
วันนี้ผมได้ใช้เวลาทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมาว่ามีอะไรเข้ามาในชีวิตผมบ้างในรอบปีที่ผ่านมา แน่นอนที่มีทั้งสุขและทุกข์ ผมรู้สึกลึกๆว่าสถานะต่างๆในหน้าที่การงานของผมผ่านช่วงสูงสุดไปแล้ว ผมลองชั่งน้ำหนักสิ่งที่ผมคิดว่าผมสูญเสียไปเทียบกับสิ่งที่ผมได้รับ ผมนับทีละเรื่องและผมอึ้งกับพระพรที่มีในชีวิตผมในปีนี้ ผมไม่มีวันจะนับมันได้หมด ผมยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ผมลืมไปแล้ว มีหลายเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่เพียงใดสำหรับผม แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว “ผมทุกเส้นบนศีรษะของผม พระองค์ก็นับไว้หมดแล้ว”
ปีนี้ผมได้เห็นโลกกว้างเพิ่มขึ้นอีก เดือนธันวามคมปีที่แล้ว ผมดูงานที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮ่องกง พร้อมกับเที่ยว บางคนอาจคิดว่าแค่ฮ่องกง แต่สำหรับผม ที่นั่นเป็นดินแดนแรกๆของเอเชียที่ก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ การผสมผสานของวิทยาการ ความเชื่อและวัฒนธรรมของตะวันออกพบตะวันตกเป็นไปได้อย่างกลมกลืน ในกลางปีนี้ บริษัทฯส่งผมไปดูงานที่ญี่ปุ่นหลายวัน นอกจากความรู้จากการดูงาน ผมได้ท่องเที่ยวอย่างที่ใจปรารถนา ผมไม่เคยไปญี่ปุ่นมาก่อน ผมได้โอกาสตื่นตาตื่นใจกับวิทยาการ เทคโนโลยี วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น แม้ว่าจะได้เพียงผิวเผินแต่ก็นับเป็นพระพรอย่างหนึ่งที่เข้ามาในชีวิต การไปต่างประเทศเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าผมยังมีสายป่านของอาชีพอยู่ สำหรับคนที่เป็นลูกจ้าง เขาลงทุนไว้กับผมมากที่สุดและต่อเนื่องมาสิบกว่าปีแล้ว ปราสาทเขาพระวิหารดินแดนนอกประเทศแค่เอื้อมเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก เวลาที่รอคอยสามสิบปีก็ได้สมความปรารถนา ผมมีความสุขกับทริปนั้นอย่างที่ผมคงจดจำไปอีกนาน ในรอบปีที่ผ่านมา ผมไปทำงานที่เชียงใหม่สามครั้ง ทำให้ผมได้มีโอกาสเก็บรายละเอียดสิ่งที่ผมสนใจบางอย่าง และงานยี่เป็งเป็นงานหนึ่งที่ตรงกับทริปที่ขึ้นไป เป็นยี่เป็งปุด
ปีนี้เราทั้งบ้านมีโอกาสเที่ยวด้วยกัน กินนอนด้วยกันหลายครั้ง เมื่อปลายปีที่แล้วเราขึ้นไปจากเพชรบูรณ์ผ่านภูเรือขึ้นไปนอนริมฝั่งโขงที่อ.เชียงคาน จังหวัดเลย เราได้ที่พักบนเรือเอี่ยมจุ๊น เป็นห้องสุดท้ายและเป็นห้องสำหรับสามคน โดยที่เราไม่ได้จองไปก่อน พระเจ้าให้ผมมีที่พักอย่างน่าอัศจรรย์ในช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวัน เมื่อผมกลับมาเพชรบูรณ์ในวันรุ่งขึ้น คืนนั้นผมไปกางเตนท์ที่ทุ่งแสลงหลวง ผมจำได้ว่าเป็นเวลาที่ฟ้ามืดแล้ว ในความมืดนั้นมีที่ว่างอีก 1 ที่ให้เตนท์ของผมแทรกลงไปได้พอดี เป็นการนอนเตนท์ครั้งแรกของแม่ เราตั้งเตาทำอาหารทานกันเองจากผักและหมูที่ซื้อมาจากตลาดเย็นที่หล่มเก่า คุยกันเบาๆและนับดาวกันจนดึกดื่น ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า แม่ลูกนั่งรถไปเขาใหญ่กัน ที่ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยคนและเตนท์จนเราถอดใจ เย็นนั้นผมขับรถลงจากเขาเพื่อไปหาที่พักตามรีสอร์ทข้างทาง ก่อนที่ผมจะออกไปพ้นเขตอุทยานฯ มีที่ว่างหนึ่งที่ให้เตนท์ของเราลงได้พอดีเป็นที่สุดท้าย รถที่ตามผมมาทั้งหมดขับลงจากเขาไปหาที่พักข้างล่าง พระเจ้าของผมเป็นเยโฮวาห์ยิเรห์ (พระเจ้าแห่งการจัดเตรียม) วันรุ่งขึ้น พวกเราตามรอยอารยธรรมขอมกันในแถบเมืองศรีมโหสถ ปราจีณบุรี เราออกไปไกลกันถึงตลาดโรงเกลือ ได้เครื่องไม้เวียดนามกลับมาหลายชิ้น อาหารมื้อค่ำในตลาดโต้รุ่งที่อรัญประเทศในวันนั้นเป็นเพียงอาหารจานเดียวกับหมูสะเต๊ที่เอามาแบ่งกัน แต่ความสุขที่พร้อมหน้ากันในครอบครัวทำให้ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางของทุกคนหายไปจนสิ้น ในวันลาพักผ่อนประจำปีนี้ ครอบครัวเราตกลงใจกันว่า เราจะใช้เวลาที่จังหวัดน่านเพื่อไปชมดอกภูคา โดยจะขับรถขึ้นไปตามเส้นทางอุตรดิตถ์ แพร่ น่านและกลับลงทางลำปางเพื่อแวะเยี่ยมเพื่อน พระเจ้าได้จัดเตรียมลุงน้ำชาให้ดูแลเราในเรื่องที่พัก เส้นทาง และอาหาร เรานอนฟรีที่โรงแรมภราดรโดยที่เราไม่ได้พบกับเจ้าของโรงแรม ที่พักอุทยานที่เงียบสงบและหนาวเย็นบนดอยภูคา สุกี้ที่เราช่วยกันทำช่วยชูรสให้กับครอบครัวของเรา ผมตื่นเต้นกับวัฒนธรรมของไทลื้อที่วัดหนองบัวและวัดภูมินทร์ที่ผมได้ยินคำร่ำลือมานาน เมื่อเดือนมิถุนายน เราทั้งบ้านขึ้นไปที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ฝนได้เทลงมาอย่างหนักจนเราเปียกโชกไปทั้งตัว ในท่ามกลางสายฝนแม่ผมหัวเราะและบอกว่าไม่เคยต้องเดินตากฝนอย่างนี้ ผมขอบคุณพระเจ้าในเวลาที่ทุลักทุเล พวกเรากลับหัวเราะได้อย่างมีความสุข ไม่มีใครป่วยเป็นหวัดเลยสักคนเดียวและในวันรุ่งขึ้นเราได้ใช้เวลาทั้งวันเดินชมทุ่งดอกกระเจียวและนั่งอยู่ที่หน้าผาสุดแผ่นดินชื่นชมธรรมชาติ ในอุทยานแห่งชาติป่าหินงามที่ชัยภูมิ พอถึงเดือนกรกฎาคม เรามีโอกาสขึ้นไปที่อ.ด่านซ้าย ไปดูประเพณีผีตาโขนด้วยกัน และกลับมาพักที่เขาค้อ ก่อนกลับเราไปภูทับเบิกเพื่อสัมผัสน้ำจากฟ้า เราเดินอยู่ในก้อนเมฆ และในเส้นทางวัฒนธรรมตักบาตรเทโวเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมเพิ่งจะถึงบางอ้อว่าตักบาตรเทโวเป็นอย่างไร อุทัยธานีเป็นจังหวัดที่ผมไม่เคยไปเยือนมาก่อน นับว่าปีนี้เป็นปีที่เราทั้งบ้านเที่ยวกันอย่างมิรู้เหน็ดรู้เหนื่อย มากกว่าปีไหนๆที่ผ่านมา ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับเวลาดีๆในครอบครัว การเดินทางที่ปลอดภัย สุขภาพของทุกคนที่แข็งแรงพอสำหรับการเดินทางไกลๆ และพาหนะที่ผมใช้มาสิบกว่าปีที่ไม่เคยเสียหรือหมดกำลังกลางทาง พระเจ้าประทานให้ผมและครอบครัวมีความสุขเกินความเข้าใจใดๆ เกินกว่าฐานะคนพอมีพอใช้คนหนึ่งจะพึงมี
โลกดิจิตัลทำให้การบันทึกภาพเปลี่ยนไป ในรอบปีนี้ผมมีรายจ่ายสำหรับกล้องที่เพิ่มขึ้นมาสองตัว กล้องสองตัวนี้เปิดโลกทรรศน์การถ่ายภาพของผมใหม่ ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับไซเบอร์เวิร์ลที่ทำให้ผมได้คุย ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง และที่สำคัญคือผมได้เก็บภาพหลักฐานของโลกที่พระเจ้าทรงสร้าง (มนุษย์และธรรมชาติ) และครอบครัวผมไว้ เมื่อผมเปิดสมุดภาพดูครั้งใด ผมจะเห็นการอวยพรของพระองค์ที่ให้กับครอบครัวของเราดั่งฝนที่เทลงมา ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่ผมมีรายจ่ายที่คาดไม่ถึงเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเตาอบ (32 ปี) เครื่องซักผ้า (14 ปี) ที่รับใช้บ้านเรามาอย่างซื่อสัตย์ยาวนาน แต่พระเจ้าก็อวยพรให้ผมมีงานพิเศษบางอย่างเข้ามาทำให้ผมพอมีรายได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
ผมไม่เพียงแต่มีเพื่อนบ้าน ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ผมมีวิมานในอากาศ บ้านทำให้ผมได้แสดงความคิดอย่างเสรี ได้เขียนประสพการณ์ต่างๆ ผมไม่ทราบได้ว่าจะมีกี่คนที่อ่าน แต่ผมเขียนเพื่อเตือนใจผมเองว่าพระเจ้าได้อวยพรผมอย่างไรในแต่ละช่วงของชีวิตที่ผ่านมาเพื่อผมจะไม่ลืมขอบพระคุณพระองค์ และทำให้ผมได้มีโอกาสทบทวนตัวเองถึงข้อผิดพลาด ข้อจำกัดของตัวเอง แลความสัมพันธ์ที่มีกับพระองค์
ผมขอบคุณพระเจ้าที่ให้ผมมีส่วนร่วมสอนชั้นเรียนรวีวารศึกษาสำหรับการนมัสการและการนำนมัสการ และชั้นศาสนศาสตร์เรื่องพระเยซู ทำให้ผมมีโอกาสค้นคว้า และผมได้พบของดีที่เป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในพระคำ และเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ใครไม่มีวันจะแย่งเอาไปจากผมได้
สุดท้ายผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับบทเรียนของการให้ เมื่อผมเป็นเด็กผมเรียนรู้จักแต่ขอ พระเจ้ากำลังให้ผมเรียนรู้ว่าเมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ผมควรรู้จักให้ ผมตัดสินใจรับอุปถัมภ์ช่วยการศึกษาเด็กในชนบทไว้หนึ่งคน การอุปถัมภ์น้องไว้หนึ่งคนทำให้ผมมีเวลาคิดถึงคนอื่นมากกว่าคิดถึงแต่ตัวเอง ผมกำลังวิ่งแข่งกับตัวตนที่เห็นแก่ตัวของผมเอง แม้ว่าวันนี้ผมยังห่างไกลจากเป้าหมาย แต่หวังว่าสักวันพระเจ้าจะเปลี่ยนให้ผมเป็นคน “รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง”
นับพระพร (Count your blessings) เป็นเพลงที่ผมชอบมากเพลงหนึ่ง จอห์น โอ็ตแมน จูเนียร์ เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง วันนี้..ผมไม่มีอะไรเคลือบแคลง สงสัย หรือน้อยใจ เพราะพระเจ้าทรงดูแลชีวิตผมดีเกินกว่าที่ผมควรจะได้รับ สำหรับผมแล้ว คริสเตียนเป็นอภิสิทธิ์ชนของพระองค์ และให้เรามีสิทธิพิเศษที่จะได้ขอบคุณพระองค์ การขอบพระคุณ (give thanks) จะเป็นเวลาที่เราน้ำตาไหลด้วยความเต็มตื้น วันนี้ผมจึงเอาเพลง “นับพระพร” มาทบทวนดูอีกครั้งหนึ่ง
When upon life’s billows you are tempest tossed,
When you are discouraged, thinking all is lost,
Count your many blessings, name them one by one,
And it will surprise you what the Lord hath done.
Count your blessings, name them one by one,
Count your blessings, see what God hath done!
Count your blessings, name them one by one,
And it will surprise you what the Lord hath done.
Are you ever burdened with a load of care?
Does the cross seem heavy you are called to bear?
Count your many blessings, every doubt will fly,
And you will keep singing as the days go by.
When you look at others with their lands and gold,
Think that Christ has promised you His wealth untold;
Count your many blessings. Wealth can never buy
Your reward in heaven, nor your home on high.
So, amid the conflict whether great or small,
Do not be disheartened, God is over all;
Count your many blessings, angels will attend,
Help and comfort give you to your journey’s end.
Labels: จิตวิญญาณ

Labels: นั่งเล่นคุยกัน

วันนี้ ผมกลับจากโบสถ์ด้วยความท้อแท้ การไปโบสถ์น่าจะเป็นการเติมพลังให้กับชีวิต เพียงแต่วันนี้ผมมองคนมากกว่ามองความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ผมถามตัวเองว่า ผมไม่มีสิทธิ์มองคนหรือ คนที่กำลังเป็นแม่แบบให้ผมทางฝ่ายจิตวิญญาณ ผมมีความคาดหวัง ผมคาดหวังว่าจะได้ยิน ได้เห็นอะไรที่ดีๆจากต้นแบบ แต่ผมผิดหวัง พระคัมภีร์จึงเตือนเสมอว่าให้มองที่พระเจ้า พินิจที่คำสอน อย่ามองและตั้งความหวังที่คน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน วันนี้ผมจึงพบกับความผิดหวัง และจากความผิดหวังติดๆกันหลายครั้งทำให้ผมเหนื่อยใจ ถ้าผมพูดออกมาบ้างอาจทำให้ที่อึดอัดใจดีขึ้น
สองปีก่อนผมเจอเพื่อนในงานประชุมวิชาการ เพื่อนที่เรียนปริญญาตรีมาด้วยกัน เพื่อนผมตั้งแต่จบโทก็ไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และไปได้ปริญญาเอกกลับมาจากซีกโลกใต้ จะว่าไปแล้วก็นับว่ามีชั่วโมงบินของการสอนมามากกว่าสิบห้าปี เพื่อนผมก็มาเอ่ยปากชวนผมไปเป็น external committe ของนิสิตปริญญาเอกของเธอ แล้วเราก็เริ่มคุยกัน ผมได้ทราบมาว่าเปิดหลักสูตรนี้มาแล้วหลายปี เพื่อนผมดูแลวิทยานิพนธ์จบไปแล้วหนึ่งคน อีกคนหนึ่งกำลังจะจบ เราได้พูดคุยกันเรื่องงานวิจัย พูดคุยอะไรอีกหลายอย่าง ผมได้พบความจริงที่น่าตกใจว่า เพื่อนผมไม่มี scientific concept มุมมองที่มีต่อการตั้งสมมติฐาน กระบวนการที่นำเข้าสู่การวิจัยอาศัยการลองผิดลองถูก ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและความเป็นไปได้ ถ้าแม่แบบเป็นเช่นนั้นแล้ว รุ่นลูกศิษ์ที่จบออกไปจะเป็นอย่างไร ความจริงเป็นเรื่องน่ายินดีและเป็นเกียรติที่จะเข้าไปนั่งในกรรมการวิทยานิพนธ์ ผมกลับเลือกที่จะปฏิเสธ แค่ปรับมุมมองของเด็กก็เหนื่อยแล้ว หากผมต้องมานั่งปรับทรรศนะของอาจารย์อีกมันยากยิ่งกว่าและผมคิดว่าความรู้ความสามารถพร้อมทั้งประสพการณ์ของผมมีไม่พอ
ระบบการเรียนการสอนของตะวันตกและญี่ปุ่นเป็นระบบที่เข้มงวด นักเรียนปริญญาเอกที่จบใหม่ไม่มีสิทธิ์สอน เพราะความรู้และประสพการณ์มีไม่มากพอ เขาจะต้องไปหาประสพการณ์งานวิจัยอื่นที่ฉีกแนวออกไปที่อื่นเป็นปริญญาหลังปริญญาเอก post-doctorate นักศึกษาหลังปริญญาเอกเหล่านี้จะต้องคิดและริเริ่มงานวิจัยใหม่ บริหารการวิจัยและอาจมีนิสิตปริญญาเอก (Ph.D. candidate) มาร่วมทีมวิจัยด้วยภายใต้การควบคุมของศาสตราจารย์ประจำ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศจะไม่ให้ดอกเตอร์จบใหม่สอนหนังสือ เขาจะทำวิจัย เป็นหลักและเป็นผู้ช่วยสอน กว่าจะสอนได้ต้องมีประสพการณ์เป็นสิบปี ในช่วงเวลาสิบปีมีผลงานวิจัยตีพิมพ์กันมากกว่า 20 ฉบับและกว่าครึ่งมีชื่อเป็นผู้วิจัยหลัก วิชาพื้นฐานเบื้องต้นมักเป็นระดับศาสตราจารย์ หรือไม่ก็เป็นอาจารย์ผู้ใหญ่รับผิดชอบ ผิดกับในเมืองไทยที่ให้อาจารย์เด็กๆมาสอนวิชาพื้นฐาน คนที่มุมมองแคบ ขาดประสพการณ์ แต่กลับมาทำงานใหญ่ ปูพื้นฐานให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ในภาควิชาหนึ่งๆอาจมีศาสตราจารย์ 2-3 คนได้ แต่จะต้องเชี่ยวชาญในแขนงวิชาที่ต่างกัน ไม่มีการอุปโลกน์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ไม่มีรองศาสตราจารย์ ในรัฐบาลที่ผ่านมา ระบบการศึกษาของไทยที่มุ่งขยายให้ครอบคลุมคนทุกระดับ มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นและเอาดอกเตอร์จบใหม่เข้ามาเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตร แต่ละหน่วยต่างเร่งสร้างผลงานผลิตปริญญาตรี โทและเอกออกมา เราจึงมีระบบการเรียนการสอนที่ง่อนแง่น เด็กรุ่นใหม่ที่ป้อแป้อยู่แล้วยิ่งปวกเปียกหนักเข้าไปอีก อาจารย์ของผมบอกผมว่า ความรู้ความสามารถของเด็กปริญญาตรีปัจจุบันเท่ากับเด็กมัธยมปลาย เด็กปริญญาโทเท่ากับปริญญาตรี และปริญญาเอกเท่ากับปริญญาโทเมื่อสิบปีที่แล้ว นั่นหมายความว่า การศึกษาของเราเริ่มล้มเหลวตั้งแต่คนรุ่นที่ต่ำกว่า 38 ปีลงไป ผมเทียบตัวเองกับรุ่นอาจารย์ของผม (วัดรอบตีน) ผมเห็นทั้งปัญญาและศักยภาพว่าผมเทียบอาจารย์ไม่ติด ผมยังห่างต้นแบบของผมอยู่หลายขุม ผมเป็นตัวแบบที่ถ่ายทอดและตกแต่งยังไม่สมบูรณ์ หากรุ่นผมกำลังเป็นแม่พิมพ์ให้กับรุ่นใหม่ ผมก็เห็นภาพเด็กรุ่นปัจจุบันที่บิดๆเบี้ยวๆเพิ่มขึ้นจากผมอีก และอีกไม่นานเขากำลังจะจบออกไปนี้เตรียมจะเป็นแม่พิมพ์ให้รุ่นที่กำลังเรียนปริญญาตรี ผมแอบเช็คผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ของเพื่อนผม มีผลงานทั้งหมด เก้าฉบับ สี่ฉบับเป็นผลงานที่ตีพิมพ์ตอนเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ห้าฉบับเป็นผลงานของเขาเอง ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศฉบับเดียว อีกสี่ฉบับอยู่ในความยากระดับปริญญาโท เป็นอาจารย์ประมาณ 15 ปี มีผลงานของตัวเองแท้ๆ 5 ฉบับ สี่ฉบับแรกตีพิมพ์เมื่อสิบปีที่แล้ว ฉบับสุดท้ายเมื่อปี 2001 ผมได้แต่คิดในใจ กล้าดียังไงรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานิสิตปริญญาเอก ผมคิดเพียงเท่านี้ ผมก็รู้สึกเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก
ผมถามตัวเองว่า ระบบการศึกษาของเราล้มเหลว ถ้างั้นคนที่จบมาจากต่างประเทศก็น่าจะดีกว่า ผมมองคนใกล้ตัวก่อน ผมก็ยังเห็นเขาเป็นพิมพ์ที่ยังไม่สมบูรณ์ ลองมองไปถึงคนที่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องบวก/ลบ เป็นว่าสิบปี แต่ละคนก็ไม่ต่างไปจากกันเท่าไหร่ หลายคนที่ผมรู้จักมาจากมหาวิทยาลัยท๊อปเทนของอเมริกา และท๊อปไฟว์ของอังกฤษ แม้ว่าเอเชียที่เก่งๆและเฉียบแหลมจะมีและเป็นที่ยอมรับ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ายังมีโครงการวิจัยหลายโครงการในมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่เงินทุนมีแล้ว พลอตและหัวข้อวิทยานิพนธ์มีหมดแล้ว ขอแค่หาใครก็ได้มาทดลองตามที่วางแนวไว้เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นไปตามสมมติฐานจริงๆ และคนส่วนหนึ่งได้ปริญญาเอกมาโดยวิธีดังกล่าว ในสหรัฐอเมริกาการจบปริญญาเอกถือเป็นเรื่องยากเย็น เพราะต้องเรียนและสอบผ่านภาคทฤษฎี ถึงจะได้เริ่มในส่วนที่เป็นภาคนิพนธ์ ด้วยเหตุนี้คนที่จบปริญญาเอกของอเมริกาจึงค่อนข้างจะโอ่ตามสมควร แต่สำหรับในยุโรป มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ตัดการเรียนในชั้นเรียนออกไป เพราะถือว่าความรู้ในระดับปริญญาตรีมีเพียงพอแล้ว การค้นคว้าวิจัยและทำภาคนิพนธ์เป็นการฝึกหัดการประมวลความคิด การค้นคว้าและการประยุกต์ใช้ หากเข้าไปดูภาคนิพนธ์ของบางมหาวิทยาลัยจะเห็นว่า ไม่ซับซ้อน ไม่ใช่การวิจัยในแนวลึกเห็นแล้วแทบไม่เชื่อสายตาว่าเป็นงานนิพนธ์ของนิสิตปริญญาเอกไปได้อย่างไร แต่สำหรับมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของอังกฤษนั้น ต้องยอมรับว่าการวิจัยในแนวลึกของเขานั้นไม่แพ้มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของอเมริกาเลย ทรรศนะของยุโรปถือว่าปริญญาขั้นสูงเป็นบันไดที่จะให้คนก้าวออกไปสู่ความจริง การจบปริญญาเอกไม่ใช่สิ่งสุดยอดของชีวิต แต่เป็นการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่อีกบทบาทของชีวิต ในยุโรปจึงให้เกียรติกับนักวิทยาศาตร์อาวุโสและตำแหน่งศาสตราจารย์มากกว่าคนที่มี Ph.D. ห้อยท้าย เพราะถือว่าการศึกษาของเขาเป็นบันไดให้บุคคลนั้นประสพความสำเร็จ ในแวดวงวิชาการวิทยาศาสตร์ เรามีการประชุมระดับนานาชาติในบ้านเราและต่างประเทศปีละหลายครั้ง ผมเห็นความแตกต่างลิบลับของวิสัยทัศน์และทรรศนะ เราขาดการมองที่เป็นระบบ การตั้งโจทย์วิจัยแต่ละอย่างไม่ได้ตอบปัญหาความต้องการของสังคม และไม่ได้ต่อยอดอะไรที่เรามีอยู่ เราเลยมีแต่รู้วิธีทำ มีความรู้ แต่ไม่เกิดปัญญา
หลายๆครั้งที่ผมได้ยินดอกเตอร์ตั้งคำถามในที่ประชุม ทำเอาคนที่มาจากประเทศที่เจริญแล้วงง และไม่คาดว่าจะเป็นคำถามของคนที่เรียนมามากมายอย่างนั้น หากคิดให้ดีก่อนถาม คงไม่ต้องมานั่งฟังอะไรที่น่าอเน็จอนาถใจและน่าอับอาย แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นคนถาม แต่ผมกลับหน้าชาแทบแทรกแผ่นดินเสียเอง Doctor of Philosophy หมายถึงนักปราชญ์หรือปรัชญาเมธี หมายถึงบุคคลที่มีปัญญา ปัญญาของนักปราชญ์ไม่ใช่ปัญญาที่ได้จากการเรียนหนังสือแล้วรู้มาก แต่เกิดจากการใช้สติปัญญาวิเคราะห์เปรียบเทียบ ทำให้เกิดข้อสรุปอย่างมีเหตุผล รวมไปถึงการเกิดแนวคิดและมุมมองใหม่ๆ มีคนอีกมากมายที่ผมรู้จัก ไม่ต้องได้ปริญญาเอกมาก็สามารถสำแดงความเป็นปราชญ์ให้ประจักษ์ได้ ในการให้โอวาทครั้งหนึ่งของอธิการบดีที่มหาวิทยาลัยควีนส์ แห่งเมืองเบลฟัสต์ในวันประสาทปริญญาบัตรว่า มหาวิทยาลัยไม่อาจรับประกันความสำเร็จในอนาคตของนิสิตทุกคนที่จบออกไปได้ แต่มหาวิทยาลัยมั่นใจว่าได้ฝึกฝนให้ทุกคนเกิดปัญญา wisdom เบื้องต้นให้สามารถวินิจฉัยความได้ นั่นคือความหมายของศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญาบัตรนั่นเอง
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับแบบประเมินการเปิดหลักสูตรใหม่ของภาควิชาเคมีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาคิดว่าจะเปิดหลักสูตรที่จำเพาะเจาะจงกับการศึกษาเคมีของอะไรบางอย่าง ผมพลิกดูหลักสูตรคร่าวๆก็เห็นว่ามันก็คือหลักสูตรเคมีของเดิมนั่นแหละ เพียงแต่ไปเขียนใหม่ให้มันดูแตกต่าง รายละเอียดของรายวิชา (course syllabus) ก็พยายามทำให้กลายเป็นของใหม่ ผมก็หรี่ตาแล้วหรี่ตาอีกพยายามดูให้ออกว่าเป็นของไม่เหมือนเดิม พอวิชาไหนเขียนให้แตกต่างไม่ได้ก็ระบุกว้างๆว่าเป็นหัวข้อที่เลือกมาศึกษา (selected topics) ผมอดพลิกไปดูน้ำหน้าของรายชื่อผู้บริหารหลักสูตรไม่ได้ ในหลายปีที่ผ่านมา ดอกเตอร์เต็มสถาบันการศึกษาพาเอาคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆหลงทิศ เราไปแตกภาควิชาทางสายวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ยกตัวอย่างสายเคมี เดี๋ยวนี้มีตั้งแต่ เคมีประยุกต์ เคมีอุตสหากรรม เคมีโพลิเมอร์ ปิโตรเคมี ฯลฯ ผมก็ไม่รู้จะแตกสาขาอะไรกันมากมายทั้งๆที่ท้ายสุดก็ต้องเรียนเหมือนกันหมด จะต่างกันก็เฉพาะ selected topics ไม่กี่หน่วยกิต เท่ากับหาเรื่องแยกภาควิชา เอางบเพิ่มมา สร้างห้องเรียนเพิ่ม ซื้อเครื่องมือเพิ่ม เพิ่มต้นทุนแต่ไม่เพิ่มคุณภาพของผลผลิตเป็นการสูญเปล่าจริงๆ
ผมมักได้ยินเสมอๆว่า ยิ่งเรียนสูงขึ้น เราจะยิ่งแคบลง ชำนาญเฉพาะทาง เรารู้ไม่หมดหรอก เมื่อผมแก่ตัวลง เห็นโลกกว้างขึ้น ฟังนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกคุยกัน ทุกสิ่งตรงกันข้ามกับการรับรู้ในครั้งแรก หากการเรียนที่สูงขึ้นกลับทำให้การมองโลกคับแคบลงก็เท่ากับการเรียนพาเรามุดลงใต้กะลา เรามักได้ยินเสมอๆถึงคำว่าบูรณาการ ครูอาจารย์ก็ย้ำกับลูกศิษย์เสมอถึงคำนี้ แต่ผมก็ไม่เคยพบว่าลูกศิษย์ลูกน้องจะบูรณาการอะไรให้เป็นจริงสักที จะบูรณาการได้อย่างไรในเมื่อแตกสาขาวิชาให้เด็กเรียนกันอย่างจำเพาะอย่างนั้น เมื่อห้าสิบปีที่แล้ว คณะวิทยาศาสตร์มีเพียงสาขา คณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิคซ์ ชีววิทยา พฤกษศาสตร์ ไม่ว่าจะจบสาขาไหนก็ต้องเรียนวิชาพื้นฐานของทุกสาขาก่อนในสองปีแรก คนเรียนเคมีก็ต้องรู้เรื่องชีววิทยาด้วย ไม่นั้นจะเข้าใจกระบวนการเคมีที่เกิดขึ้นในสัตว์ในพืชได้อย่างไร คนเรียนพฤกษศาสตร์ถ้าไม่รู้เรื่องเคมีจะรู้ได้อย่างไรว่าพืชหายใจอย่างไร ถ้าไม่รู้ฟิสิคซ์จะเอาอะไรมาธิบายกระบวนการที่เม็ดคลอโรฟิลในพืชดูดพลังงานแสงมาใช้สังเคราะห์น้ำตาลกลูโคสเป็นอาหารเลียงตัวเองได้อย่างไร เมื่อมีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนภายในมหาวิทยาลัยในปีหลังๆ จะพบว่าการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เช่น คณะประมง คณะเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ ต่างตัดวิชาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ออกเหลือครึ่งหนึ่งของเนื้อหาในอดีต แล้วเด็กจะเอาพื้นความรู้อะไรไปบูรณาการได้ เอาความรู้ที่ไหนไปต่อยอดทางความคิด คาร์ล ซาแกน เป็นนักฟิสิคซ์ดาราศาสตร์แห่งนาซา แต่กลับเป็นคนเขียนหนังสือเรื่อง “คอสมอส” ที่ลือลั่น ผมต้องอ่านหนังสือของเขาเพื่อให้เขาสอนเคมี-ชีวผมเรื่องจักรวาล กำเนิดของชีวิต (origin of life) รูปแบบของชีวิตที่เป็นไปได้ และอะไรอีกมากมาย ผมซาบซึ้งใจเลยว่าทำไมคนรุ่นเก่าๆถึงได้เก่งกว่ารุ่นผมนักในอายุและประสพการณ์ที่เท่ากัน รุ่นนั้นเขาไม่เข้าใจคำว่าบูรณาการหรอกครับ เสียเวลาบัญญัติศัพท์เปล่าๆ เพราะมันบูรณาการอัตโนมัติทางความคิดเลยต่างหาก คนรุ่นก่อนจึงเป็นนักปราชญ์ได้โดยไม่ต้องขวนขวายหาใบปริญญาอีกหลายๆใบมารับรองตัวเอง
เมื่อมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของภูมิภาคเชิญผมไปสอนหนังสือ วิชาที่เขาเปิดสอนเป็นวิชาที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยไหนในเมืองไทยเปิดมาก่อน ผมมีประสพการณ์ในวิชานั้นจากงานที่ผมทำมาเกือบสิบปี เมื่อผมรับปากว่าจะไปสอนให้สามปี ผมก็ต้องทำการบ้านเยอะมาก หาทฤษฎีและสมการเพื่อมาสนับสนุนประสพการณ์ของตัวเอง หากนิสิตเข้าใจทฤษฎี ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆในลักษณะที่ใกล้เคียงกันได้ หนึ่งชั่วโมงของการสอน ผมค้นคว้าอ่านหนังสือประมาณ 12 ชั่วโมง และสรุปเขียนออกมาอีก 3 ชั่วโมง ผมสอนห้าชั่วโมงเท่ากับผมต้องเตรียมการสอน 90 ชั่วโมง วันที่ผมไปสอน ผมพบว่านักศึกษานั่งตากลมฟังผมโดยไม่มีการจดโน๊ตใด ทั้งๆที่ผมให้แฮนด์เอาท์ไปล่วงหน้า นักศึกษาส่วนหนึ่งจะเอา thumb drive มาขอดูดเอาหัวข้อของผมไป ผมเห็นบางคนอัดเสียงผมไว้ ผมลองประเมินการสอนของผมดูด้วยการป้อนคำถาม ผมพบว่าเด็กจับประเด็นที่ผมพูดได้ 80% และเมื่อผมซักลงในรายละเอียดของแต่ละประเด็นและความเชื่อมโยงของประเด็นต่างๆ เด็กตอบผมได้เพียง 40% สรุปว่าเสียเวลาเปล่า งานนี้ไม่เด็กก็ผู้สอนคนใดคนหนึ่งมีปัญหาหรือมีปัญหาพร้อมๆกัน ครบสามปีแล้ว มหาวิทยาลัยขอให้ไปช่วยอีก ผมคิดไม่ตกว่าจะรับหรือปฏิเสธ เพราะคิดถึงเรื่องเก่าๆขึ้นมาทีไรผมก็ให้รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอีก
เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผมเริ่มได้ยินห้างสรรพสินค้าเอาแผ่นคริสตมาสออกมาเปิด ผมเริ่มทยอยเอาแผ่นของผมมาเปิดเช่นกัน แบ่งไว้ทั้งในรถ ในบ้านและในห้องเพื่อผมจะได้มีฟังทุกที่ เมื่อวันเสาร์ ผมเอา holy wreath พวงแรกออกมาแขวนที่โคมไฟที่บันได พวงที่สองที่ประตูบ้าน และผมเฝ้ารอ ....
Labels: นั่งเล่นคุยกัน

น้าสดแสงจัดเป็นญาติเกรดหนึ่ง เบอร์หนึ่งไม่ประหยัดพลังงานที่ผมมี ผมเห็นน้ามาตั้งแต่จำความได้ และคิดว่าน้าเป็นพี่น้องคลานตามออกมากับแม่ผม แต่น้าเป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆของแม่ ซึ่งไม่อาจนับ biological relationship ได้เลย น้าเป็นคนรูปร่างกระทัดรัด สาวๆจะผอมบาง สวยงามมาก เป็นผู้หญิงทันสมัย เก่งงานสังคม อาชีพหลักของน้าคือ เป็นครูภาษาจีน น้าอ่าน-พูด-เขียนได้ดีทั้งจีนกลาง แต้จิ๋ว และกวางตุ้ง
ผมจำได้ว่า เวลาที่น้ามาบ้านตอนผมเด็กๆ น้าจะใส่รองเท้าส้นเข็ม ไม่สูงนัก ผมกับพี่สาวมองดูรองเท้าส้นสูงด้วยความทึ่งเนื่องจากแม่ผมเป็นคนสูง (ผมเตี้ยกว่าแม่ด้วยซ้ำ) บ้านเราเลยไม่มีรองเท้าส้นสูง รองเท้าของน้ามีทั้งสีดำ สีขาว แล้วแต่น้าจะแต่งตัวแบบไหนมา ผมกับพี่สาวจะแย่งกันใส่รองเท้าน้าเดินก๊อกๆ ไปทั่วบ้าน บางครั้งน้าจะพาพี่ๆมาด้วย น้ามักพาพี่ชายมามากกว่า เพราะน้าก็เหมือนคนจีนทั่วไปที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ลูกของน้าทุกคนจะลงท้ายชื่อด้วยเสียงแม่ “อน” เช่น นพดล สุรพล นฤมล จงกล มงคล เป็นต้น เวลาที่มากันครบบ้าน พ่อก็จะตั้งกล้องแล้วก็ถ่ายรูปกัน ใช้กล้องมีเดียมฟอร์แมท พ่อผมจะล้างรูป อัดรูปเอง แล้วก็ขยายแจก รูปที่ผมเล่าๆกันอยู่นี่ก็เป็นฝีมือของพ่อ บางทีพวกเราจะเดินทางไปต่างจังหวดใกล้ๆอย่างอยุธยา ซึ่งก็ได้รูปกันกลับมาเสมอๆ บางครั้งแม่จะพาผมกับพี่สาวไปเยี่ยมน้า
บ้านน้าอยู่ลาดหญ้า เลยวงเวียนใหญ่ไปสองป้ายรถเมล์ จากบ้านตลาดพลู ผมก็นั่งรถเมล์สาย 43 ไปทอดเดียว รถเมล์จะเป็นรถที่หน้ายื่นออกมาแบบรถบันทุกรุ่นเก่า โครงภายใน พื้นรถ เพดาน หน้าต่างเป็นไม้ หน้าต่างจะเป็นบานเกล็ดไม้แบบยกขึ้น บานเกล็ดปรับไม่ได้ บ้านน้าจะอยู่ฝั่งเดียวกับโรงหนัง เราต้องเข้าซอยเล็กๆ เป็นซอยดินอัดแน่น จะมีแผ่นซีเมนต์ปูพื้นให้เดิน สองข้างทางจะเป็นรั้วไม้ บ้านน้าอยู่หลังที่สามซ้ายมือ ประตูเป็นไม้ไม่ทาสี รั้วเป็นลวดหนามปลูกต้นไม้ บ้านน้าเป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นล่างโล่งๆ มีบันไดขึ้นชั้นสองอยู่นอกบ้าน ชั้นบนมีระเบียงหันออกหน้าบ้าน ต่อมาเมื่อน้าร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าแถวสามแยกลาดหญ้า ใกล้ๆกับห้างไนติงเกล ตอนนั้นห้างเลิกกิจการที่สาขานี้ เขาแปลงเป็นโกดัง ผมก็จะไปเล่นที่ห้องแถวใหญ่ๆดังกล่าวบ้าง แต่กิจการเย็บผ้าไม่ประสพความสำเร็จ ต่อมาน้าเลยย้ายไปอยู่บ้านบางลำภู ใกล้ๆกับป้อมพระสุมรุซึ่งเป็นบ้านกงสีของตระกูลสามี ผมไปบ้านบางลำภูบ้าง แต่ไม่ถี่เท่าตอนเป็นเด็กๆ
ความที่น้าเป็นสาวสังคม น้าจะดื่มได้แต่ไม่สูบ ผิดกับคุณยายน้อยที่ไม่ค่อยดื่มแต่สูบบุหรี่จัดมาก น้าจะมาค้างที่บ้านผมบางครั้งเวลามีปัญหาครอบครัว มักไม่เกินหนึ่งหรือสองวัน ที่บ้านผมมีวิสกีสองขวด ผมจำได้เลยว่าอยู่บนหิ้งชั้นบนของบ้าน ขวดจะมีปลอกกระดาษแข็งเป็นรูปขวดสวมไว้ ผมจำไม่ได้ยี่ห้ออะไรแต่เป็น glen แบบสก็อต วันนั้นผมเห็นน้าเปิดและรินออกมาดื่มเพียวๆ พอน้าออกจากห้องผมก็เอาเก้าอี้มาปีนและเทลงแก้วดื่มดูบ้าง แม่ประมาณจากที่พร่องไปเกือบครึ่งแก้ว วิสกีจำนวนนั้นทำให้ผมหลับไม่ได้สติตลอดบ่ายจนค่ำทำเอาทั้งพ่อและแม่ผมหัวเสีย แต่ก็กลายมาเป็นโจ๊กให้หัวเราะกันจนทุกวันนี้ แล้วแม่ก็ทิ้งวิสกีทั้งสองขวดนั้นไป
น้าผมเป็นคนเจรจาไพเราะ พูดจาเนิบๆทีละคำทีละประโยค นิสัยน้าก็เนิบๆไม่เร่งไม่ร้อน แต่ตรงเวลาหรือก่อนเวลาเสมอ น้าเป็นคนใจเย็น ใจดี ใจกว้างกับทุกคนแม้แต่คนที่พูดไม่ดีด้วยหรือเอารัดเอาเปรียบ อย่างเก่งน้าก็บ่นคำนึง แล้วก็ลืมไม่ถือสา น้าไม่ใช่คนร่ำรวยแต่มีน้ำใจเหลือเฟือ เวลาน้ามาบ้านจะมีของติดไม้ติดมือมาฝากทุกคน อาหาร ขนม ผลไม้ ของใช้ เสื้อผ้า ของหลายอย่างเป็นของดีที่ถ้าเก็บไว้เองก็เสียดายไม่นำมาใช้ น้าเลยตัดใจยกมาให้เสมอๆ น้าผมเป็นคนมีฝีมือ น้าเป็นลูกคนเดียวที่ถ่ายทอดงานของผู้หญิงมาจากคุณยายน้อยได้หมดสิ้น สามารถเย็บเสื้อผ้าได้เอง น้ามีฝีมือในการทำกับข้าวเยี่ยมยอด ที่ผมติดใจที่สุดคือเปลือกส้มโอ ผมไม่เคยได้ยินหรือเห็นใครกินเปลือกส้มโอ แต่ต้มเปลือกส้มโอของน้าผมอร่อยมาก น้าจะเอาเปลือกส้มโอที่แกะทิ้งจากไหว้เจ้ามาปอกผิวนอกทิ้งเพราะขมมาก เอามาต้มเค็มกับหมูสามชั้น ปลาหมึกแห้งหั่นเป็นชิ้นๆและกุ้งแห้ง ต้มพอน้ำขลุกขลิก แล้วก็ใส่ซีอิ้วดำให้มีสีเข้ม เวลาน้าหิ้วของกินมาจากบ้านบางลำภู น้าจะใส่กระป๋องนมตราหมี กระป๋องนมที่ว่าเป็นกระป๋องอมตะ เสียดายที่กระป๋องแบบนี้ผมไม่มีเหลือแล้ว เป็นกระป๋องอลูมิเนียม ใหญ่กว่ากระป๋องนมข้นหวาน สูงประมาณคืบกว่า ด้านข้างกระป๋องเป็นลอนตรงกลาง เขาจะเอาฉลากสีๆของนมตราหมีแปะไว้ ข้างในเป็นนมผง 454 กรัม พอกินนมหมดก็แปลงมาเป็นกระป่องใส่น้ำในตู้เย็นบ้าง กระป๋องชงชาจีนบ้าง นับเป็นกระป๋องสารพัดประโยชน์ มีอยู่ครั้งนึง น้าหิ้วของกินมาหาที่บ้าน วันนั้นไม่มีใครอยู่บ้าน น้าเลยเอากระป๋องแขวนไว้หน้าบ้าน พวกเรากลับมาได้แต่สงสัยว่ากระป่องอะไร แต่ไม่มีใครเปิดดู อีกสองวันน้าผมก็กริ๊งกร๊างมาถามว่าอร่อยหรือเปล่า ทำเอาพวกเราใบ้รับประทาน และเราก็ได้ยินเสียงเอ็ดตะโร แหลมปรี๊ดดังลอยออกมาจากโทรศัพท์
แม้ว่าน้าผมจะดูเป็นคนเนิบๆอยู่บ้าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์คือเสียงของน้า ยิ่งอายุมาก เสียงน้าจะแหลมและมีความถี่สูงเพิ่มขึ้นตามลำดับ เวลาที่น้ามาหาที่บ้าน น้าผมจะเรียกชื่อผมบ้าง พี่สาวบ้าง เรียกอาแจ้ (คำเรียกพี่สาวของคนจีน) บ้าง ตั้งแต่ก่อนถึงหน้าประตูบ้านสามเมตร น้าบอกว่าเรียกก่อนจะได้รีบมาเปิดประตูเร็วๆ แดดร้อนไม่อยากยืนคอยนาน ปกติน้าไปไหนมาไหนจะมีกระเป๋าตังค์ใบเล็กๆถืออยู่ในมือ เป็นกระเป๋าแบบบิดเปิด ไม่ว่าธนบัตร เศษเหรียญ กุญแจบ้านจะเก็บลงไปให้หมด เพราะน้าขี้ลืม จะไม่พกร่ม แต่จะมีถุงผ้าไว้ซื้อกับข้าวกลับบ้าน น้าชอบซื้อขาหมูหน้าวอยบ้านผมกลับบ้าน เวลาไปเยี่ยมน้า ของที่เตรียมไปง่ายสุดสำหรับเราก็คือ ขาหมู
น้าผมมีลูก 5 คน น้าเป็นแม่บ้าน ปรนนิบัติทั้งครอบครัวตัวเองและครอบครัวสามีซึ่งเป็นครอบครัวคนจีนไหหลำ น้าเขยผมมีพี่น้องสิบคน ไม่ง่ายเลยสำหรับการเป็นสะใภ้คนโตในครอบครัวใหญ่ขนาดนั้น ผมแปลกใจว่าน้าผมทำได้อย่างไร ไม่เพียงแต่ลูกและครอบครัวสามี น้าผมยังเลี้ยงน้องคนสุดท้อง คือน้าหลี น้าหลีแก่กว่าลูกสาวคนโตเพียง 6 ปี น้าอีกคนจากไปด้วยมะแร็ง น้าผมก็เอาหลานๆมาเลี้ยงอีก 4 คน รวมถึงหลานข้างสามีอีกหนึ่งคน น้ามีลูกหลงหนึ่งคน ลูกหลงที่ว่าห่างจากพี่คนอื่นๆมากกว่าสิบปี อ่อนกว่าผมแปดปี ผมเห็นเจ้า “แกะ” ตั้งแต่แบเบาะไม่กี่วัน น้าก็อุ้มมาเล่นที่บ้าน น้องแกะกลายเป็นของเล่นของผมไปโดยปริยาย เดี๋ยวเล่น เดี๋ยวทะเลาะกันอยู่สิบห้าปี มาห่างกันเมื่อโตขึ้นและเขาเลือกทางเดินของเขาเอง จากเด็กซนๆกลายเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใครนอกจากคอมพิวเตอร์
เมื่อครูคนเดิมสอนผมจนสอนไม่ไหว (แปลว่าลูกศิษย์เหลือทนจริงๆแล้ว อิอิ) น้าช่วยหาครูสอนเปียโนให้ผม น้าไปทาบทามอาจารย์เฉิน แต่อาจารย์อยากให้ผมได้ครูที่ดีกว่านั้น อาจารย์เลยไปทาบทามดร.แฟรนเซสให้ เรื่องราวของอาจารย์เฉิน และ ดร.แฟรนเซส ฮัดจินส์ ผมเล่าไปแล้ว ต้องลองหาอ่านดูข้างล่างนะครับ เมื่อผมไปโบสถ์นิวโฮปใหม่ๆแถวสุรวงศ์ น้าจะเป็นคนดูแล พาผมไปทานข้าวกลางวัน เรามักไปทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวในซอยพุทธโอสถ น้าชอบสั่งเนื้อเปื่อยใส่หัวใจวัว และทุกครั้งน้องแกะจะต้องเรียกร้องอยากกิน เพพซี่ (ผมสะกดแบบที่น้องเขาร้องจะเอา) ต่อมาพี่สาวผมและแม่ก็ไปร่วมประชุมที่โบสถ์ด้วย วันที่ผมตัดสินใจรับศีล baptized ปี 1977 น้าผมดีใจมาก และในปีต่อๆมาพี่สาวผมและแม่ต่างก็ baptized กันทั้งครอบครัว
เมื่ออายุมากขึ้น น้าก็มีโรคต่างๆรุมเร้า เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เข่าโก่ง น้าจะนั่งรถไปโรงพยาบาลวชิระอาทิตย์ละสามวัน เพื่อไปหาหมอเฉพาะทาง แต่ก็ไม่ยอมหยุดที่จะมาหาที่บ้าน หลายครั้งที่น้าก้าวพลาดตกรถเมล์แต่ไม่ยอมบอกใคร และในที่สุดน้าก็หกล้มในบ้านและเส้นโลหิตในสมองแตก น้าเป้นอัมพาตเข้าๆออกๆโรงพยาบาลหลายครั้ง เมื่อผมไปเยี่ยมน้าไม่รู้สึกตัว พูดไม่ได้ ไม่ลืมตา ผมกระซิบที่ข้างหูบอกว่าผมมาเยี่ยม ผมรู้สึกได้ที่น้าบีบมือผมอย่างอ่อนแรง และเมื่อแม่ผมทักทาย น้ำตาของน้าไหลออกมา น้าจากไปเมื่อปี
Labels: คนรู้จัก

Labels: คนรู้จัก
นอกจากกรุงเทพแล้ว ผมต้องถือว่าเพชรบูรณ์ เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ผมไปเยือนเป็นประจำ บ่อยครั้งที่สุด แต่เมื่อมาทบทวนดูแล้ว ผมกลับให้ความสนใจความเป็นไปของบ้านเมืองน้อยกว่าที่อื่นๆที่ผมไป กว่าผมจะนึกออกก็เป็นเวลาสี่โมงครึ่ง ผมมีเวลาถึงหกโมงเย็นก่อนที่รถจะรับกลับบ้าน เวลาครึ่งค่อนชั่วโมงผมจะเก็บรูปอะไรได้ทันบ้างนะ ผมนึกถึงบ้านเก่า ริมน้ำป่าสัก นึกถึงวัดมหาธาตุ อ่างเก็บน้ำป่าแดง วัดไตรภูมิและวัดโบสถ์ชนะมาร ที่ๆใกล้ที่สุดคงเป็นวัดไตรภูมิLabels: นั่งเล่นคุยกัน

Labels: คนรู้จัก
ส่วนเรื่องของ Carmina Burana หาอ่านได้จากหลายเวป รวมถึงที่ http://www.classical.net/~music/comp.lst/works/orff-cb/carmlyr.html
Labels: ดูหนังฟังเพลง
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009 July 2009 August 2009 September 2009 October 2009 November 2009