One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Wednesday, November 22, 2006

 

Count my 2006 blessings



วันนี้ผมได้ใช้เวลาทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมาว่ามีอะไรเข้ามาในชีวิตผมบ้างในรอบปีที่ผ่านมา แน่นอนที่มีทั้งสุขและทุกข์ ผมรู้สึกลึกๆว่าสถานะต่างๆในหน้าที่การงานของผมผ่านช่วงสูงสุดไปแล้ว ผมลองชั่งน้ำหนักสิ่งที่ผมคิดว่าผมสูญเสียไปเทียบกับสิ่งที่ผมได้รับ ผมนับทีละเรื่องและผมอึ้งกับพระพรที่มีในชีวิตผมในปีนี้ ผมไม่มีวันจะนับมันได้หมด ผมยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ผมลืมไปแล้ว มีหลายเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่เพียงใดสำหรับผม แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว “ผมทุกเส้นบนศีรษะของผม พระองค์ก็นับไว้หมดแล้ว”

ปีนี้ผมได้เห็นโลกกว้างเพิ่มขึ้นอีก เดือนธันวามคมปีที่แล้ว ผมดูงานที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮ่องกง พร้อมกับเที่ยว บางคนอาจคิดว่าแค่ฮ่องกง แต่สำหรับผม ที่นั่นเป็นดินแดนแรกๆของเอเชียที่ก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ การผสมผสานของวิทยาการ ความเชื่อและวัฒนธรรมของตะวันออกพบตะวันตกเป็นไปได้อย่างกลมกลืน ในกลางปีนี้ บริษัทฯส่งผมไปดูงานที่ญี่ปุ่นหลายวัน นอกจากความรู้จากการดูงาน ผมได้ท่องเที่ยวอย่างที่ใจปรารถนา ผมไม่เคยไปญี่ปุ่นมาก่อน ผมได้โอกาสตื่นตาตื่นใจกับวิทยาการ เทคโนโลยี วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น แม้ว่าจะได้เพียงผิวเผินแต่ก็นับเป็นพระพรอย่างหนึ่งที่เข้ามาในชีวิต การไปต่างประเทศเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าผมยังมีสายป่านของอาชีพอยู่ สำหรับคนที่เป็นลูกจ้าง เขาลงทุนไว้กับผมมากที่สุดและต่อเนื่องมาสิบกว่าปีแล้ว ปราสาทเขาพระวิหารดินแดนนอกประเทศแค่เอื้อมเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก เวลาที่รอคอยสามสิบปีก็ได้สมความปรารถนา ผมมีความสุขกับทริปนั้นอย่างที่ผมคงจดจำไปอีกนาน ในรอบปีที่ผ่านมา ผมไปทำงานที่เชียงใหม่สามครั้ง ทำให้ผมได้มีโอกาสเก็บรายละเอียดสิ่งที่ผมสนใจบางอย่าง และงานยี่เป็งเป็นงานหนึ่งที่ตรงกับทริปที่ขึ้นไป เป็นยี่เป็งปุด

ปีนี้เราทั้งบ้านมีโอกาสเที่ยวด้วยกัน กินนอนด้วยกันหลายครั้ง เมื่อปลายปีที่แล้วเราขึ้นไปจากเพชรบูรณ์ผ่านภูเรือขึ้นไปนอนริมฝั่งโขงที่อ.เชียงคาน จังหวัดเลย เราได้ที่พักบนเรือเอี่ยมจุ๊น เป็นห้องสุดท้ายและเป็นห้องสำหรับสามคน โดยที่เราไม่ได้จองไปก่อน พระเจ้าให้ผมมีที่พักอย่างน่าอัศจรรย์ในช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวัน เมื่อผมกลับมาเพชรบูรณ์ในวันรุ่งขึ้น คืนนั้นผมไปกางเตนท์ที่ทุ่งแสลงหลวง ผมจำได้ว่าเป็นเวลาที่ฟ้ามืดแล้ว ในความมืดนั้นมีที่ว่างอีก 1 ที่ให้เตนท์ของผมแทรกลงไปได้พอดี เป็นการนอนเตนท์ครั้งแรกของแม่ เราตั้งเตาทำอาหารทานกันเองจากผักและหมูที่ซื้อมาจากตลาดเย็นที่หล่มเก่า คุยกันเบาๆและนับดาวกันจนดึกดื่น ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า แม่ลูกนั่งรถไปเขาใหญ่กัน ที่ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยคนและเตนท์จนเราถอดใจ เย็นนั้นผมขับรถลงจากเขาเพื่อไปหาที่พักตามรีสอร์ทข้างทาง ก่อนที่ผมจะออกไปพ้นเขตอุทยานฯ มีที่ว่างหนึ่งที่ให้เตนท์ของเราลงได้พอดีเป็นที่สุดท้าย รถที่ตามผมมาทั้งหมดขับลงจากเขาไปหาที่พักข้างล่าง พระเจ้าของผมเป็นเยโฮวาห์ยิเรห์ (พระเจ้าแห่งการจัดเตรียม) วันรุ่งขึ้น พวกเราตามรอยอารยธรรมขอมกันในแถบเมืองศรีมโหสถ ปราจีณบุรี เราออกไปไกลกันถึงตลาดโรงเกลือ ได้เครื่องไม้เวียดนามกลับมาหลายชิ้น อาหารมื้อค่ำในตลาดโต้รุ่งที่อรัญประเทศในวันนั้นเป็นเพียงอาหารจานเดียวกับหมูสะเต๊ที่เอามาแบ่งกัน แต่ความสุขที่พร้อมหน้ากันในครอบครัวทำให้ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางของทุกคนหายไปจนสิ้น ในวันลาพักผ่อนประจำปีนี้ ครอบครัวเราตกลงใจกันว่า เราจะใช้เวลาที่จังหวัดน่านเพื่อไปชมดอกภูคา โดยจะขับรถขึ้นไปตามเส้นทางอุตรดิตถ์ แพร่ น่านและกลับลงทางลำปางเพื่อแวะเยี่ยมเพื่อน พระเจ้าได้จัดเตรียมลุงน้ำชาให้ดูแลเราในเรื่องที่พัก เส้นทาง และอาหาร เรานอนฟรีที่โรงแรมภราดรโดยที่เราไม่ได้พบกับเจ้าของโรงแรม ที่พักอุทยานที่เงียบสงบและหนาวเย็นบนดอยภูคา สุกี้ที่เราช่วยกันทำช่วยชูรสให้กับครอบครัวของเรา ผมตื่นเต้นกับวัฒนธรรมของไทลื้อที่วัดหนองบัวและวัดภูมินทร์ที่ผมได้ยินคำร่ำลือมานาน เมื่อเดือนมิถุนายน เราทั้งบ้านขึ้นไปที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ฝนได้เทลงมาอย่างหนักจนเราเปียกโชกไปทั้งตัว ในท่ามกลางสายฝนแม่ผมหัวเราะและบอกว่าไม่เคยต้องเดินตากฝนอย่างนี้ ผมขอบคุณพระเจ้าในเวลาที่ทุลักทุเล พวกเรากลับหัวเราะได้อย่างมีความสุข ไม่มีใครป่วยเป็นหวัดเลยสักคนเดียวและในวันรุ่งขึ้นเราได้ใช้เวลาทั้งวันเดินชมทุ่งดอกกระเจียวและนั่งอยู่ที่หน้าผาสุดแผ่นดินชื่นชมธรรมชาติ ในอุทยานแห่งชาติป่าหินงามที่ชัยภูมิ พอถึงเดือนกรกฎาคม เรามีโอกาสขึ้นไปที่อ.ด่านซ้าย ไปดูประเพณีผีตาโขนด้วยกัน และกลับมาพักที่เขาค้อ ก่อนกลับเราไปภูทับเบิกเพื่อสัมผัสน้ำจากฟ้า เราเดินอยู่ในก้อนเมฆ และในเส้นทางวัฒนธรรมตักบาตรเทโวเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมเพิ่งจะถึงบางอ้อว่าตักบาตรเทโวเป็นอย่างไร อุทัยธานีเป็นจังหวัดที่ผมไม่เคยไปเยือนมาก่อน นับว่าปีนี้เป็นปีที่เราทั้งบ้านเที่ยวกันอย่างมิรู้เหน็ดรู้เหนื่อย มากกว่าปีไหนๆที่ผ่านมา ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับเวลาดีๆในครอบครัว การเดินทางที่ปลอดภัย สุขภาพของทุกคนที่แข็งแรงพอสำหรับการเดินทางไกลๆ และพาหนะที่ผมใช้มาสิบกว่าปีที่ไม่เคยเสียหรือหมดกำลังกลางทาง พระเจ้าประทานให้ผมและครอบครัวมีความสุขเกินความเข้าใจใดๆ เกินกว่าฐานะคนพอมีพอใช้คนหนึ่งจะพึงมี

โลกดิจิตัลทำให้การบันทึกภาพเปลี่ยนไป ในรอบปีนี้ผมมีรายจ่ายสำหรับกล้องที่เพิ่มขึ้นมาสองตัว กล้องสองตัวนี้เปิดโลกทรรศน์การถ่ายภาพของผมใหม่ ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับไซเบอร์เวิร์ลที่ทำให้ผมได้คุย ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง และที่สำคัญคือผมได้เก็บภาพหลักฐานของโลกที่พระเจ้าทรงสร้าง (มนุษย์และธรรมชาติ) และครอบครัวผมไว้ เมื่อผมเปิดสมุดภาพดูครั้งใด ผมจะเห็นการอวยพรของพระองค์ที่ให้กับครอบครัวของเราดั่งฝนที่เทลงมา ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่ผมมีรายจ่ายที่คาดไม่ถึงเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเตาอบ (32 ปี) เครื่องซักผ้า (14 ปี) ที่รับใช้บ้านเรามาอย่างซื่อสัตย์ยาวนาน แต่พระเจ้าก็อวยพรให้ผมมีงานพิเศษบางอย่างเข้ามาทำให้ผมพอมีรายได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

ผมไม่เพียงแต่มีเพื่อนบ้าน ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ผมมีวิมานในอากาศ บ้านทำให้ผมได้แสดงความคิดอย่างเสรี ได้เขียนประสพการณ์ต่างๆ ผมไม่ทราบได้ว่าจะมีกี่คนที่อ่าน แต่ผมเขียนเพื่อเตือนใจผมเองว่าพระเจ้าได้อวยพรผมอย่างไรในแต่ละช่วงของชีวิตที่ผ่านมาเพื่อผมจะไม่ลืมขอบพระคุณพระองค์ และทำให้ผมได้มีโอกาสทบทวนตัวเองถึงข้อผิดพลาด ข้อจำกัดของตัวเอง แลความสัมพันธ์ที่มีกับพระองค์

ผมขอบคุณพระเจ้าที่ให้ผมมีส่วนร่วมสอนชั้นเรียนรวีวารศึกษาสำหรับการนมัสการและการนำนมัสการ และชั้นศาสนศาสตร์เรื่องพระเยซู ทำให้ผมมีโอกาสค้นคว้า และผมได้พบของดีที่เป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในพระคำ และเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ใครไม่มีวันจะแย่งเอาไปจากผมได้

สุดท้ายผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับบทเรียนของการให้ เมื่อผมเป็นเด็กผมเรียนรู้จักแต่ขอ พระเจ้ากำลังให้ผมเรียนรู้ว่าเมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ผมควรรู้จักให้ ผมตัดสินใจรับอุปถัมภ์ช่วยการศึกษาเด็กในชนบทไว้หนึ่งคน การอุปถัมภ์น้องไว้หนึ่งคนทำให้ผมมีเวลาคิดถึงคนอื่นมากกว่าคิดถึงแต่ตัวเอง ผมกำลังวิ่งแข่งกับตัวตนที่เห็นแก่ตัวของผมเอง แม้ว่าวันนี้ผมยังห่างไกลจากเป้าหมาย แต่หวังว่าสักวันพระเจ้าจะเปลี่ยนให้ผมเป็นคน “รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง”

นับพระพร (Count your blessings) เป็นเพลงที่ผมชอบมากเพลงหนึ่ง จอห์น โอ็ตแมน จูเนียร์ เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง วันนี้..ผมไม่มีอะไรเคลือบแคลง สงสัย หรือน้อยใจ เพราะพระเจ้าทรงดูแลชีวิตผมดีเกินกว่าที่ผมควรจะได้รับ สำหรับผมแล้ว คริสเตียนเป็นอภิสิทธิ์ชนของพระองค์ และให้เรามีสิทธิพิเศษที่จะได้ขอบคุณพระองค์ การขอบพระคุณ (give thanks) จะเป็นเวลาที่เราน้ำตาไหลด้วยความเต็มตื้น วันนี้ผมจึงเอาเพลง “นับพระพร” มาทบทวนดูอีกครั้งหนึ่ง


When upon life’s billows you are tempest tossed,
When you are discouraged, thinking all is lost,
Count your many blessings, name them one by one,
And it will surprise you what the Lord hath done.

Count your blessings, name them one by one,
Count your blessings, see what God hath done!
Count your blessings, name them one by one,
And it will surprise you what the Lord hath done.

Are you ever burdened with a load of care?
Does the cross seem heavy you are called to bear?
Count your many blessings, every doubt will fly,
And you will keep singing as the days go by.


When you look at others with their lands and gold,
Think that Christ has promised you His wealth untold;
Count your many blessings. Wealth can never buy
Your reward in heaven, nor your home on high.

So, amid the conflict whether great or small,
Do not be disheartened, God is over all;
Count your many blessings, angels will attend,
Help and comfort give you to your journey’s end.

Labels:


 

Thanksgiving


ในราวปี 1620 ชาวพลายเมาท์กลุ่มหนึ่ง จากตอนใต้ของอังกฤษ พวกเขาเป็นพวกพิวริตัน (Puritan) จาก English Separatist church โดยสารเรือสมุทรเมย์ฟลาว (Mayflower) จากอังกฤษไปฮอลแลนด์เพื่อหนีการถูกรังแกข่มเหง เมื่อขึ้นฝั่งและพักอยู่ที่นั่นไม่นาน พวกเขากลับไม่ชอบวถีชีวิตแบบชาวดัตช์ซึ่งเขารู้สึกว่าขาดศีลธรรม เขาเลยว่าจ้างเรือเมย์ฟลาวให้ข้ามสมุทรไปยังดินแดนใหม่ เรือมาขึ้นฝั่งที่ พลายเมาท์ร็อค ในมลรัฐแมสซาชูเซตในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ปี 1620 หน้าหนาวปีนั้นทารุณนัก 102 ชีวิตบนเรือเมย์ฟลาว เหลือรอดเพียง 56 คน ดินแดนที่เรือเทียบฝั่งเดิมเป็นที่อยู่ของอินเดียนชาวพื้นเมืองเผ่าวัมพานัก (Wampanaug) เมื่อชาวผิวขาวอพยพเข้าไป ชาวถิ่นก็ให้การต้อนรับช่วยเหลือ ใบไม้ผลิในปีรุ่งขึ้นเขาเริ่มการเพาะปลูก และในฤดูการเก็บเกี่ยวปี 1621 นั้นเอง เขาได้ผลผลิตมากมายเกินคาด ชาวพลายเมาท์เลยจัดงานเลี้ยงฉลองกันใหญ่โต มีชาวอินเดียนมาร่วมงานด้วย 91 คนเพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยให้เขาอยู่รอดในปีแรก ผู้ว่าการฯในขณะนั้นคือ วิลเลียม แบรดฟอร์ด ให้คนไปล่าเป็ดและห่านป่ามาทำเป็นอาหาร ส่วนอินเดียนก็เอาเนื้อกวางมา อาหารส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์มากกว่าผักผลไม้ ความหมายของไก่งวงจึงน่าจะหมายถึงนกป่าในครั้งแรก ผู้เชี่ยวชาญต่างวิเคราะห์กันว่าไม่น่าจะมีพายฟักทอง เพราะเนื่องจากเพิ่งจะสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว เขายังไม่มีแป้ง ไม่มีไร่ปศุสัตว์ที่จะให้อาหารประเภทนมและเนย ไม่มีน้ำผลไม้หมัก มีแต่มันฝรั่งป่า อาหารนอกจากเป็ด ห่าน กวาง แล้วน่าจะมีปลา ลอบสเตอร์ หอยลาย ทานกับเบอรรี่ ถั่วและผลไม้แห้ง และในการที่จะเลี้ยงคนมากขนาดนั้น การย่างบนกองไฟเป็นวิธีที่เป็นไปได้มากที่สุด การปรุงรสอาหารน่าจะมีการใช้เครื่องเทศ เช่นอบเชย พริกไทย อาหารต่างๆจะถูกลำเลียงมาจากที่ประกอบอาหารส่งไปตามโต๊ะต่างๆ ไม่ได้มาเป็นชุดอาหารเช่นปัจจุบัน อะไรใกล้มือก็ฉีกกินกัน ไม่มีส้อม มีแต่ช้อน มีดและมือเปล่า และขวดเกลือบนโต๊ะ

20 มิถุนายน 1676 สภาผู้ปกตรองแห่งแมสซาชูเซทเห็นพ้องที่จะจัดงานวันขอบคุณพระเจ้าสำหรับชุมชนแมสซาชูเซทซึงเป็นการฉลองเพื่อระลึกถึงการที่ชุมชนมีชัยชนะเหนือชาวอินเดียนพื้นเมือง “ที่ไร้การศึกษา” เขาประกาศให้วันที่ 29 มิถุนายน เป็นวันขอบคุณพระเจ้า แน่นอนที่วันขอบคุณพระเจ้าครั้งนี้ไม่มีชาวอินเดียนมาร่วมงาน!!
ตุลาคม 1777 ผู้อพยพ 13 กลุ่มร่วมกันจัดงานขอบคุณพระเจ้าเพื่อระลึกถึงชัยชนะเหนือการปกครองอังกฤษที่ซาราโตกา (Saratoga) ชาวอังกฤษ (อังกฤษ, เวลส์, ไอริช) อพยพเข้าตั้งถิ่นฐานในโลกใหม่ตลอดแนวชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งแต่รัฐเมน, แมสซาชูเซท, คอนเนคติคัท, เวอร์จิเนีย ลงมาถึงจอร์เจีย เขามักอพยพกันลงมาเป็นครอบครัวเครือญาติ มาตั้งรกรากที่ใดก็ตั้งชื่อชุมชนนั้นตามชื่อเมืองที่กำเนิด ด้วยเหตุนี้ชื่อเมืองต่างๆตามชายฝั่งตะวันออกของอเมริกาจึงพ้องกับชื่อเมืองในสหราชอาณาจักร ชาวอังกฤษในโลกใหม่ (new world) ที่เรียกว่าชาวนิวอิงค์แลนด์ใช้เป็นร้อยปีกว่าจะสลัดตัวเป็นเอกราชได้
ปี 1789 ประธานาธิบดีท่านแรก จอร์จ วอชิงตันประกาศให้วันขอบคุณพระเจ้าเป็นวันแห่งชาติ มีหลายกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย มาได้ข้อสรุปว่าเป็นวันขอบคุณพระเจ้า (เฉยๆ)ในสมัยประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน อีก 74 ปีต่อมา ประธานาธิบดีลินคอล์นประกาศให้วันพฤหัสสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายนเป็นวันขอบคุณพระเจ้าแห่งชาติ มีการปรับเปลี่ยนต่อมาให้เป็นพฤหัสที่สี่ของเดือนพฤศจิกายนแทนและยึดถือเป็นธรรมเนียมมาจนทุกวันนี้


เมื่อผมอ่านเรื่องราวของวันขอบคุณพระเจ้าของในโลกใหม่ ผมรู้สึกเศร้าใจ ชาวพลายเมาท์กับชาวพื้นเมืองเริ่มการขอบคุณพระเจ้าด้วยไมตรีจิต อย่างที่พระคัมภีร์สั่งให้ “รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” เวลาผ่านไปชาวผิวขาวบีบบังคับ เข่นฆ่าให้ชาวอินเดียนสละพื้นที่และขับไล่พวกเขาไปรวมกันอยู่ในนิคมแล้วมีหน้ามาขอบคุณพระเจ้า เหอะ เหอะ ปากคาบคัมภีร์โดยแท้

เนื่องจากวันขอบคุณพระเจ้าเป็นวันหยุดแห่งชาติของชาวอเมริกัน มีคนมากมายแม้แต่คนที่เคยใช้ชีวิตที่นั่นคิดว่ามีแต่ชาวอเมริกาเท่านั้นที่ขอบคุณพระเจ้า หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์แล้ว มนุษย์รู้จักการขอบคุณพระเจ้ามานาน เป็นประเพณีของโลกเลยที่อย่างน้อยจะได้ขอบคุณพระเจ้าที่ได้อวยพรพืชผลในปลายฤดูเก็บเกี่ยว ชาวโรมันมีประเพณี Cerelia ซึ่งเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งข้าวโพดเพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยว จีนมีเทศกาลไหว้พระจันทร์ในคืนพระจันทร์เต็มดวงเดือนแปด เกาหลีมีประเพณีชูซุก (sho-suk) ในทุกวันที่ 15 สิงหาคม เป็นงานสามวันสามคืนที่เขากินข้าว,ถั่วและงาเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษและขอบคุณพรต่างๆที่ได้รับมา สำหรับชาวคานาดา เขาถือเอาวันจันทร์ที่สองของเดือนตุลาคมเป็นหลัก แต่จะมีการเฉลิมฉลองกัน 3-4 วัน ถือเป็นวันครอบครัวที่จะได้พบปะและออกไปเที่ยวเล่นกันด้วย

สำหรับวันขอบคุณพระเจ้าในประเทศอังกฤษ นับอยู่ในเทศกาลเก็บเกี่ยว harvest festival ถือกำเนิดขึ้นในราวปี 1843 เมื่อ โรเบิร์ต ฮอค์เกอร์ (Robert Hawker) ได้นำพืชผลมาถวายในโบสถ์ในเมืองคอร์นวอลล์ในวันอาทิตย์ เทศกาลเก็บเกี่ยวของอังกฤษมีการฆ่าและเผาบูชากระต่าย และเก็บข้าวโพดชุดสุดท้าย พอตกเย็นก็จะมีการรับประทานอาหารด้วยกัน วันขอบคุณพระเจ้าของอังกฤษจะจัดในวันอาทิตย์ภายในเดือนกันยายน ส่วนจะเป็นวันอาทิตย์ใดก็จะกำหนดตามจันทรคติ (harvest moon) เด็กๆนิยมร้องเพลงสวดสรรเสริญพระเจ้า (hymn) และได้รับของขวัญเป็นผักหรือผลไม้

ชาวยิวได้มีวันขอบคุณพระเจ้าตั้งแต่ห้าพันปีที่แล้ว พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงวันขอบคุณพระเจ้าว่า “พระเจ้าได้อวยพรผลผลิต ดังนั้นภายหลังการเก็บเกี่ยว ให้นำผลผลิตมาถวายบูชาภายหลังวันซับบาท (ซับบาทคือวันเสาร์ หลังวันซับบาทจึงเป็นวันอาทิตย์) ในวันนั้นให้ฆ่าแกะอายุหนึ่งปี เป็นแกะที่มีรูปร่างงดงามไม่มีตำหนิ ส่วนธัญญพืชที่ถวายทำเป็นแป้งผสมกับน้ำมันแล้วจึงเผาบูชา และจัดเตรียมเหล้าองุ่นมาถวายบูชาด้วย ห้ามกินขนมปังที่ทำมาจาก หรืออาหารที่ประกอบจากพืชผลใหม่เหล่านี้ก่อนที่จะได้นำมาถวายบูชา” วันขอบคุณพระเจ้าจึงเป็นวันสากล ชาวฝรั่งเศสเรียกวันขอบคุณพระเจ้าว่าเป็นวันที่ได้รับพระคุณ Action de grace มักจะใช้วันสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวเพื่อแสดงความขอบคุณเหล่าทวยเทพที่ได้อวยพรพืชผลให้เกิดผลมากมาย วันขอบคุณพระเจ้าของแต่ละประเทศจึงกำหนดกันตามฤดูเก็บเกี่ยวของพื้นที่นั้น แถบเมดิเตอเรเนียน เขตอบอุ่นเหนือ เขตอบอุ่นใต้จึงต่างกันตามช่วงเวลาของภูมิภาคนั้น

ในปัจจุบันนี้ พวกเราหลายคนไม่ได้เพาะปลูก ไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตกันเพราะเกิดระบบแลกเปลี่ยน ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ทำให้คนเมืองไม่ได้เพาะปลูก แต่หากเราได้มีโอกาสอย่างน้อยที่สุดปีละหนึ่งครั้งที่จะได้ทบทวนสิ่งดีๆ พระพรต่างๆที่พระเจ้าอวยพรชีวิตโดยส่วนตัว, ครอบครัว, คนรอบข้าง ย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะทุกอย่างที่เรามีล้วนเป็นของที่พระองค์ประทานให้ทั้งสิ้น

ภาพประกอบในวันนี้ ผมถ่ายมาจากไร่องุ่นที่ ชาโต เดอ เลย อ.ภูเรือครับ ส่วนเรื่องที่เขียนก็รวบรวมมาจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Thanksgiving
http://thanksgiving.indiaserver.com/around-the-world.html
http://www.thanksgiving-day.org/celebration-united-kingdom.html
http://wilstar.com/holidays/thankstr.htm

ภาพประวัติศาสตร์เมืองพลายเมาท์ ชมได้ที่ครับ http://www.pantown.com/board.php?id=3414&area=1&name=board4&topic=2004&action=view

Labels:


Monday, November 20, 2006

 

ผมเหนื่อย


วันนี้ ผมกลับจากโบสถ์ด้วยความท้อแท้ การไปโบสถ์น่าจะเป็นการเติมพลังให้กับชีวิต เพียงแต่วันนี้ผมมองคนมากกว่ามองความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ผมถามตัวเองว่า ผมไม่มีสิทธิ์มองคนหรือ คนที่กำลังเป็นแม่แบบให้ผมทางฝ่ายจิตวิญญาณ ผมมีความคาดหวัง ผมคาดหวังว่าจะได้ยิน ได้เห็นอะไรที่ดีๆจากต้นแบบ แต่ผมผิดหวัง พระคัมภีร์จึงเตือนเสมอว่าให้มองที่พระเจ้า พินิจที่คำสอน อย่ามองและตั้งความหวังที่คน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน วันนี้ผมจึงพบกับความผิดหวัง และจากความผิดหวังติดๆกันหลายครั้งทำให้ผมเหนื่อยใจ ถ้าผมพูดออกมาบ้างอาจทำให้ที่อึดอัดใจดีขึ้น

สองปีก่อนผมเจอเพื่อนในงานประชุมวิชาการ เพื่อนที่เรียนปริญญาตรีมาด้วยกัน เพื่อนผมตั้งแต่จบโทก็ไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และไปได้ปริญญาเอกกลับมาจากซีกโลกใต้ จะว่าไปแล้วก็นับว่ามีชั่วโมงบินของการสอนมามากกว่าสิบห้าปี เพื่อนผมก็มาเอ่ยปากชวนผมไปเป็น external committe ของนิสิตปริญญาเอกของเธอ แล้วเราก็เริ่มคุยกัน ผมได้ทราบมาว่าเปิดหลักสูตรนี้มาแล้วหลายปี เพื่อนผมดูแลวิทยานิพนธ์จบไปแล้วหนึ่งคน อีกคนหนึ่งกำลังจะจบ เราได้พูดคุยกันเรื่องงานวิจัย พูดคุยอะไรอีกหลายอย่าง ผมได้พบความจริงที่น่าตกใจว่า เพื่อนผมไม่มี scientific concept มุมมองที่มีต่อการตั้งสมมติฐาน กระบวนการที่นำเข้าสู่การวิจัยอาศัยการลองผิดลองถูก ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและความเป็นไปได้ ถ้าแม่แบบเป็นเช่นนั้นแล้ว รุ่นลูกศิษ์ที่จบออกไปจะเป็นอย่างไร ความจริงเป็นเรื่องน่ายินดีและเป็นเกียรติที่จะเข้าไปนั่งในกรรมการวิทยานิพนธ์ ผมกลับเลือกที่จะปฏิเสธ แค่ปรับมุมมองของเด็กก็เหนื่อยแล้ว หากผมต้องมานั่งปรับทรรศนะของอาจารย์อีกมันยากยิ่งกว่าและผมคิดว่าความรู้ความสามารถพร้อมทั้งประสพการณ์ของผมมีไม่พอ

ระบบการเรียนการสอนของตะวันตกและญี่ปุ่นเป็นระบบที่เข้มงวด นักเรียนปริญญาเอกที่จบใหม่ไม่มีสิทธิ์สอน เพราะความรู้และประสพการณ์มีไม่มากพอ เขาจะต้องไปหาประสพการณ์งานวิจัยอื่นที่ฉีกแนวออกไปที่อื่นเป็นปริญญาหลังปริญญาเอก post-doctorate นักศึกษาหลังปริญญาเอกเหล่านี้จะต้องคิดและริเริ่มงานวิจัยใหม่ บริหารการวิจัยและอาจมีนิสิตปริญญาเอก (Ph.D. candidate) มาร่วมทีมวิจัยด้วยภายใต้การควบคุมของศาสตราจารย์ประจำ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศจะไม่ให้ดอกเตอร์จบใหม่สอนหนังสือ เขาจะทำวิจัย เป็นหลักและเป็นผู้ช่วยสอน กว่าจะสอนได้ต้องมีประสพการณ์เป็นสิบปี ในช่วงเวลาสิบปีมีผลงานวิจัยตีพิมพ์กันมากกว่า 20 ฉบับและกว่าครึ่งมีชื่อเป็นผู้วิจัยหลัก วิชาพื้นฐานเบื้องต้นมักเป็นระดับศาสตราจารย์ หรือไม่ก็เป็นอาจารย์ผู้ใหญ่รับผิดชอบ ผิดกับในเมืองไทยที่ให้อาจารย์เด็กๆมาสอนวิชาพื้นฐาน คนที่มุมมองแคบ ขาดประสพการณ์ แต่กลับมาทำงานใหญ่ ปูพื้นฐานให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ในภาควิชาหนึ่งๆอาจมีศาสตราจารย์ 2-3 คนได้ แต่จะต้องเชี่ยวชาญในแขนงวิชาที่ต่างกัน ไม่มีการอุปโลกน์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ไม่มีรองศาสตราจารย์ ในรัฐบาลที่ผ่านมา ระบบการศึกษาของไทยที่มุ่งขยายให้ครอบคลุมคนทุกระดับ มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นและเอาดอกเตอร์จบใหม่เข้ามาเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตร แต่ละหน่วยต่างเร่งสร้างผลงานผลิตปริญญาตรี โทและเอกออกมา เราจึงมีระบบการเรียนการสอนที่ง่อนแง่น เด็กรุ่นใหม่ที่ป้อแป้อยู่แล้วยิ่งปวกเปียกหนักเข้าไปอีก อาจารย์ของผมบอกผมว่า ความรู้ความสามารถของเด็กปริญญาตรีปัจจุบันเท่ากับเด็กมัธยมปลาย เด็กปริญญาโทเท่ากับปริญญาตรี และปริญญาเอกเท่ากับปริญญาโทเมื่อสิบปีที่แล้ว นั่นหมายความว่า การศึกษาของเราเริ่มล้มเหลวตั้งแต่คนรุ่นที่ต่ำกว่า 38 ปีลงไป ผมเทียบตัวเองกับรุ่นอาจารย์ของผม (วัดรอบตีน) ผมเห็นทั้งปัญญาและศักยภาพว่าผมเทียบอาจารย์ไม่ติด ผมยังห่างต้นแบบของผมอยู่หลายขุม ผมเป็นตัวแบบที่ถ่ายทอดและตกแต่งยังไม่สมบูรณ์ หากรุ่นผมกำลังเป็นแม่พิมพ์ให้กับรุ่นใหม่ ผมก็เห็นภาพเด็กรุ่นปัจจุบันที่บิดๆเบี้ยวๆเพิ่มขึ้นจากผมอีก และอีกไม่นานเขากำลังจะจบออกไปนี้เตรียมจะเป็นแม่พิมพ์ให้รุ่นที่กำลังเรียนปริญญาตรี ผมแอบเช็คผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ของเพื่อนผม มีผลงานทั้งหมด เก้าฉบับ สี่ฉบับเป็นผลงานที่ตีพิมพ์ตอนเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ห้าฉบับเป็นผลงานของเขาเอง ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศฉบับเดียว อีกสี่ฉบับอยู่ในความยากระดับปริญญาโท เป็นอาจารย์ประมาณ 15 ปี มีผลงานของตัวเองแท้ๆ 5 ฉบับ สี่ฉบับแรกตีพิมพ์เมื่อสิบปีที่แล้ว ฉบับสุดท้ายเมื่อปี 2001 ผมได้แต่คิดในใจ กล้าดียังไงรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานิสิตปริญญาเอก ผมคิดเพียงเท่านี้ ผมก็รู้สึกเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก

ผมถามตัวเองว่า ระบบการศึกษาของเราล้มเหลว ถ้างั้นคนที่จบมาจากต่างประเทศก็น่าจะดีกว่า ผมมองคนใกล้ตัวก่อน ผมก็ยังเห็นเขาเป็นพิมพ์ที่ยังไม่สมบูรณ์ ลองมองไปถึงคนที่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องบวก/ลบ เป็นว่าสิบปี แต่ละคนก็ไม่ต่างไปจากกันเท่าไหร่ หลายคนที่ผมรู้จักมาจากมหาวิทยาลัยท๊อปเทนของอเมริกา และท๊อปไฟว์ของอังกฤษ แม้ว่าเอเชียที่เก่งๆและเฉียบแหลมจะมีและเป็นที่ยอมรับ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ายังมีโครงการวิจัยหลายโครงการในมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่เงินทุนมีแล้ว พลอตและหัวข้อวิทยานิพนธ์มีหมดแล้ว ขอแค่หาใครก็ได้มาทดลองตามที่วางแนวไว้เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นไปตามสมมติฐานจริงๆ และคนส่วนหนึ่งได้ปริญญาเอกมาโดยวิธีดังกล่าว ในสหรัฐอเมริกาการจบปริญญาเอกถือเป็นเรื่องยากเย็น เพราะต้องเรียนและสอบผ่านภาคทฤษฎี ถึงจะได้เริ่มในส่วนที่เป็นภาคนิพนธ์ ด้วยเหตุนี้คนที่จบปริญญาเอกของอเมริกาจึงค่อนข้างจะโอ่ตามสมควร แต่สำหรับในยุโรป มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ตัดการเรียนในชั้นเรียนออกไป เพราะถือว่าความรู้ในระดับปริญญาตรีมีเพียงพอแล้ว การค้นคว้าวิจัยและทำภาคนิพนธ์เป็นการฝึกหัดการประมวลความคิด การค้นคว้าและการประยุกต์ใช้ หากเข้าไปดูภาคนิพนธ์ของบางมหาวิทยาลัยจะเห็นว่า ไม่ซับซ้อน ไม่ใช่การวิจัยในแนวลึกเห็นแล้วแทบไม่เชื่อสายตาว่าเป็นงานนิพนธ์ของนิสิตปริญญาเอกไปได้อย่างไร แต่สำหรับมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของอังกฤษนั้น ต้องยอมรับว่าการวิจัยในแนวลึกของเขานั้นไม่แพ้มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของอเมริกาเลย ทรรศนะของยุโรปถือว่าปริญญาขั้นสูงเป็นบันไดที่จะให้คนก้าวออกไปสู่ความจริง การจบปริญญาเอกไม่ใช่สิ่งสุดยอดของชีวิต แต่เป็นการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่อีกบทบาทของชีวิต ในยุโรปจึงให้เกียรติกับนักวิทยาศาตร์อาวุโสและตำแหน่งศาสตราจารย์มากกว่าคนที่มี Ph.D. ห้อยท้าย เพราะถือว่าการศึกษาของเขาเป็นบันไดให้บุคคลนั้นประสพความสำเร็จ ในแวดวงวิชาการวิทยาศาสตร์ เรามีการประชุมระดับนานาชาติในบ้านเราและต่างประเทศปีละหลายครั้ง ผมเห็นความแตกต่างลิบลับของวิสัยทัศน์และทรรศนะ เราขาดการมองที่เป็นระบบ การตั้งโจทย์วิจัยแต่ละอย่างไม่ได้ตอบปัญหาความต้องการของสังคม และไม่ได้ต่อยอดอะไรที่เรามีอยู่ เราเลยมีแต่รู้วิธีทำ มีความรู้ แต่ไม่เกิดปัญญา

หลายๆครั้งที่ผมได้ยินดอกเตอร์ตั้งคำถามในที่ประชุม ทำเอาคนที่มาจากประเทศที่เจริญแล้วงง และไม่คาดว่าจะเป็นคำถามของคนที่เรียนมามากมายอย่างนั้น หากคิดให้ดีก่อนถาม คงไม่ต้องมานั่งฟังอะไรที่น่าอเน็จอนาถใจและน่าอับอาย แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นคนถาม แต่ผมกลับหน้าชาแทบแทรกแผ่นดินเสียเอง Doctor of Philosophy หมายถึงนักปราชญ์หรือปรัชญาเมธี หมายถึงบุคคลที่มีปัญญา ปัญญาของนักปราชญ์ไม่ใช่ปัญญาที่ได้จากการเรียนหนังสือแล้วรู้มาก แต่เกิดจากการใช้สติปัญญาวิเคราะห์เปรียบเทียบ ทำให้เกิดข้อสรุปอย่างมีเหตุผล รวมไปถึงการเกิดแนวคิดและมุมมองใหม่ๆ มีคนอีกมากมายที่ผมรู้จัก ไม่ต้องได้ปริญญาเอกมาก็สามารถสำแดงความเป็นปราชญ์ให้ประจักษ์ได้ ในการให้โอวาทครั้งหนึ่งของอธิการบดีที่มหาวิทยาลัยควีนส์ แห่งเมืองเบลฟัสต์ในวันประสาทปริญญาบัตรว่า มหาวิทยาลัยไม่อาจรับประกันความสำเร็จในอนาคตของนิสิตทุกคนที่จบออกไปได้ แต่มหาวิทยาลัยมั่นใจว่าได้ฝึกฝนให้ทุกคนเกิดปัญญา wisdom เบื้องต้นให้สามารถวินิจฉัยความได้ นั่นคือความหมายของศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญาบัตรนั่นเอง

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับแบบประเมินการเปิดหลักสูตรใหม่ของภาควิชาเคมีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาคิดว่าจะเปิดหลักสูตรที่จำเพาะเจาะจงกับการศึกษาเคมีของอะไรบางอย่าง ผมพลิกดูหลักสูตรคร่าวๆก็เห็นว่ามันก็คือหลักสูตรเคมีของเดิมนั่นแหละ เพียงแต่ไปเขียนใหม่ให้มันดูแตกต่าง รายละเอียดของรายวิชา (course syllabus) ก็พยายามทำให้กลายเป็นของใหม่ ผมก็หรี่ตาแล้วหรี่ตาอีกพยายามดูให้ออกว่าเป็นของไม่เหมือนเดิม พอวิชาไหนเขียนให้แตกต่างไม่ได้ก็ระบุกว้างๆว่าเป็นหัวข้อที่เลือกมาศึกษา (selected topics) ผมอดพลิกไปดูน้ำหน้าของรายชื่อผู้บริหารหลักสูตรไม่ได้ ในหลายปีที่ผ่านมา ดอกเตอร์เต็มสถาบันการศึกษาพาเอาคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆหลงทิศ เราไปแตกภาควิชาทางสายวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ยกตัวอย่างสายเคมี เดี๋ยวนี้มีตั้งแต่ เคมีประยุกต์ เคมีอุตสหากรรม เคมีโพลิเมอร์ ปิโตรเคมี ฯลฯ ผมก็ไม่รู้จะแตกสาขาอะไรกันมากมายทั้งๆที่ท้ายสุดก็ต้องเรียนเหมือนกันหมด จะต่างกันก็เฉพาะ selected topics ไม่กี่หน่วยกิต เท่ากับหาเรื่องแยกภาควิชา เอางบเพิ่มมา สร้างห้องเรียนเพิ่ม ซื้อเครื่องมือเพิ่ม เพิ่มต้นทุนแต่ไม่เพิ่มคุณภาพของผลผลิตเป็นการสูญเปล่าจริงๆ

ผมมักได้ยินเสมอๆว่า ยิ่งเรียนสูงขึ้น เราจะยิ่งแคบลง ชำนาญเฉพาะทาง เรารู้ไม่หมดหรอก เมื่อผมแก่ตัวลง เห็นโลกกว้างขึ้น ฟังนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกคุยกัน ทุกสิ่งตรงกันข้ามกับการรับรู้ในครั้งแรก หากการเรียนที่สูงขึ้นกลับทำให้การมองโลกคับแคบลงก็เท่ากับการเรียนพาเรามุดลงใต้กะลา เรามักได้ยินเสมอๆถึงคำว่าบูรณาการ ครูอาจารย์ก็ย้ำกับลูกศิษย์เสมอถึงคำนี้ แต่ผมก็ไม่เคยพบว่าลูกศิษย์ลูกน้องจะบูรณาการอะไรให้เป็นจริงสักที จะบูรณาการได้อย่างไรในเมื่อแตกสาขาวิชาให้เด็กเรียนกันอย่างจำเพาะอย่างนั้น เมื่อห้าสิบปีที่แล้ว คณะวิทยาศาสตร์มีเพียงสาขา คณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิคซ์ ชีววิทยา พฤกษศาสตร์ ไม่ว่าจะจบสาขาไหนก็ต้องเรียนวิชาพื้นฐานของทุกสาขาก่อนในสองปีแรก คนเรียนเคมีก็ต้องรู้เรื่องชีววิทยาด้วย ไม่นั้นจะเข้าใจกระบวนการเคมีที่เกิดขึ้นในสัตว์ในพืชได้อย่างไร คนเรียนพฤกษศาสตร์ถ้าไม่รู้เรื่องเคมีจะรู้ได้อย่างไรว่าพืชหายใจอย่างไร ถ้าไม่รู้ฟิสิคซ์จะเอาอะไรมาธิบายกระบวนการที่เม็ดคลอโรฟิลในพืชดูดพลังงานแสงมาใช้สังเคราะห์น้ำตาลกลูโคสเป็นอาหารเลียงตัวเองได้อย่างไร เมื่อมีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนภายในมหาวิทยาลัยในปีหลังๆ จะพบว่าการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เช่น คณะประมง คณะเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ ต่างตัดวิชาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ออกเหลือครึ่งหนึ่งของเนื้อหาในอดีต แล้วเด็กจะเอาพื้นความรู้อะไรไปบูรณาการได้ เอาความรู้ที่ไหนไปต่อยอดทางความคิด คาร์ล ซาแกน เป็นนักฟิสิคซ์ดาราศาสตร์แห่งนาซา แต่กลับเป็นคนเขียนหนังสือเรื่อง “คอสมอส” ที่ลือลั่น ผมต้องอ่านหนังสือของเขาเพื่อให้เขาสอนเคมี-ชีวผมเรื่องจักรวาล กำเนิดของชีวิต (origin of life) รูปแบบของชีวิตที่เป็นไปได้ และอะไรอีกมากมาย ผมซาบซึ้งใจเลยว่าทำไมคนรุ่นเก่าๆถึงได้เก่งกว่ารุ่นผมนักในอายุและประสพการณ์ที่เท่ากัน รุ่นนั้นเขาไม่เข้าใจคำว่าบูรณาการหรอกครับ เสียเวลาบัญญัติศัพท์เปล่าๆ เพราะมันบูรณาการอัตโนมัติทางความคิดเลยต่างหาก คนรุ่นก่อนจึงเป็นนักปราชญ์ได้โดยไม่ต้องขวนขวายหาใบปริญญาอีกหลายๆใบมารับรองตัวเอง

เมื่อมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของภูมิภาคเชิญผมไปสอนหนังสือ วิชาที่เขาเปิดสอนเป็นวิชาที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยไหนในเมืองไทยเปิดมาก่อน ผมมีประสพการณ์ในวิชานั้นจากงานที่ผมทำมาเกือบสิบปี เมื่อผมรับปากว่าจะไปสอนให้สามปี ผมก็ต้องทำการบ้านเยอะมาก หาทฤษฎีและสมการเพื่อมาสนับสนุนประสพการณ์ของตัวเอง หากนิสิตเข้าใจทฤษฎี ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆในลักษณะที่ใกล้เคียงกันได้ หนึ่งชั่วโมงของการสอน ผมค้นคว้าอ่านหนังสือประมาณ 12 ชั่วโมง และสรุปเขียนออกมาอีก 3 ชั่วโมง ผมสอนห้าชั่วโมงเท่ากับผมต้องเตรียมการสอน 90 ชั่วโมง วันที่ผมไปสอน ผมพบว่านักศึกษานั่งตากลมฟังผมโดยไม่มีการจดโน๊ตใด ทั้งๆที่ผมให้แฮนด์เอาท์ไปล่วงหน้า นักศึกษาส่วนหนึ่งจะเอา thumb drive มาขอดูดเอาหัวข้อของผมไป ผมเห็นบางคนอัดเสียงผมไว้ ผมลองประเมินการสอนของผมดูด้วยการป้อนคำถาม ผมพบว่าเด็กจับประเด็นที่ผมพูดได้ 80% และเมื่อผมซักลงในรายละเอียดของแต่ละประเด็นและความเชื่อมโยงของประเด็นต่างๆ เด็กตอบผมได้เพียง 40% สรุปว่าเสียเวลาเปล่า งานนี้ไม่เด็กก็ผู้สอนคนใดคนหนึ่งมีปัญหาหรือมีปัญหาพร้อมๆกัน ครบสามปีแล้ว มหาวิทยาลัยขอให้ไปช่วยอีก ผมคิดไม่ตกว่าจะรับหรือปฏิเสธ เพราะคิดถึงเรื่องเก่าๆขึ้นมาทีไรผมก็ให้รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอีก

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผมเริ่มได้ยินห้างสรรพสินค้าเอาแผ่นคริสตมาสออกมาเปิด ผมเริ่มทยอยเอาแผ่นของผมมาเปิดเช่นกัน แบ่งไว้ทั้งในรถ ในบ้านและในห้องเพื่อผมจะได้มีฟังทุกที่ เมื่อวันเสาร์ ผมเอา holy wreath พวงแรกออกมาแขวนที่โคมไฟที่บันได พวงที่สองที่ประตูบ้าน และผมเฝ้ารอ ....

Labels:


Wednesday, November 15, 2006

 

น้าสดแสง



น้าสดแสงจัดเป็นญาติเกรดหนึ่ง เบอร์หนึ่งไม่ประหยัดพลังงานที่ผมมี ผมเห็นน้ามาตั้งแต่จำความได้ และคิดว่าน้าเป็นพี่น้องคลานตามออกมากับแม่ผม แต่น้าเป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆของแม่ ซึ่งไม่อาจนับ biological relationship ได้เลย น้าเป็นคนรูปร่างกระทัดรัด สาวๆจะผอมบาง สวยงามมาก เป็นผู้หญิงทันสมัย เก่งงานสังคม อาชีพหลักของน้าคือ เป็นครูภาษาจีน น้าอ่าน-พูด-เขียนได้ดีทั้งจีนกลาง แต้จิ๋ว และกวางตุ้ง

ผมจำได้ว่า เวลาที่น้ามาบ้านตอนผมเด็กๆ น้าจะใส่รองเท้าส้นเข็ม ไม่สูงนัก ผมกับพี่สาวมองดูรองเท้าส้นสูงด้วยความทึ่งเนื่องจากแม่ผมเป็นคนสูง (ผมเตี้ยกว่าแม่ด้วยซ้ำ) บ้านเราเลยไม่มีรองเท้าส้นสูง รองเท้าของน้ามีทั้งสีดำ สีขาว แล้วแต่น้าจะแต่งตัวแบบไหนมา ผมกับพี่สาวจะแย่งกันใส่รองเท้าน้าเดินก๊อกๆ ไปทั่วบ้าน บางครั้งน้าจะพาพี่ๆมาด้วย น้ามักพาพี่ชายมามากกว่า เพราะน้าก็เหมือนคนจีนทั่วไปที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ลูกของน้าทุกคนจะลงท้ายชื่อด้วยเสียงแม่ อน เช่น นพดล สุรพล นฤมล จงกล มงคล เป็นต้น เวลาที่มากันครบบ้าน พ่อก็จะตั้งกล้องแล้วก็ถ่ายรูปกัน ใช้กล้องมีเดียมฟอร์แมท พ่อผมจะล้างรูป อัดรูปเอง แล้วก็ขยายแจก รูปที่ผมเล่าๆกันอยู่นี่ก็เป็นฝีมือของพ่อ บางทีพวกเราจะเดินทางไปต่างจังหวดใกล้ๆอย่างอยุธยา ซึ่งก็ได้รูปกันกลับมาเสมอๆ บางครั้งแม่จะพาผมกับพี่สาวไปเยี่ยมน้า

บ้านน้าอยู่ลาดหญ้า เลยวงเวียนใหญ่ไปสองป้ายรถเมล์ จากบ้านตลาดพลู ผมก็นั่งรถเมล์สาย 43 ไปทอดเดียว รถเมล์จะเป็นรถที่หน้ายื่นออกมาแบบรถบันทุกรุ่นเก่า โครงภายใน พื้นรถ เพดาน หน้าต่างเป็นไม้ หน้าต่างจะเป็นบานเกล็ดไม้แบบยกขึ้น บานเกล็ดปรับไม่ได้ บ้านน้าจะอยู่ฝั่งเดียวกับโรงหนัง เราต้องเข้าซอยเล็กๆ เป็นซอยดินอัดแน่น จะมีแผ่นซีเมนต์ปูพื้นให้เดิน สองข้างทางจะเป็นรั้วไม้ บ้านน้าอยู่หลังที่สามซ้ายมือ ประตูเป็นไม้ไม่ทาสี รั้วเป็นลวดหนามปลูกต้นไม้ บ้านน้าเป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นล่างโล่งๆ มีบันไดขึ้นชั้นสองอยู่นอกบ้าน ชั้นบนมีระเบียงหันออกหน้าบ้าน ต่อมาเมื่อน้าร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าแถวสามแยกลาดหญ้า ใกล้ๆกับห้างไนติงเกล ตอนนั้นห้างเลิกกิจการที่สาขานี้ เขาแปลงเป็นโกดัง ผมก็จะไปเล่นที่ห้องแถวใหญ่ๆดังกล่าวบ้าง แต่กิจการเย็บผ้าไม่ประสพความสำเร็จ ต่อมาน้าเลยย้ายไปอยู่บ้านบางลำภู ใกล้ๆกับป้อมพระสุมรุซึ่งเป็นบ้านกงสีของตระกูลสามี ผมไปบ้านบางลำภูบ้าง แต่ไม่ถี่เท่าตอนเป็นเด็กๆ

ความที่น้าเป็นสาวสังคม น้าจะดื่มได้แต่ไม่สูบ ผิดกับคุณยายน้อยที่ไม่ค่อยดื่มแต่สูบบุหรี่จัดมาก น้าจะมาค้างที่บ้านผมบางครั้งเวลามีปัญหาครอบครัว มักไม่เกินหนึ่งหรือสองวัน ที่บ้านผมมีวิสกีสองขวด ผมจำได้เลยว่าอยู่บนหิ้งชั้นบนของบ้าน ขวดจะมีปลอกกระดาษแข็งเป็นรูปขวดสวมไว้ ผมจำไม่ได้ยี่ห้ออะไรแต่เป็น glen แบบสก็อต วันนั้นผมเห็นน้าเปิดและรินออกมาดื่มเพียวๆ พอน้าออกจากห้องผมก็เอาเก้าอี้มาปีนและเทลงแก้วดื่มดูบ้าง แม่ประมาณจากที่พร่องไปเกือบครึ่งแก้ว วิสกีจำนวนนั้นทำให้ผมหลับไม่ได้สติตลอดบ่ายจนค่ำทำเอาทั้งพ่อและแม่ผมหัวเสีย แต่ก็กลายมาเป็นโจ๊กให้หัวเราะกันจนทุกวันนี้ แล้วแม่ก็ทิ้งวิสกีทั้งสองขวดนั้นไป

น้าผมเป็นคนเจรจาไพเราะ พูดจาเนิบๆทีละคำทีละประโยค นิสัยน้าก็เนิบๆไม่เร่งไม่ร้อน แต่ตรงเวลาหรือก่อนเวลาเสมอ น้าเป็นคนใจเย็น ใจดี ใจกว้างกับทุกคนแม้แต่คนที่พูดไม่ดีด้วยหรือเอารัดเอาเปรียบ อย่างเก่งน้าก็บ่นคำนึง แล้วก็ลืมไม่ถือสา น้าไม่ใช่คนร่ำรวยแต่มีน้ำใจเหลือเฟือ เวลาน้ามาบ้านจะมีของติดไม้ติดมือมาฝากทุกคน อาหาร ขนม ผลไม้ ของใช้ เสื้อผ้า ของหลายอย่างเป็นของดีที่ถ้าเก็บไว้เองก็เสียดายไม่นำมาใช้ น้าเลยตัดใจยกมาให้เสมอๆ น้าผมเป็นคนมีฝีมือ น้าเป็นลูกคนเดียวที่ถ่ายทอดงานของผู้หญิงมาจากคุณยายน้อยได้หมดสิ้น สามารถเย็บเสื้อผ้าได้เอง น้ามีฝีมือในการทำกับข้าวเยี่ยมยอด ที่ผมติดใจที่สุดคือเปลือกส้มโอ ผมไม่เคยได้ยินหรือเห็นใครกินเปลือกส้มโอ แต่ต้มเปลือกส้มโอของน้าผมอร่อยมาก น้าจะเอาเปลือกส้มโอที่แกะทิ้งจากไหว้เจ้ามาปอกผิวนอกทิ้งเพราะขมมาก เอามาต้มเค็มกับหมูสามชั้น ปลาหมึกแห้งหั่นเป็นชิ้นๆและกุ้งแห้ง ต้มพอน้ำขลุกขลิก แล้วก็ใส่ซีอิ้วดำให้มีสีเข้ม เวลาน้าหิ้วของกินมาจากบ้านบางลำภู น้าจะใส่กระป๋องนมตราหมี กระป๋องนมที่ว่าเป็นกระป๋องอมตะ เสียดายที่กระป๋องแบบนี้ผมไม่มีเหลือแล้ว เป็นกระป๋องอลูมิเนียม ใหญ่กว่ากระป๋องนมข้นหวาน สูงประมาณคืบกว่า ด้านข้างกระป๋องเป็นลอนตรงกลาง เขาจะเอาฉลากสีๆของนมตราหมีแปะไว้ ข้างในเป็นนมผง 454 กรัม พอกินนมหมดก็แปลงมาเป็นกระป่องใส่น้ำในตู้เย็นบ้าง กระป๋องชงชาจีนบ้าง นับเป็นกระป๋องสารพัดประโยชน์ มีอยู่ครั้งนึง น้าหิ้วของกินมาหาที่บ้าน วันนั้นไม่มีใครอยู่บ้าน น้าเลยเอากระป๋องแขวนไว้หน้าบ้าน พวกเรากลับมาได้แต่สงสัยว่ากระป่องอะไร แต่ไม่มีใครเปิดดู อีกสองวันน้าผมก็กริ๊งกร๊างมาถามว่าอร่อยหรือเปล่า ทำเอาพวกเราใบ้รับประทาน และเราก็ได้ยินเสียงเอ็ดตะโร แหลมปรี๊ดดังลอยออกมาจากโทรศัพท์

แม้ว่าน้าผมจะดูเป็นคนเนิบๆอยู่บ้าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์คือเสียงของน้า ยิ่งอายุมาก เสียงน้าจะแหลมและมีความถี่สูงเพิ่มขึ้นตามลำดับ เวลาที่น้ามาหาที่บ้าน น้าผมจะเรียกชื่อผมบ้าง พี่สาวบ้าง เรียกอาแจ้ (คำเรียกพี่สาวของคนจีน) บ้าง ตั้งแต่ก่อนถึงหน้าประตูบ้านสามเมตร น้าบอกว่าเรียกก่อนจะได้รีบมาเปิดประตูเร็วๆ แดดร้อนไม่อยากยืนคอยนาน ปกติน้าไปไหนมาไหนจะมีกระเป๋าตังค์ใบเล็กๆถืออยู่ในมือ เป็นกระเป๋าแบบบิดเปิด ไม่ว่าธนบัตร เศษเหรียญ กุญแจบ้านจะเก็บลงไปให้หมด เพราะน้าขี้ลืม จะไม่พกร่ม แต่จะมีถุงผ้าไว้ซื้อกับข้าวกลับบ้าน น้าชอบซื้อขาหมูหน้าวอยบ้านผมกลับบ้าน เวลาไปเยี่ยมน้า ของที่เตรียมไปง่ายสุดสำหรับเราก็คือ ขาหมู

น้าผมมีลูก 5 คน น้าเป็นแม่บ้าน ปรนนิบัติทั้งครอบครัวตัวเองและครอบครัวสามีซึ่งเป็นครอบครัวคนจีนไหหลำ น้าเขยผมมีพี่น้องสิบคน ไม่ง่ายเลยสำหรับการเป็นสะใภ้คนโตในครอบครัวใหญ่ขนาดนั้น ผมแปลกใจว่าน้าผมทำได้อย่างไร ไม่เพียงแต่ลูกและครอบครัวสามี น้าผมยังเลี้ยงน้องคนสุดท้อง คือน้าหลี น้าหลีแก่กว่าลูกสาวคนโตเพียง 6 ปี น้าอีกคนจากไปด้วยมะแร็ง น้าผมก็เอาหลานๆมาเลี้ยงอีก 4 คน รวมถึงหลานข้างสามีอีกหนึ่งคน น้ามีลูกหลงหนึ่งคน ลูกหลงที่ว่าห่างจากพี่คนอื่นๆมากกว่าสิบปี อ่อนกว่าผมแปดปี ผมเห็นเจ้า แกะ ตั้งแต่แบเบาะไม่กี่วัน น้าก็อุ้มมาเล่นที่บ้าน น้องแกะกลายเป็นของเล่นของผมไปโดยปริยาย เดี๋ยวเล่น เดี๋ยวทะเลาะกันอยู่สิบห้าปี มาห่างกันเมื่อโตขึ้นและเขาเลือกทางเดินของเขาเอง จากเด็กซนๆกลายเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใครนอกจากคอมพิวเตอร์

เมื่อครูคนเดิมสอนผมจนสอนไม่ไหว (แปลว่าลูกศิษย์เหลือทนจริงๆแล้ว อิอิ) น้าช่วยหาครูสอนเปียโนให้ผม น้าไปทาบทามอาจารย์เฉิน แต่อาจารย์อยากให้ผมได้ครูที่ดีกว่านั้น อาจารย์เลยไปทาบทามดร.แฟรนเซสให้ เรื่องราวของอาจารย์เฉิน และ ดร.แฟรนเซส ฮัดจินส์ ผมเล่าไปแล้ว ต้องลองหาอ่านดูข้างล่างนะครับ เมื่อผมไปโบสถ์นิวโฮปใหม่ๆแถวสุรวงศ์ น้าจะเป็นคนดูแล พาผมไปทานข้าวกลางวัน เรามักไปทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวในซอยพุทธโอสถ น้าชอบสั่งเนื้อเปื่อยใส่หัวใจวัว และทุกครั้งน้องแกะจะต้องเรียกร้องอยากกิน เพพซี่ (ผมสะกดแบบที่น้องเขาร้องจะเอา) ต่อมาพี่สาวผมและแม่ก็ไปร่วมประชุมที่โบสถ์ด้วย วันที่ผมตัดสินใจรับศีล baptized ปี 1977 น้าผมดีใจมาก และในปีต่อๆมาพี่สาวผมและแม่ต่างก็ baptized กันทั้งครอบครัว


เมื่ออายุมากขึ้น น้าก็มีโรคต่างๆรุมเร้า เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เข่าโก่ง น้าจะนั่งรถไปโรงพยาบาลวชิระอาทิตย์ละสามวัน เพื่อไปหาหมอเฉพาะทาง แต่ก็ไม่ยอมหยุดที่จะมาหาที่บ้าน หลายครั้งที่น้าก้าวพลาดตกรถเมล์แต่ไม่ยอมบอกใคร และในที่สุดน้าก็หกล้มในบ้านและเส้นโลหิตในสมองแตก น้าเป้นอัมพาตเข้าๆออกๆโรงพยาบาลหลายครั้ง เมื่อผมไปเยี่ยมน้าไม่รู้สึกตัว พูดไม่ได้ ไม่ลืมตา ผมกระซิบที่ข้างหูบอกว่าผมมาเยี่ยม ผมรู้สึกได้ที่น้าบีบมือผมอย่างอ่อนแรง และเมื่อแม่ผมทักทาย น้ำตาของน้าไหลออกมา น้าจากไปเมื่อปี 2003 อายุ 77 ปี เราพี่น้องตัดสินใจว่าจะบอกแม่อย่างไรดี แม่ไม่พูดอะไรสักคำ เข้าห้องปิดไฟเงียบ เราเห็นหมอนที่มีแต่รอยเปื้อนคราบน้ำตา แม่ผมเสียเพื่อนสนิทที่เล่นกันตั้งแต่จำความได้และคบกันมาตลอด 74 ปี จะมีเพื่อนสักกี่คู่ที่คบกันยาวนานขนาดนั้น ผมอาจไม่ได้เจอน้าสดแสงอีก แต่ความทรงจำกับน้ายังสดใหม่อยู่เสมอแม้ว่าจะผ่านมานานหลายๆสิบปี ผมมีความหวังที่จะได้พบกับญาติอันดับหนึ่งของผมในฟ้าใหม่แผ่นดินใหม่ เพราะพระคัมภีร์สัญญาไว้เช่นนั้นครับ




Labels:


Sunday, November 12, 2006

 

เมื่อผมมีญาติ


เมื่อวานนี้ ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่สุรพล บอกผมว่าน้าหลีมาจากอเมริกา น้าจะมาเยี่ยมแม่ เกิดมาผมยังไม่เคยรู้ว่าผมมีน้าอีกคนชื่อหลี ถามแม่ดู แม่บอกว่ามีแต่ไม่เคยเจอกันร่วม 50 ปีแล้ว นั่นก็หมายความว่าก่อนผมเกิด เพราะน้าแต่งงานไปอยู่เมืองนอก นัดกันว่าจะมาช่วงเช้า ผมต่อรองขอเป็นบ่ายให้ผมกลับมาจากโบสถ์ก่อน เมื่อคืนผมกว่าจะได้นอนก็ตีสอง เพราะมัวแต่เคลียร์ของที่ผมทำรกไว้ แล้วก็ออกไปซื้อของมาเตรียมรับรองญาติตอนเที่ยงคืน

คุณตาผมมีน้องชายหนึ่งคน ผมไม่ทันเห็นคุณตาน้อย แม่ผมเป็นลูกสาวคนโต เป็นหลานสาวคนแรก คุณตาผมตั้งชื่อแม่ว่าสดศรี ลูกสาวของคุณตาจะมีชื่อลงท้ายด้วย “ศรี” ผมก็จะมีน้าชื่อ นวลศรี บุญศรี ส่วนทางสายคุณตาน้อยลูกสาวทุกคนจะขึ้นต้นชื่อด้วย “สด” น้าๆบ้านโน้นจะมีชื่อ สดแสง สดใส สดชื่น สดสวย ตกลงว่าน้าหลีชื่อสดสวย น้าหลีเป็นลูกคนสุดท้องห่างจากพี่สาวคนโต น้าสดแสงร่วม 20 ปี น้าสดแสงอ่อนกว่าแม่ผม 3 ปี เป็นเพื่อนเล่นนอนเตียงเดียวกันมาตั้งแต่น้ามาจากเมืองจีนตอนห้าขวบ น้าเสียไปเมื่อหลายปีก่อน ทำเอาแม่ผมสะเทือนใจมาก แม่บอกว่า น้าเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องที่สนิทกันมาก คบกันมา 72 ปี ถึงผมเป็นลูกแม่ก็ไม่อาจผ่านกาลเวลาได้นานเท่านั้น ส่วนคุณยายน้อย เป็นคนกวางตุ้ง คุณยายพูดได้แต่ภาษาอังกฤษและกวางตุ้ง คุณยายน้อยจะสวมกีเพ้ายาวสีขาว แต่งตัวงดงามตลอดเวลา ตอนเป็นเด็ก แม่จะพาผมไปเยี่ยมคุณยายน้อยเสมอๆจนผมเข้าใจว่าเป็นยายของผมจริงๆ ผมมารู้ว่ายายจริงๆของผมเป็นใครก็ตอนผมอายุ 12 ปี ผมพูดอย่างนี้ คงนึกออกนะครับว่าศึกสายเลือดในตระกูลมันรุนแรงเพียงใด เรื่องแบบนี้แม่ผมไม่เคยปริปากเล่าอะไรให้ฟังจนเมื่อผมทำงานแล้ว แม่ถึงยอมพูด แม่บอกว่าทั้งผมทั้งพี่เป็นพวกหัวแข็ง ปากไวไร้ ABS ขี้เกรงใจ (เกรงใจตัวเอง เพราะถ้าไม่พูดเดี๋ยวอกแตกตาย) ถ้าให้ลูกไปพลั้งปากอะไรนี่เกรงว่าบรรพบุรุษจะนอนตาไม่หลับ

พี่สุรพลเป็นลูกของน้าสดแสง ตอนเด็ก น้ามักพาพี่ๆและน้องมาเที่ยวที่บ้านบ่อยๆ บางทีก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน น้าสดแสงเป็นคนที่หาครูเปียโนให้ผม พาผมไปโบสถ์ ก่อนนี้ตอนบ่ายเลิกจากโบสถ์ น้าจะเอาดอกไม้มาหาแม่ผมที่บ้าน ปีนึงมี 52 สัปดาห์ น้าผมมาสัก 45 ครั้งได้มั๊ง จะไม่มาก็ตรงกับวันตรุษสารททั้งหลายที่ต้องช่วยบ้านสามีเตรียมของไหว้เจ้า เป็นเช่นนี้อยู่หลายปี จนแม่ผมยอมไปโบสถ์น้าถึงได้มาบ้านน้อยลง เมื่อพ่อผมจากไป น้าเป็นเพื่อนและเป็นญาติคนเดียวที่แม่พูดคุยด้วยได้มากที่สุด ผมรับรู้โดยพฤตินัยว่าผมไม่มีญาติอื่น ผมตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ว่า คนส่วนหนึ่งจะนับญาติกันชัดเจน เมื่อเห็นความมั่นคง มีผลประโยชน์ร่วมกัน และสุดท้ายคือเมื่อใกล้หรือเฉียดความตาย การไร้ญาตินับเป็นโชคที่ไม่ต้องมานั่งคอยทำตัวเป็นท้าวมาลีวราช (ชักไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่า ในเรื่องรามเกียรติ์) ไม่ต้องให้ใครยืมเงิน แหม เรื่องนี้สำคัญมากๆ ผมไม่ต้องเลี่ยงภาษีสังคมให้ไปได้เยอะเพราะเดี๋ยวคนนั้นแต่ง คนนี้บวช คนโน้นตาย

เมื่อบอกแม่และบอกพี่สาวผมว่า น้าหลีจะมาเยียม แม่ผมทำหน้าฉงน ส่วนพี่สาวผมปากไวหน่อยถามว่า มาทำไม ไหนๆก็เกิดจะมีญาติมาเลยต้องต้อนรับขับสู้หน่อย น้าหลีมาถึงพร้อมกับคำถาม อยากทราบเรื่องราวของบรรพบุรุษ เพราะลูกๆรบเร้าถามแล้วตอบไม่ได้ น้าเลยอยากทำ family tree กลายเป็นว่าน้าที่มีชื่อนำหน้าด้วยคำว่า “สด” ทั้งหมดไม่มีใครรู้ประวัติพ่อและแม่ของตัวเองเลยว่าเป็นใครมาจากไหน เกิดที่ไหน มีพี่น้องกี่คน งานนี้ผมก็นั่งฟังตาแป๋วเลย รุ่นทวด รุ่นตาผมภริยาหลายๆ ทั้งเมืองไทย เมืองจีน เรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อน เกือบจะเอาโน๊ตบุ๊คมาเทคโน๊ตซะแล้ว แต่นึกได้ว่า ญาติมากจะยิ่งมากความ อยู่เฉยๆดีกว่า ผมนี่เรื่องมากจัง เวลาอยากมีญาติก็ไม่มีใครอยากจะนับด้วย แต่เวลานี้ไม่อยากมีญาติ เกิดจะมีคนอยากจะมาขอนับด้วย มันยุ่งยากจริงวุ๊ย...

คุยกันเกือบสี่ชั่วโมง น้าหลีลากลับไป ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า นี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมเจอน้า ผมจัดการชักภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน เด๋วต้องไปหารูปน้า แม่ พี่ๆทั้งหลายและผมที่ถ่ายด้วยกันตอนผมเด็กๆมาแปะไว้หน่อย เพื่อบอกว่า “ผมมีญาติ”

Labels:


Saturday, November 11, 2006

 

พระดำน้ำ

นอกจากกรุงเทพแล้ว ผมต้องถือว่าเพชรบูรณ์ เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ผมไปเยือนเป็นประจำ บ่อยครั้งที่สุด แต่เมื่อมาทบทวนดูแล้ว ผมกลับให้ความสนใจความเป็นไปของบ้านเมืองน้อยกว่าที่อื่นๆที่ผมไป กว่าผมจะนึกออกก็เป็นเวลาสี่โมงครึ่ง ผมมีเวลาถึงหกโมงเย็นก่อนที่รถจะรับกลับบ้าน เวลาครึ่งค่อนชั่วโมงผมจะเก็บรูปอะไรได้ทันบ้างนะ ผมนึกถึงบ้านเก่า ริมน้ำป่าสัก นึกถึงวัดมหาธาตุ อ่างเก็บน้ำป่าแดง วัดไตรภูมิและวัดโบสถ์ชนะมาร ที่ๆใกล้ที่สุดคงเป็นวัดไตรภูมิ

วัดไตรภูมิเป็นวัดเล็กๆ อยู่ริมแม่น้ำป่าสักที่ต.ในเมือง เป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมา พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองคือ พระพุทธมหาธรรมราชาประดิษฐานอยู่ที่วัดไตรภูมิ เล่ากันเป็นตำนานว่า พระพุทธมหาธรรมราชา เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องตามแบบศิลปะลพบุรี พระมหาธรรมราชาลิไทพระราชทานให้เจ้าเมืองพืชปุระ (เพชรบูรณ์) เรือได้นำพระพุทธรูปล่องลงตามลำน้ำยม ลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อมาถึงอยุธยา เรือก็ล่องขึ้นไปตามลำน้ำป่าสักมาจอดแวะ ได้มีการอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นและสร้างวัดไตรภูมิเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระร่วง

ความเป็นมาของพระพุทธมหาธรรมราชาที่ชาวเพชรบูรณ์เล่าสืบต่อกันมาคือ ชาวบ้านได้พบพรายน้ำผุดขึ้นจากแม่น้ำป่าสักที่วังมะขาม (หน้าวัดโบสถ์ชนะมาร) และมีพระพุทธรูปลอยผุดขึ้นมา จึงได้อัญเชิญมาไว้ที่วัดไตรภูมิ พระพุทธมหาธรรมราชาอยู่ที่วัดไตรภูมิได้ครบปี ก็หายไปจากพระอุโบสถในวันสารทไทย มีผู้พบพระพุทธรูปดำผุดดำโผล่อยู่ที่วังมะขาม นับแต่นั้นเป็นต้นมา พ่อเมืองเพชรบูรณ์จะอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาจากวัดไตรภูมิไปยังหน้าวัดโบสถ์ชนะมาร เพื่อลงไปดำน้ำขึ้นลงสี่ครั้งในทุกวันสารทเดือนสิบ จนสืบทอดเป็นประเพณีอุ้มพระดำน้ำมาทุกวันนี้



พระพุทธมหาธรรมราชา เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตักเพียง 13 นิ้ว สูง 18 นิ้ว มีการสร้างองค์จำลองไว้หลายองค์ ร่ำลือกันว่าองค์จริงนั้นอยู่ในบ้านนักการเมือง เท็จจริงผมไม่ทราบได้ วัดไตรภูมิเป็นวัดเล้กๆ ปูนปั้นตกแต่งหน้าบันเป็นฝีมือช่างท้องถิ่น เป็นภาพปูนปั้นจำลองพระพุทธมหาธรรมราชา และเป็นภาพประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน

มาเพชรบูรณ์คราวนี้ไม่เย็นอย่างที่คาดหวัง อาทิตย์ยอแสงเต็มทีแล้ว ผมคงต้องกลับกระท่อมไปเก็บของ เพื่อเตรียมกลับบ้าน วันนี้ได้พาเที่ยวเพชรบูรณ์แบบเล็กๆแล้ว วันหลังจะพาไปที่อื่นอีกนะครับ





Labels:


Sunday, November 05, 2006

 

เลขที่ออก 540


คิดว่าจะมีเวลาเขียน Carmina Burana พอเอาเข้าจริงกลับไม่มีเวลา วันเสาร์ครึ่งบ่ายจนค่ำมัวแต่ไปยินดีกับน้องหวี ในงานแต่งงาน วันนี้แต่เช้าตรู่ไปนั่งให้คะแนนนักศึกษารายงานการทำแผนธุรกิจ 8 ฉบับ เล่นเอากลับมาถึงบ้านสะโหลสะเหล หมดอารมณ์เขียน หมดอารมณ์จะออกไปหาเรื่องทำวันลอยกระทง ทานข้าวเสร็จมาทำเรื่องผิดกฏหมาย ถ่ายเทข้อมูลจากแผ่นหนึ่งไปอีกแผ่นหนึ่งให้คุณลุงผู้ใจดี เรื่องราวของ Beurern เลยแปะไว้ก่อน ผมได้อ่านคำแปลละตินอีกสองฉบับแล้วยิ่งสร้างความหนักใจตัวเอง เพราะอีกสองฉบับมีการแปลที่แตกต่างออกไป บางบทมันกลายเป็นคนละเรื่องเลย แย่จังที่ผมไม่มีความรู้ละติน คนที่จะแปลได้ตรงความหมาย ไม่เพียงแต่ทราบศัพท์โบราณ ทราบไวยากรณ์ แต่ต้องทราบประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียมของชุมชนนั้นในยุคสมัยนั้นเป็นอย่างดีด้วย แล้วจะทำงัยดี คิดออกค่อยมาเขียนต่อละกัน

ผมนึกออกว่ามีภาพเด็ดอายุประมาณ 540 ปี อิอิ เมื่อ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา สมาชิกเก่าๆที่โบสถ์ New Hope เรานัดเจอกันในวาระพิเศษ แม่ผมเตรียมเนื้อเตรียมตัวจะไปด้วย แต่พอเช้าวันอาทิตย์เกิดกะเผลกขึ้นมาเพราะอากาศเปลี่ยนกระทันหัน ฝนถล่มทุกภาคก่อนหน้านั้น 1-2 วัน เมื่อเจอกันก็ต่างคนต่างพูด ไม่ค่อยมีใครฟังกัน ผมเห็นพี่ๆทั้งหลายแล้วก็สะท้อนใจว่าพวกเราแต่ละคนเหลือเวลากันน้อยลงไปเรื่อยๆ คลื่นลูกหลังกำลังไล่เข้าฝั่งมา แต่คลื่นหลายลูกขึ้นหาดไปแล้วและกำลังรอเวลาไหลกลับลงไป ในกลุ่มนี้มีสมาชิกเก่าแก่ตั้งแต่ปี ’50 หลายคนมาปี ’60 มีผมกับพี่สาวผมเป็นรุ่น ’70 รูปนี้ผมเลยเป็นน้องเล็ก (ที่แสบที่สุดอีกต่างหาก 555) เลยขอเก็บภาพนี้ไว้เป็นความทรงจำถึงวันหนึ่งเมื่อผมยังเป็นเด็ก

วันนี้เลยถือโอกาสเล่าเรื่องพี่บางคนที่ผมยังไม่เคยเล่าถึง เมื่อผมไปโบสถ์นี้ใหม่ๆ พี่สมพิศเพิ่งจะจบมัธยมจากสายปัญญา และกำลังเข้าเรียนต่อนิติศาสตร์ พี่สาวผมยังเป็นเด็กม.ปลายสตรีวิทย์อยู่ ส่วนผมก็หัวเขียงม.ต้นเด็กวัด พี่สมพิศไปเรียนโท-เอกที่ปูนา อินเดีย และก็มีจดหมายไปมาหาสู่กันในช่วงเวลานั้น พี่สมพิศมีพี่สาวคนนึงชื่อพี่สมปอง พี่น้องต่างกันราวฟ้าและดิน พี่สมพิศตัวเตี้ย พี่สมปองตัวสูง ผมยาวถึงกลางหลัง พี่สมพิศซอยผมสั้น ไว้อยู่ทรงเดียวตั้งแต่เด็กจนสูงวัย พี่สมพิสจะสวมแว่นกลม ช่างเจรจาต่ล้อต่อเถียงสมกับเป็นหมอความ ความจริงก่อนที่ผมจะมาโบสถ์ ผมก็รู้จักพี่อุษาเรียบร้อยแล้ว พี่อุษาจะใช้เวลาบ่ายวันอาทิตย์มาสอน bible story ให้ลูกหลานที่บ้านคุณปราณี บ้านคุณปราณีอยู่ถัดจากบ้านผมไป 2 หลัง พี่อุษาสมัยสาวๆเธอใช่ย่อย พี่เขาจะนุ่งกระโปรงสั้นมินิสเกิร์ตเป็นแซคเข้าชุด ทำผมทรงฟาร่า ทาเปลือกตาดำปี๋เลย แล้วก็ต้องใส่ถูงน่องกับรองเท้าส้นตึก เรื่องแต่งตัวของพี่อุษาจะโดนผมเผามาจนทุกวันนี้ พี่เขาได้แต่หัวเราะหน้าแดงเพราะเถียงไม่ทัน

พี่เจนเน็ตเป็นลูกค่อนเบลเยี่ยม กว่าที่พี่เขาจะตัดสินใจมาใช้ชีวิตคู่กับลุงโสภณก็ล่วงเข้าวัยกลางคน ผมไม่ค่อยสนิทกับพี่เจนเน็ตเพราะพี่เขาอยู่อีกโบสถ์หนึ่ง ที่ตลกคือทุกวันนี้ผมย้ายจากโบสถ์เดิมมาอยู่โบสถ์พี่เจนเน็ต ส่วนพี่เจนเน็ตก็ย้ายจากโบสถ์ที่ผมอยู่ทุกวันนี้ไปโบสถ์เดิมที่ผมอยู่ เราเลยสวนทางกัน พี่เจนเน็ตกับลุงรับอุปการะเด็กไว้คนนึง พี่เจนเน็ตกับลุงจะเรียกแม่ผมว่าพี่ ผมจะเรียกลุงโสภณตามเด้กอื่นๆในโบสถ์ว่าลุง แต่เรียกแฟนลุงว่าพี่ ส่วนลูกสาวลุงจะเรียกผมว่าพี่ คนทั้งสามรุ่นห่างกันรุ่นละ 20 ปี เวลาใครฟังพวกเราคุยกันจะรู้สึกสับสนไปหมดเพราะข้ามรุ่นกันสุดๆ พี่จันทพรเป็นช่างเสื้อ เป็นคนพูดจาโผงผาง พี่เขาแต่งตัวงดงาม รู้จักกันมาสามสิบปี หุ่นพี่เขาเปลี่ยนน้อยมาก ผมจะทึ่งทุกครั้งที่เจอ เพราะ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ของพี่เขาก็ยังชุดเดิม แต่ดูใหม่เหมือนไม่เคยตกรุ่น พี่เขากับพี่อุษาเป็นคู่กัดกัน บ้านอยู่ใกล้ๆกัน ผลัดก้นงอนผลัดกันง้อ พี่ผ่องพรรณเป็นผู้หญิงที่สวยเย็นทั้งหน้าตาและกิริยา แต่งกายงดงามสมวัย การเป็นผู้หญิงคริสเตียนคนเดียวในบ้าน เป็นทั้งแม่ ภรรยา ผู้หญิงทำงาน และคนดูแลพ่อแม่สามี พี่ผ่องพรรณเล่าให้ฟังว่า จะทำทุกอย่างให้ได้ดีพร้อมและถูกใจทุกคนไม่ง่ายเลย แต่ชีวิตที่ผ่านมาพ้นอุปสรรคต่างๆมาได้ก็เพราะยึดคำสอนในพระคัมภีร์แท้ๆ

พี่ชายก็เล่าไปแล้ว พี่สาวก็เล่าไปแล้ว วันหลังจะเล่าถึงรุ่นเดียวกันกับรุ่นน้องมั่ง แต่เมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้เลยครับ สักวัน!

Labels:


Thursday, November 02, 2006

 

CARMINA BURANA

Carmina Burana หมายถึง เพลงของ Beuren เป็นบทกวีที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 13 บทกวีเหล่านี้เพิ่งจะมาค้นพบเมื่อปี 1803 ที่วัดเบเนดิคบูเริน (Benediktbeurern) ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองมิวนิคแคว้นบาวาเรีย อย่างไรก็ตามก็มีหลักฐานบางอย่างที่อ้างถึงว่า บทกวีเหล่านี้ปรากฏที่เซคคาว (Seckau) ก่อนที่จะมาพบที่บูเริน ต้นฉบับที่พบมีกว่า 250 บท เขียนไว้เป็นภาษาเยอรมันเป็นส่วนใหญ่ ร่วมกับภาษาละตินและฝรั่งเศส และมีบางบทที่ใช้ขับร้องด้วยทำนองโบราณในสมัยดั้งเดิม สำหรับที่คัดมาอยู่ในเพลงชุดนี้เป็นภาษาละตินเกือบทั้งหมด มีเพียงสามเพลงที่เป็นภาษาเยอรมันโบราณ ในบทกวีมีทั้งเรื่องราวของศนา การเมือง จริยธรรม ประโลมโลก

Carl Orff คาร์ลอร์ฟ เกิดในมิวนิคเมื่อปี 1895 เขาศึกษาดนตรีที่ Academy of Music เขาเป็นผู้อำนวยการดนตรีในมิวนิค, แมนไฮม์ และดาร์มสตัด ในเวลาต่อมา ในปี 1919 เขาได้มีส่วนร่วมในการใช้ดนตรีเข้ากับยิมนาสติกและการเต้นรำโดยอาศัยเครื่องเคาะจังหวะ สร้างสรรค์ทำนองให้เข้ากับการเคลื่อนไหวร่างกาย


ในระหว่างปี 1930-1933 ลอร์ฟในวัยเกือบสี่สิบ ได้รับเชิญเป็นวาทยากรของวง Munich Bach Society เขาเริ่มงานประพันธ์ดนตรีร้องสำหรับ Carmina Burana ขึ้นใหม่ด้วยทำนองใหม่ตามจินตนาการของเขาเอง ผลงานชิ้นนี้เองที่ส่งให้เขาได้รับการยกย่องเป็นคีตกวี ลักษณะดนตรีของ Carmina Burana เป็นดนตรีที่เต็มไปด้วยพลัง ไม่ได้ตกแต่ง เป็นดนตรีดิบๆแท้ๆ เป็นดนตรีร่วมสมัยที่ยังไม่ทิ้งกลิ่นของยุโรปในยุคกลาง หากใครได้ฟังแล้ว ยากที่จะลืม ลอร์ฟเป็นคริสตศาสนิกชนที่เข้มแข็ง เขาใช้ "Ave formosissima" ในบทที่ 24 เป็นบทที่ยกย่องพระนางมารีย์ ลอร์ฟเสียชีวิตในปี 1982 ด้วยสิริรวม 87 ปี


คาร์ลอร์ฟ ได้เลือกบทกวีบางบทมาเรียบเรียงเป็นเพลงชุดนี้ โดยแบ่งเนื้อหาดังนี้

Fortuna Imperatrix Mundi (Fortune, Empress of the World)
1. O Fortuna (O Fortune)โชคชะตาล้วนถูกกำหนดมา เหมือนดั่งจันทราที่มีทั้งเต็มดวง ค่อยๆเว้าแหว่งจนเหลือเพียงเสี้ยวเล็กๆ ชีวิตเหมือนดั่งกงล้อที่ขับเคลื่อนไป จากที่มีกลับกลายเป็นว่างเปล่า
2. Fortune plango vulnera (I bemoan the wounds of Fortune) ขอคร่ำครวญด้วยน้ำตา ครั้งหนึ่งโชคบรรดาแต่กลับหลุดลอยไป ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองแต่เมื่อกงล้อชะตาหมุนผ่านกลับตกต่ำ

I. Primo vere (In Springtime) ฤดูใบไม้ผลิ
3. Veris leta facies (The Merry face of spring) จากฤดูหนาวที่เยียบเย็นมาสู่ฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้เริ่มผลิดอก ทุ่งหญ้ากลับคืนมา เหล่าสกุณาต่างออกมาขับขาน หญิงสาวออกมาร้องเพลง
4. Omnia sol temperat (The sun warms everything) แสงอาทิตย์ให้ความอบอุ่น เหมือนจิตใจของชายหนุ่มที่ถวิลหารัก
5. Ecce gratum (Behold the pleasant spring) นี่แนะ ใบไม้ผลินำเอาความรื่นรมย์กลับมา ดอกไวโอเลตบานเต็มท้องทุ่ง ความเศร้าโศกพลันปลาสไป หิมะละลายพร้อมกับความรักก็ผลิบานเมื่อคิมหันต์มาเยือน

Uf dem anger (On the Lawn) บนทุ่งหญ้า
6. Tanz (Dance)
7. Floret silva nobilis (The noble woods are burgeoning) ต้นไม้กำลังเติบใหญ่ต่างผลิดอกออกใบ นรักของฉันอยู่ไหน ทำไมจากฉันไปนาน
8. Chramer, gip die varwe mir (Shopkeeper, give me colour) [German] ฉันได้รูทปัดแก้มแดงไว้ยวนใจหนุ่มๆ มองดูฉันซิ ฉันจะทำให้พอใจ
9. Reie (Round dance) [German] หญิงสาวที่เริงระบำต่างหนุ่มเป็นคู่ ฉันรออยู่นานแล้วคนรักของฉันออกมาเถิด มารับริมฝีปากสีแดงกุหลาบ
10. Were diu werlt alle min (If all the world were mine)[German] ยามเมื่อราชินีแห่งอังกฤษอยู่ในอ้อมแขน ฉันคงไม่อยากได้อะไรอีก

II. In Taberna (In the Tavern) ในผับ
11. Estuans interius (Burning inside) ในใจของมานพหนุ่มร้อนรุ่มสุมทรวง ไม่มีอะไรจะมามัดไว้ได้อีกต่อไป มันวุ่นวายจนไร้ทิศทาง ขอทำตามใจปรารถนาและราคะ
12. Olim lacus colueram (Once I lived on lakes) ครั้งหนึ่งฉันเป็นหงส์อาศัยบนทะเลสาป ฉันรูปงาม แต่บัดนี้ฉันไหม้เกรียมเพราะถูกย่าง เขาพลิกฉันให้เกรียมทั่วกัน แล้วจัดฉันใส่จาน ฉันบินไม่ขึ้น ฉันกำลังถูกกิน
13. Ego sum abbas (I am the abbot) ฉันเป็นหัวหน้านักบวช ฉันอย่างทำตามใจปรารถนา ดื่ม กิน พนันขันต่อ และเปลือยเปล่า
14. In taberna quando sumus (When we are in the tavern) ในเวลาที่สนุกที่สุด เป็ฯเวลาที่เราไม่คิดถึงความมรณา บ้างก็ดื่ม บ้างก็พนัน บ้างก็เปลือยเปล่าหมดตัว ขอดื่มให้กับทุกคน ทุกฐานันดร คนหมักเหล่า นักโทษ คนไง่งม ผู้เดินทาง นักบวช ชาวเล หรือแม้แต่องค์สันตะปาปา ทุกฐานันดรดื่มเถิด ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย หรือลูกน้อง ทหารพรือพระ หนุ่มหรือสาว ผิวขาวหรือผิวดำ ดื่มเถิด

III. Cour d'amours (The Court of Love)
15. Amor volat undique (Cupid flies everywhere) กามเทพโบยบินไปทุกที่ มีแต่จิตใจของหญิงที่ไร้คู่ที่ตกอยู่ในความดำมืดของรัตติกาล
16. Dies, nox et omnia (Day,night and everything) ไม่ว่าเป็นทิวา หรือราตรี หรือสรพพสิ่งล้วนเป็นปฏิปีกษ์ต่อฉัน เสียงกระวิกกระซี้ของหญิงสาว ใบหน้าที่งดงามทำให้ใจฉันคร่ำครวญ ใจเธอช่างเย็นชาราวกับน้ำแข็ง มีแต่รอยจุมพิตเท่านั้นที่จะเยียวยาฉันได้
17. Stetit puella (A girl stood) หญิงสาวในชุดแดงก็เปรียบเหมือนกุหลาบงาม
18. Circa mea pectora (In my heart) ฉันได้แต่ทอดถอนใจในความงามของเธอ ดวงตาที่เป็นประกายเหมือนแสงสุรีย์ที่ขับไล่ความมืดมน
19. Si puer cum puellula (If a boy with a girl) เมื่อหญิงสาวอยู่เพียงลำพังกับชายหนุ่มในห้อง เป็นเวลาที่สุขที่สุด มีเพียงอ้อมกอดและริมฝีปากที่แนบแน่น
20. Veni, veni, venias (Come, come, O come) มาเถิด อย่าปล่อยให้ฉันแห้งเหี่ยว วงหน้าที่งามงด ตาที่พราวระยับ เธอแดงสดกว่ากุหลาบใดๆ ขาวกว่าลิลี่ไหนๆ น่ารักกว่าใครๆ ฉันยกย่องเธอ
21. In truitina (In balance) ร้อนแรงหรือสงบเสงี่ยม ฉันจะเลือกเป็นอะไร
22. Tempus est iocundum (This is the joyful time) นี่เป็นช่วงหฤหรรษ์ของชายหนุ่มและหญิงสาว อกฉันกำลังจะแตกออกเผาผลาญเธอด้วยรักแรก หนุ่มๆอาจข่มใจได้ในช่วงเหมันต์ แต่เมื่อใบไม้แย้มผลิออกเขาก็กลัดมัน ที่รัก มาเถิด ฉันไม่ไหวแล้ว
23. Dulcissime (Sweetest one) ยอดรัก ฉันมอบให้เธอทั้งหมดที่ฉันมี

Blanziflor et Helena (Blanziflor and Helena)
24. Ave formosissima (Hail, most beautiful one) แด่เธอผู้งดงามที่สุด ประดุจมณีโชติ แด่เธอผู้บริสุทธ์ ผู้น่าบูชา แด่ความสว่างของโลก แด่มัทนา บลังเชเฟลอและเฮเลน แด่เทวีวีนัส

Fortuna Imperatrix Mundi (Fortune, Empress of the World)
25. O Fortuna (O Fortune)

Carmina Burana เปิดการแสดงครั้งแรกที่ Frankfurt Opera House ในปี 1937 ในปี 1995 เป็นปีครบรอบ 100 ปีเกิดของคาร์ลอร์ฟ ทั่วโลกได้ร่วมฉลองวาระสำคัญนี้ด้วยการแสดงผลงานชุด Carmina Burana ประมาณว่าไม่น้อยกว่า 500 รอบ ผมปลาบปลื้มใจมากที่ในปีนั้น ผมมีส่วนในการร้องเพลงชุดนี้ด้วยในกรุงเทพฯ ครั้งนั้นผมร่วมอยู่กับวงประสานเสียงของ Bangkok Music Society (BMS) โดยมี Graham Tailor เป็นวาทยากร ได้ขับร้องกับวงของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เปียโน 2 หลัง และ percussions ผมยังประทับใจไม่รู้ลืม ผมคงใช้เวลาเขียนต่อไปอีกหลายวัน ไว้คราวต่อๆไปจะมาเล่าถึงมุมมองของผมที่มีต่อเพลงชุดนี้ ทั้งในทางสังคมและทางดนตรีนะครับ


ภาพประกอบวันนี้ มาจาก http://www.jsu.edu/news/july_dec2004/lunar-eclipse-roger.html เป็นภาพที่ถ่ายโดย Dr.Roger Sauterer มหาวิทยาลัย Jacksonville State University

ส่วนเรื่องของ Carmina Burana หาอ่านได้จากหลายเวป รวมถึงที่ http://www.classical.net/~music/comp.lst/works/orff-cb/carmlyr.html




Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?