท่านได้บ้าง
พระอุโบสถแบบตึกฝรั่งและเจดีย์อยู่ติดรั้วด้านหนึ่ง ทิ้งลานวัดกว้างใหญ่ไว้ข้างหน้า ที่ลานวัดด้านหนึ่งมีกุฏิไม้หลังเล้กๆ หลังคาซ้อนเป็นชั้นเขาเรียก เว็จกุฏิ หรือห้องส้วม ซึ่งยังพอเหลือให้เห็นเค้าร่างแบบเดิมอยู่ ด้านหลังวัดใช้ตาข่ายกางไว้เป็นวงกว้างเลี้ยงไก่ มองผ่านตะข่ายเข้าไปยังเห็นบ่อน้ำแบบโบราณอยู่ด้านใน ความงามเรียบๆและความสงบเงียบของวัดเป็นเสน่ห์ของวัดศรีรองเมืองที่ไม่พบในวัดพม่าอื่นๆในนครลำปาง
เว็จกุฏิ หรือ เว็จกุฎี หรือ ส้วม

บ่อน้ำโบราณภายในวัด


เชิงเทียน 7 กิ่งแบบล้านนา
Labels: ชุดเที่ยวล้านนา

ชื่อก็บอกได้เลยว่า เป็นที่บำเพ็ญเพียรบนภูเขา เรื่องของวัดม่อนจำศีลผมได้เล่าไปเรียบร้อยแล้วในม่อน+ปู้+ยักษ์ ชื่อของม่อนจำศีลมาจากเมื่อครั้งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้ามาภิกขาจารเผยแผ่พระศาสนาที่ภูเขาลูกนี้นั่นเอง เป็นเนินเขาเตี้ยๆลูกติดกับม่อนปู่ยักษ์
จากถนนม่อนจำศีลจะมีทางข้ามห้วยชลประทานขึ้นสู่วัดบนเขา สามารถเข้าออกได้สองทาง ทางหนึ่งจะพาขึ้นหลังวัด อีกทางหนึ่งจะผ่านประตูโขงหน้าวัดขึ้นไป วัดม่อนจำศีลกินอาณาบริเวณเกือบเขาทั้งลูก จากถนนด้านหน้าจะพาขึ้นวัดผ่านซุ้มประตูโขงและบันไดโบราณซึ่งพังหมดแล้วเหลือแต่ซากอิฐและหญ้ารกๆ ในสมัยโบราณหากเดินตามทางขึ้นไป จะมีศาลาพักระหว่างทางก่อนจะเข้ากำแพงวัดเบื้องบนด้วยระยะทางน้องๆดอยสุเทพบนเขาที่ไม่ชันนัก เมื่อผ่านประตูวัดเข้าไปจะพบกับเจดีย์ทรงมอญขนาดใหญ่เต็มลาน จากกำแพงแก้วล้อมเจดีย์รามัญผ่านเข้าไปถึงลานวัดกว้างใหญ่บนยอดเขา ประกอบด้วยกุฏิ โรงทาน อุโบสถที่บูรณะใหม่ยังไม่สำเร็จเรียบร้อย เจดีย์ขนาดใหญ่อีกสององค์ เจดีย์องค์หนึ่งเป็นเจดีย์รามัญ ฐานแคบ มีส่วนซุ้มรายรอบเจดีย์ทรงกลมเจดีย์อีกองค์อยู่ด้านหลังเขา เป็นเจดีย์มอญฐานกว้างรูปทรงเหมือนเจดีย์พระธาตุนครชุมที่กำแพงเพชร
ทางขึ้นเขาไปส่วนพระธาตุข้างบนต้องผ่านซุ้มประตูโขงเห็นถนนโบราณและส่วนยอดของพระธาตุ ซุ้มประตูใต้เงาไม้ทางขวามือตรงขึ้นไปถึงวิหารไม้ที่อยู่บนเนินข้างๆ

จากเจดีย์ประธานมองออกไปทางหลังเขาเห็นเจดีย์ใหญ่ทรงรามัญหรือมอญอีก 2 องค์

วิหารไม้โบราณที่ถูกทิ้งร้าง เห็นเครื่องยอดหลังคาเป็นสามส่วน ส่วนซ้ายมือสูงที่สุดเป็นส่วนที่ตั้งพระประธาน
ที่ประตูโขงบันไดด้านหน้า มีสิงห์อยู่คู่หนึ่ง และถัดไปทางด้านข้างมีบันไดสิงห์อีกคู่หนึ่งนำไปสู่เนินเล็กๆ สุดปลายบันไดเป็นหลังคายื่นออกมานำขึ้นไปสู่วิหารไม้สองชั้น วิหารเป็นอาคารทรงพม่าหลังคาซ้อนหลายชั้น แบ่งพื้นที่เป็นหลายส่วน ส่วนของระเบียงด้านหน้า ส่วนโถงกลาง อาคารด้านในที่พระสงฆ์ประกอบพิธีและตอนในสุดเป็นยกพื้นประดิษฐานพระพุทธรูป ด้านข้างด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างยาวจากพื้นจรดเพดานเพื่อให้ลมเข้ามา ด้านข้างอีกด้านหนึ่งเป็นอาคารอีกหลัง มีผนังปิดทึบแบ่งเป็นห้องนอกและห้องใน ดูแล้วน่าจะเป็นกุฏิของเจ้าอาวาสและพระลูกวัด ลักษณะวิหารแบบพม่านี้เป็นอาคารเอนกประสงค์ที่แบ่งพื้นที่ใช้งานเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนที่เป็นอาคารที่มีหลังคาของตัวเอง ชายคาของแต่ละส่วนจะลาดมาชนกันและมีรางน้ำฝนรองรับ หลังคาแบบพม่าจะเป็นหลังคาลดหลั่นซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ ส่วนของอาคารที่สำคัญที่สุดคือบริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจะเป็นส่วนของอาคารที่สูงที่สุด มีจำนวนชั้นของหลังคาซ้อนกันมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เมื่อมองจากภายนอกจึงเห็นวิหารซึ่งเป็นกลุ่มของอาคารที่มียอดหลังคาหลายยอดแต่ละยอดมีหลังคาหลายชั้น วิหารแบบพม่ามักปลูกบนใต้ถุนสูงเปิดโล่ง และสร้างหลังคาให้คลุมลงมาถึงบันไดหน้า วิหารของวัดม่อนจำศีลเป็นวิหารร้างหลังคารั่ว ไม้พื้นผุ ผมต้องเดินย่องด้วยความระมัดระวัง วัดพม่าในเมืองเหนือแต่เดิมส่วนใหญจะเป็นพระจากพม่ามาจำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาส แต่เมื่อทางการเข้มงวดกับการเข้าเมืองของพม่ามากขึ้นทำให้วัดต่างๆเหล่านี้รกร้างขาดผู้ดูแลไปโดยปริยาย ผมยังเห็นร่องรอยความสวยงามที่ผ่านมาในอดีตได้อย่างดี
ภายในวิหารไม้แบบพม่า
ฝาด้านข้างด้านหนึ่งเป็นผนังไม้ ห้องด้านหลังเป็นกุฏิพระ ยังเห็นเสาปั้นรักเป็นลวดลายประดับกระจกแบบโบราณอยู่
บนเพดานส่วนโถงกลาง เป็นงานแบบเรียบง่ายตามไสตล์วัดในชนบท ยังคงเป็นลวดลายเครื่องนุ่งห่มแบบพม่า
Labels: ชุดเที่ยวล้านนา

บนเนินเขาเตี้ยๆทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองลำปางมีวัดพม่าอยู่สองวัด วัดที่ผมจะพาขึ้นไปเที่ยววันนี้คือวัดม่อนปู่ยักษ์ วัดนี้มีอีกชื่อว่าม่อนสัณฐาน ตั้งอยู่ในชุมชนบ้านป่าขาม ในภาษาเหนือ ม่อน หมายถึงเนิน เนินเขาเตี้ยๆ วัดม่อนปู่ยักษ์เป็นวัดเล็กๆประกอบด้วยอาคารสำคัญหลัก 3 หลัง คือวิหารไม้ทรงพม่า, วิหารกลางและเจดีย์ และพระอุโบสถ วัดม่อนปู่ยักษ์สร้างขึ้นในปี 2442 หรือประมาณหนึ่งร้อยปีเศษมาแล้ว โดยพ่อเฒ่านันตาน้อย พ่อเฒ่านันตาไก่ รอบวัดเดิมเป็นป่ามะขามซึ่งจะมีช้างจำนวนมากมาหลบแดดและกินมะขามที่ร่วงหล่น

พระประธาน ฝีมือช่างมัณฑเลย์

พระพุทธรูปบริวาร ฝาผนังด้านหลังเขียนเป็นพุทธประวัติเมื่อพระพุทธองค์เสด็จกลับจากการโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสด็จมาทางบันไดแก้วลงสู่สังกัสสนครตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11
ในตำนานครั้งพุทธกาลเล่าสืบกันมาว่า พระพุทธเจ้าเสด็จออกโปรดสัตว์พร้อมด้วยพระอรหันต์ มียักษ์ตนหนึ่งคอยขัดขวางการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอน เมื่อพระองค์มาจำศีลที่วัดม่อนจำศีล ยักษ์ตนนี้ก็ตามมาทัน และเมื่อได้สดับฟังพระธรรมแล้วก็เลื่อมใสขอบำเพ็ญเพียร เวลาผ่านไปไม่นานยักษ์ตนนี้ก็ล้มตายลงที่บริเวณที่เป็นที่ตั้งของวัดม่อนปู่ยักษ์ซึ่งไม่ห่างไกลจากวัดม่อนจำศีลนัก ชาวบ้านพบทั้งรอยพระบาทและรอยเท้ายักษ์ในบริเวณเขาลูกนี้ วัดม่อนจำศีลและวัดม่อนปู่ยักษ์จึงเหมือนวัดพี่วัดน้องคู่กันมาในตำนาน การสร้างวัดแต่เดิมเต็มไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้ช้างม้าขนวัสดุก่อสร้างขึ้นเขา ช้างปู้เอกเป็นช้างที่เฉลียวฉลาดเป็นที่กล่าวขวัญ ได้ถูกใช้งานหนักจนล้มลงในที่สุด ตำนานทั้งหมดคือที่มาของชื่อม่อนปู่ยักษ์นั่นเอง
การสร้างและตกแต่งวัดใช้ช่างจากประเทศพม่า นายช่างใหญ่ชื่อนันตาแกง มาจากรัฐฉาน วิหารไม้ซึ่งใช้เป็นกุฏิด้วยเช่นกันเป็นวิหารยกพื้นสูง หลังคาซ้อนกันหลายชั้น แต่เดิมมีพระสงฆ์จากพม่ามาจำพรรษา ต่อมาจึงมีพระไทยเข้ามาจำพรรษาด้วย วิหารไม้ปิดงับไว้พร้อมกับสุนัขตัวใหญ่ที่คอยเห่าไล่ทำให้ผมไม่มีโอกาสขึ้นไปเดินชม

ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระเวสสันดรชาดก ปรากฏทั้งพระเวสสันดร พระนางมัทรี กัณหา-ชาลี ชูชก นางอมิตดา ภาพบางส่วนยังเขียนไม่เสร็จเรียบร้อยดี
วิหารตึกแบบฝรั่งที่มีเจดีย์ทรงรามัญอยู่ด้านหลัง ทั้งหมดปลูกสร้างขึ้นบนฐานไพทีสูงประมาณสองเมตร มีบันไดขึ้นไปบนลานประทักษิณ ตึกทรงฝรั่งมีประตูเข้าด้านหน้าทางด้านทิศตะวันออก และมีประตูข้างทางฝั่งทิศใต้ ซุ้มประตูโค้ง (arch) แบบตึกฝรั่ง เป็นตึกที่มีเสาค้ำอยู่ตามแนวหลังคากลางอาคาร มีพระพุทธลงรักปิดทองปางมารวิชัยขนาดใหญ่จรดหลังคาสร้างตามคติพม่าฝีมือช่างจากเมืองมัณฑเลย์ ในพระวิหารตั้งแต่เหนือแนวขอบบนของหน้าต่างจรดเพดานเป็นภาพเขียนทศชาติชาดกด้วยฝีมือช่างมัณฑเลย์ โดยใช้การเขียนสีแบบตะวันตก มีแสงเงาและมิติเป็นเปอร์สเปคตีฟ เครื่องแต่งกายของตัวละคร ชีวิตความเป็นอยู่ อาราม ปราสาท สิ่งปลูกสร้างเขียนตามแบบพม่าซึ่งบางส่วนยังเป็นเพียงภาพร่าง
อุโบสถของวัดอยู่ด้านข้างในแนวถนนลานวัดทางทิศใต้ขนาดย่อมแบบฝรั่งทรงจตุรมุขเรียกกันว่าวิหารทรงโปรตุเกส เป็นตึกสองชั้นปิดเงียบ

ส่วนของวิหารไม้แบบพม่าซึ่งมีทั้งพระพุทธ เป็นกุฏิ เป็นส่วนรับแขกทำกิจกรรมงานบุญ และเห็นกำแพงส่วนฐานไพทียกสูงท่วมหัวทางขวามือ
อุโบสถทรงโปรตุเกส
Labels: ชุดเที่ยวล้านนา

เป็นวัดเล็กๆตั้งอยู่บนเนินของหมู่บ้านไหล่หินในอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เล่ากันในตำนานว่าเมื่อปีพ.ศ. 218 มีพระอรหันต์สองรูปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียเพื่อมาบรรจุที่วัดพระธาตุลำปางหลวง (หากจะนับตำนานของเมืองลำปางจากวัดพระธาตุลำปางหลวงก็นับย้อนลงไปถึง 2300 ปีเลยทีเดียว) ขบวนช้างมาถึงเนินหินดังกล่าวจะหยุดนิ่งไม่ยอมเดินต่อ พระเถระจึงสร้างเจดีย์สูง 4 ศอกและแบ่งพระสารีริกธาตุบรรจุไว้ส่วนหนึ่ง แล้วจึงอัญเชิญพระธาตุต่อไปยังวัดพระธาตุลำปางหลวง กาลเวลาหมุนผ่านไปตำแหน่งที่ตั้งของเจดียพระธาตุดังกล่าวสร้างเป็นวัดไหล่หิน นับเป็นวัดพี่ของวัดพระธาตุลำปางหลวงเพราะได้บรรจุพระธาตุไว้ที่นี่ก่อน วัดไหล่หินหลวง หรือวัดไหล่หินแก้วช้างยืนจึงได้ชื่อตามช้างที่ยืนนิ่ง

ในราวปีพ.ศ. 2200 พระมหาป่าเกสรปัญโญจำพรรษาอยู่ที่วัดไหล่หิน ท่านชอบภิกขาจารไปตามที่ต่างๆขึ้นไปถึงเมืองเชียงตุงและจำพรรษาอยู่ที่นั่นจนเป็นที่เลื่อมใสของชาวไทยใหญ่ เมื่อพากันถามที่มาของท่านท่านก็บอกแต่เพียงว่า “ขบบ่แตก” ชาวไทยใหญ่จึงนำมะพร้าวมาทุบแตกเป็นสองเสียง ส่วนหนึ่งใส่บาตรอีกส่วนหนึ่งเขาเก็บไว้และบอกท่านว่าจะตามหาวัดท่านให้ได้ เมื่อชาวไทยใหญ่ตามท่านมาถึงลำปางได้เอากะลามะพร้าวส่วนของพวกเขามาต่อกับของพระมหาป่าเกสรปัญโญ ชาวไทยใหญ่ที่มาเห็นความขัดสนของวัดจึงได้กลับไปรวบรวมช่างเมืองเชียงตุงกลับมาสร้างวิหารจนสำเร็จเรียบร้อยในปี 2226
วิหารของวัดไหล่หิน เดิมเป็นวิหารแบบล้านนา หลังคาลาดต่ำตามคติม้าต่างไหม สร้างด้วยไม้เป็นอาคารโถง มีผนังเฉพาะด้านทิศตะวันตก ภายในเขียนเป็นลายคำบนพื้นรักสีแดง ประดิษฐานพระพุทธรูปล้านนา ชายพระอังสะลงต่ำ ลายคำผนังด้านหลังเขียนเป็นต้นโพธิ์ ลายปูนปั้นตามฐานชุกชีเป็นสัตว์ในหิมพานต์ รวมถึงกินนรี และภาพแจกันดอกไม้ซึ่งเป็นคติของความอุดมสมบูรณ์ ส่วนของหน้าบันภายในกรอบสี่เหลี่ยมของแนวคานปั้นปูนเป็นลวดลายสัตว์ในหิมพานต์ ตกแต่งด้วยกระจกสีซึ่งหลุดร่อนไปเกือบหมดแล้ว ด้านหลังวิหารวัดไหล่หินเป็นพระธาตุเจดีย์อยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ยกเก็จ(ย่อส่วน) องค์เจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำบนฐานแปดเหลี่ยมอีกทีหนึ่ง

กินนรีปูนปั้นและแจกันดอกไม้ในวิหารโถง
ปั้นปูนสัตว์หิมพานต์บนกรอบไม้หน้าบันแบบเชียงตุง
กินนรี หงส์ ลิงและหน้าบนซุ้มประตูโขง หางนาคเกี่ยวกระหวัดกันด้านบน
หน้าประตูโขงมีเสาหงส์ตามคติล้านนา ประตูโขงของวัดไหล่หินคล้ายกับประตูโขงของวัดพระธาตุลำปางหลวง เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก กรอบหน้าบันเป็นนาคพัน (ปลายยอดแหลมเป็นส่วนหางที่พันกัน เป็นเอกลักษณ์ล้านนาแบบหนึ่ง) มีหงส์ นกยูง และสัตว์อื่นๆเช่นลิงประกอบอยู่บนซุ้มประตู ช่างได้ใช้วิธีปั้นเป็นดินเผาติดขึ้นไปและฉาบปูนปิดทับ สองข้างโขงประตูเป็นกู่ ด้านทิศเหนือเป็นกู่ประดิษฐานรูปช้างที่สื่อถึงช้างยืน ทางด้านทิศใต้เป็นกู่จำลองลูกมะพร้าวของชาวเชียงตุง
แลซุ้มประตูโขงจากวิหารโถง กู่ขวามือริมกำแพงบรรจุมะพร้าวไว้หนึ่งลูก
ส่วนของวิหารและเจดีย์รายรอบด้วยกำแพงแก้ว ซึ่งต่อมาภายหลังปลูกสร้างเป็นระเบียงคดล้อมไว้ยกเว้นทางด้านทิศตะวันออก ระเบียงคดนี้เพื่องทำขึ้นเมื่อไม่ถึง 40 ปีมานี้เอง และเมื่อเห็นว่าระเบียงคดใหม่เอี่ยมในขณะที่หลังคาวิหารชำรุดแล้ว ทางวัดจึงได้เปลี่ยนเครื่องประดับหลังคาและปั้นลมวิหารให้ใหม่รับกับระเบียงคด เครื่องประดับที่เปลี่ยนใหม่ไม่ว่าจะเป็นช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้งเป็นแบบไทยภาคกลาง จึงเป็นที่น่าเสียดายว่าวิหารของวัดไหล่หินที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่วิหารตามคติล้านนาดั้งเดิมอีกต่อไป
Labels: ชุดเที่ยวล้านนา
วัดพระธาตุจอมปิง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยของพระเจ้าติโลกราช เจ้านครเชียงใหม่ พระองค์มีพี่เลี้ยงเป็นชาวจุมพิตานคร (แปลว่า เมืองจูบ) มีชื่อว่านันทปัญญา ท่านได้ทูลลากลับมาบ้านเดิมของท่านและสร้างวัดขึ้นในที่ตั้งของเจดีย์องค์หนึ่ง เจดีย์องค์ดังกล่าวเล่าสืบกันมาว่าพระนางจามเทวีได้สร้างไว้ แต่วัดดังกล่าวไม่มีพระสงฆ์มาจำพรรษาจึงได้ทิ้งร้างไป พระนางจามเทวีมีประวัติเรื่องราวอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12
ในปี 2000 พระบรมไตรโลกนาถแห่งอยุธยา ได้ยกทัพขึ้นตีนครลำปาง ท่านเจ้าเมืองไม่อยู่มีแต่พระนางราชเทวีที่กำลังทรงครรภ์อยู่ พระนางได้ออกอุบายให้ทหารโห่ร้องตีฝุ่นว่าทัพหลวงได้กลับมาแล้วทำให้ทัพจากอยุธยาเลิกราไป พระเจ้าติโลกราชทราบข่าวศึกก็ได้ยกทัพลงมา พระนางราชเทวีได้สร้างเจดีย์องค์ใหม่ครอบเจดีย์องค์เดิมที่พระนางจามเทวีสร้างไว้พร้อมกับบรรจุพระธาตุลงไปด้วย จึงได้ชื่อว่าวัดจอมพิงค์ชัยมงคลมานับแต่นั้น การบูรณะวัดคงดำเนินมาอีกหลายครั้ง
หน้าต่างไม้บานขวามือ ต้นกำเนิดเงาพระธาตุกลับหัว
พระอุโบสถของวัดพระธาตุจอมปิงอยู่ทางทิศตะวันตกของพระธาตุเจดีย์ ที่หน้าต่างพระอุโบสถมีรูขนาดเท่าหัวแม่โป้ง เมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้วขณะที่เด็กนักเรียนชายกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นซ่อนหา เด็กสามคนเข้าไปซ่อนในพระอุโบสถ เงาพระธาตุที่ผ่านรูเข็มทาบทับอยู่กับพื้นพระอุโบสถเป็นที่น่าฉงนฉงายยิ่ง นับแต่นั้นมามีผู้คนหลั่งไหลไปนมัสการพระธาตุกันมากมายเพื่อไปดูเงาพระธาตุดังกล่าว
ชื่อวัดพระธาตุจอมพิงค์กร่อนมาเป็นจอมปิงได้อย่างไรผมไม่ทราบ อาจจะไล่เลี่ยกับชื่อหมู่บ้านจอมปิงที่เข้ามาแทนที่จุมพิตรานครก็เป็นได้
ทางวัดได้กางขึงผ้าขาวบางบนกรอบไม้รับภาพจากกล้องรูเข็มเป็นภาพหัวกลับ เมื่อค่อยเอียงกรอบผ้าลงบนพื้น เงาพระธาตุจะทอดเป็นเงายาวทาบอยู่บนพื้นขนาดไม่น้อยกว่าสามเมตรอย่างน่าอัศจรรย์

เงาพระธาตุบนแผ่นผ้าในห้องปิดมืดที่ผมกลับตั้งขึ้นมาแล้ว
Labels: ชุดเที่ยวล้านนา