One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Thursday, May 24, 2007

 

งานของหย่องไวง์จอง






วัดศรีชุมเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองลำปาง เป็นวัดพม่าที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีชื่อเป็นภาษาพม่าว่า “หย่องไวง์จอง ” ซึ่งหมายถึง “ ต้นโพธิ์ ” วัดได้สร้างใหม่บนที่ตั้งวัดเก่าซึ่งไม่มีพระจำพรรษา รอบวัดเต็มด้วยต้นโพธิ์หลายต้น ที่มาของชื่อวัด “ศรีชุม ” ในภาษาล้านนา จึงมาจากคำว่า “ สรี ” ซึ่งหมายถึงต้นโพธิ์ และคำว่า “ ชุม ” ซึ่งหมายถึงเป็นชุด ชุมนุมหรือล้อมรอบ

วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ.2433 ในรัชกาลที่ 5 โดยคหบดีชาวพม่าชื่อ จองตะก่าอูโย ซึ่งเข้ามาทำโรงเลื่อยกับพวกอังกฤษได้ขออนุญาตจากผู้ครองเมืองในสมัยนั้น ได้แก่ เจ้าหลวงนรนันท์ชวลิต สร้างวัดศรีชุมขึ้นมาใหม่ โดยพ่อเลี้ยงโย – แม่เลี้ยงคำป้อม ร่วมกับ พ่อเลี้ยงส่วยยอง – แม่เลี้ยงโต๊ะ, พ่อเลี้ยงส่วยโอ่ง - แม่เลี้ยงหมุก, พ่อเลี้ยงเม่งโหน่ง – แม่เลี้ยงแปง, ได้ร่วมกันสร้างกุฎิเจ้าอาวาสขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ . ศ . 2444 ด้วยฝีมือช่างชาวพม่าทั้งหมด ในปีเดียวกันนั้นเอง พ่อเลี้ยงหม่อง - แม่เลี้ยงคำสุก พ่อเลี้ยงส่วยหยิ่น - แม่เลี้ยงคำมูล พ่อเลี้ยงโพเข้ง - แม่เลี้ยงอ่อน พ่อเลี้ยงส่วยปิ - แม่เลี้ยงถาพ่อเลี้ยงส่วยยอง – แม่เลี้ยงน้อย ได้ร่วมกันสร้างพระอุโบสถและกุฏิพระขึ้น สำหรับปราสาทหลังกลางของวัด (วิหาร) สร้างโดยจองตะก่าอูโยหรือพ่อเลี้ยงโยในปี พ . ศ . 2443 โดยสร้างเป็นกุฎิไว้ก่อน ต่อมา พ่อเลี้ยงอูหม่องยีผู้เป็นเขย ได้สร้างขึ้นใหม่ตามศิลปะแบบพม่า เป็นตึกแถวแทนอาคารไม้แบบเดิมและใช้ช่างชาวมัณฑะเลย์ ต่อมาทายาทของพ่อเลี้ยงโย - แม่เลี้ยงคำป้อ คือแม่เลี้ยงป้อม บริบูรณ์ พร้อมกับพ่อเลี้ยงใหญ่ บริบูรณ์ได้สร้างกุฏิริมน้ำขึ้นในปี 2467 จัดให้มีการฉลองตั้งโรงทาน 5 วัน 5 คืน


มาถึงปี พ . ศ . 2491 ทายาทของพ่อเลี้ยงส่วยยอง - แม่เลี้ยงโต๊ะ ได้สร้างพระธาตุและทำการฉลองในปีเดียวกันนั้นเอง ภายหลัง กุฎิหลังหนึ่งเกิดทรุดโทรมลง ประจวบกับขณะนั้นไฟไหม้วัดสวนดอก พ่อเลี้ยงใหญ่และแม่เลี้ยงป้อม บริบูรณ์ จึงรื้อกุฎิหลังนี้และนำไปปลูกที่วัดสวนดอก เมื่อแม่เลี้ยงป้อมถึงแก่กรรมลงในปี 2490 พ่อเลี้ยงใหญ่ ได้จัดสร้างตึกฉันขึ้นแทนกุฎิที่ถูกรื้อไปปลูกยังวัดสวนดอกแล้วเสร็จในปี 2494 จวบจนพ่อเลี้ยงใหญ่ได้ถึงแก่กรรมลงในปี 2497 วัดศรีชุมจึงอยู่ในความอุปถัมภ์ของห้างหุ้นส่วนบริบูรณ์ปราการเรื่อยมา


สิ่งก่อสร้างที่สำคัญภายในวัดคือ วิหารยอดปราสาท และ โบสถ์ยอดปราสาท วิหารยอดปราสาทเดิมแรกเริ่มสร้างเป็นไม้ ต่อมาได้สร้างเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ส่วนของหลังคาปราสาทหลังกลางเป็นฝีมือของช่างจากมัณฑเลย์ เป็นหลังคาซ้อนกันถึงเจ็ดชั้น ชายคาตกแต่งด้วยเชิงชายฉลุจากสังกะสี หน้าบันเป็นไม้แกะสลัก และประดับยอดปราสาทด้วยฉัตรสีทอง ส่วนวิหารที่เป็นไม้ด้านบนเป็นของใหม่ทำจำลองมาจากของดั้งเดิมที่เพลิงไหม้จนหมดสิ้นแล้ว ได้รับการยืนยันจากหลายท่านว่าของเดิมสวยกว่านี้มาก เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง ส่วนของวิหารได้มีการเขียนเป็นลายคำจัดทำขึ้นมาใหม่ บานประตูเขียนลายคำงดงามทั้งด้านนอกและด้านใน เป็นลายคำแบบไทยล้านนาซึ่งขัดกับโครงสร้างอื่นๆที่เป็นแบบพม่า พระพุทธรูปภายในวิหารเป็นปางมารวิชัยศิลปะแบบพม่า พระพักตร์ยิ้มละมัย เห็นผ้าลายจีวรจีบพริ้วชัดเจน ด้านหลังเป็นซุ้มกรอบไม้สลักลายปิดทองประดับกระจก ข้างหน้ามีอาสนะสำหรับพระเทศน์เป็นลวดลายอย่างพม่า




พระปรธธานภายในวิหาร ทรงเครื่อง จีวรคลุมไหล่



หลังคาวิหารกลางทรงปราสาทซ้อนเจ็ดชั้นประดับยอดฉัตร


หลังคาบันไดทางขึ้นปราสาทหลังกลางมีสองบันได เป็นการแกะสลักลายก้านขดสองชั้นเป็นเหมือนม่านย้อยลงมา ลายเถาไม้เลื้อยและดอกไม้ทำได้งดงามอ่อนช้อย มีเทวดาประดับอยู่บนลายก้านขด ฝีมือการสลักประณีตมากอย่างที่ไม่เคยเห็นฝีมือแกะลายแบบนี้เทียบได้จากที่ใด ลายเทวดาที่ประดับมีทั้งเทวดาที่แต่งกายแบบพม่า สวเลื้อคลุม (แบบครุยจุฬา) บ้างก็สวมลอมพอก (หมวกเทวดา, หมวกพระยาแรกนา) และเทวดามีปีกแบบฝรั่ง ลายแกะสลักที่หน้าบันไดเป็นงานดั้งเดิมเพียงสองชิ้นที่เหลือรอดจากไฟไหม้ในปี 2535



ลายฉลุไม้สองชั้นของดั้งเดิมใต้หลังคาทางขึ้นวิหาร


เทวดาพม่า เทวดาฝรั่งฟ้อนกันสนุกสนาน


อุโบสถทรงมณฑปยอดปราสาทเป็นอาคารปูน ก่อเป็นจตุรมุข ด้านหลังเป็นเจดีย์พระธาตุสีทองบนฐานสูง ส่วนยอดหลังคาเป็นหลังคาซ้อนกันหลายชั้น และมีซุ้มปราสาทเล็กๆประดับรวมเป็นห้ายอด ยอดประธานเป็นหลังคาซ้อนกันเจ็ดชั้น ประดับแต่ละยอดด้วยฉัตรสีทอง เชิงชายหลังคาเป็นลายฉลุงดงาม ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปปางเสกผลไม้ประดิษฐานไว้ เป็นพระพุทธรูปปิดทองประดับกระจกทรงเครื่องงดงามแบบศิลปะมัณฑเลย์ ภายในมณฑปมีเสาหาน 4 เสา เพดานปั้นรักเป็นลวดลายประดับกระจกงดงาม



เพดานพระอุโบสถ

วัดศรีชุมเป็นแหล่งของศิลปะพม่าในวัฒนธรรมล้านนาที่ล้ำค่าแห่งหนึ่งของลำปางที่ห้ามพลาด หลังจากอัพเดทวันนี้แล้ว ผมจะลาไปกินกิมจิสักระยะหนึ่ง แล้วค่อยกลับมาเขียนต่อต้นเดือนหน้านะครับ






พระประธานในอุโบสถ ปางเสกผลไม้

Labels:


Wednesday, May 23, 2007

 

ศรีรองเมือง



ในเมืองลำปางมีวัดพม่าอีกแห่งหนึ่งที่เก่าแก่ขึ้นชื่อมานานคือวัดศรีรองเมือง ที่ท่าคะน้อย (ไม่ทราบเหมือนกันว่าเรียกไปเรียกมากลายเป็นท่าคราวน้อยได้อย่างไร) เป็นวัดที่มีวิหารสร้างตามคติพม่าแท้วัดหนึ่งด้วยศิลปะสมัยราชวงศ์ดองบองตอนปลาย ในสกุลช่างมัณฑเลย์ วิหารเอนกประสงค์ที่เกิดจากหมู่อาคารมาต่อกันบนยกพื้น หลังคาซ้อนกันหลายชั้นแบบที่เรียกกันว่า พญาธาตุ จึงเป็นได้ทั้งกุฏิสงฆ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ โรงเรียน จุดที่พระประธานตั้งอยู่จึงเป็นส่วนยกสูงที่สุดและมีหลังคาซ้อนกันมากชั้นที่สุด มากได้ถึงเจ็ดชั้นและบนยอดหลังคามักประดับด้วยฉัตรสีทอง




วิหารแบบพญาธาตุ




ลายฉลุสังกะสีที่เชิงชาย และลายแกะไม้ที่ประดับที่ระเบียง


การตกแต่งอาคารนิยมฉลุลายที่เชิงชาย ที่วัดศรีรองเมืองใช้สังกะสีผสมดีบุกฉลุเป็นลวดลายสวยงามละเอียด และตกแต่งหน้าบันด้วยลายไม้แกะสลัก ภายในวิหารมีการลงรักแดง ปั้นรักเป็นลวดลายเครือเถาดอกไม้จนเต็มเสา เต็มคานพร้อมประดับกระจกสวยงาม ปรากฏทั้งเทวดา ยักษ์ และสัตว์ในหิมพานต์นานาชนิดปั้นติดไว้ในที่ต่างๆ ทั้งนก ลิง ราชสีห์ หรือแม้แต่จิ้งเหลน พระประธานมุ่นมวย ลวดลายนุ่งห่มจีวรเป็นริ้วชัดแบบพม่า และมีพระพุทธรูปที่อยู่ในกรอบซุ้มแบบพม่าอีกสององค์ จุดเด่นของวัดศรีรองเมืองคือเชิงเทียนแบบพม่าที่แกะสลักอย่างงดงามเป็นทรงสามเหลี่ยมปักเทียนลดหลั่นกันถึงเจ็ดเล่ม อิทธิพลของศิลปะพม่าแฝงเข้าไปในวัดล้านนาทำให้พบเห็นเชิงเทียนแบบนี้ได้ทั่วไป ธรรมาสน์เทศน์แบบดั้งเดิมเรียบง่ายเก่าแก่กลับเป็นที่สะดุดตามากกว่าธรรมาสน์สร้างใหม่อีกหลังหนึ่งซึ่งทำไว้อย่างอลังการ นอกจากนี้ในวิหารยังมีเหรียญพระสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานให้นายส่างโตและแม่จันทร์ฟองในคราวปฏิสังขรวิหารหลังนี้ใหม่ในปี 2475






ธรรมาสน์โบราณ เรียบง่ายดูน่าเลื่อมใสกว่าแบบอลังการที่อยู่ถัดไป




ชานรับแขกหน้ากุฏิ



วัดศรีรองเมือง สร้างในปี 2448 ครบรอบหนึ่งร้อยปีมาแล้ว โดยคหบดีที่รับจ้างทำไม้ให้ฝรั่งชาติอังกฤษ ที่ได้สัมปทานการทำไม้จากรัฐบาลไทยแทบจะทั่วภาคเหนือ พ่อเฒ่าอินต๊ะ ร่วมกับชาวบ้านบริจาคที่ดิน จัดหาวัตถุมาก่อสร้างจนแล้วเสร็จ การก่อสร้างวิหารนอกจากพ่อเลี้ยงอินต๊ะแล้วยังมีท่านอื่นๆอีก 3-4 ท่านถวายปัจจัยและจัดการแบ่งส่วนกันไปจนสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างเช่นทุกวันนี้ ผมไม่ได้จดบันทึกมาว่ามีท่านได้บ้าง

พระอุโบสถแบบตึกฝรั่งและเจดีย์อยู่ติดรั้วด้านหนึ่ง ทิ้งลานวัดกว้างใหญ่ไว้ข้างหน้า ที่ลานวัดด้านหนึ่งมีกุฏิไม้หลังเล้กๆ หลังคาซ้อนเป็นชั้นเขาเรียก เว็จกุฏิ หรือห้องส้วม ซึ่งยังพอเหลือให้เห็นเค้าร่างแบบเดิมอยู่ ด้านหลังวัดใช้ตาข่ายกางไว้เป็นวงกว้างเลี้ยงไก่ มองผ่านตะข่ายเข้าไปยังเห็นบ่อน้ำแบบโบราณอยู่ด้านใน ความงามเรียบๆและความสงบเงียบของวัดเป็นเสน่ห์ของวัดศรีรองเมืองที่ไม่พบในวัดพม่าอื่นๆในนครลำปาง


เว็จกุฏิ หรือ เว็จกุฎี หรือ ส้วม





บ่อน้ำโบราณภายในวัด


เชิงเทียน 7 กิ่งแบบล้านนา

Labels:


Monday, May 21, 2007

 

ม่อนจำศีล







ชื่อก็บอกได้เลยว่า เป็นที่บำเพ็ญเพียรบนภูเขา เรื่องของวัดม่อนจำศีลผมได้เล่าไปเรียบร้อยแล้วในม่อน+ปู้+ยักษ์ ชื่อของม่อนจำศีลมาจากเมื่อครั้งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้ามาภิกขาจารเผยแผ่พระศาสนาที่ภูเขาลูกนี้นั่นเอง เป็นเนินเขาเตี้ยๆลูกติดกับม่อนปู่ยักษ์

จากถนนม่อนจำศีลจะมีทางข้ามห้วยชลประทานขึ้นสู่วัดบนเขา สามารถเข้าออกได้สองทาง ทางหนึ่งจะพาขึ้นหลังวัด อีกทางหนึ่งจะผ่านประตูโขงหน้าวัดขึ้นไป วัดม่อนจำศีลกินอาณาบริเวณเกือบเขาทั้งลูก จากถนนด้านหน้าจะพาขึ้นวัดผ่านซุ้มประตูโขงและบันไดโบราณซึ่งพังหมดแล้วเหลือแต่ซากอิฐและหญ้ารกๆ ในสมัยโบราณหากเดินตามทางขึ้นไป จะมีศาลาพักระหว่างทางก่อนจะเข้ากำแพงวัดเบื้องบนด้วยระยะทางน้องๆดอยสุเทพบนเขาที่ไม่ชันนัก เมื่อผ่านประตูวัดเข้าไปจะพบกับเจดีย์ทรงมอญขนาดใหญ่เต็มลาน จากกำแพงแก้วล้อมเจดีย์รามัญผ่านเข้าไปถึงลานวัดกว้างใหญ่บนยอดเขา ประกอบด้วยกุฏิ โรงทาน อุโบสถที่บูรณะใหม่ยังไม่สำเร็จเรียบร้อย เจดีย์ขนาดใหญ่อีกสององค์ เจดีย์องค์หนึ่งเป็นเจดีย์รามัญ ฐานแคบ มีส่วนซุ้มรายรอบเจดีย์ทรงกลมเจดีย์อีกองค์อยู่ด้านหลังเขา เป็นเจดีย์มอญฐานกว้างรูปทรงเหมือนเจดีย์พระธาตุนครชุมที่กำแพงเพชร



ทางขึ้นเขาไปส่วนพระธาตุข้างบนต้องผ่านซุ้มประตูโขงเห็นถนนโบราณและส่วนยอดของพระธาตุ ซุ้มประตูใต้เงาไม้ทางขวามือตรงขึ้นไปถึงวิหารไม้ที่อยู่บนเนินข้างๆ








จากเจดีย์ประธานมองออกไปทางหลังเขาเห็นเจดีย์ใหญ่ทรงรามัญหรือมอญอีก 2 องค์




วิหารไม้โบราณที่ถูกทิ้งร้าง เห็นเครื่องยอดหลังคาเป็นสามส่วน ส่วนซ้ายมือสูงที่สุดเป็นส่วนที่ตั้งพระประธาน



ที่ประตูโขงบันไดด้านหน้า มีสิงห์อยู่คู่หนึ่ง และถัดไปทางด้านข้างมีบันไดสิงห์อีกคู่หนึ่งนำไปสู่เนินเล็กๆ สุดปลายบันไดเป็นหลังคายื่นออกมานำขึ้นไปสู่วิหารไม้สองชั้น วิหารเป็นอาคารทรงพม่าหลังคาซ้อนหลายชั้น แบ่งพื้นที่เป็นหลายส่วน ส่วนของระเบียงด้านหน้า ส่วนโถงกลาง อาคารด้านในที่พระสงฆ์ประกอบพิธีและตอนในสุดเป็นยกพื้นประดิษฐานพระพุทธรูป ด้านข้างด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างยาวจากพื้นจรดเพดานเพื่อให้ลมเข้ามา ด้านข้างอีกด้านหนึ่งเป็นอาคารอีกหลัง มีผนังปิดทึบแบ่งเป็นห้องนอกและห้องใน ดูแล้วน่าจะเป็นกุฏิของเจ้าอาวาสและพระลูกวัด ลักษณะวิหารแบบพม่านี้เป็นอาคารเอนกประสงค์ที่แบ่งพื้นที่ใช้งานเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนที่เป็นอาคารที่มีหลังคาของตัวเอง ชายคาของแต่ละส่วนจะลาดมาชนกันและมีรางน้ำฝนรองรับ หลังคาแบบพม่าจะเป็นหลังคาลดหลั่นซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ ส่วนของอาคารที่สำคัญที่สุดคือบริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจะเป็นส่วนของอาคารที่สูงที่สุด มีจำนวนชั้นของหลังคาซ้อนกันมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เมื่อมองจากภายนอกจึงเห็นวิหารซึ่งเป็นกลุ่มของอาคารที่มียอดหลังคาหลายยอดแต่ละยอดมีหลังคาหลายชั้น วิหารแบบพม่ามักปลูกบนใต้ถุนสูงเปิดโล่ง และสร้างหลังคาให้คลุมลงมาถึงบันไดหน้า วิหารของวัดม่อนจำศีลเป็นวิหารร้างหลังคารั่ว ไม้พื้นผุ ผมต้องเดินย่องด้วยความระมัดระวัง วัดพม่าในเมืองเหนือแต่เดิมส่วนใหญจะเป็นพระจากพม่ามาจำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาส แต่เมื่อทางการเข้มงวดกับการเข้าเมืองของพม่ามากขึ้นทำให้วัดต่างๆเหล่านี้รกร้างขาดผู้ดูแลไปโดยปริยาย ผมยังเห็นร่องรอยความสวยงามที่ผ่านมาในอดีตได้อย่างดี



ภายในวิหารไม้แบบพม่า




ฝาด้านข้างด้านหนึ่งเป็นผนังไม้ ห้องด้านหลังเป็นกุฏิพระ ยังเห็นเสาปั้นรักเป็นลวดลายประดับกระจกแบบโบราณอยู่






บนเพดานส่วนโถงกลาง เป็นงานแบบเรียบง่ายตามไสตล์วัดในชนบท ยังคงเป็นลวดลายเครื่องนุ่งห่มแบบพม่า

Labels:


Saturday, May 19, 2007

 

ม่อน + ปู้ + ยักษ์




บนเนินเขาเตี้ยๆทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองลำปางมีวัดพม่าอยู่สองวัด วัดที่ผมจะพาขึ้นไปเที่ยววันนี้คือวัดม่อนปู่ยักษ์ วัดนี้มีอีกชื่อว่าม่อนสัณฐาน ตั้งอยู่ในชุมชนบ้านป่าขาม ในภาษาเหนือ ม่อน หมายถึงเนิน เนินเขาเตี้ยๆ วัดม่อนปู่ยักษ์เป็นวัดเล็กๆประกอบด้วยอาคารสำคัญหลัก 3 หลัง คือวิหารไม้ทรงพม่า, วิหารกลางและเจดีย์ และพระอุโบสถ วัดม่อนปู่ยักษ์สร้างขึ้นในปี 2442 หรือประมาณหนึ่งร้อยปีเศษมาแล้ว โดยพ่อเฒ่านันตาน้อย พ่อเฒ่านันตาไก่ รอบวัดเดิมเป็นป่ามะขามซึ่งจะมีช้างจำนวนมากมาหลบแดดและกินมะขามที่ร่วงหล่น

พระประธาน ฝีมือช่างมัณฑเลย์

พระพุทธรูปบริวาร ฝาผนังด้านหลังเขียนเป็นพุทธประวัติเมื่อพระพุทธองค์เสด็จกลับจากการโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสด็จมาทางบันไดแก้วลงสู่สังกัสสนครตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11



ในตำนานครั้งพุทธกาลเล่าสืบกันมาว่า พระพุทธเจ้าเสด็จออกโปรดสัตว์พร้อมด้วยพระอรหันต์ มียักษ์ตนหนึ่งคอยขัดขวางการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอน เมื่อพระองค์มาจำศีลที่วัดม่อนจำศีล ยักษ์ตนนี้ก็ตามมาทัน และเมื่อได้สดับฟังพระธรรมแล้วก็เลื่อมใสขอบำเพ็ญเพียร เวลาผ่านไปไม่นานยักษ์ตนนี้ก็ล้มตายลงที่บริเวณที่เป็นที่ตั้งของวัดม่อนปู่ยักษ์ซึ่งไม่ห่างไกลจากวัดม่อนจำศีลนัก ชาวบ้านพบทั้งรอยพระบาทและรอยเท้ายักษ์ในบริเวณเขาลูกนี้ วัดม่อนจำศีลและวัดม่อนปู่ยักษ์จึงเหมือนวัดพี่วัดน้องคู่กันมาในตำนาน การสร้างวัดแต่เดิมเต็มไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้ช้างม้าขนวัสดุก่อสร้างขึ้นเขา ช้างปู้เอกเป็นช้างที่เฉลียวฉลาดเป็นที่กล่าวขวัญ ได้ถูกใช้งานหนักจนล้มลงในที่สุด ตำนานทั้งหมดคือที่มาของชื่อม่อนปู่ยักษ์นั่นเอง

การสร้างและตกแต่งวัดใช้ช่างจากประเทศพม่า นายช่างใหญ่ชื่อนันตาแกง มาจากรัฐฉาน วิหารไม้ซึ่งใช้เป็นกุฏิด้วยเช่นกันเป็นวิหารยกพื้นสูง หลังคาซ้อนกันหลายชั้น แต่เดิมมีพระสงฆ์จากพม่ามาจำพรรษา ต่อมาจึงมีพระไทยเข้ามาจำพรรษาด้วย วิหารไม้ปิดงับไว้พร้อมกับสุนัขตัวใหญ่ที่คอยเห่าไล่ทำให้ผมไม่มีโอกาสขึ้นไปเดินชม




ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระเวสสันดรชาดก ปรากฏทั้งพระเวสสันดร พระนางมัทรี กัณหา-ชาลี ชูชก นางอมิตดา ภาพบางส่วนยังเขียนไม่เสร็จเรียบร้อยดี

วิหารตึกแบบฝรั่งที่มีเจดีย์ทรงรามัญอยู่ด้านหลัง ทั้งหมดปลูกสร้างขึ้นบนฐานไพทีสูงประมาณสองเมตร มีบันไดขึ้นไปบนลานประทักษิณ ตึกทรงฝรั่งมีประตูเข้าด้านหน้าทางด้านทิศตะวันออก และมีประตูข้างทางฝั่งทิศใต้ ซุ้มประตูโค้ง (arch) แบบตึกฝรั่ง เป็นตึกที่มีเสาค้ำอยู่ตามแนวหลังคากลางอาคาร มีพระพุทธลงรักปิดทองปางมารวิชัยขนาดใหญ่จรดหลังคาสร้างตามคติพม่าฝีมือช่างจากเมืองมัณฑเลย์ ในพระวิหารตั้งแต่เหนือแนวขอบบนของหน้าต่างจรดเพดานเป็นภาพเขียนทศชาติชาดกด้วยฝีมือช่างมัณฑเลย์ โดยใช้การเขียนสีแบบตะวันตก มีแสงเงาและมิติเป็นเปอร์สเปคตีฟ เครื่องแต่งกายของตัวละคร ชีวิตความเป็นอยู่ อาราม ปราสาท สิ่งปลูกสร้างเขียนตามแบบพม่าซึ่งบางส่วนยังเป็นเพียงภาพร่าง

อุโบสถของวัดอยู่ด้านข้างในแนวถนนลานวัดทางทิศใต้ขนาดย่อมแบบฝรั่งทรงจตุรมุขเรียกกันว่าวิหารทรงโปรตุเกส เป็นตึกสองชั้นปิดเงียบ





ส่วนของวิหารไม้แบบพม่าซึ่งมีทั้งพระพุทธ เป็นกุฏิ เป็นส่วนรับแขกทำกิจกรรมงานบุญ และเห็นกำแพงส่วนฐานไพทียกสูงท่วมหัวทางขวามือ

อุโบสถทรงโปรตุเกส



Labels:


Friday, May 18, 2007

 

วัดไหล่หินแก้วช้างยืน




เป็นวัดเล็กๆตั้งอยู่บนเนินของหมู่บ้านไหล่หินในอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เล่ากันในตำนานว่าเมื่อปีพ.ศ. 218 มีพระอรหันต์สองรูปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียเพื่อมาบรรจุที่วัดพระธาตุลำปางหลวง (หากจะนับตำนานของเมืองลำปางจากวัดพระธาตุลำปางหลวงก็นับย้อนลงไปถึง 2300 ปีเลยทีเดียว) ขบวนช้างมาถึงเนินหินดังกล่าวจะหยุดนิ่งไม่ยอมเดินต่อ พระเถระจึงสร้างเจดีย์สูง 4 ศอกและแบ่งพระสารีริกธาตุบรรจุไว้ส่วนหนึ่ง แล้วจึงอัญเชิญพระธาตุต่อไปยังวัดพระธาตุลำปางหลวง กาลเวลาหมุนผ่านไปตำแหน่งที่ตั้งของเจดียพระธาตุดังกล่าวสร้างเป็นวัดไหล่หิน นับเป็นวัดพี่ของวัดพระธาตุลำปางหลวงเพราะได้บรรจุพระธาตุไว้ที่นี่ก่อน วัดไหล่หินหลวง หรือวัดไหล่หินแก้วช้างยืนจึงได้ชื่อตามช้างที่ยืนนิ่ง

ในราวปีพ.ศ. 2200 พระมหาป่าเกสรปัญโญจำพรรษาอยู่ที่วัดไหล่หิน ท่านชอบภิกขาจารไปตามที่ต่างๆขึ้นไปถึงเมืองเชียงตุงและจำพรรษาอยู่ที่นั่นจนเป็นที่เลื่อมใสของชาวไทยใหญ่ เมื่อพากันถามที่มาของท่านท่านก็บอกแต่เพียงว่า “ขบบ่แตก” ชาวไทยใหญ่จึงนำมะพร้าวมาทุบแตกเป็นสองเสียง ส่วนหนึ่งใส่บาตรอีกส่วนหนึ่งเขาเก็บไว้และบอกท่านว่าจะตามหาวัดท่านให้ได้ เมื่อชาวไทยใหญ่ตามท่านมาถึงลำปางได้เอากะลามะพร้าวส่วนของพวกเขามาต่อกับของพระมหาป่าเกสรปัญโญ ชาวไทยใหญ่ที่มาเห็นความขัดสนของวัดจึงได้กลับไปรวบรวมช่างเมืองเชียงตุงกลับมาสร้างวิหารจนสำเร็จเรียบร้อยในปี 2226

วิหารของวัดไหล่หิน เดิมเป็นวิหารแบบล้านนา หลังคาลาดต่ำตามคติม้าต่างไหม สร้างด้วยไม้เป็นอาคารโถง มีผนังเฉพาะด้านทิศตะวันตก ภายในเขียนเป็นลายคำบนพื้นรักสีแดง ประดิษฐานพระพุทธรูปล้านนา ชายพระอังสะลงต่ำ ลายคำผนังด้านหลังเขียนเป็นต้นโพธิ์ ลายปูนปั้นตามฐานชุกชีเป็นสัตว์ในหิมพานต์ รวมถึงกินนรี และภาพแจกันดอกไม้ซึ่งเป็นคติของความอุดมสมบูรณ์ ส่วนของหน้าบันภายในกรอบสี่เหลี่ยมของแนวคานปั้นปูนเป็นลวดลายสัตว์ในหิมพานต์ ตกแต่งด้วยกระจกสีซึ่งหลุดร่อนไปเกือบหมดแล้ว ด้านหลังวิหารวัดไหล่หินเป็นพระธาตุเจดีย์อยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ยกเก็จ(ย่อส่วน) องค์เจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำบนฐานแปดเหลี่ยมอีกทีหนึ่ง
กินนรีปูนปั้นและแจกันดอกไม้ในวิหารโถง
ปั้นปูนสัตว์หิมพานต์บนกรอบไม้หน้าบันแบบเชียงตุง
กินนรี หงส์ ลิงและหน้าบนซุ้มประตูโขง หางนาคเกี่ยวกระหวัดกันด้านบน

หน้าประตูโขงมีเสาหงส์ตามคติล้านนา ประตูโขงของวัดไหล่หินคล้ายกับประตูโขงของวัดพระธาตุลำปางหลวง เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก กรอบหน้าบันเป็นนาคพัน (ปลายยอดแหลมเป็นส่วนหางที่พันกัน เป็นเอกลักษณ์ล้านนาแบบหนึ่ง) มีหงส์ นกยูง และสัตว์อื่นๆเช่นลิงประกอบอยู่บนซุ้มประตู ช่างได้ใช้วิธีปั้นเป็นดินเผาติดขึ้นไปและฉาบปูนปิดทับ สองข้างโขงประตูเป็นกู่ ด้านทิศเหนือเป็นกู่ประดิษฐานรูปช้างที่สื่อถึงช้างยืน ทางด้านทิศใต้เป็นกู่จำลองลูกมะพร้าวของชาวเชียงตุง
แลซุ้มประตูโขงจากวิหารโถง กู่ขวามือริมกำแพงบรรจุมะพร้าวไว้หนึ่งลูก

ส่วนของวิหารและเจดีย์รายรอบด้วยกำแพงแก้ว ซึ่งต่อมาภายหลังปลูกสร้างเป็นระเบียงคดล้อมไว้ยกเว้นทางด้านทิศตะวันออก ระเบียงคดนี้เพื่องทำขึ้นเมื่อไม่ถึง 40 ปีมานี้เอง และเมื่อเห็นว่าระเบียงคดใหม่เอี่ยมในขณะที่หลังคาวิหารชำรุดแล้ว ทางวัดจึงได้เปลี่ยนเครื่องประดับหลังคาและปั้นลมวิหารให้ใหม่รับกับระเบียงคด เครื่องประดับที่เปลี่ยนใหม่ไม่ว่าจะเป็นช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้งเป็นแบบไทยภาคกลาง จึงเป็นที่น่าเสียดายว่าวิหารของวัดไหล่หินที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่วิหารตามคติล้านนาดั้งเดิมอีกต่อไป


Labels:


Wednesday, May 16, 2007

 

จอมพิงค์ หรือ จอมปิง




วัดพระธาตุจอมปิง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยของพระเจ้าติโลกราช เจ้านครเชียงใหม่ พระองค์มีพี่เลี้ยงเป็นชาวจุมพิตานคร (แปลว่า เมืองจูบ) มีชื่อว่านันทปัญญา ท่านได้ทูลลากลับมาบ้านเดิมของท่านและสร้างวัดขึ้นในที่ตั้งของเจดีย์องค์หนึ่ง เจดีย์องค์ดังกล่าวเล่าสืบกันมาว่าพระนางจามเทวีได้สร้างไว้ แต่วัดดังกล่าวไม่มีพระสงฆ์มาจำพรรษาจึงได้ทิ้งร้างไป พระนางจามเทวีมีประวัติเรื่องราวอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12

ในปี 2000 พระบรมไตรโลกนาถแห่งอยุธยา ได้ยกทัพขึ้นตีนครลำปาง ท่านเจ้าเมืองไม่อยู่มีแต่พระนางราชเทวีที่กำลังทรงครรภ์อยู่ พระนางได้ออกอุบายให้ทหารโห่ร้องตีฝุ่นว่าทัพหลวงได้กลับมาแล้วทำให้ทัพจากอยุธยาเลิกราไป พระเจ้าติโลกราชทราบข่าวศึกก็ได้ยกทัพลงมา พระนางราชเทวีได้สร้างเจดีย์องค์ใหม่ครอบเจดีย์องค์เดิมที่พระนางจามเทวีสร้างไว้พร้อมกับบรรจุพระธาตุลงไปด้วย จึงได้ชื่อว่าวัดจอมพิงค์ชัยมงคลมานับแต่นั้น การบูรณะวัดคงดำเนินมาอีกหลายครั้ง




หน้าต่างไม้บานขวามือ ต้นกำเนิดเงาพระธาตุกลับหัว

พระอุโบสถของวัดพระธาตุจอมปิงอยู่ทางทิศตะวันตกของพระธาตุเจดีย์ ที่หน้าต่างพระอุโบสถมีรูขนาดเท่าหัวแม่โป้ง เมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้วขณะที่เด็กนักเรียนชายกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นซ่อนหา เด็กสามคนเข้าไปซ่อนในพระอุโบสถ เงาพระธาตุที่ผ่านรูเข็มทาบทับอยู่กับพื้นพระอุโบสถเป็นที่น่าฉงนฉงายยิ่ง นับแต่นั้นมามีผู้คนหลั่งไหลไปนมัสการพระธาตุกันมากมายเพื่อไปดูเงาพระธาตุดังกล่าว

ชื่อวัดพระธาตุจอมพิงค์กร่อนมาเป็นจอมปิงได้อย่างไรผมไม่ทราบ อาจจะไล่เลี่ยกับชื่อหมู่บ้านจอมปิงที่เข้ามาแทนที่จุมพิตรานครก็เป็นได้

ทางวัดได้กางขึงผ้าขาวบางบนกรอบไม้รับภาพจากกล้องรูเข็มเป็นภาพหัวกลับ เมื่อค่อยเอียงกรอบผ้าลงบนพื้น เงาพระธาตุจะทอดเป็นเงายาวทาบอยู่บนพื้นขนาดไม่น้อยกว่าสามเมตรอย่างน่าอัศจรรย์





เงาพระธาตุบนแผ่นผ้าในห้องปิดมืดที่ผมกลับตั้งขึ้นมาแล้ว

Labels:


Tuesday, May 15, 2007

 

colorful Bangalore






จากไฮเดอราบัด เราบินไปที่บังกาลอร์เพื่อดูงานทางด้านเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เขาติดต่อให้เราไปเยี่ยมไบโอเทวัลเล่ย์ –biotech valley ผมเคยได้ยินแต่ซิลิคอนวัลเล่ย์ –silicon valley แสดงว่าบังกาลอร์ไม่ได้มีชื่อเสียงเฉพาะทางด้านคอมพิวเตอร์เท่านั้น บังกาลอร์เป็นเมืองหลวงของแคว้นคารนัตถคา Karnataka ซึ่งเป็นรัฐทางใต้อีกฝั่งของมหาสมุทร บังกาลอร์อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 980 เมตร ได้รับสมญาว่าเป็น garden city เพราะสองข้างทางในเมืองเต็มไปด้วยไม้ยืนต้นร่มรื่น

วันแรกที่ไปถึงเขาพาเราไปดูเมืองก่อน ที่แรกที่พาไปคือพระราชวังฤดูร้อนของสุลต่านทิปู Tipu Sultan’s palace เป็นพระตำหนักสร้างด้วยไม้สองชั้น ด้านหน้าเปิดโล่ง เต็มไปด้วยเสาขนาดใหญ่ สร้างในสมัยของพสุลต่านอาลี Hyder Ali แต่มาสำเร็จเอาในสมัยของสุลต่านทิปูผู้ลูกในปี 1791 พระราชวังอยู่ติดกับวัด Venkataraman เราไปแวะต่อกันที่วัดวัว – Bull temple ซึ่งเป็นวัดของฮินดูที่บูชาวัวเป็นเทพเจ้า วัดสร้างอยู่บนเนินหิน เป็นวัดเก่าแก่คู่เมือง สร้างโดย Kempegowda เป็นศิลปะแบบดราวาเดียนในศตวรรษที่ 16 รูปทรงอาคารคล้ายกับวัดเบอรามันดีร์ เมื่อไปถึงวัดกำลังซ่อมสี ภายในมีรูปวัวซึ่งเป็นพาหนะของพระอิศวร หน้าวัดมีเสาหินสูง รอบๆวัดเป็นลานหินและมีต้นไม้ร่ม สองข้างทางมีคนนำของมาวางขายแบกะดิน ได้แก่มะพร้าวน้ำหอม, ผลทับทิมที่มีสีแดงเข้ม, มีแผงให้เช่าเครื่องราง ภาพเทพเจ้า และมีแม่พิมพ์เฮนน่าขาย อินเดียเป็นประเทศที่มีสีสัน เขาใช้สีที่สกัดจากพืชมากมายเพื่อนำมาย้อมประกอบอาหาร, เป็นเครื่องเทศ, ย้อมผ้า, เป็นเครื่องสำอางค์ประทินโฉม หน้าแท่นบูชาในวัดฮินดูมักมีเฮนน่า เมื่อมักการะเทพแล้วเขาจะเอานิ้วแตะผงสีและลากจากหว่างคิ้วขึ้นไปถึงตีนผม เดิมธรรมเนียมแขกนิยมเขียนเฮนน่าที่มือ เมื่อทิ้งไว้ให้แห้งจะอยู่ได้หลายวันก่อนที่จะจางหายไป แต่ในปัจจุบันเขาจะมีไม้แกะเป็นลายขาย ผมก็สองจิตสองใจว่าจะซื้อมาดีไหม เขาเอาไว้กดลงบนเฮนน่าแล้วมาประทับบนหลังมือแทนการนั่งเขียน

เที่ยงวันนั้นเขาพาเราไปทานอาหารจีนที่ร้านแห่งหนึ่ง เป็นร้านขนาดสองคูหา เจ้าของร้านส่งภาษากวางตุ้งและแมนดารินดังขรม อาหารจีนที่นี่รสชาติคุ้นปาก ไม่ห่างจากจีนในบางกอกนัก เรากินกันด้วยความตื่นเต้นเพราะกินอาหารแขกมาหลายมื้อแล้ว ไก่เหล้าแดง, ซี่โครงหมูในซอสมะเขือเทศแบบจีนทำเอาผมเติมข้าวหลายหน


พอตกบ่าย เราไปต่อกันที่สวนพฤกษชาติลัลบับ Lalbagh botanical garden ลัลบับ แปลว่าสวนสีแดง อันมีที่มาจากกุหลาบสีแดง สวนพฤกษชาติแห่งนี้สร้างในศตวรรษที่ 18 โดยพระเจ้าอาลี เป็นที่เก็บรวบรวมพันธ์ไม้เขตร้อนที่มีขนาดใหญ่ ไม้ใหญ่แต่ละต้นอายุนับร้อยปี ภายในสวนมีเรือนกระจกสร้างเรียนแบบที่อยู่ในลอนดอน หลังวัดเป็นเขาลูกเล็กๆ เมื่อลงจากเขา เราก็โดนต้อนไปร้านขายส่าหรี ผ้าส่าหรีสวยมาก มีราคาตั้งแต่หลายร้อยขึ้นไปถึงหลายพันบาท ใกล้ๆกับร้านเป็นที่ทำการรัฐบาลขนาดมหึมาชื่อ วิธนสุทธา (Vidhana Soudha) นอกจากเราที่เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวแล้ว ชาวอินเดียก็ออกมาถ่ายรูปกันมากมาย ผมได้โอกาสขอถ่ายรูปกับสาวกลุ่มหนึ่ง ชาวอินเดียทางใต้ โดยเฉพาะที่อยู่ในรัฐทมิฬจะมีรูปร่างเล็ก และผิวจะดำสนิท แต่ทุกคนยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีเมื่อเราขอถ่ายรูปด้วย

พอตกเย็นเขาปล่อยเราว่าง หลังอาหารค่ำ เรารีบออกไปหาซื้อของกัน พวกผู้หญิงจะออกไปดูส่าหรีบ้าง เสื้อผ้าฝ้ายบ้าง ส่วนผู้ชายจะไปเลือกหาเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ผมเข้าไปในห้างสรรพสินค้า เสื้อแบรนด์เนมของอินเดียสวยมาก สวยกว่าของห้างจัสปาลในบ้านเราอีก แต่ผมสกดใจไว้ เพราะราคาที่ลดลงครึ่งหนึ่งแล้วยังเป็นเงินเก้าร้อยกว่าบาท วันรุ่งขึ้นเขาพาเราไปดูงานทั้งวัน อากาศที่ร้อนกับเสื้อนอกทำเอาผมเหงื่อโชกไปทั้งตัว เย็นนั้นกำชับให้เรานอนกันแต่หัวค่ำเพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องไปขึ้นเครื่องกันแต่เช้า แต่พวกเราก็ยังออกไปกันอีกจนได้ เครื่องออกตอนเก้าโมงเช้าทำให้เราต้องตื่นและ เช็คออกกันตั้งแต่มืดเพื่อไปสนามบิน ร้านปลอดภาษีที่อินเดียของราคาไม่แพง ผมได้ Bombay sapphire gin มาหนึ่งขวด และผมได้กาแฟคั่วบดมาด้วย เป็นกาแฟอาราบิกาของอินเดีย เขาคั่วบดได้หอมมาก หากใครไปอินเดียบอกกันด้วยนะครับ เพราะผมจะฝากซื้อ



Labels:


Sunday, May 13, 2007

 

เมี่ยงสักคำไม๊ครับ




โดยรอบๆของชามินาร์ เป็นย่านร้านค้าที่จอแจ ถัดไปทางทิศตะวันตกเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ชื่อว่า ลาอัด -Laad bazaar มีของขายมากมายตั้งแต่ยา, เครื่องเทศ, อุปกรณ์ในครัวเรือน, เสื้อผ้า, เครื่องสำอางค์แบบแขก ผมได้กลับมาที่ตลาดนี้อีกในวันรุ่งขึ้น เมื่อเพื่อนๆมาหาของฝากพวกเฮนน่าหมักผม เรามากันตอนเย็นหลังอาหาร รถแวะมาส่งให้เราชอบปิ้งกันและกลับกันเอง ร้านรวงต่างๆยังเปิดอยู่จนดึกดื่น พอตกเย็นก็มีคนนำเอาเสื้อผ้าส่าหรีมาวางขายแบกะดิน ผู้คนเบียดเสียดกัน เสียงต่อรองราคาดังขรมเป็นที่สนุกสนาน

เราเรียกแท๊กซี่กลับที่พัก ราคาสามารถต่อรองกันได้ แท๊กซี่ของที่นี่เป็นรถสามล้อเครื่องที่มีขนาดใหญ่กว่าสามล้อบ้านเรา มีทางขึ้นลงเพียงด้านเดียว รอบๆที่นั่งหุ้มไว้ด้วยผนังไม้เจาะหน้าต่าง เป็นรถทาสีดำทั้งคัน การขับรถที่นี่เป็นที่น่าหวาดเสียงนัก คนขับจะกดแตรไปตลอดทาง ไม่มีการชะลอรถแต่ใช้การหลบหลีกเป็นหลัก เป็นที่หวาดเสียวเป็นอย่างยิ่งแต่ก็เรียกเสียงหัวเราะจากเราได้ตลอดทาง ผมซุกมือไว้ในรถ แต่เพื่อนผมยื่นมือออกไปถ่ายคลิปจากโทรศัพท์มือถือ

ท่านรัฐมนตรี กร ทัพพะรังสีมาร่วมงานประชุมครั้งนี้ด้วย ท่านได้นัดพวกเราทานข้าวร่วมกันในค่ำวันหนึ่งและได้ให้โอวาทในการทำงานกับอินเดียว่าเป็นตลาดใหญ่ใกล้เคียงกับจีน อินเดียเป็นชาติที่คุยยาก ชอบการต่อรองแต่เป็นชาติที่สัตย์ซื่อเป็นอย่างมาก หากเขาคบเราแล้วเขาจะคบตลอดไป เมื่อพูดถึงอาหารแล้ว ผมติดอกติดใจในรสชาติของอาหารอินเดียเป็นอย่างยิ่ง อาหารเช้าและอาหารกลางวันที่โรงแรมจะมีทั้งอาหารสากลและอาหารพื้นเมือง แน่นอนที่ผมจะเลือกแต่อาหารอินเดียซึ่งเอร็ดอร่อยเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นแกง เป็นอบ เขาจะใส่เครื่องเทศและผงกะหรี่จนหอมและทานกับข้าวหอมบาสมาติ –basmati ที่คลุกขมิ้นมาจนเหลืองอ๋อย ผมพบว่าที่หน้าห้องอาหารในโรงแรมมักมีพานใส่ผลึกใสๆเม็ดขนาดเท่าเกลือหยาบ เมื่อลองชิมดูจะรสเหมือนมินต์เขาเอาไว้ดับกลิ่นเครื่องเทศในปาก อาหารเที่ยงที่โรงแรมจัดไว้ให้ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอาหารบุฟเฟต์ ผมพออกพอใจกับอาหารที่ใส่เครื่องเทศเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งก็ทานกับขนมปัง บางครั้งผมก็ทานกับนานหรือโรตีจืด พวกเรามักใช้ช้อนส้อมและมีด แต่ชาวอินเดียที่มาร่วมงานเขาเปิบด้วยมือ เขามีวิธีทานอาหารที่ให้มือเลอะน้อยที่สุด ผมเห็นเศษอาหารติดตามหนวดเครา แต่เขาใช้ผ้าเช็ดปากทำความสะอาดจนหมด ทำให้ ผ้าขาวที่ซักรีดจนแข็งเป็นรอยแดงเถือกของเครื่องแกง มีอยู่คืนหนึ่ง เขาพาไปทานอาหารนอกเมือง ที่ร้านเสริฟอาหารเป็นจาน แต่เขาจะเดินแวะเวียนมาเติมกับข้าวและข้าวเปล่าไม่หยุด เราสามารถเลือกข้าวขาวหรือข้าวหมกก็ได้ เมล็ดข้าวบาสมาติจะเป็นเม็ดผอมเรียวแต่กลิ่นหอมมาก และในข้าวหมกผมเห็นบางเม็ดเป็นสีส้มสด มาได้ความในภายหลังว่าเขาย้อมด้วยน้ำคั้นดอกหญ้าฝรั่น (saffron) การรับประทานอาหารที่มีเครื่องเทศมากๆร่วมกับเนื้อสัตว์ทำให้เลี่ยนและร้อนใน เขาจะเสริฟโยเกิร์ตมาคู่กันเสมอ โยเกิร์ตที่ได้มาไม่เหมือนโยเกิร์ตถ้วยอย่างที่เคยทาน แต่ออกใสกว่า ไม่มีกลิ่น เนื้อไม่เนียน มีสีขาวจัด รสเปรี้ยวจืดๆและเย็น บริกรจะคอยเดินดู พอเราเผลอก็จะโปะลงมาในจานของเราเป็นทัพพีเลย ตามข้างทางมีร้านเล้กๆขายของกิน ผมเห็นร้านเมื่ยงแขก เขาจีบไว้คล้ายๆจีบพลู ลูกค้ามาซื้อเคี้ยวกินเล่นเป็นคำๆ

ก่อนที่เราจะย้ายไปดูงานที่เมืองบังกาลอร์ เขาพาเราไปดูงานเยี่ยมชมโรงงานหลายที่ ทั้งโรงงานผลิตยา โรงงานผลิตรงควัตถุจากพืช โรงงานผลิตชุดตรวจต่างๆ และพาเราไปซื้อของฝากที่ร้านแห่งหนึ่ง ผมจำชื่อไม่ได้แล้วแต่เป็นเหมือนร้านที่ขายของโอทอบของไฮเดอราบัด ผมไม่กล้าหวังน้ำบ่อหน้าสักเท่าไร ผมเลือกภาพที่วาดบนผ้าไหมมาหนึ่งผืน เขาเขียนลายได้ละเอียดยิบ และได้เสื้อผ้าฝ้ายของตนเองมาด้วย เป็นผ้าพิมพ์ลาย สีที่นำมาใช้เป็นสีสกัดจากพืช เป็นงานฝีมือล้วนๆ เพราะเขาใช้พิมพ์ไม้จุ่มสีพิมพ์ลงไปเป็นลายเส้น และทยอยพิมพ์สีต่างๆลงไป ผมซื้อมาในราคาที่คำนวณเป็นเงินไทยแล้ว 280 บาทเท่านั้น การตัดสินใจซื้อของในวันนั้นนับว่าไม่ผิดหวังเลย เพราะไม่มีน้ำบ่อหน้าอีกแล้ว

Labels:


Friday, May 11, 2007

 

มนัสเต



เมื่อปี 2004 ผมได้มีโอกาสลัดฟ้าไปอินเดีย ในระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม เพื่อไปร่วมงาน BioAsia 2004 ที่จัดขึ้นที่ไฮเดอราบัด และไปดูงานที่ไบโอเทควัลเลย์ เมืองบังกาลอร์

การบินไทยพาเราข้ามมหาสมุทรตรงไปแวะจอดที่มัทราส (Madraras) ซึ่งมีชื่อใหม่ว่า เชนไน (Chennai) และเราถึงไฮเดอราบัดในตอนสาย เขาพาเราไปเข้าที่พักที่โรงแรมไวซรอย –Viceroy hotel ซึ่งอยู่ด้านหน้าทะเลสาบฮุสเซน ซาการ์ –Hussain Sagar หลังจากเข้าห้องกันเรียบร้อยแล้วก็พาเราไปทานข้าวเที่ยงข้างนอก รถวนพาเราดูเมืองรอบใหญ่ ผ่านตลาด ผ่านวัด วนอยู่รอบทะเลสาบ และพาเราเข้าเมืองเก่า การพาผมชมเมืองแบบนี้สร้างความหงุดหงิดใจให้ผมเป็นที่สุดและสุดท้ายก็พาเราไปที่ โรงแรมทัชกฤษณะ Taj Krishna เพื่อจัดบูทสำหรับงานที่จะเปิดในวันรุ่งขึ้น และเพื่อคลายความตึงเครียด เขาก็สัญญาว่าเดี๋ยวจัดบูทเสร็จแล้วจะพาไปวัดที่อยู่บนเขา ฟังแล้วค่อยมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย

ไฮเดอราบัด เป็นเมืองหลวงของแคว้นอันตระประเทศ Andra Pardesh ซึ่งเป็นรัฐที่อยู่ทางใต้ของอินเดีย โดยมีเมืองเซคุณเดอราบัด -Secunderabadเป็นเมืองแฝด ทั้งสนามบินและโรงแรมที่ผมพักอยู่อยู่ในเขตเซคุณเดอราบัด ซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไป เมืองเก่าไฮเดอราบัดตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำมุสี (Musi) ต่อมาแม่น้ำได้ตื้นเขินไป จึงได้มีการขุดทะเลสาบขนาดใหญ่เพื่อเก็บกักน้ำ กษัตริย์หลายองค์ได้ปกครองประเทศ (แคว้นอันตระประเทศ) มีทั้งฮินดูและพุทธ สิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์ที่ยังเหลืออยู่เป็นของพระเจ้าโมฮัมเมด คูลี ซึ่งเป็นอิสลาม ทุกวันนี้มีประชาชนนับถืออิสลามครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด

ในที่สุด เขาก็พาพวกเราไปวัดเบอรลา มันดีร์-Birla Mandir วัดนี้พวกพ่อค้าเพิ่งจะสร้างเมื่อปี 1976 นี้เอง โดยสร้างวัดไว้บนเขาสองลูกเรียกว่าภูเขาดำ หรือกาฬพัสดุ์ –Kalabahad จุดประสงค์ในการสร้างก็เพื่อถวายเทพ Venkateshwara เขาไปสกัดหินอ่อนขาวมาจากเมืองราชธานี –Rajasthani ในการขึ้นไปชมวัดจะต้องถอดรองเท้าไว้ที่รับฝากรองเท้าข้างล่างแล้วเดินเท้าเปล่าขึ้นไปตามบันไดเวียนเหมือนขึ้นภูเขาทอง เมื่อขึ้นไปถึงที่พักซึ่งเป็นลานกว้าง เขาจะมีที่รับฝากกล้องทุกชนิด เขาไม่อนุญาตให้ขึ้นไปถ่ายรูป ผมกับเพื่อนต้องผลัดกันขึ้นไปเดินเพราะเราไม่กล้าฝากกล้องไว้ที่เขา จากลานที่พัก ผมเดินขึ้นบันไดหินอ่อนตรงไปยังวิหารซึ่งสร้างแบบนีโอดราวิเดียน เป็นอาคารสสูงสองสามชั้น โดยมีระเบียงแล่นอยู่โดยรอบทำให้เห็นบรรยากาศของเมืองโดยรอบ แต่จะมีประโยชน์อันใดเพราะไม่มีกล้อง ที่ชั้นบนเป็นที่ประดิษฐานเทพซึ่งคือพระวิษณุนั่นเอง เขาทำแถวราวทองเหลืองให้คนเดินเรียงกันเข้าไป ผมก็เข้าไปด้วยเพื่อดูใกล้ๆ มีอ่างน้ำให้แตะหน้าฝาก มีดอกไม้ลอยน้ำ ธูปเทียนแขก และสีเฮนนาให้แตะหน้าผาก รถกลับลงไปรอเราที่ข้างล่าง เราต้องเดินจากวัดผ่านชุมชนเหมือนที่ดอยปุยเลย เพื่อลงไปขึ้นรถข้างล่าง ตลอดสองข้างทางเป็นร้านค้าขายเครื่องราง, เฮนนา ของประดับต่างๆ ในระหว่างที่ผมรอเพื่อนๆ ผมเห็นรถบรรทุกน้ำมา มีผู้หญิงห่มส่าหรีมารองน้ำ เขาเอาหม้อน้ำพลาสติกขนาดใหญ่สีต่างๆกันมารองน้ำ พอรองเสร็จก็แบกเทินไว้บนศีรษะเดินเรียงกันกลับขึ้นเขาไป ทำให้ผมรู้สึกว่าผมได้มาอินเดียจริงๆ

พอตกเย็น ผมมองจากหน้าต่างห้องพักเห็นผู้คนออกมาเดินรอบๆทะเลสาบ มีหลายคนออกมาวิ่งออกกำลังกาย ผมอดไม่ได้ที่จะนำกล้องถ่ายรูปออกไปด้วย กลางทะเลสาบมีพระพุทธรูปหินสูง 17.5 เมตร หนักกว่า 350 ตัน เขาเริ่มสลักหินจากเขาที่ห่างออกไป 50 กิโลเมตรตั้งแต่ปี 1985 และสำเร็จในห้าปีต่อมา ได้ลำเลียงมานำลงแพเพื่อไปติดตั้ง แต่แพเกิดล่ม เขากู้ขึ้นมาใหม่ได้ในปี 1992 ข้างๆโรงแรมที่ผมอยู่มีสวนสาธารณะทอดยาวขนานไปกับทะเลสาบ ชื่อลุมพินี เขาสลักหินตั้งเทพของฮินดูไว้หลายองค์ อินเดียมีหินให้ใช้งานได้มาก ผมเห็นเขาสลักแกรนิตเป็นแผ่นหนาประมาณกำแพงอิฐมอญ สูงท่วมหัว เขานิยมเอามาฝังดินต่อกันเป็นแนวรั้ว

งาน BioAsia เขาประชุมกันสามวัน ชีวิตผมวนเวียนอยู่แต่ห้องประชุม บูทต่างๆ รวมถึงนัดหมายที่มีคนมาทิ้งนามบัตรไว้ไว้ นับว่าวุ่นวายกันทั้งวัน มีบริษัทหนึ่งนัดหมายให้ผมไปเยี่ยมเขาซึ่งอยู่ในเขตเซคุณเดอราบัด เขานำรถมารับผมเพื่อไปคุยธุรกิจ เมื่อขึ้นไปที่ชั้นสาม ผมเห็นในห้องมีคอมพิวเตอร์สี่ห้าสิบตัว ทุกคนกำลังทำงาน เขาบอกว่าเป็นนักวิทยาศาตร์ทั้งหมด แต่ละคนกำลังสืบค้นทางชีวสารสนเทศ (bioinformatics) ทำเอาผมตะลึง เป็นความเหนื่อยยากไม่น้อยที่ผมคุยธุรกิจกับแขก ผมต้องปรับหู โดนคาดคั้นคำตอบ แขกมักจะส่ายหน้านั่นหมายความว่ารับรู้หรือเห็นด้วย แต่ผมก็หาทางผ่อนคลายเสมอเมื่อได้โอกาสด้วยการแวะเยี่ยมดูบูทอื่นๆและหาของติดไม้ติดมือกลับบ้าน ผมเวียนไปร้านขายของที่ระลึกที่อยู่ในงานและได้ของเล่นหลายชิ้นกลับมา เป็นตุ๊กตาช้างแกะและทาสีแบบชาวบ้าน พวงกุญแจงู และเป็นผ้าปักเอาไว้ตกแต่งเหนือประตู

ไม่ไหวแล้ว มีอยู่วันหนึ่ง ผมฝากเพื่อนดูแลบูทแทน ผมออกไปเรียกแท๊กซี่ให้ไปส่งผมที่ชามินาร์ -Charminar ซึ่งเป็นเขตเมืองเก่า ชามินาร์สร้างขึ้นโดยพระเจ้าโมฮัมเมดคูลีในปี 1591 ซึ่งเป็นปีที่โรคระบาดสิ้นสุด char แปลว่า สี่ minar คือหอคอย เป็นอาคารรูปจัตุรัสที่สร้างขึ้นโดยมีหอคอยทั้งสี่มุม ขนาดของอาคารกว้าง 30 เมตร สูง 56 เมตร ชั้นสองเป็นสุเหร่า ผมซื้อตั๋วขึ้นไปข้างบนเพื่อชมเมืองโดยรอบ สภาพการจราจรที่หนาแน่นและโกลาหล ทางด้านทิศตะวันออกมีสุเหร่าใหญ่ชื่อเมกกะ เป็นสุเหร่าขนาดใหญ่ติดอันดับเลยทีเดียว คือจุคนได้ประมาณหนึ่งหมื่นคน เขาไม่ให้คนนอกศาสนาเข้าในบริเวณข้างใน สุเหร่านี้สร้างโดยพระเจ้าโมฮัมเมดคูลีในปี 1614 อิฐที่โค้งประตูข้างในเผามาจากดินในนครเมกกะ

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?