นครวัดเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก นอกจากเป็นเทวาลัยแล้ว ยังเป็นสถานที่บรรจุอัฐิของพระเจ้าสุริยวรมันที่2 ซึ่งเป็นทิศทางของชีวิตหลังความตาย เมื่อสวรรคตแล้ว พระองค์จะหลอมหลวมเป็นหนึ่งกับพระวิษณุตามความเชื่อแบบเทวราชานั่นเอง จากประตูเมืองที่กำแพงด้านหน้าทางด้านทิศตะวันตก มีทางตัดตรงเข้าสู่ปราสาทนครวัดที่อยู่ตรงใจกลางพระนคร เมืองนครวัดนี้มีขนาดย่อมกว่านครธม เพียงหนึ่งในสี่ ตัวปราสาทหินมีขนาดเพียง 332 x 258 เมตรเท่านั้น แลเหมือนปราสาทหินทั่วๆไป คือระบียงคตชั้นนอกล้อมรอบและมีโคปุระชั้นนอกสี่ทิศเป็นทางเข้าไปสู่ลาน จากลานจะต้องขึ้นพื้นยกเพื่อขึ้นสู่โคปุระชั้นกลางและในที่มีระเบียงคตรายล้อมองค์มหาปราสาท ถนนที่นำจากกำแพงเมืองเข้าสู่ระเบียงคตชั้นนอก เป็นถนนปูด้วยหินทราย มีความยาว 350 เมตร มีนาค 5 เศียรแผ่พังพานที่หัวถนนและทอดตัวยาวตลอดถนน ระหว่างทางซ้ายขวาจะมีอาคารเล็กๆเป็นบรรณาลัยหรือห้องสมุดเก็บคัมภีร์สองหลัง นอกจากนี้ที่หน้าปราสาทนครวัดยังมีบารายสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ทั้งซ้ายและขวาอีกด้วย โคปุระชั้นนอกด้านทิศตะวันตก ปรากฏเทวรูปพระวิษณุสูงเกือบจรดเพดาน 4 เมตร สลักด้วยหินทรายประทับยืน หนึ่งพักตร์แปดกร เมื่อผ่านโคปุระด้านหน้าเข้าไป จะมีทางนำไปสู่โคปุระชั้นที่สอง และเมื่อผ่านโคปุระชั้นที่สองเข้าไป ผมก็พบกับสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาของปรางค์ห้ายอดแหงนกันคอตั้งบ่าเลย ฝาหรั่งเขาเรียกว่า central mass ผมต้องตะเกียกตะกายขึ้นไปบนโคปุระชั้นที่สามให้ได้โดยการปีนบันไดสูง 11 เมตร (เทียบได้กับตึกเกือบสามชั้น) แม่เจ้า..ลำพังบันไดปกติคงไม่เท่าไหร่ แต่นี่เป็นบันไดหินทรายหน้าแคบๆ ไม่มีราวจับ ผมเลือกขึ้นทางด้านทิศตะวันตก เพราะหน้าบันไดกว้างสุดแล้ว ส่วนด้านอื่นที่ไปมองดูแล้วหวาดเสียวมาก บางด้านหน้าบันไดแคบกว่าฝ่าเท้าเสียอีกถ้าจะขึ้นก็ต้องใช้ปลายนิ้วเท้าจิกขึ้นไป เหมาะกับพวกชอบ rock climbing มากกว่า ผมใช้ร่มต่างไม้เท้ายักแย่ยักยันขึ้นไปจนได้ ขึ้นไปได้ครึ่งทางก็นึกถึงตอนลงจะทำไงดี เอาเป็นว่าขึ้นไปก่อนแล้วจะลงยังไงให้ไปเป็นปัญหาตอนลงก็แล้วกัน
เมื่อขึ้นไปถึงโคปุระชั้นที่สาม ผมก็หายเหนื่อยเมื่อมองไปเห็นทัศนียภาพไกลออกไป กำแพงของระเบียงคตชั้นที่สามเป็นสถานที่ขึ้นชื่อที่สุด เพราะเป็นภาพสลักนูนสูงทั้งสี่ด้านต่อกันเป็นผืนยาวถึง 500 เมตร สูง 2 เมตรจรดหลังคา พบภาพเขียนเรื่องมหาภารตะยาวตลอดแนวกำแพงด้านทิศตะวันตกไปทางทิศใต้ ส่วนที่ไปทางซ้ายมุ่งสู่ทิศเหนือเป็นเรื่องรามเกียรติ์หรือรามายาณะ (ramayana) ทางด้านทิศใต้ปรากฏภาพสำคัญคือภาพสลักของพระเจ้าสุริยวรมันที่2 ประทับบนบัลลังค์แวดล้อมด้วยข้าราชการและพราหมณ์ ถัดออกไปเป็นภาพทัพขอมประกอบด้วยช้าง ม้า และทหารจากประเทศราชซึ่งมีทหารจากสยามประเทศอยู่ด้วย ถัดออกไปเป็นภาพสลักความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรก เป็นภาพการพิพากษาของพระยม (yama) การลงโทษ ท่ามกลางเหล่านางอัปสร (apsara) ผนังด้านทิศตะวันออกเป็นภาพสลักเรื่องการกวนเกษียรสมุทร หรือทะเลน้ำนม ในการกวนเกษียรสมุทร (churning of the sea of milk) ใช้ภูเขามัณฑรคว่ำลงเป็นเสา ใช้นาควาสุกรีพันรอบเสา ยักษ์และเทวดามาร่วมกัน ฝ่ายยักษ์จับด้านหัวนาค ฝ่ายเทวดาจับด้านหางหมุนกวนน้ำนม ในงานนี้พระวิษณุต้องอวตารมาเป็นเต่าเพื่อหนุนเสาไว้ไม่ให้โลกต้องพินาศลง ฝ่ายยักษ์ที่ยุดหัวนาคไว้ถูกไฟจากพญาวาสุกรีจนไม้เกรียมดำไปทั้งตัว พูดง่ายๆคือโดนเทวดาหลอกใช้ ผลจากการกวนเกษียรสมุทรทำให้ได้น้ำอมฤต และพระนางลักษมีซึ่งต่อมาเป็นชายาของพระวิษณุ ภาพเด่นๆรอบระเบียงคตมีผู้เข้าชมมาก และก็มีมือที่ลูบกันไปทั่ว ทุกภาพจึงมันแผล็บ ส่วนภาพอื่นๆยังมีอีกเยอะ น่าเสียดายที่ไม่มีใครศึกษาและเขียนไว้ให้อ่านกัน พอไม่เป็นที่รู้จัก ทัวร์ทั้งหลายก็ไม่พาไปดูผมเลยไม่ค่อยได้เห็นอะไรนอกจากภาพไม่กี่ภาพ หากอยากชมภาพสวยๆพร้อมรายละเอียดสามารถค้นดูได้จาก หนังสือของ Claude Jacques and Michael Freeman ครั้นจะสแกนมาให้ดู ผมก็เกรงเรื่องลิขสิทธิ์สิ่งพิมพ์ มาถึงครงนี้ ผมจะให้ศัพท์บางคำที่ใช้อธิบายสิ่งปลูกสร้างไว้ หากพูดถึงระเบียงคตหรือกำแพงแก้วจะใช้คำว่า enclosure ข้างนอกสุดนับเป็นหนึ่ง ก็ไล่กันเข้าไปเป็น 1st, 2nd, ไปตามลำดับ โคปุระหรือพลับพลาที่เป็นทางผ่านทะลุกำแพงแก้วเข้าไปใช้คำว่า pavilion ถ้าพูดถึงภาพสลักนูนสูงบนกำแพงก็ต้อง gallery of bas-reliefs หนังสือส่วนใหญ่จะมีศัพทานุกรมไว้ด้านหลัง เพียงแต่บางครั้งเราต้องพอมีพื้นความรู้บ้างก็จะทำให้เดาได้ง่าย เช่น รามเกียรติ์เป็นคำที่ใช้ในภาษาไทยเท่านั้น แต่อินเดียจะเรียกเป็น “รามายาณะ” ชื่อทศกัณฐ์ก็ไม่ปรากฏเพราะอินเดียเรียกทศกัณฐ์ว่า “รวัณณา” เรื่องที่เขียนวันนี้ เลยใส่ชื่อภาษาอังกฤษไว้ด้วยเพื่อช่วยให้อ่านได้ง่ายขึ้น จากระเบียงคตชั้นใน ผมมองเห็นองค์มหาปราสาท เป็นอาคารจตุรมุขตั้งอยู่บนฐานสูง ผมเห็นช่างชาวอินเดียกำลังบุรณะปรางค์ประธาน ฝีมือการบุรณะกลับทำลายศิลปะของแท้ดั้งเดิมจนหมดสิ้น เป็นการพอกปูนลงไปยึดรอยต่อต่างๆไม่ได้ใช้การสกัดหินใหม่มาซ่อมแซมโดยรักษาลวดลายเดิมไว้ แม้ว่าฝรั่งเศสและองค์การยูเนสโกจะได้ระดมเงินมาเพื่อซ่อมแซมมากมาย แต่การอนุรักษ์กลับไม่ได้ทำตามวิธีการทางโบราณคดี เนื่องจากช่างอินเดียที่มาทำงานต่างเร่งรีบให้งานเสร็จๆไปท่ามกลางกระสุน ระเบิดและไฟสงครามนั่นเอง ที่นครวัด จะพบเห็นนางอัปสรที่สลักเป็นภาพนูนสูงอยู่ตามกำแพงระเบียงคต ข้างประตูและหน้าต่างมากมายกว่า 2,000 รูป นางอัปสรแต่ละนางแต่งกายด้วยผ้านุ่งซ้อนทับด้านหน้า เปลือยอกสวมต่างหู ประดับด้วยกำไลต้นแขน ข้อมือ ข้อเท้าและสร้อยสังวาลย์ แต่มีรายละเอียดบนเครื่องประดับ ทรงผม เทริดที่สวมศีรษะแตกต่างกันไป ในมือจะถือดอกบัวก้านยาว มีทั้งที่ยืนตรง บ้างก็ร่ายรำอย่างงดงาม หากผู้ใดยังไม่มีโอกาสมานรควัด ในประเทศไทยเราก็ยังมีปราสาทหินในยุคเดียวกับนครวัดสองแห่ง แห่งหนึ่งคือปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งสร้างขึ้นเป็นเทวสถานของพระวิษณุเช่นเดียวกับนครวัด ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นปราสาทหินย่อส่วนเมื่อเทียบแล้วมีขนาดเหมือนเมืองจำลองประมาณนั้นเอง Labels: ต้องมนต์ขอม

Labels: ต้องมนต์ขอม

ตอนบ่ายเราออกเดินทางไปนครวัด ซึ่งอยู่ทางใต้ไม่ไกลจากเมืองพระนคร นครวัดสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1650-1693) เพื่อเป็นศาสนสถานบูชาพระวิษณุ นครวัดใช้เวลามากกว่า 60 ปี นครวัดถือเป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนขอม ค้นพบโดยนางอองรี มูโอต์ ชาวฝรั่งเศสซึ่งมาศึกษาพืชพรรณไม้เมืองร้อนในปี 2403 และได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง นครวัดล้อมรอบด้วยคูเมือง 1.5 x 1.3 กม. ด้านหน้ามีสะพานข้ามคูเมืองเข้าไป กำแพงปราสาทชั้นนอกยาว 1000 เมตร กว้าง 800 เมตร ตัวปราสาทประกอบด้วยปรางค์ห้ายอด ยอดกลางเป็นยอดประธานอยู่บนยกพื้นสามชั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งศูนย์กลางของโลกและจักรวาล เป็นที่สถิตของพระวิษณุซึ่งเป็นเทพสูงสุด ส่วนปรางค์รอบสีทิศบนยกพื้นสองชั้น เปรียบได้กับขุนเขาที่ห้อมล้อมเขาพระสุเมรุเป็นที่สถิตของเหล่าทวยเทพ โดยมีคูเมืองเป็นมหาสมุทรล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ภายในกำแพงเมืองยังมีสระน้ำหรือบารายขนาดใหญ่อีกสองสระLabels: ต้องมนต์ขอม
หลังจากทานข้าวเช้ากันเสร็จ ไกด์เขมรที่พูดไทยได้ก็พาพวกเราไปที่ประตูเมืองนครธม นครธมหรือเมืองพระนครหลวง ธมแปลว่าใหญ่ แค่ยืนอยู่หน้าประตูเมืองผมก็ตื่นเต้นแล้ว พระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทอดสายตามองลงมาอย่างปราณี รอยพระโอษฐ์แย้มยิ้มเชิญให้เข้าเมือง สองข้างประตูเมืองเป็นแถวของยักษ์ยุดนาคข้างหนึ่ง และเทวดายุดนาคอีกข้างหนึ่ง พวกเราเลยแวะชักรูปกันอุตลุด สองข้างประตูเมืองเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียร ไกด์พาเดินขึ้นกำแพงเมืองให้ขึ้นไปดูด้วย เมืองพระนครนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่7 เป็นเมืองพระนครที่ย้ายมาจากยโสปุระ ยุคสมัยของพระองค์นับเป็นยุคทองของขอม หลังจากนั้นขอมก็ค่อยๆเสื่อมอำนาจลงหลังสิ้นรัชกาลของพระองค์ไม่นาน หากมองภาพถ่ายทางอากาศ จะเห็นกำแพงสิลาสูง 7 เมตร ขนาดยาวด้านละ 3 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยคูเมือง ปราสาทบายน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีถนนตัดตรงออกสู่กำแพงเมืองทั้งสี่ทิศ ใกล้กับปราสาทบายนมีลานช้าง ปราสาทพิมานอากาศ ปราสาทคลังเหนือ และคลังใต้ ลานพระเจ้าขี้เรือน และมีปราสาทอื่นๆอีก 3-4 แห่ง
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ผมตะลึงกับใบหน้าอันใหญ่โตของพระพักตร์พระโพธิสัตว์ที่อยู่บนยอดปรางค์ประธานห้ายอด ยอดปรางค์โคปุระ และปรางค์เหนือประตูต่างๆทั้งหมด 54 ปรางค์ สี่ทิศรวมเป็น 216 พักตร์ แม้ว่าจะเป็นพระพักตร์ที่แย้มยิ้ม แต่ก็ลึกลับเหมือนถูกจับจ้องในทุกฝีก้าว ผมเคยอ่านพบจากบางที่กล่าวว่า รูปพระโพธิสัตว์นี้ปั้นจากแบบพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขนาดของตัวปรางค์ประธานเป็นจตุรมุข มีส่วนกว้าง 25 เมตร และสูง 43 เมตร ยกขึ้นบนฐานสูง 3 ชั้น รอบๆปรางค์ประธานผมพบแม่ชีพยากรณ์ มีคนเข้าไปใช้บริการไม่ขาดสาย ด้านหน้าปรางค์ประธานจะมีพระพุทธรูปหินทรายห่มผ้าเหลืองไว้ให้สักการะด้วย จากปราสาทบายน ผมเดินออกไปสู่ลานช้าง เป็นยกพื้นทอดยาวเหมือนแคทวอล์ค สูงจากพื้นสามเมตร ยาว 350 เมตร สลักนูนสูงเป้นรูปช้าง ม้าและครุฑ หน้ายกพื้นเป็นลานดินกว้างเรียกว่า สนามหลวง ไว้สวนสนาม และจัดงานเฉลิมฉลอง สุดทางของลานช้าง เป็นลานพระเจ้าขี้เรือน ผนังด้านหนึ่งเป็นภาพจำหลักนูนสูงเรียงเป็นสามแถว ถวบนเป็นภาพถือพระขรรค์ อีกแถวเป็นภาพครุฑและยักษ์ และแถวที่สามเป็นภาพเทวดา พบภาพเทวรูปหินทรายนั่งชันเข่ามือเท้ากุด สันนิษฐานว่าเป็นรูปสลักของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เนื่องจากพระองค์ประชวรเป็นโรคเรื้อน ด้านหลังลานช้างคือปราสาทพิมานอากาศ น่าเสียดายที่ไม่อยู่ในโปรแกรมทัวร์ เลยไม่ได้ข้ามไปดู ส่วนอีกฝั่งของลานช้างคือโบราณสถานคลัง เป็นเหมือนห้องเก็บของ คาดว่าเป็นที่เก็บสมบัติ เหลือแต่กำแพง ส่วนข้างบนหายหมดแล้ว ผมเห็นแต่หน้าต่างลายลูกมะหวดที่เหลืออยู่ เป็นอันว่าเช้านั้นได้ใช้เวลาแบบเร่งรีบชมในเมืองพระนคร ตอนบ่ายจะออกนอกกำแพงพระนครไปชมปราสาทตาพรหม ความจริงมาแบบค้างหนึ่งคืนนี่ถือว่าน้อยเกินแต่จะเรียกร้องอะไรมากมายได้คับ บริษัทฯออกตังค์ให้ไปทำงานแล้วได้เที่ยวด้วยนี่ก็บุญโขแล้ว ยังไงผมจะต้องหาทางตะเกียกตะกายกลับไปอีกให้ได้ มาถึงตอนนี้ก็เชิญชมภาพได้ตามอัธยาศัยครับ ที่นี่ และ ที่นี่ Labels: ต้องมนต์ขอม
Labels: นั่งเล่นคุยกัน
วันนี้อย่าคิดว่าผมเอาเรื่องหมอผีเขมรมาเขียนนะครับ เรื่องแบบนั้นเก็บไว้ให้เป็นเรื่องพงศาวดารติดตัวไปตลอดชีวิตของคนบางคนดีกว่า คิดว่าจะเขียนเรื่องนครวัดมานานมากแล้ว แต่มักมีอะไรมาขัดจังหวะความคิดอยู่เรื่อยแม้ในขณะที่กำลังลงมือเขียนอยู่นี้ ใจผมก็คิดถึงอะไรต่อมิอะไรที่อยากเล่าตั้งหลายอย่าง ในช่วงปี 2001-2003 ผมเดินทางไปทำงานในกัมพูชาหลายครั้ง นอกจากจะอยู่ในกรุงพนมเปญแล้ว ผมยังได้เดินทางไปอีกหลายเมือง ได้เห็นสภาพบ้านเมืองและสังคมของกัมพูชาในขณะนั้น หนึ่งในเมืองที่ไปคือเสียมเรียบอันเป็นที่มาของเรื่องที่จะเล่านั่นเอง จากพนมเปญวันนั้นผมเดินทางแต่เช้าโดยสายการบินของกัมพูชาสู่เสียมเรียบ แปดโมงเศษๆผมก็ไปถึงและทานอาหารเช้าที่นั่น ก่อนที่จะพูดถึงเมืองพระนคร ผมคงต้องขอใช้เวลาพูดถึงยุคสมัยต่างๆของอารยธรรมเขมรก่อน โบราณสถานแต่ละแห่งที่ได้ไปเยือนมันสร้างกันคนละยุค คนละสมัย เรื่องราวต่างๆจึงมีที่มาที่ไปแตกต่างกัน ทั้งนี้ผมขอยึดเอาปีพุทธศักราชในการอ้างอิง
Labels: ต้องมนต์ขอม
Labels: ประเพณีเผ่าไท


Labels: ประเพณีเผ่าไท
ยี่เป็งเป็นงานประเพณีวันเพ็ญเดือนยี่ของชาวล้านนามานาน ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ทางจันทรคติ ซึ่งตรงกับเดือนยี่ของทางเหนือ จึงเรียกว่า ยี่เป็ง คือเป็นวันเป็ง หรือวันเพ็ญของเดือนยี่นั่นเอง ตามตำนานโยนกกล่าวว่า ในสมัยพระเจ้าจุเลราช ราวปี พ.ศ. 1490 เกิดโรคห่าระบาดในเมืองหริภุญไชย ทำให้ต้องอพยพผู้คนไปอยู่ที่มอญในหงสาวดี อยู่ที่นั่นถึงหกปี เมื่อห่าสงบลงผู้คนต่างอพยพกลับมา แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มแต่งงาน สร้างครอบครัวอยู่ที่หงสาวดีไม่กลับมาที่หริภุญไชย เมื่อกลับมาที่เมืองหริภุญไชยแล้ว ในวันขึ้น 14-15 ค่ำเดือนยี่ของทุกปี คนหริภุญไชยจะนำเครื่องสักกการะ ข้าวของเครื่องใช้ใส่ลงแพลอยน้ำไปด้วยหวังว่าจะให้ไหลไปถึงพี่น้องของตนที่หงสาวดี พิธีดังกล่าวเรียกว่า “ลอยไฟ” หรือ “ลอยโขมด” เพราะไฟที่จุดบนแพส่องสะท้อนกับท้องน้ำที่มืดมิดวับๆแวมๆเหมือนไฟกระพริบของผีโขมด นอกจากนี้ยังมีตำนานอื่นๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการลอย ได้แก่เป็นการลอยกระทงเพื่อบูชาท้าวพกาพรหม เพื่อบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์ในมหาสมุทร บ้างก็ว่าเพื่อบูชาพระอุปคุต ซึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่ที่สะดือทะเล นอกจากนี้หนังสือล้านนาหลายเล่มต่างกล่าวถึงพระเวสสันดรเสด็จมานครกัณฑ์ในคืนยี่เป็งว่า “เวสสันดรปริปุณณัง มาเถิงนครกัณฑ์ สุดช้อยหล้าเดือนยี่เป็ง พระจันทร์เพ็งเปล่งฟ้ามณฑลทั่วฟ้า สุกใสยวาดยำยวา..” ประเพณีเขาวงกต เป็นประเพณีที่รับมาจากพม่า เพื่อระลึกถึงพระเวสสันดรในชาดกที่ถูกขับออกจากเมืองไปอยู่ป่าในเขาวงกต นิยมจัดงานประเพณีนี้ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหลายๆวัดทางเหนือจะจัดร่วมไปกับงานประเพณีลอยกระทงยี่เป็ง งานประเพณีเขาวงกตที่จัดในแม่ฮ่องสอนจะมีชื่อเรียกว่า ปอยหมั่งกะป่า ทางวัดจะนำไม้ไผ่มาขัดแตะเป็นบริเวณและกั้นเป็นรั้วเพื่อกำหนดทิศทางการเดินวนในอาณาบริเวณเขาวงกต จะมีการแขวนตุงไว้ด้วย เขาวงกตบางแห่งก็โปร่งๆ บางแห่งก็ขึงผ้าสูงท่วมหัว และภายในเขาวงกต จะทำหอเพื่อบูชาเทวดา ฤษีดาบส ส่วนตรงกลางจะเป็นหอพระ สำหรับที่แม่ฮ่องสอนนิยมทำหอเป็นทรงปราสาท ผูกจากไม้ไผ่และตกแต่งด้วยกระดาษ
ทุกวันนี้ ประเพณีต่างๆของล้านนายังคงมีอยู่ให้เห็น แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างๆกันไปตามความเชื่อในแต่ละพื้นที่ น่าเสียดายที่ประเพณียังอยู่ แต่ความเข้าใจของชาวล้านนากลับลดน้อยถอยลง หนุ่มสาวที่เข้าวัดล้วนมุ่งแต่เข้าไปขอพร ขอโชคลาภ ซึ่งผิดกับพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยที่เข้าไปเตรียมงาน งานทุกชิ้นตั้งแต่เย็บผ้า ติดกระดาษเพื่อทำตุง ประกอบโคม ฉลุกระดาษ การผูกการเย็บก๋วย ทุกอย่างล้วนใช้สมาธิ ความอดทน เมื่อไม่นานมานี้ ผมเฝ้ามองคนที่เข้าไปปิดทองลูกนิมิตที่วัดแห่งหนึ่ง สุภาพสตรีท่านหนึ่งพาลูกสาววัยไม่เกินเจ็ดปีมาปิดทองลูกนิมิต ผมสะดุดตาตั้งแต่การแต่งกาย นุ่งซิ่นมิดชิด เกล้าผมมาเรียบร้อย และกิริยาท่าทางที่คุกเข่าลง บรรจงปิดทอง โดยมีลูกสาวนั่งมองตามมือแม่ ในช่วงเวลานั้นเอง มีผู้ชายอีกคน สวมเสื้อกล้าม นุ่งกางเกงขาสั้น เดินถือแผ่นทองเข้ามา ก้มตัวลงรูดแผ่นทองคำเปลวพร้อมทั้งทิ้งกระดาษหุ้มทองลงบนพื้นข้างๆลูกนิมิต แล้วก็ผละจากไป ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่เพียงไม่กี่วินาที ผมเห็นชัดเจนว่า บุญหรือความสุขใจที่ก้าวออกไปจากวัดของคนสองคนนี้ช่างผิดกันลิบลับทีเดียว ก๋วยที่แม่อุ๊ยบรรจงพับ บรรจงจีบก็เช่นกัน ถ้าเป็นเด็กสมัยนี้คงบอกว่า เสียเวลา ซื้อถังน้ำสีส้มมาเลยง่ายกว่า พระได้ใช้ด้วย ถ้ามองในแง่ประโยชน์ใช้สอยก็คงไม่ผิดอะไร แต่คนโบราณมีวิธีสอนคนในการดำเนินชีวิตและทำงานด้วยสมาธิ การใช้ความคิดได้อย่างแยบคาย การเสียสละ การทำงาน การดำรงชีวิตในสังคมร่วมกัน สังคมที่มุ่งแข่งขัน มองทุกสิ่งแบบฉาบฉวย เล็งแต่ผลประโยชน์ และขาดการทุ่มเท เป็นสังคมที่อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ มีความอ่อนแอทางเชาว์อารมณ์ มีการหย่าร้าง มีแต่คนหนีปัญหา ผมไม่แปลกใจเลยที่คนไทยทุก 12 คน จะมีหนึ่งคนที่เป็นผู้ป่วยทางจิต และผมคงไม่ถามว่าคนรู้จักรอบตัวผมมีใครที่เป็น 1 ใน 12 คนนั้น แต่ขอถามตัวเองว่า เป็นผมหรือเปล่า
ภาพงานประเพณียี่เป็ง คลิ๊กที่รูปครับ
เอกสารอ้างอิง:
http://www.lannaworld.com/believe/yeepaeng.htm
http://www.photharam.50g.com/maejai2.html
http://www.thainews70.com/news/news-culture-sanon/view.php?topic=104
Labels: ประเพณีเผ่าไท
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009 July 2009 August 2009 September 2009 October 2009 November 2009