One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Monday, December 25, 2006

 

GOD REST YOU MERRY, GENTLEMEN




















ผมมีแครอลส์ที่อยู่ในใจหลายเพลง Joy to the World, Hark the Herald Angels Sing, O Come All Ye Faithful, It Came upon a Midnight Clear, The First Noel, O Holy Night, Away in a Manger แครอลส์เหล่านี้เป็นแครอลส์ยอดฮิตและรู้จักกันแพร่หลายเนื่องจากเป็นที่นิยมกันในหมู่อเมริกัน เราจะได้ยินเพลงเพราะๆจากเพอร์รี โคโม, บิง ครอสบี และอีกหลายต่อหลายคน เพลงแครอลส์เป็นเพลงที่ร้องกันมานานตั้งแต่ยุโรปยุคกลาง จะมีเหลือสืบทอดมาถึงยุคปัจจุบันให้พอคุ้นหูกันบ้างไม่กี่เพลง สำหรับแครอลส์ที่นิยมกันในยุโรปแตกต่างกันไป มีทั้งที่มีต้นกำเนิดมาจากเยอรมัน เช่น Stille Nacht, heilige Nacht ซึ่งนำมาแปลเป็น Silent Night, Holy Night และได้รับความนิยมสูงสุด นอกจากนี้ยังมีแครอลส์ที่เป็นภาษาฟิน, เดนิช และอื่นๆอีกซึ่งนิยมกันเฉพาะถิ่น

ผมร่วมร้องเพลงกับ Bangkok Music Society อยู่หลายปี สมาชิกของวงตั้งแต่คอนดักเตอร์ เจ้าของบ้าน ลูกทีมเป็นชาวอังกฤษบ้าง เป็นนักเรียนอังกฤษบ้าง ผมเลยมีโอกาสได้ร้องแครอลส์ของอังกฤษด้วยซึ่งหาฟังได้ยาก ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงที่มีทำนองง่ายๆ แบ่งเนื้อไว้หลายข้อและร้องวนกันแบบแชนท์ (chant) เช่น The Holly and the Ivy, Good King Wenceslas, Wassail, Ding Dong Merrily on High, Coventry Carol เป็นต้น แครอลส์แบบอังกฤษนับวันจะหาฟังยากขึ้นทุกที โชคดีที่เซอร์ เดวิด วิลค็อกส์และจอห์น รัตเตอร์ ได้นำมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่สำหรับหมู่นักร้องของ King’s และ Claire colleges, Cambridge โดยทำเป็นโน๊ตไว้สองเล่ม ธรรมเนียมการร้องแครอลส์เป็นที่นิยมกันมากในหมู่ชาวอังกฤษ เมื่อคืนวันขึ้นปีใหม่ 1995 ผมได้ไปบ้านอาจารย์ผมท่านหนึ่งที่โคราช คืนนั้นชุมนุมนักเรียนเก่าอังกฤษกันทั้งตระกูล พวกเรายืนเป็นวงกลมท่ามกลางอากาศหนาวเย็นเพื่อร้องแครอลส์และเพลงอื่นๆตั้งแต่หลังอาหารเย็นจนตีหนึ่ง ใครเมื่อยก็พักไปเข้าห้องน้ำ แล้วกลับมายืนร้องเพลงกันต่อ ที่บ้านนั้นเขาเสริฟไวน์แก้หนาวกัน เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นและผมยังจำได้ดี

God Rest You Merry, Gentlemen เป็นแครอลส์บทหนึ่งที่อยู่ในใจผมมานาน เพลงบทนี้ร้องกันมามากกว่า 200 ปีจนสืบหาผู้แต่งไม่ได้ ชาลส์ ดิกเคนส์ เจ้าพ่อเพลง hymn นำมารวบรวมไว้เป็นหนึ่งในหนังสือ A Christmas Carol ที่นิยมกันอย่างมากในอังกฤษ โดยเฉพาะที่ลอนดอน เนื้อร้องและทำนองของเพลงนี้ก็แตกต่างกันในแต่ละหมู่บ้าน ทำให้เมื่อนำมาเรียบเรียงและจัดพิมพ์จึงมีหลายเวอร์ชั่น คริสตมาสเป็นเวลาดีที่เราจะได้ทบทวนถึงความหมายและ God Rest You Merry, Gentlemen เป็นเพลงที่สื่อเรื่องราวการมาบังเกิดของพระเยซูเมื่อสองพันปีที่แล้วได้เป็นอย่างดีว่าในคืนนั้นมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง เมื่อคืนนี้ ผมได้ร่วม midnight candle light service เป็นเวลาที่ได้ทบทวนพระคัมภีร์อิสยาห์บทที่ 9 ข้อ 2 และ 6

‘The people walking in darkness have seen a great light; on those living in the land of the shadow of death a light has dawned. For to us a child is born, to us a son is given, and the government will be on his shoulders. And he will be called Wonderful Counselor, Mighty God, Everlasting Father, Prince of Peace.’ ชนชาติที่ดำเนินอยู่ในความมืด บัดนี้แสงสว่างมาถึงเขาแล้ว พระเยซูเป็นความความสว่าง เป็นปัญญาที่กระจ่างแจ้งส่องเข้ามาเพื่อช่วยเหลือทุกคน ไม่ว่าความมืดนั้นจะเป็นบาป เป็นความมืดมนอับจนของชีวิต กุมารเยซูที่เกิดมานั้นเป็นของขวัญที่พระเจ้าให้กับทุกๆคน ท่านจะดูแลคนทุกคนที่วางใจในพระองค์ ท่านจะปกครองด้วยความรัก ไม่ใช่ด้วยอาวุธ ท่านได้รับการขนานนามว่าเป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นพระเจ้าที่ทรงมหิทธานุภาพ เป็นเหมือนพ่อ และเป็นเจ้าชายแห่งสันติสุข

คริสตมาสจึงเป็นเวลาแห่งความสุขและความรักของคริสเตียน ไม่ใช่แค่เป็นวันหยุด เป็นเทศกาลรื่นเริงที่มีต้นสน มีซานต้า แต่เป็นวาระที่ยืนยันว่าพระเจ้าทรงรักเรา และชีวิตของเราเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง ไม่อยู่ในความมืดแห่งเงามัจจุราชอีกต่อไป เมื่อคืนนี้หลังอาหารค่ำ ผมได้ยินเสียงแว่วของงานฉลองส่งท้ายปีมาจากในหมู่บ้าน เสียงดนตรีที่ร้อนแรง เสียงหัวเราะ เสียงเฮฮาด้วยฤทธิ์น้ำเมา ความสุขอย่างนั้นจางหายไปเมื่อจบงาน ผมไม่ทราบว่าภายนอกนั้นเป็นอย่างไร แต่ในบ้านผมแสงสว่างส่องเข้ามา นำความชื่นชมยินดีมาถึงคนทั้งบ้าน ผมได้เล่นแครอลส์เก่าๆหลายบท แม้ว่าผีมือเปียโนผมจะกระท่อนกระแท่นไปบ้างเนื่องจากห่างหายไปนานหลายปี แต่รอยยิ้มแห่งความสุขครอบครองใจของเราตลอดไป เป็นปีที่ดีของเราอีกปีหนึ่ง ‘Glory to God in the highest, peace on earth and goodwill towards men’ ปรากฏเป็นจริงในบ้านเล็กๆหลังนี้

ผมนำเวอร์ชั่นของ William Sandys มาเขียนไว้ ส่วนแครอลฉบับที่นิยมในปัจจุบันลองคลิ๊กดูที่รูปได้เลยครับ ผมนำรูปและเรื่องราวมาจากหน้านี้ครับ
http://www.hymnsandcarolsofchristmas.com/Hymns_and_Carols/Notes_On_Carols/god_rest_you_merry_notes.htm
1. God rest you merry, gentlemen,

Let nothing you dismay.
For Jesus Christ our Saviour,
Was born on Christmas Day;
The dawn rose red o'er Bethlehem
The stars shone thro the grey,
When Jesus Christ our Saviour
Was born on Christmas day.

Chorus: When Jesus Christ our Savior
Was born on Christmas day.

2. God rest ye little children,
Let nothing you affright,
For Jesus Christ your Saviour
Was born this happy night;
Along the hill of Bethlehem
The white flocks sleeping lay,
When Christ the child of Nazareth
Was born on Christmas Day. Chorus

3. God rest ye all good Christians,
Upon this blessed morn,
The Lord of all good Christians
Was of a woman born;
Now all your sorrows He doth heal,
Your sins He takes away,
For Jesus Christ our Saviour,
Was born on Christmas Day. Chorus

ขอสันติสุขในวันคริสตมาสอยู่กับทุกคนที่ได้แวะเข้ามาครับ





Labels:


Tuesday, December 19, 2006

 

ยังบ่นไม่เลิก


สองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีแต่เรื่องว้าวุ่นใจ โดยส่วนใหญที่ทำงานจะใช้เวลาช่วงปลายปีในการฝึกอบรมภายใน แล้วก็มีงานประชุมภายนอก ผมนัดช่างให้มาเปลี่ยนฝ้าใต้บันไดใหม่เนื่องจากปลวกเขมือบไปจนพรุน ข้างนอกดูสุกใส แต่ข้างในต๊ะติงโหน่ง ผมเลือกให้เขาเปลี่ยนฝ้าใต้บันไดอย่างกระทันหันเพราะกำลังมีของเล่นใหม่เข้ามาแขวนในบ้าน หากผมไม่เลือกเปลี่ยนฝ้าใต้บันไดในที่สุดแล้วอีกไม่นาน ของเล่นใหม่ผมจะต้องทำความสะอาดกันอ๊วกแตกอย่างแน่นอน ของเล่นใหม่เป็นโคมไฟ มีข้อแม้กับช่างว่า ต้องเรียบร้อยทันคริสตมาส คือต้องเสร็จให้ผมทันทำความสะอาดบ้านและแต่งบ้านก่อนคริสตมาสอีฟ ช่างบอกผมว่าสามวันก็เสร็จครับ แต่นี่สัปดาห์หนึ่งเข้าไปแล้วมันก็ยังไม่แล้วสักที แก้กันแล้วแก้กันอีก ผมเหนื่อยใจแทนผู้รับเหมาเลย แทนที่เขาจะทำงานเสร็จในสามวันแล้วรับเงินไป แต่ลูกน้องกลับทำเสียงานตลอด

ผู้รับเหมารายนี้เป็นคนมีฝีมือแต่บริหารไม่เป็น ได้ลูกน้องไม่เอาไหน กำไรที่ควรได้เต็มๆหายหมด เมื่อเขาเสนอราคามาใจนึงผมว่าแพง เพราะผมรู้อยู่ว่าเขาลงทุนวัตถุดิบไม่เกินร้อยละ 10-15 เท่านั้น แต่ที่ผมคิดว่าไม่แพงก็เมื่อเทียบกับงานอื่นๆที่ผมเห็นมาว่าราคามันหลายเท่าของราคาที่เสนอมา ผมเห็นเขาเอาคนงานเข้ามาสี่คนรวมตัวเขาเองแล้วก็ห้าคน มีคนทำงานอยู่สองคน อีกสามคนนั่งดูเฉยๆ ไม่ก็สูบบุหรี่คุยกัน คนนึงคือเขาเองคอยชี้ อีกคนทำ พอทำไม่ดีก็ลงมือเอง ดูไปดูมางานทุกอย่างไม่กระจายออกไป มีอยู่วันนึงลูกน้องมาไม่ครบ สายหน่อยอีกคนนึงตามมา มาถึงก็ทวงเงินไปจ่ายค่าแท๊กซี่ 160 บาท เมื่อให้ลูกน้องแต่งผนังโป๊วสีให้ เด้กซึ่งน่าจะมีวุฒิภาวะมากกว่านี้ก็ไม่เอาผ้าพลาสติกปูพื้นไม้ก่อน ทำให้บันไดบ้านผมเลอะสีด่าง เขาแก้ปัญหาโดยเอาทินเนอร์มาเช็ดสี แทนที่จะเช็ดสีออกตั้งแต่ยังเปียกๆ บันไดบ้านผมก็หมดกัน แชลแลคที่เคลือบผิวก็หลุดตามทินเนอร์ออกไป ก็ต้องเอาสีย้อมมาทาทับอีก แก้เรื่องหนึ่งแล้วก็มีเรื่องที่ต้องแก้ตามมาเป็นสาม สี่ ห้า นี่แหละคนยุคใหม่ ถ้าคิดให้รอบคอบ มองให้กว้างและระมัดระวังตั้งแต่ลงมือมันคงไม่มีปัญหาอย่างนี้ ผมว่าผู้รับเหมารายนี้ทุนหายกำไรหดหมดด้วยเหตุนี้แหละ พูดแล้วก็เหนื่อยใจ เด็กปัญญาชนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าลูกจ้างพวกนี้สักเท่าไหร่ แถมยังอวดดีอีกต่างหาก

ทุกวันนี้เจริญแต่วัตถุ แต่จิตใจและความคิดของคนไม่ได้เจริญตามวัตถุต่างๆที่เราพบเห็น เรามีสนามบินใหญ่โต ทันสมัย แต่คนของเรากลับไม่เป็นศรีของสนามบินมูลค่าหมื่นล้าน ห้องน้ำที่สนามบินเปิดได้ไม่กี่วัน ขวดสบู่หลุดออกมาจากเคาน์เตอร์ ม้วนกล่องทิชชูลงมากองอยู่ที่พื้น น้ำเจิ่งนองเต็มเคาน์เตอร์และพื้น ตามเก้าอี้นั่งสนามบินมีคนมานอน พื้นสนามบินเต็มไปด้วยขยะ ทุกมุมมีขวดน้ำวางทิ้งไว้ ตามกระถางบ้าง ใต้เก้าอี้บ้าง ที่หน้าอาคารผู้โดยสารขาเข้าคราคร่ำด้วยรถรับจ้าง กลิ่นควันบุหรี่คละคลุ้ง บนพื้นเต็มไปด้วยก้นบุหรี่ และเศษกระดาษทอฟฟี่ ทิชชู เสียงพนักงานเก็บรถเข็นคุยกันโหวกเหวก การแต่งเนื้อแต่งตัว การพูดจามันบ่งบอกอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้เรารับแขกไม่ได้ ไม่สามารถสื่อหรือให้ความช่วยเหลือใดๆกับชาวต่าชาติได้เลย แม้แต่พนักงานต้อนรับภาคพื้นดินก็ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนกับนักท่องเที่ยวได้ เพราะสนามบินเร่งรีบเปิดก่อนที่จะมีขั้นตอนการปฏิบัติงาน มีแผนสำรองต่างๆ ดังนั้น ภาพสนามที่ทันสมัยลำดับต้นๆของโลกกับการดำเนินงานจึงอยู่กันคนละขั้วอย่างน่าเสียดายเม็ดเงินมหาศาลที่ได้ถมลงไป ผมไม่ได้ชิงชังแต่ผมจำนนว่าผมเกิดในประเทศด้อยพัฒนา ไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนา และยังห่างไกลจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ผมไม่ได้จำแนกประเทศที่เจริญจากวัตถุ แต่ผมวัดจากปัญญาและการใช้ความรู้เพื่อมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อไรที่เราเห็นสองสามอย่างต่อไปนี้เกิดขึ้นทุกหัวระแหง แปลว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ประเทศที่กำลังพัฒนา

หนึ่ง ไม่บ้วนและถ่มน้ำลายในที่สาธารณะ เพราะเรารู้ว่าน้ำลาย น้ำมูก เสมหะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค โดยเฉพาะโรคในระบบทางเดินหายใจ การที่เราไม่บ้วนไม่ถ่มให้เลอะเทอะเพราะเราตระหนักว่า เชื้อโรคที่มีอยู่จะไม่แพร่ไปสู่คนอื่น และเราคิดจะตัดวงจรระบาดวิทยาของโรคเหล่านี้ หลังจากที่ไข้หวัดนก และซาร์สระบาดคร่าชีวิตผู้คนในฮ่องกงไปหลายสิบคน ชาวฮ่องกงอยู่บนความหวาดผวา แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเป็นปี แต่ชาวฮ่องกงไม่มีวันลืมเหตุการณ์ดังกล่าว ผมเห็นคนสูงวัยจำนวนหนึ่งยังใส่ผ้าปิดปากจมูกในรถไฟใต้ดิน หากมีโครสักคนไอหรือจาม ผมเห็นสายตาที่หวาดระแวงภัยได้อย่างชัดเจน ทุกวันนี้ ตามโรงแรม ศูนย์การค้า หน้าลิฟต์ยังคงมีขวดน้ำยาฆ่าเชื้อวางไว้สำหรับทุกคนทำความสะอาดมือของตัวเอง

สอง ทำงานบนพื้น ผมเกิดมาผมก็เห็นภาพเหล่านี้จนชินตา ล้างผัก สับไก่ ล้างจาน เตรียมอาหารบนเขียงที่วางอยู่บนพื้น ตำน้ำพริก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวคนไทย คนจีนเหมือนกันหมด มันเป็นวัฒนธรรมถิ่นที่เราเจนตาและเราไม่ค่อยรู้สึกอะไร แน่นอนที่ว่า สมัยโบราณฝุ่นไม่มากเท่าทุกวันนี้ การลุกนั่งใช้การหมอบคลาน บ้านไทยก็มีการถอดรองเท้า แต่ทุกวันนี้วิถีไทยเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง การทำอาหารการกินกับพื้น กลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามสุขอนามัยเลย ผมสงสัยว่า หากทานข้าวแล้วเราพบเส้นผมปนอยู่ในกับข้าว เราจะเลือกดึงเอาเส้นผมทิ้งแล้วทานต่อ หรือเลิกทานอาหารจานนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เลือกการเขี่ยทิ้ง แปลว่าเรายังไม่ตระหนักเลยว่าสิ่งที่ระวังได้ง่ายๆแค่คลุมผมเพื่อไม่ให้ร่วงลงไปในอาหารยังทำไม่ได้เลย แล้วจะวางใจความสะอาดของการประกอบอาหารจากสิ่งที่ตามองไม่เห็นอื่นๆอย่างไรได้ กว่าที่ผมจะแก้นิสัยการทำงานกับพื้นให้กับพนักงานที่โรงงานได้ ผมใช้เวลาหลายปี โรงงานที่ผมทำงานอยู่มีการทำความสะอาดพื้นทุกวัน พนักงานที่เข้าอาคารจะต้องเปลี่ยนรองเท้า เขารู้สึกว่าสะอาดแล้ว เขาจะรื้อเอาของมานั่งล้อมวงกันจับใส่กล่อง ทำไปคุยไป ผมต้องเปลี่ยนให้เขามานั่งทำงานบนโต๊ะ เบิกของมาแล้วให้นับก่อนประกอบ ของที่เบิกมาเมื่อประกอบเสร็จเหลือไม่ได้ขาดไม่ได้ ไม่นั้นต้องรื้อออกมาดูใหม่ว่ากล่องไหนขาดกล่องไหนเกิน กว่าจะสอนกันจนรู้เรื่องก็ต้องให้ลูกค้าคืนของมาหลายรอบ เพียงเพราะเขาพบซากมด หรือไม่ก็เส้นผมบนกล่องภายนอกภายใต้ฟิล์มพลาสติกที่หุ้ม พื้นไม่เป็นที่สะอาดพอ เราสามารถพบเห็นฝุ่นผงชิ้นใหญ่ แต่ยังมีอะไรอีกมากมายรวมถึงเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เวลาที่เราส่งสินค้าไปต่างประเทศ กรรมวิธีการทดสอบภายนอกเบื้องต้นคือ นับอนุภาคที่จับอยู่ภายนอกบรรจุภัณฑ์ และนับจำนวนจุลินทรีย์บนพื้นผิวภายนอก เพียงเท่านี้เขาก็จะรู้แล้วว่ามาตรฐานการผลิตเป็นอย่างไร ดังนั้น เลิกทำงานกับพื้นเมื่อใด เพราะตระหนักว่าพื้นเป็นที่ปฏิบัติงานที่ไม่สะอาดพอและไม่ถูกสุขลักษณะ เมื่อนั้นแปลว่าเราเข้าสู่ความเจริญอีกระดับหนึ่ง

สาม เข้าคิว ทุกวันนี้มีแต่การแก่งแย่ง ประชากรในโลกที่สามเป็นพวกแย่งเพื่อเอาตัวรอด ไม่นั้นอดตาย ทุกวันนี้ประชาชนชาวจีนแผ่นดินใหญ่ถือว่ามีมารยาทที่แย่ทีสุดในเรื่องคิว เรื่องของคิวเป็นเรื่องของลำดับก่อนหลังของการให้บริการ มาก่อนก็ได้รับการบริการก่อน เพราะเขาตั้งใจ เตรียมตัวล่วงหน้า รถที่เกิดอุบัติเหตุทุกวันนี้ รถที่ติดกันอย่างหนักหนาสาหัสเพราะเราไม่ได้เคลื่อนไปตามลำดับคิว มีแต่คนไปจ่อแซงขึ้นที่คอสะพาน มีแต่คนปาดไปปาดมา ครึ่งหนึ่งของรถในกรุงเทพเป็นรถรับจ้างที่คนขับรถมาจากต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ ผมเห็นคนขับรถที่มีการศึกษาและที่ด้อยการศึกษา มารยาทในการขับรถไม่ได้ต่างกันเลย เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเข้าแถวเพื่อรอรับบริการ นั่นหมายถึงเขาตระหนักในสิทธิของคนที่มาก่อน และเขารู้หน้าที่ว่าเขาต้องรอลำดับ เมื่อนั้นสังคมจะอยู่ในระเบียบและมีวินัย

สี่ ฝ่าผืนกฏระเบียบของสังคม เมื่อผมไปชมทุ่งกระเจียว ที่อุทยานเขาทำทางเดินปูไม้ไว้อย่างดี กั้นรั้วเตี้ยๆไว้และมีป้ายปักไว้เป็นระยะว่าห้ามเข้าไปในแปลง จะมีคนส่วนนึงไม่สนใจเหยียบย่ำเข้าไปในแปลงเพียงให้ตัวเองได้รูปตัวเองกับดอกไม้ งานราชพฤกษ์ที่กำลังแสดงอยู่ในขณะนี้ ป้าจิ๊กเล่าว่ามีคนหยิกทึ้งทั้งไม้ดอกไม้ผลเพียงแค่ความอยากรู้อยากเห็นโดยไม่ใส่ใจว่าผลพวงของการกระทำจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนที่ต้นไม้อยู่ไม่ทันจบงาน ต้นการบูรมีแต่คนไปเด็ดใบมาฉีกดมดู หากเราไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เราจะพบคนสลักชื่อตัวเองไว้ หยิบฉวยต้นไม้ ก้อนหินกลับบ้าน เพื่อนำกลับไปทิ้งขว้างอย่างไม่เห็นคุณค่า ในเมืองเราจะพบแต่คนฝ่าฝืนกฏจราจร เมื่อผมนั่งแท๊กซี่ในนิวยอร์ค คนขับเขาระวังมาก แม้ว่าจะเป็นสัญญาณไฟเขียว หากท้ายรถคันหน้าติดอยู่ที่สี่แยกเขาจะไม่เคลื่อนรถไฟจอดคากลางสี่แยก เพราะเมื่อเปลี่ยนสัญญาณไฟแล้ว เขาจะกลายเป็นจอดรถกีดขวางทางจราจร การฝ่าฝืนกฏระเบียบเป็นการเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ส่วนรวม

ห้า ห้องน้ำสาธารณะสะอาด ยิ่งประเทศล้าหลังเท่าใด ระบบสุขาภิบาลและสุขอนามัยการใช้ห้องน้ำยิ่งแย่ ตัวอย่างที่ชัดและเป็นที่สยดสยองที่สุดคือห้องน้ำในจีน ส่วนห้องน้ำบ้านเราดีกว่าหน่อย ความเจริญทางวัตถุทำให้เรามีห้องน้ำทุกหัวระแหง ตามปั๊มน้ำมัน วัด เรามีเครื่องสุขภัณฑ์ มีน้ำไหลไฟสว่าง ปัญหาของห้องน้ำอยู่ที่คนใช้งาน ไม่ได้อยู่ที่มีหรือไม่มี เราเลยได้แต่ห้องน้ำที่เฉอะแฉะเพราะมีคนไปล้างเท้าข้างใน บ้างก็ไม่มีฝารองนั่ง บ้างก็อุดตัน บ้างก็ไม่ราดน้ำ ไม่มีกระดาษชำระเพราะถึงมีก็มีคนถอดเอาไปใช้เป็นส่วนตัว จากการศึกษาพบว่า ห้องน้ำเป็นที่แพร่เชื้อมากที่สุด คนที่มาเข้าห้องน้ำด้วยอาการท้องเสียติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ใช้สายฉีดชำระ เศษอุจจาระที่เปื้อนมือเปื้อนสายฉีดพาให้ทั้งลูกบิด หัวฉีด ก็อกน้ำติดเชื้อไปถึงคนอื่นๆ บ้างก็บ้วนน้ำลาย ขากเสมหะลงพื้นในระหว่างทำธุระ ห้องน้ำสาธารณะของฮ่องกงมีพนักงานล้างทำความสะอาดประจำทั้งวัน เขาใช้ทั้งน้ำยาทำความสะอาด น้ำยาฆ่าเชื้อ มีกระดาษชำระและสบู่ให้โดยเป็นบริการที่รัฐจัดให้ เมื่อไหร่ที่ห้องน้ำแห้ง มีกระดาษชำระ คนใช้งานใช้เสร็จแล้วรับผิดชอบดูแลความสะอาดก่อนลุกออกไป มีพนักงานมาทำความสะอาดตามเวลาและตามความถี่ของการใช้งาน เมื่อนั้นแปลว่าคนของเราพัฒนา ห้องน้ำในชนบทเป็นห้องน้ำที่ขาดสุขลักษณะ เนื่องจากเป็นระบบซึม และน้ำอีกส่วนมาจากการอาบชำระล้างที่ไม่มีระบบบำบัดและระบายน้ำทิ้ง ห้องส้วมหลายแห่งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำสาธารณะย้อนกลับมาใช้ในครัวเรือน ปัญหาห้องน้ำจึงเป็นปัญหาระดับชาติทีเดียว

ผมยกตัวอย่างไว้เพียงห้าประการ ไม่ได้บอกว่าหากแก้ไขห้าข้อนี้ได้จะทำให้เราเป็นประเทศที่เจริญแล้ว แต่ห้าข้อนี้ผมใช้เป็นดัชนีส่วนตัวสะท้อนถึงการศึกษาในภาพรวมของทั้งประเทศ และผมพบว่าเพียงการศึกษาเพื่อสร้างผู้ชำนาญเฉพาะด้านอย่างเดียวเป็นความล้มเหลว ความรู้ต้องคู่คุณธรรมที่พึงมีกับสังคมและประเทศชาติ การนำความรู้ไปคิดและปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคนทั้งสังคมต่างหากที่ยกฐานะจากความด้อยพัฒนาไปสู่การพัฒนาแล้ว เมื่อเป็นนิสิต ผมเจออาจารย์ท่านหนึ่งใช้กระดาษเช็ดปากเสร็จแล้วปล่อยทิ้งลงพื้นในโรงอาหาร อาจารย์ท่านนั้นเป็นศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ หัวหน้าภาควิชาหนึ่งและเป็นนายกสมาคมวิชาชีพที่นับถือกันถ้วนหน้า ลำพังแค่การศึกษาสร้างมันสมองได้ แต่มันสมองที่สร้างคุณประโยชน์ให้เฉพาะบุคคลนั้นไร้ค่าถ้าไม่ใช่มันสมองที่แคร์คนอื่นและเพื่อส่วนรวม การศึกษาที่ล้มเหลวคือการศึกษาที่ไม่สามารถเปลี่ยนทรรศนะ สร้างความรับผิดชอบ สร้างวินัยทางสังคม รักษาสิทธิที่พึงมีและทำหน้าที่ที่พึงกระทำ บางคนอาจคิดว่าผมคิดมากไปหรือเปล่าแค่ทิ้งทิชชูชิ้นเดียว ครั้งเดียว บอกอะไรไม่ได้ว่าบุคคลนั้นจริงๆแล้วเป็นอย่างไร แต่สำหรับผมแล้ว มันสะกิดใจผมหลายอย่าง ไม่แคร์ใคร? ปัดสวะ? มักง่าย? เหลิง? บ้าอำนาจ? นิสัยบางอย่างไม่ใช่จะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ คนในรุ่นนี้อาจต้องบังคับด้วยกฏหมายที่เข้มงวด เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์จัดการกับคนบ้วนน้ำลาย ทิ้งก้นบุหรี่ เพื่อดัดนิสัยและเป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นลูก แต่คนในรุ่นลูกคือการปลูกฝังและต้องคอยจนถึงรุ่นหลานถึงจะเปลี่ยนหรือล้างนิสัยแย่ๆออกไปจนหมดจากสังคม แปลว่าต้องให้ผ่านกันไปถึงสองรุ่นที่เดียว ผมถือว่าระบบการศึกษาจะไร้ประโยชน์หากไม่สามารถนำมาปรับทรรศนะและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น แต่กลับไปสร้างปัญหาทางสังคมเพิ่มมากขึ้น

รายงานอากาศที่เพชรบูรณ์เมื่อคืนนี้ ประมาณสิบห้าองศา หากขึ้นไปบนเขาจะลดต่ำกว่านี้ มีรายงานว่าบนยอดภูเรือ จังหวัดเลยติดลบสามองศา เมื่อคืนนี้ผมออกไปกินหมูกะทะ ก็อุ่นสบายดีหน้าเตาอังโล่ จากนั้นก็ย้ายไปกินเนสวิตาปั่น ทำเอาผมต้องคว้าเสื้อหนาวขึ้นมาสวม ยิ่งอากาศหนาว ผมยิ่งชอบทานของเย็น ถ้าได้ไอสครีมชอกโกแลตทานกับโอยัวะจะเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ความหวานของไอสครีม กลมกลืนด้วยความขมของกาแฟดำอาจทำให้ผมบ่นน้อยลง


ภาพวันนี้ พระอาทิตย์ทรงรถ ภาพฝาผนังเคาน์เตอร์แลกเงินที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ

Labels:


Tuesday, December 12, 2006

 

อีวรรณหนอ...อีวรรณ




อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าวันนี้ผมขึ้นไอ้ ขึ้นอีกับใคร วันนี้ผมจะพูดถึง E-1 ของกล้องรุ่นท๊อปโอลิมปัส ชาวพันทิปนิยมเรียกกล้องโอลิมปัสว่า “โอลี่” และเมื่อไม่นานมานี้กลุ่มผู้ใช้กล้องค่ายดังเย้ยว่าผู้ที่ใช้กล้อง SLR โอลิมปัสเป็นพวกกบในกะลาครอบ ชาวโอลี่ก็เลยเรียกชื่อตัวเองว่าชาวกบเพิ่มขึ้นอีกชื่อหนึ่ง คนใช้โอลี่เป็นกบในกะลาจริงหรืออย่างไร ต้องลองอ่านเรื่องของผมดูก่อนนะครับ

ผมเป็นแฟนกล้อง SLR (single lens reflect) ของนิคอนมาอย่างเหนียวแน่นนับยี่สิบปี แต่ผมก็มีกล้องสแนปชอตของโอลิมปัสที่ใช้คู่กันมาตลอดตั้งแต่สมัยเพิ่งทำงานใหม่ๆอย่าง trip MD แล้วก็มาใช้ superzoom 160 ในตอนหลัง เมื่อผมยังเรียนหนังสือ ในมหาวิทยาลัยมีแต่กล้องจุลทรรศน์ของโอลิมปัส ผมจะได้ปฏิทินของโอลิมปัสอยู่บ่อยๆซึ่งถ่ายโดยช่างภาพมืออาชีพด้วยกล้องโอลิมปัสทำให้ผมได้ซึมซาบประสิทธิภาพเลนซ์ของโอลิมปัสมาโดยตลอด บริษัทกล้องห้าค่ายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้แก่ Nikon, Canon, Minolta, Olympus และ Pentax โด่งดังเรียงตามลำดับในยุคกล้องฟิล์ม แต่ในโลกยุคดิจิตัล แคนอนกลายเป็นผู้นำ ตามมาด้วยนิคอน โซนี ส่วนกล้องเล็กๆอยู่ในมือของโกดัก มินอลตาถูกควบกิจการไปกับโคนิกา และในที่สุดก็ถูกโซนีซื้อไป โอลิมปัสเองก็ทำตลาดได้ดีในกลุ่มกล้องเล็ก เมื่อต้นปี เพื่อนผมเอากล้องอีวรรณติดเลนซ์คิต ซุยโกะ 14-45 มม.มาให้ผมดู ผมขอดูรูปถ่ายที่เขาเขียว ภาพผที่ได้ถ่ายทอดสีสันได้สวยงาม และให้สีผิวคนที่ผุดผ่องทีเดียว เมื่อผมเข้าไปดูรูปในห้องพันทิป ผมเห็นความแตกต่างระหว่างกล้องยี่ห้อต่างๆ กล้องNikon D50 ที่ผมใช้อยู่ให้คอนทราสต์ค่อนข้างจัด และคมชัด กล้องรุ่นใกล้เคียงกันของแคนอนให้สีนวลเนียนเหมือนฉาบด้วยไข แต่สำหรับกล้องโอลิมปัสให้สีอิ่มจัด ผมตัดสินใจซื้อกล้องตัวที่สองเมื่อพี่สาวผมไปต่างจังหวัด เขาเอา D50 ติดตัวไปด้วยทำให้ผมไม่มีกล้องใช้หลายครั้ง ครั้นผมจะซื้อ D50 อีกตัวหนึ่งก็ใช่ที่ กล้องรุ่นถัดขึ้นไปคือ D70 ซึ่งล้าหลังกว่ากล้องผมด้วยซ้ำ และขณะนั้น D80ก็ยังไม่ออกสู่ตลาด รุ่นถัดขึ้นไปคือ D200 ราคาเฉพาะบอดีอย่างเดียวเจ็ดหมื่นบาท ทำให้ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะใช้กล้องแพงอย่างนั้น และผมรู้ว่าอายุในตลาดกล้องดิจิตัลจะอยู่ไม่เกินสามปี อีวรรณเป็นทางออกอีกทางหนึ่งที่ผมเห็น


Olympus E-1 เป็นกล้องระดับโปร ถือเป็นกล้องรุ่นท๊อปของโอลิมปัส ขนาด 141 x 104 x 81 มม. น้ำหนักตัวกล้อง 660 กรัม ซึ่งหนาและน้ำหนักมากขนาดนั้น เหมาะกับมือผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ด้วยการออกแบบให้เข้ากับรูปมือสร้างความรู้สึกหนักแน่นมั่นคงในการใช้งานมาก ตัวกล้องขึ้นโครงด้วยอัลลอยด์ของมักนีเซียมทำให้กล้องแข็งแรงมาก และประกบด้วยพลาสติกแข็ง หุ้มผิวด้วยหนังสังเคราะห์ ทำให้ไม่ลื่นเมื่อมีเหงื่อออกในอุ้งมือ ตัวกล้องซีลอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นช่องเสียบการ์ด ช่องใส่แบตเตอรี ช่องพอร์ตต่างๆ ผู้ผลิตมั่นใจว่าสามารถตากฝนได้ อยู่ในสภาวะที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง แม้ว่าจะได้รับคำรับรองเช่นนั้น แต่เมื่อเจอฝน ผมก็รีบนำกล้องเก็บทันทีด้วยความเคยชิน อีวรรณมีจอLCD สำหรับแสดงภาพขนาด 1.8 นิ้ว สามารถดูภาพที่ถ่ายไปแล้วได้ แต่ไม่สามารถมองภาพขณะบันทึกภาพได้ ต้องมองจากช่องมองภาพเพียงอย่างเดียว มีปุ่มตั้งความไวแสงตั้งแต่ ISO 100-3200 ปุ่มตั้งค่าแสง หรือ white balance (WB) ได้แปดแบบ ปุ่มเลือกตำแหน่งโฟกัสภาพ มีปุ่มชดเชยแสงให้เลือกละเอียด 0.3-2 EV มีปุ่มให้เลือกวัดแสงแบบเปรียบเทียบแสงทั้งภาพ แบบเฉลี่ยหนักที่กลางภาพ และแบบเฉพาะจุด (2% ของพื้นที่) มีปุ่มเลือกตั้งเวลาถ่าย ปุ่มถ่ายภาพเป็นชุดซึ่งถ่ายได้วินาทีละ 3 ภาพ มีปุ่มล็อคความจำค่าแสงและระยะโฟกัส และปุ่มเลือกการทำงานแฟลชให้สัมพันธ์กับการเปิดม่านชัตเตอร์ การที่มีปุ่มมากมายให้เลือกทำงาน กล้องจะทำงานได้รวดเร็วต้องมีแป้นหมุนเลือกฟังชั่นที่จะใช้งาน กล้องอีวรรณมีแป้นหมุนเลือกฟังชั่นมาให้ถึงสองแป้น ปุ่มและแป้นทำงานเหล่านี้อยู่ด้านบนกล้อง ทำให้สามารถควบคุมกล้องด้วยนิ้วต่างๆโดยที่ไม่ต้องละสายตาจากช่องมองภาพ ด้านข้างมีเข็มให้เลือกการทำงานของเลนซ์ว่าให้ปรับฟกัสเองด้วยมือ หรือให้ปรับโฟกัสตามการเคลื่อนของวัตถุที่เข้าหาหรือเคลื่อนออกไป หรือปรับโฟกัสตามวัตถุที่เคลื่อนจากแนวซ้ายขวาจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง นอกจากนี้ที่ด้านบนมีแท่นเสียบแฟลช กล้องระดับโปรจะไม่มีแฟลชในตัว ส่วนของโปรแกรมการถ่ายภาพมีเพียง M, S, A, P ซึ่งเป็นแบบปรับตั้งเอง, แบบตั้งความเร็วชัตเตอร์, แบบตั้งรูรับแสง และแบบอัตโนมัติ ซึ่งแตกต่างจากกล้องสมัครเล่นที่นอกจากแปรแกรมดังกล่าวแล้วจะมีคัสตอมอื่นๆรูปดอกไม้ รูปคนวิ่ง รูปภูเขา ฯลฯ ไว้สำหรับถ่ายภาพมาโคร ภาพเคลื่อนไหว ภาพทิวทัศน์ ภาพพอร์เทรต ภาพกลางคืน ดังนั้นผู้ที่ใช้กล้องอีวรรณจึงต้องมีความรู้พื้นฐานทางการถ่ายภาพและประสพการณ์บ้างตามสมควรเพื่อจะใช้แปรแกรมทั้งสี่และปุ่มฟังชั่นอื่นๆให้ได้ภาพต่างๆตามความต้องการของตนเอง ผู้ที่ถ่ายภาพมาระดับหนึ่งแล้ว จะไม่ชอบคัสตอมที่กล้องกำหนดไว้ให้ แต่อยากที่จะควบคุมกล้องเอง เพื่อให้ได้ภาพที่สามารถกำหนดรายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างที่คัสตอมทำไม่ได้ ด้านหลังกล้องมีจอ LCD มีปุ่มลบภาพที่ไม่ต้องการ มีปุ่มเพื่อดูคุณสมบัติของภาพ ปุ่มล็อคการลบภาพ และหากจะขยายดูภาพที่ถ่ายไปแล้วก็สามารถหมุนแป้นขยายภาพได้สี่เท่า การทำงานของกล้องยังสามารถควบคุมด้วยเมนูฟังชั่นต่างๆอีก ความเร็วชัตเตอร์ของอีวรรณสามารถเลือกได้ตั้งแต่ 60- 1/4000 วินาที ซึ่งทำให้จับภาพได้ละเอียดแม้หยดน้ำที่กำลังกระเซ็น จุดเด่นอีกประการของอีวรรณคือ เธอสามารถใช้คลื่นเสียงสั่นสะเทือนเอาฝุ่นที่เกาะอยู่ที่เซนเซอร์ออกไปได้



โอลิมปัสเป็นกล้อง SLR ยี่ห้อเดียวที่เป็นระบบ 4/3 (four thirds) ภาพที่ได้จากกล้องเมื่อพิมพ์แล้วจะมีสัดส่วน 4:3 ซึ่งต่างจากกล้อง SLRอื่นที่ภาพได้สัดส่วนเป็น 3:2 ปัจจุบันมีกล้องSLR ที่ใช้ระบบ 4/3 ได้แก่ Panasonic, Leica, Kodak, Fuji, Sigma, Sanyo และ Olympus โดยที่โอลิมปัสเป็นผู้ถือเครื่องหมายการค้าอยู่ ระบบ 4/3 นี้เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของระบบกล้องดิจิตัลและเลนซ์เพื่อให้บริษัทผู้ผลิตกล้องที่อยู่ในเครือข่ายได้แลกเปลี่ยนตัวกล้องและเลนซ์ใช้งานร่วมกันได้ ซึ่งแตกต่างไปจากระบบSLRดั้งเดิม ดังนั้นการออกแบบเลนซ์เพื่อมาใช้งานกับระบบนี้จึงต้องอาศัยเลนซ์ประเภทที่มีทางยาวโฟกัสสูงเป็นสองเท่าของเลนซ์ที่ใช้กับกล้องฟิล์ม 35 มม. เช่นเลนซ์ 4/3 ขนาด 300 มม.จะเปิดมุมรับภาพเท่ากับเลนซ์ 600 มม.ตามมาตรฐานกล้องฟิล์ม การพัฒนาเลนซ์ 4/3 สำหรับกล้องดิจิตัล 4/3 จึงมีผลให้เลนซ์เทเลมีขนาดเบาและเล็กลงไปด้วย ทำไมต้องพัฒนาเลนซ์ใหม่ให้มีคุณสมบัติเป็น telecentric ด้วย ที่ต้องพัฒนาให้เปิดมุมรับภาพได้แคบเพราะเซนเวอร์แบบ 4/3 นั้นมีขนาดเล็กเพียง 18 x13.5 มม.เท่านั้น เลนซ์จึงต้องเป็นคุณภาพเลนซ์ที่สามารถรวมแสงทั้งหมดมาตกกระทบบนเซนเซอร์ขนาดจิ๋วได้ ซึ่งแตกต่างกับขนาดพื้นที่ที่แสงตกกระทบบนแผ่นฟิล์มขนาด 36 x 24 มม.ของกล้อง 35 มม.ราวฟ้ากับดิน ในขณะเดียวกันด้วยขนาดของเซนเซอร์ที่เล็กกว่ากล้องดิจิตัลระบบ SLRอื่น ผู้ผลิตเซนเซอร์ระบบ 4/3 ก็ต้องเร่งพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพความไวของซิลิคอนไดโอดให้ใกล้เคียงกับกล้อง 35 มม.แบบดั้งเดิม ประโยชน์ที่ได้จากกล้องระบบ 4/3 คือภาพที่ได้เต็มไฟล์เป็นภาพที่มีขนาดเต็ม สามารถนำไปใช้กับสิ่งพิมพ์ได้เลย มีขนาดเท่ากับจอคอมพิวเตอร์ หรือภาพสไลด์ในโปรแกรมพาวเวอร์พอยต์ ไม่มีการตัดส่วนของภาพออกไปแต่อย่างใด ภาพจากกล้อง SLR แบบดั้งเดิมจะอัดลงบนกระดาษ 4 x 6 นิ้วได้พอดี แต่ภาพจากระบบ 4/3 จะเหลือขอบขาวด้านข้าง แต่หากนำไปอัดขยายจะถูกตัดออกไปเพียงเล็กน้อยซึ่งภาพอัดขยายในระบบเดิม (3/2) จะถูกตัดความยาวหรือความสูงของภาพออกไปมาก

ส่วนสำคัญที่ลืมไม่ได้ของกล้องคือเซ็นเซอร์ ซึ่งใช้ CCD ที่มีความละเอียด 5.5 ล้านพิกเซลซึ่งถือว่าละเอียดมากในสมัยที่กล้องออกวางตลาด ในปัจจุบันนี้กล้องระดับโปรจะมีความละเอียดไม่น้อยกว่า 12 ล้านพิกเซล กล้อง SLR สมัครเล่นทั่วไปก็ขยับไปเป็น 8 ล้านพิกเซลกันแล้ว ส่วนของเลนซ์ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากอีกส่วนหนึ่งของกล้อง เลนซ์สำหรับกล้องดิจิตัลต้องเป็นเลนซ์คุณภาพสูง เนื่องจาก CCD มีขนาดเล็กกว่าฟิล์มมาก เลนซ์ต้องสามารถจำแนกรายละเอียดและรวมแสงลงสู่เซ็นเซอร์ เลนส์ที่ผู้ผลิตกำหนดมาให้ใช้คู่กันคือ Zuiko 14-54 mm. ซึ่งให้ค่าซุมทางออพติคเทียบเท่า 28-105 มม. นั่นหมายความว่ากล้องโอลิมปัสมีแฟคเตอร์กำลังขยายทางออพติค =2 มีค่า f2.8-3.5 เลนซ์ดังกล่าวสามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างทำให้ช่องมองภาพสว่างโฟกัสง่าย และสามารถถ่ายภาพได้ในที่มีสภาพแสงต่ำ จัดว่าเป็นเลนซ์เกรดโปรของโอลิมปัส เมื่อแรกวางตลาด ผู้นำเข้ากำหนดราคากล้องไว้สูงถึงหนึ่งแสนบาทเศษ และเลนซ์อีกกว่า 26,000 บาท เวลาผ่านมาสามปีราคาของกล้องหล่นวูบลงมาเหลือเพียง ¼ ทำให้คนธรรมดาอย่างผมมีโอกาสที่จะได้สัมผัสกับมัน ซึ่งผมคงไม่มีโอกาสเช่นนั้นหากเป็นกล้องระดับโปรของแคนอนหรือนิคอน ทั้งนี้เพราะผู้แทนของสองยักษ์ใหญ่นี้ไม่ยอมตั้งให้ราคากล้องหล่นวูบลงมาจนไม่เหลือความเป็นโปรไม่ได้ มีคำถามเสมอว่าทำไมผู้แทนจำหน่ายโอลิมปัสจึงยอมให้กล้องระดับโปรราคาดิ่งลงเช่นนั้น ซึ่งก็ยังไม่เคยมีบทสรุปอะไรที่ชัดเจนออกมา ความต้องการอีวรรณในตลาดบ้านเรากดดันให้ผู้แทนจำหน่ายต้องไปกว้านสต็อคจากทั่วโลกมาขายกันเลยทีเดียว




พูดมาตั้งยืดยาว สรุปว่าผมได้อีวรรณมาไว้ในครอบครอง เมื่อนำมาใช้งานก็เป็นที่ถูกอกถูกใจผมมาก แต่ความหนักของมันรวมทั้งขาตั้งกล้องร่วม 2 กิโลที่ผมใช้คู่ kit-kat ทั้งอาทิตย์ในช่วงฉลองสิริราชสมบัติ ทำให้ผมถึงกับข้อมืออักเสบรุนแรงและเรื้อรังมาร่วมห้าเดือน ของที่เป็นโปรตกรุ่นมันก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยเป็นธรรมดา ซึ่งบางอย่างผมก็พูดไปแล้ว เลนซ์ 14-54 มม.ที่ผมใช้คู่กัน ผมพบปัญหาที่ว่าโฟกัสไม่คงที่ตลอดช่วงซูมเหมือนเลนซ์ของนิคอน ทำให้การซูมเข้าไปวัดแสงและปรับโฟกัสอย่างละเอียดทำไม่ได้ ผมต้องแยกวัดแสงครั้งหนึ่งจัดองค์ประกอบภาพแล้วถึงจะมาโฟกัส ใหม่ๆก็ทำเอาผมประสาทกินไปเหมือนกันและโฟกัส อีวรรณมีความเป็นเลิศเรื่องของการวัดแสง หากเป็นกล้อง D50 ผมต้องมาปรับภาพใหม่ทั้งสีสัน คอนทราสต์ ความสว่างของภาพในโฟโตชอป ครั้งไหนที่ผมเดินทาง ผมได้รูปมาสักสามร้อยรูป ผมต้องใช้เวลากันหลายวันบนคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ไขภาพ แต่กับอีวรรณแล้ว ผมแทบไม่ต้องทำอะไร แค่ย่อภาพแล้วก็นำไปโพสต์ได้เลยครับ ปัญหาหนึ่งของน้องวรรณคือเธอไม่ชอบความมืด พอมืดหน่อยก็ต้องเพิ่มความไวแสงเป็น ISO1600-3200 เมื่อนั้น น้องวรรณจะออกลวดลาย noise กระจาย หากเป็นอย่างนั้นผมก็ไม่พาน้องวรรณออกงานกลางคืน แต่ถ้าจะไปจริงๆผมจะเลี่ยงใช้ ISO100-200 ร่วมกับขาตั้งกล้องและแฟลช ซึ่งผมก็ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด ผมได้ยินหลายๆเสียงที่ติงถึงความละเอียดของภาพที่ให้เพียง 5.5 ล้านพิกเซล ผมลองถ่ายภาพแบบ RAW file ภาพที่ได้ก็ 3.5-4.0 ล้านพิกเซลเท่านั้นเอง มาคิดดูผมก็ไม่ใช่คนหากินกับภาพ ไม่ได้นำไปขยายทำโปสเตอร์หรือคัตเอาท์ใหญ่ๆ ภาพที่ผมนำมาอัดขยายก็ไม่เกิน 8 x10 นิ้ว ซึ่งใช้ความละเอียดเพียง 1.1-1.3 ล้านพิกเซลเท่านั้นเอง ทำเอาผมฉงนใจไม่น้อยว่าที่ออกมาโวยกันนี่ มีกี่คนต้องใช้ความละเอียดมากกว่า 5 ล้านพิกเซล

ผมเห็นในห้องกล้องพันทิปมีหลายคนนำเอาเลนซ์ทางยาวโฟกัสเดียวของนิคอนและยี่ห้ออื่นๆมาใช้กับกล้องโอลิมปัส ผมมีเลนซ์ดั้งเดิมที่ใช้กับกล้องฟิล์มของนิคอนอยู่หลายตัว แต่เป็นเลนซ์ซูมทั้งหมด เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมไปเลือกซื้อแหวนแต่งงานมา เป็น AI adapter for four thirds แล้วผมก็พาไปประกอบพิธีที่สวนรถไฟ ความคมชัดของภาพไม่ดีเท่าที่ควร แค่พอถูๆไถๆ โฟกัสค่อนข้างยากเพราะเลนซ์ไม่ค่อยสว่าง สงสัยว่าผมต้องไปหาเลนซ์ทางยาวโฟกัสเดี่ยวของนิคอนมาใช้ เป็นอันว่าความคิดที่ว่าซื้อกล้องโอลิมปัสมาเพื่อแชร์เลนซ์นิคอนที่มีอยู่ใช้ไม่ได้

อีวรรณ เป็นกล้องที่มีจิตวิญญาณ หลายคนกำเงินตั้งใจไปซื้อกล้องรุ่นใหม่ แต่หากเผลอไปลองจับอีวรรณเข้า ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นกล้องตกรุ่น จะต้องมนตราของเธอและไม่ยอมวาง วันนี้ก็ยังมีแต่คนเพ้อหาอีวรรณตามอินเทอร์เนตโดยไม่รังเกียจว่าเธอจะใหม่หรือผ่านมือใครมา ผมเชื่อว่าอีวรรณจะเป็นกล้องในตำนานที่ผู้คนกล่าวขานกันไปอีกนานถึงความโด่งดังของเธอ ดาวจรัสแสงที่ร่วงหล่นจากฟ้ามาให้คนธรรมดาอย่างผมได้เชยชม

ภาพอีวรรณวันนี้ ผมดึงมาจากเวปของโอลิมปัส ดูพิษสงของอีวรรณในมือผมที่ทำเอาผมโงหัวไม่ขึ้นซิครับ

กล้อง SLR คือกล้องที่มีกระจกรูปปริซึมด้านใน ทำให้มองเห็นภาพผ่านเลนซ์เดี่ยวขนาดเท่าหรือเกือบเท่าที่มองเห็นในช่องมองภาพ เมื่อลั่นชัตเตอร์ กระจกสะท้อนภาพรูปปริซึมจะกระดกขึ้นให้แสงที่ผ่านเลนซ์ไปตกกระทบบนฟิล์มหรือเซนเซอร์ทำให้เกิดภาพที่ตำแหน่งที่แสงตกกระทบดังกล่าว
กล้อง 35 มม. คือกล้องทุกชนิดที่ใช้กับฟิล์มถ่ายรูปขนาด 35 มม. ซึ่งเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากเมื่อสิบปีที่แล้ว เมื่อพูดถึงกล้อง 35 มม. จึงหมายรวมทั้งกล้องเล็ก กล้องใหญ่ กล้องปัญญาอ่อน ปัญญาแข็ง ที่ใช้กับฟิล์มแบบนี้ทั้งหมด
กล้องมีเดียมฟอร์แมท เป็นกล้องที่ใช้กับฟิล์มแผ่นใหญ่ขนาดตั้งแต่ 60-120 มม. กล้องแบบนี้มีทั้งที่เป็นระบบ SLR และที่เป็นเลนซ์คู่


Labels:


Thursday, December 07, 2006

 

Mamiya ZM


วันนี้ผมขอเล่าถึงกล้อง Mamiya ZM กล้อง SLR 35 mm. ของผมสักหน่อย กล้องตัวนี้มามิยาผลิตออกมาสู่ตลาดในเดือนตุลาคม ปี 1982 ก่อนหน้านั้นราวปี 1980 มามิยาได้ผลิตกล้อง ZE-2 ออกมาก่อน รุ่นนี้จึงเป็นรุ่นปรับปรุง โดยเป็นกล้อง aperture-priority ทำให้สามารถตั้งรูรับแสงตามความต้องการแล้วกล้องจะเลือกความไวชัตเตอร์ที่เหมาะสมเองตั้งแต่ 4- 1/1000 วินาที หรือสามารถเลือกปรับตั้งเองทั้งหมดเป็นการทำงานแบบหัตถกิจตั้งแต่ 2-1/1000 วินาที ด้วยแป้นหมุนที่อยู่ติดก้านเลื่อนฟิล์ม บนส่วนกะโหลกมีช่องเสียบกระบอกแฟลช ส่วนด้านหมุดกรอฟิล์ม มีแป้นปรับชดเชยแสง +/- 2 สตอป บนปุ่มชัตเตอร์มีช่องต่อสายลั่นชัตเตอร์ได้ กล้องรุ่นนี้มีการควบคุมการปิดเปิดของม่านชัตเตอร์โลหะด้วยระบบควอทซ์

Mamiya ZM ใช้ถ่านกระดุม 2 ก้อน มีจุดแดงเรืองในช่องมองภาพเตือนหากตั้งค่าแสงมากหรือน้อยเกิน สามารถตั้งถ่ายภาพตัวเองได้ เมาท์ของกล้องเป็นโลหะ มีจุดทองเป็นจุดเชื่อมไฟฟ้าสามจุด เพื่อรองรับเลนซ์ชนิด E และ EF ภายใต้ชื่อ Mamiya-Sekor กล้อง Mamiya Z-series ถือเป็นกล้อง SLR ตัวแรกของญี่ปุ่นที่มีการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยอิเลคทรอนิคระหว่างตัวกล้องและเลนซ์ ซึ่งกล้อง SLR ก่อนหน้านั้นเชื่อมข้อมูลผ่านระบบกลไกด้วยก้าน หรือเข็ม Mamiya ปิดสายการผลิตกล้อง SLR 35 mm. ลงเมื่อเศรษฐกิจในญี่ปุ่นตกต่ำลงในปี 1984 ZM เป็นรุ่นสุดท้ายที่ผลิต

Mamiya Koki Seisakusho เป็นบริษัทผลิตกล้องของญี่ปุ่นมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี1940 ผู้ก่อตั้งคือวิศวกร ไซชิ มามิยา ร่วมกับนักธุรกิจหนุ่ม ซูเนจิโร ซูกาวารา สร้างชื่อเสียงด้วยสายการผลิตกล้องทั้ง เรนจ์ไฟน์เดอร์ กล้อง SLR 35mm. และกล้อง medium format 120 mm.สำหรับมืออาชีพ ทุกวันนี้มามิยาผลิตแต่กล้องขนาดกลาง และออกกล้องดิจิตัลมาสำหรับมีเดียมฟอร์แมทด้วย ราคาตัวละเหยียบล้าน ลำพังส่วน digital back ตัวเดียวก็เท่ากับรถเก๋งเล็กป้ายแดงหนึ่งคัน

เวปไซต์นี้รวบรวมข้อมูลของกล้องที่ยกเลิกสายการผลิตไปแล้ว รวมถึงภาพที่ผมนำมาประกอบเรื่องก็มาจากเวปนี้ด้วยครับ
http://herron.50megs.com/ZE.htm
Mamiya ZD digital SLR medium format อ่านได้ที่นี่ครับ http://www.niksthailand.co.th/products/Mamiya/ZD/ZD.htm
ดิจิตัลแบคของ ZD อ่านที่นี่ครับ http://www.niksthailand.co.th/products/Mamiya/ZD%20Back/ZDBack.htm

Labels:


Wednesday, December 06, 2006

 

เย็นที่ไม่มีนก


วันเฉลิมปีนี้ ผมออกจากบ้านกะว่าจะไปสอยนกนางนวลแถวบางปูมาสักร้อยสองร้อยรูป ออกจากบ้านสี่โมงเย็น พอเข้าถนนศรีนครินทร์แยกพัฒนาการรถก็ติด ตลอดเส้นศรีนครินทร์จนถึงแยก 101 รถขยับได้ช้ามาก เนื่องด้วยซีคอนสแควร์เป็นเหตุ ประจวบกับมีการสร้างสะพานลอยข้ามแยกเป็นระยะๆ ผมเลยไปถึงบางปูตอนหนึ่งทุ่มพอดี ตอนแรกจะเลี้ยวรถกลับ แต่ด้วยความอยากรู้ว่าดึกๆบางปูเป็นอย่างไรเลยต้องเลยตามเลย ผมก็รู้แล้วว่ามันเป็นยังไง ยังมีผู้คนประปราย รถจอดอยู่เกือบเต็มลาน เป็นเวลาที่น้ำลดพอดี ดูจากรอยน้ำแล้ว เวลาน้ำขึ้นจะท่วมดินเลนไม่เกิน 70 ซม. ฝูงนกนางนวลที่บินอยู่หายไปจนหมดสิ้น ได้ยินเสียงบางเป็นระยะ มันคงซ่อนตัวอยู่ในป่าโกงกางที่เหลือจากตลิ่งออกมาถึงหาดไม่เกิน 20 เมตร ท้องฟ้าเมฆทึบบดบังจนผมหาดวงจันทร์กลมโตตอนหัวค่ำไม่เจอว่าอยู่ทิศไหน ผมได้ยินเสียงและเห็นพลุที่จุดไกลออกไปเป็นลูกเล็กๆ ไม่มีอะไรดีไปกว่ากลับบ้าน ไว้วันอาทิตย์เลิกโบสถ์แล้วตรงมาเลยจะดีกว่า



ผมพกพาความผิดหวังกลับไป เพราะเพิ่งไปถอยวงแหวนมาอันนึงกับหัวบอลหนึ่งหัว วงแหวนนี้จะทำให้ผมนำเอาเลนซ์นิตอนทั้งหมดที่มีมาใช้กับกล้องโอลีสุดเลิฟได้ แต่มีข้อแม้ว่าผมต้องปรับตั้งกล้องด้วยมือ ทำให้ผมกลับคืนไปสู่จุดเริ่มต้นของผมใหม่อีกครั้งหนึ่ง ปรับโฟกัสด้วยมือ เปิดหน้ากล้องและตั้งสปีดของชัตเตอร์เอง ผมคงต้องไปสมัครเข้าแกงค์มือหมุนกับเขาบ้างแล้ว ผมใช้กล้องมือหมุนอยู่หลายสิบปี เพิ่งจะถอยกล้องออโตโฟกัสมาสามปีเพราะตาผมเริ่มฝ้าฟางตามวัย แถมไม่สามารถโฟกัสในที่มืดๆได้ดีเหมือนสมองกลของกล้อง ไม่คิดเหมือนกันว่าจะต้องกลับมายืนอยู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง การกลับมายังจุดเริ่มต้นใหม่ในเวลาที่แตกต่างกัน ผมเห็นอะไรที่แตกต่างออกไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นคนรักเปียโน ไม่ว่าจะเป็นคนถ่ายภาพ คนไม่เคยสลัดหลุดจากวัตถุไปได้เลย ผมเห็นมาตลอดทั้งในบอร์ดเปียโน บอร์ดถ่ายภาพและจากคนรอบข้าง มีคำถามยอดฮิตว่ายี่ห้อไหนดีที่สุด สมรรถนะรุ่นไหนดีที่สุดจะเอารุ่นนั้น แต่ผมยังไม่เคยเห็นใครใช้ได้ถึงสมรรถนะสูงสุดที่มี บางคนเห็นภาพสวยๆก็ถามแล้วว่าใช้กล้องยี่ห้ออะไร รุ่นไหน มีคนมากมายเถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่าเปียโนยี่ห้อไหนดีกว่ายี่ห้อไหน สุดท้ายก็เพียงแค่อยากทับถมว่าของข้า ความคิดข้าเหนือชั้นกว่า ผมไม่ค่อยสนใจอะไรอย่างนั้น ผมสนใจแต่ว่าเสียงมันเพราะถูกใจผมหรือเปล่า มันตอบสนองอารมณ์ผมได้ดีเพียงใด ผมไม่คิดเรื่องขายต่อราคาตก เพราะผมไม่คิดค้ากำไรจากการเปลี่ยนเปียโน เปลี่ยนกล้อง เปลี่ยนรถ ผมรู้แต่เปียโนอะไรก็แล้วแต่ หากอยู่ในมือของมืออาชีพ ย่อมให้เสียงไพเราะทั้งสิ้น ผมไม่ค่อยพอใจในเสียงไวโอลินของตัวเองเท่าใดนัก หลายคนบอกว่าเสียงมันอู้อี้คล้ายซออู้ มีอยู่วันนึงครูผมเอาของผมไปสี เสียงมันคนละเรื่องเลย คนบอกว่าไวโอลินของผมเสียงดีจริงๆ เครื่องดนตรีเดียวกันแต่อยู่ในมือของคนต่างกันแท้ๆ เมื่อผมซื้อกล้อง ซื้อเลนซ์ ผมก็ไม่แคร์ว่าจะเป็นรุ่นโปร หรือรุ่นยอดนิยม ผมสนใจแต่ว่ามันพอเหมาะกับฐานะของผม และผมได้ใช้มันเต็มพิกัดความสามารถของมันแล้ว ผมรู้จักมันดีจนทราบว่ามีข้อจำกัดอะไร และผมสามารถมองข้ามข้อจำกัดนั้นไป ไม่รู้จะหาเรื่องทุกข์ใจไปทำไมว่ากล้องเราไม่ดี ล้าสมัยหรือต่ำต้อย ขอให้ผมมีความสุขกับการถ่ายภาพ มีความสุขกับการเก็บความทรงจำเก่าๆ ผมจะไม่ขอเป็นทาสหรือยอมให้วัตถุใดมีอำนาจเหนือใจผม แต่ผมเลือกเป็นผู้ใช้สิ่งนั้นเติมเต็มอารมณ์ของผมมากกว่า ตอนนี้ผมกับพี่จะได้ไม่ต้องแย่งกล้องกัน แถมแชร์เลนซ์กันใช้งานให้คุ้มกับราคาที่จ่ายไป

เวลาที่เราได้ของใหม่มา เราก็มักจะลืมของเก่า ผมพยายามจะไม่ลืมนะ ผมจะถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มคู่ไปด้วยเสมอ โดยเฉพาะกับภาพสำคัญๆที่ผมจะเอาไว้ขยาย ตอนที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมซื้อกล้อง Mamiya ZM มาพร้อมกับเลนซ์นอร์มอล 50 mm. และ 135 mm. สำหรับถ่ายภาพบุคคล เลนซ์ทั้งสองตัวนี้ให้ภาพคมชัดกริบทีเดียว จากนั้นไม่นานเราก็หาซื้อเลนซ์นอร์มอลซูม 27-85 mm. f3.5-4.5 เลนซ์ของแทมรอนตัวนี้ถูกใจมาก มันเป็นเลนซ์ที่สว่างอย่างเหลือเชื่อยิ่งกว่าเลนซ์ f1.7 ใช้กล้องตัวนี้มา 20 ปี ซ่อมม่านชัตเตอร์ครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อพี่ผมไปอยู่อังกฤษ ผมให้กล้องเขาติดตัวไปด้วย ผมเองหากล้อง Nikon FM2N พร้อมเลนซ์ AIS 35-105 mm. f3.5-4.5 มาใช้ ผมซื้อในราคาพิเศษไม่ผ่านตัวแทนจำหน่าย ในราคา 10,800 บาท วันนั้นถึงวันนี้สิบห้าปีมาแล้ว ราคากล้องมือสองพร้อมเลนซ์ชุดนี้ 9,800 บาท ถ้าผมขายไปก็เหมือนกับผมได้กล้องมาใช้ฟรีๆ ผมส่งซ่อม ม่านชัตเตอร์ค้างสองครั้ง ครั้งหนึ่งตอนผมไปนครวัด แล้วก็ไม่มีอะไรเสียอีกเลย ผมทยอยซื้ออุปกรณ์ของกล้องเพิ่มเติมตามความจำเป็น เช่นเลนซ์มุมกว้าง เลนซ์ช่วงเทเลซูม กล้องออโตโฟกัส เนื่องจากเป็นเลนซ์คุณภาพที่คอนทราสต์จัด สีสดถูกใจ รวมทั้งเลนซ์ของนิคอนทุกรุ่นใช้เมาท์เดียวกันทำให้ใช้กับกล้องนิคอนได้ทุกรุ่น ผมเลยเลือกนิคอนเป็นของประจำบ้าน แน่นอนที่ราชพฤกษ์ปีนี้ผมจะเอากล้องตัวแรกของผมขึ้นไปเชยชมด้วย ภาพจากเลนซ์นอร์มอลมันคลาสิกอย่างบอกไม่ถูก


ผมรู้สึกคลับคล้ายว่าเป็นไม่กี่วันมานี่เองที่ตะลอนๆ นั่งรถสองแถวเที่ยวเมืองเหนือ โบกรถชาวเขาหลายต่อหลายรอบเพื่อขึ้นดอยอินทนนท์ อาศัยความหน้าเด็กซื้อทัวร์ราคาเด็กไปเที่ยวเชียงฮายทั้งๆที่จบโทแล้ว ผมเดินตัวปลิวทั้งวันแต่เช้าจนสามสี่ทุ่มกับกล้องและขาตั้งสองกิโล นับนิ้วดูมันร่วมยี่สิบปี ตอนนี้เหลือแต่ความคิดและใจที่โลดแล่น แต่สังขารผมไม่ไหวแล้ว มีเรื่องขำๆ เมื่อผมไปแมนฮัตตัน ผมไปกับลูกน้อง ผมกับเขาห่างกันสิบสี่ปี ลูกน้องผมมีเป้เล็กๆหนึ่งใบกับกล้องดิจิตัลตัวเล็กๆ ผมมีฟูลออพชัน เพียงครึ่งวันเขาก็หมดสภาพ กลับมาแอบมานินทาผม ‘พี่เขาเดินเร็วมาก ไปได้ทั้งวัน เขาปวดขาไปหมด พี่เขาไปทั้งวันไม่มีพัก เข็ดไม่กล้าไปด้วยแล้ว’ 555 นั่นเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ผมลดน้ำหนักได้วันละครึ่งกิโล สำหรับผมแล้วเมื่อโอกาสมาถึง ผมไม่ปล่อยให้ประสพการณ์หลุดมือ ผมจะเกี่ยวมันไว้ได้มากที่สุด ผมยกความดีให้กับการวิ่งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอที่ทำให้กำลังขาผมไม่ตก ถ้ากำลังขาผมไม่ตก กำลังใจผมมีเต็มร้อย ผมจะไปได้อย่างเท่าที่ต้องการ ช่วงที่ผมมีความสุขที่สุดในเวลาเดินทางคือ เวลาแซนวิชหรือไม่ก็มัฟฟินกับกาแฟร้อนๆ แล้วก็แอบเปิลหนึ่งลูก นั่งฟังฟรีคอนเสิร์ต หรืออยู่ริมน้ำ อยู่ในสวนมองผู้คนเดินไปมา เพื่อให้เหมาะกับสังขาร ผมหาซื้อขาตั้งกล้องมาใหม่น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง มันใช้การได้ดีเสียอย่างเดียวคือต้องหมุนกล้องเข้ากับขา หมุนเข้าหมุนออกตลอดวันสี่ห้าสิบครั้งก็ไม่ไหว ทำให้ผมต้องมองหาหัวบอลใหม่มาใส่แทนหัวเดิม ผมถามใครก็มีแต่คนแนะนำของแพง ราคาสูงกว่าขาตั้งเสียอีก ในที่สุดผมก็ได้หัวบอลพร้อมแผ่น releasing plate ของเบนโร ราคาเพียง 2/3 ของยี่ห้อสุดฮอต ยี่ห้อมันฟังแล้วคุ้นๆยังไงชอบกล คนขายให้ความมั่นใจกับผมว่าใช้แล้วเลือดลมดี อิอิ ผมหวังว่ามันจะช่วยให้ผมเดินทางไกลๆ เดินทั้งวันได้อย่างมีความสุขสมวัย ผมเตรียมจะนำมันไปใช้ที่ราชพฤกษ์ปีหน้า

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?