One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Tuesday, April 24, 2007

 

ดูหนัง ดูลคร


วันหยุดที่ผ่านมาคงไม่มีอะไรดีกว่าการจำศีลอยู่กับบ้านทำตัวเป็นลูกที่ดี นานๆถึงจะมีวันหยุดต่อเนื่อง และไม่ได้ออกนอกบ้านไปไหน ผมนึกได้ว่าซื้อหนังไว้หลายเรื่องยังไม่ได้ดูเลย เดี๋ยวต้องออกไปค้นดูหน่อยว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

เรื่องแรก The day I became a woman เป็นหนังของ Marziyeh Meshkini ผู้อำนวยการสร้างชาวอิหร่าน สร้างจากบทภาพยนตร์ของ Mohsen Makhmalbaf จากการแสดงของดาราเอกสามวัย Fatemeh Cheragh Akhtar, Shabnam Toloui, Azizeh seddighi ้ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างในปี 2001 และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหลายงาน ทั้งที่เวนิส, ชิคาโก และปูซาน เป็นภาพยนตร์ที่แสดงวิถีชีวิตของหญิงในโลกอิสลามสามคน

ฮาวาจะครบเก้าขวบเต็มในบ่ายวันหนึ่ง นั่นหมายความว่าเธอจะกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนวัยจากเด็กผู้หญิงที่มีเสรีภาพจะเล่นจะทำอะไรก็ได้ ขนบธรรมเนียมประเพณีจับตัวเธอไว้มั่นเมื่อเธอย่างเข้าสุ่วัยสาว ทำให้เธอไม่อาจทำอะไรได้ตามใจตัวเองอีกต่อไป แม่และยายจับเธอคลุมผมด้วยผ้า แต่เธออ้อนวอนขอออกไปเล่นกับเพื่อนชายของเธอในไม่กี่ชั่วโมงสุดท้ายก่อนจะก้าวออกจากชีวิตวัยเด็ก น้ำเสียงที่วิงวอนให้ฮัสซันออกมาเล่นกับเธอเป็นครั้งสุดท้ายเร่งเร้าว่าอิสรภาพของเธอกำลังจะสิ้นสุดลง ในที่สุดเด็กสองคนก็ไม่ได้เล่นด้วยกันเหมือนเช่นเคย ได้แต่คุยกันผ่านลูกกรงหน้าต่างที่สะท้อนว่า นับแต่นี้สัมพันธ์ของเพื่อนที่ดีจะเหลือแต่ในความทรงจำเท่านั้น เด็กสองคนผลัดกันเลียอมยิ้มจิ้มกับมะขาม เธอรู้ว่าอิสรภาพของเธอกำลังจะหมดไป แม้ว่าเธอไม่ค่อยจะเข้าใจมันสักเท่าไรแต่เธอก็ต้องยอมรับมันโดยดุษฎี การยอมแลกผ้าคลุมผมของเธอกับปลาพลาสติกตัวเล็กๆทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับการยื้อเวลาในวัยสาวของเธอออกไป เธอต้องการอิสรภาพเหมือนปลาตัวน้อยที่แหวกว่าย สุดท้ายเธอก็ไม่มีทางก้าวพ้นวังวนของประเพณีได้

อาฮูภรรยาวัยสาว ร่วมไปกับทีมจักรยานของสตรีกลุ่มหนึ่ง ท้องเรื่องเกิดที่ถนนเลียบทะเลสาปแห่งหนึ่ง ดูเหมือนเธอมีความมุ่งมั่นในการแข่งขัน ตลอดทางสามีมาขอให้เธอเลิกล้มการแข่งขันเพื่อกลับบ้าน แต่เธอลั่นวาจาจะไม่ขออกจากการแข่งขันแม้จะต้องหย่าร้างก็ตาม ไม่ว่าพ่อ หรือผู้ใหญ่จะย้อนกลับมากี่ครั้งก็ตามเธอก็ยังยืนกรานความต้องการของเธอเอง ภาพยนตร์ได้ทิ้งท้ายไว้เมื่อพี่ชายเธอมาขอร้องให้ขบคิดว่าเธอจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร สตรีมุสลิมเข้าพิธีแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย เธอถูกจำกัดสิทธิ์ในการเลือก และอาจต้องอยู่ร่วมชายคากับหญิงอื่นในบ้านของสามี การตัดสินใจ ความเป็นใหญ๋เหนือชีวิตของผู้หญิงตกอยุ่กับสามีและผู้ชาย มีแต่ผู้ชายที่มาขอร้องแกมบังคับเพื่อนำเธอกลับบ้าน การยอมรับว่าบุรุษเป็นใหญ๋เป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานับพันปี การที่คิดจะก้าวออกจากกรอบดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะสังคมไม่ยอมรับ แต่ผมเชื่อว่าจะมีชั่วเวลาหนึ่งที่สตรีนี้ฝันถึงอิสรภาพที่เธอจะออกไปพ้นกรอบ เธอมีเสรีภาพที่จะเลือก ที่จะดำเนินต่อไปและได้รับการยอมรับจากทุกคน

“ฮูรา” เป็นหญิงที่ก้าวเข้าสู่วัยชรา การดำเนินเรื่องทำให้ผมจินตนาการเอาเองว่าสามีคงจากเธอไปเรียบร้อยแล้ว วัยสาวที่ผ่านมาเธอน่าจะเป็นภรรยาที่ประพฤติตนอยู่ในกรอบของขนบธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด นี่เป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตของเธอที่จะได้เลือกอย่างที่เธอใฝ่ฝันมาชั่วชีวิต ทุกคนต่างต้องการเสรีภาพ เราทุกคนเคยชินกับเสรีภาพในการคิด ในการตัดสินใจและก้าวเดินไปในทางที่ตนเลือก ผู้สร้างได้สะท้อนถึงความฝันของคนที่ไม่เคยมีโอกาสได้เลือกเมื่อวันหนึ่งที่ความจริงไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป เขาจะเลือกอะไรให้กับชีวิต แม้ว่าจะนึกไม่ออกว่าสิ่งสุดท้ายที่ผูกข้อนิ้วของ เธอไว้เป็นอะไรก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่สลักสำคัญอะไรอีกต่อไป เพราะฝันที่เป็นจริงต่างหากที่เติมเต็มความต้องการทั้งหมดของเธอ

ผมชอบภาพยนตร์เรื่องนี่อีกอย่างคือ เรื่องของคนสามคนดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวพันกันเลย แต่ผู้สร้างกลับสามารถเชื่อมโยงตัวประกอบทั้งหลายให้ดูเป็นเรื่องเดียวกัน


อีกเรื่องหนึ่ง The Mirror เป็นหนังของผู้กำกับ Jafar Panahi ซึ่งเขาได้เขียนบทภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน นำแสดงโดย Mina Moahammade Khani หนังเรื่องนี้สร้างในปี 1997 ได้รับรางวัลหลายรางวัล เช่น ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมที่นิวยอร์ค, โกลเดนท์ ลีโอพาร์ด

เรื่องมีอยู่ว่า เย็นวันหนึ่ง เด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมปีที่หนึ่งพบว่าผู้ปกครองของเธอไม่ได้มารับเธอกลับบ้าน “มีนา” กระเสือกกระสนทุกวิถีทางที่จะหาทางกลับบ้านเด็กเล็กๆที่แขนเข้าเฝือกอยู่ข้างหนึ่งพร้อมกับเป้ใบใหญ่พยายามที่จะข้ามถนน เธอร้องขอความช่วยเหลือจากทุกคนรวมทั้งครูซึ่งน่าจะเป็นผู้ช่วยที่ดีสุดกลับใส่ใจปัญหาของตัวเองมากกว่าเสียงร้องขอของเด็กเล็กๆอย่างเธอ ในที่สุดเธอก็เลือกที่จะกลับบ้านเอง เธอไม่รู้ว่าบ้านเธออยู่ที่ใด เธอบอกได้แต่สัญญลักษณ์บางอย่างที่ปรากฏอยู่บนทางกลับบ้าน น่าแปลกใจที่ไม่มีใครใส่ใจกับการร้องขอ หรือรรับรู้การมีอยู่ของเด็กผุ้หญิงคนหนึ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างการถ่ายทำทำเอาเธอเดือดดาล ดาราเด็กคนนี้ประกาศเลิกเล่นกลางคัน เธอวิ่งลงจากรถเมล์และหาทางกลับบ้านเอง ทีมงานที่กำลังถ่ายภาพยนตร์จึงรีบตามเธอกลับบ้าน ถนนแล้วถนนเล่าที่เด็กน้อยวิ่งผ่านไป เธอหยุดถามทาง เหตุการณ์ก็ยังเป็นเช่นเดิมไม่ได้ผิดไปจากการแสดงที่ได้วางบทไว้ในตอนแรก เมืองขนาดใหญ่ที่สุดแสนจะวุ่นวาย แต่กลับมีน้อยคนนักที่จะใส่ใจความอยู่รอดของเด็กผู้หญิงเล็กๆคนหนึ่ง ผมประทับใจกับการไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมจนมุมของเธอ เธอเพียรเฝ้าตื้อ อ้อนวอนตำรวจอย่างไม่ลดละ และในทางกลับกันผมก็เห็นความไม่เสมอภาคและการที่ผู้ใหญ่ปฏิบัติต่อเด็กเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เธอไม่ใช่เด็กผู้ชายที่จะเติบโตเป็นผู้นำ ในที่สุดเธอก็กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยโดยตัวของเธอเอง

กระจกกำลังสะท้อนตัวของเราเอง และเงาของเราก็ปรากฏในกระจกเช่นกัน เราได้พิเคราะห์ภาพที่ปรากฏในกระจกเพียงใด เป็นเพียงภาพที่ฉาบไว้ด้วยมายาที่เผยให้คนอื่นเห็นเราเพียงบางด้าน หรือเรากำลังเฝ้าดูพฤติกรรมของเราเอง อย่าลืมว่าอาจมีบางคนกำลังแอบมองคุณผ่านกระจกเช่นเดียวกันและเขาเห็นทุกสิ่งที่คุณเป็น กระจกไม่อาจหลอกคุณได้ เว้นแต่คณจะหลอกตัวเอง
วันนี้คุณส่องกระจกแล้วหรือยัง

Labels:


Monday, April 16, 2007

 

ดนตรีวันหยุด

วันนี้ผมได้ชมรายการคอนเสิร์ตของเซอร์เอลตัน จอห์น The red piano ที่ลาสเวกัส เปิดขึ้นมาถึงเป็นเพลงสุดท้ายแล้ว Your song เพลงรักที่ทำเอาหลายคู่ที่รับฟังอยู่นั้นน้ำตาซึม ผู้ชมคอนเสิร์ตของเขามีแต่ผู้ใหญ่ นับว่าทำการค้ากับคนวัยนี้มีแต่กำไรเพราะแต่ละคนก้าวมาถึงจุดที่พร้อมจะจ่ายแล้ว ฝีไม้ลายมือท่านเซอร์ไม่ทำให้ผิดหวังเลย เหมือนขิงแก่โดยแท้ทั้งน้ำเสียง ทั้งลีลาของเปียโนที่หนักหน่วง หากใครเคยได้ยินที่อีวาน แมคเกรเกอร์ร้องไว้ในภาพยนตร์เรื่องมูแลงรูจน์ จะเห็นข้อเปรียบเทียบชัดเจน ทำเอาบางคนเข้าผิดไปเลยว่าเป็นเพลงของอีวานก็มี คอนเสิร์ตแกรนด์หลังใหญ่ที่เป็นสีแสดแดงคงไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก หะแรกผมนึกว่าเป็นเปียโนของ Fazioli เสียอีก มาเห็นชัดๆอีกทีคือ YAMAHA นับว่าเป็นสีที่เหมาะกับท่านเซอร์มาก

Your song
Music by Elton John Lyrics by Bernie Taupin


It's a little bit funny this feeling inside

I'm not one of those who can easily hide
I don't have much money but boy if I did
I'd buy a big house where we both could live

If I was a sculptor, but then again, no
Or a man who makes potions in a travelling show
I know it's not much but it's the best I can do
My gift is my song and this one's for you

And you can tell everybody this is your song
It may be quite simple but now that it's done
I hope you don't mind, I hope you don't mind
that I put down in words
How wonderful life is while you're in the world

I sat on the roof and kicked off the moss
Well a few of the verses well they've got me quite cross
But the sun's been quite kind while I wrote this song
It's for people like you that keep it turned on

So excuse me forgetting but these things I do

You see I've forgotten if they're green or they're blue
Anyway the thing is what I really mean
Yours are the sweetest eyes I've ever seen

วันเสาร์ผมเปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อนเวลาทำงาน ผมมักเปลี่ยนช่องเมื่อมีรายการตลกและเกมส์โชว์ต่างๆ แต่วันนี้ผมไม่มีเวลาลุกไปเปลี่ยนช่องทีวี เสียงเพลงของเด็กคนหนึ่งทำให้ผมต้องหันกลับไปดู เป็นรายการ “ชิงช้าสวรรค์” ที่ผมไม่เคยดูมาก่อน เด็กๆกำลังประกวดร้องเพลง “เสียงดีมีค่าเทอม” เขาร้องเพลงอาลัยเมรี ของ ทศพล หิมพานต์ จากนั้นก็มีเด็กผู้หญิงอีกคนมาร้องเพลงของ คัฑลียา มารศรี และสุดท้ายเป็นเด็กชายที่เสียงกำลังแตกหนุ่มร้องเพลงยอยศพระลอของครูชินกร ไกรลาส ศิลปินแห่งชาติ เด็กทั้งหมดอายุเพียง 10-11 ปี ทุกเพลงร้องยาก แต่น้องๆร้องกันได้ดีมากๆจนผมทึ่งทุกคน เพลงอาลัยเมรีเป็นเพลงที่ชนะเลิศในครั้งนี้ เสียงเอื้อน น้ำเสียงที่ทั้งออดทั้งอ้อน ประโยคที่ต่อเนื่องกันไม่หยุด ทั้งหมดน่าชวนให้ร้องเพี้ยน คร่อมจังหวะและแบ่งประโยคผิดพลาด แต่น้องเขาทำได้ไม่มีที่ติเลย น้องทั้งสามคนทำให้ผมทึ่งที่เขาสามารถใช้เสียงได้ยอดเยี่ยม ทั้งอก, คอและ head tone รวมทั้งตัดประโยคเพื่อหายใจ และที่สำคัญคือเสียง ร เรือ, ล ลิง, คำควบกล้ำต่างๆชัดเจน ผมรับชมรับฟังด้วยความชื่นชมกับเอกลักษณ์ไทยที่มีผู้สืบทอด ถ่ายทอดมาได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็อดเอน็จอนาถกับบรรดาที่อ้างตัวว่าเป็นศิลปินแต่ทำนรกแตกให้เห็นกันอยู่ทั่วไปไม่ได้

มีคนมากมายร้องเพลงได้, มีคนมากมายแสดงต่อหน้าคนอื่นได้, มีกี่คนที่ทำได้ดี, มีกี่คนที่ทำได้โดยไม่มีที่ติ แต่มีกี่คนที่ทำได้น่าประทับใจ How wonderful life is while you're in the world!!

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?