One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Monday, October 30, 2006

 

The Great Temple

นครวัดเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก นอกจากเป็นเทวาลัยแล้ว ยังเป็นสถานที่บรรจุอัฐิของพระเจ้าสุริยวรมันที่2 ซึ่งเป็นทิศทางของชีวิตหลังความตาย เมื่อสวรรคตแล้ว พระองค์จะหลอมหลวมเป็นหนึ่งกับพระวิษณุตามความเชื่อแบบเทวราชานั่นเอง จากประตูเมืองที่กำแพงด้านหน้าทางด้านทิศตะวันตก มีทางตัดตรงเข้าสู่ปราสาทนครวัดที่อยู่ตรงใจกลางพระนคร เมืองนครวัดนี้มีขนาดย่อมกว่านครธม เพียงหนึ่งในสี่ ตัวปราสาทหินมีขนาดเพียง 332 x 258 เมตรเท่านั้น แลเหมือนปราสาทหินทั่วๆไป คือระบียงคตชั้นนอกล้อมรอบและมีโคปุระชั้นนอกสี่ทิศเป็นทางเข้าไปสู่ลาน จากลานจะต้องขึ้นพื้นยกเพื่อขึ้นสู่โคปุระชั้นกลางและในที่มีระเบียงคตรายล้อมองค์มหาปราสาท ถนนที่นำจากกำแพงเมืองเข้าสู่ระเบียงคตชั้นนอก เป็นถนนปูด้วยหินทราย มีความยาว 350 เมตร มีนาค 5 เศียรแผ่พังพานที่หัวถนนและทอดตัวยาวตลอดถนน ระหว่างทางซ้ายขวาจะมีอาคารเล็กๆเป็นบรรณาลัยหรือห้องสมุดเก็บคัมภีร์สองหลัง นอกจากนี้ที่หน้าปราสาทนครวัดยังมีบารายสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ทั้งซ้ายและขวาอีกด้วย โคปุระชั้นนอกด้านทิศตะวันตก ปรากฏเทวรูปพระวิษณุสูงเกือบจรดเพดาน 4 เมตร สลักด้วยหินทรายประทับยืน หนึ่งพักตร์แปดกร เมื่อผ่านโคปุระด้านหน้าเข้าไป จะมีทางนำไปสู่โคปุระชั้นที่สอง และเมื่อผ่านโคปุระชั้นที่สองเข้าไป ผมก็พบกับสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาของปรางค์ห้ายอดแหงนกันคอตั้งบ่าเลย ฝาหรั่งเขาเรียกว่า central mass ผมต้องตะเกียกตะกายขึ้นไปบนโคปุระชั้นที่สามให้ได้โดยการปีนบันไดสูง 11 เมตร (เทียบได้กับตึกเกือบสามชั้น) แม่เจ้า..ลำพังบันไดปกติคงไม่เท่าไหร่ แต่นี่เป็นบันไดหินทรายหน้าแคบๆ ไม่มีราวจับ ผมเลือกขึ้นทางด้านทิศตะวันตก เพราะหน้าบันไดกว้างสุดแล้ว ส่วนด้านอื่นที่ไปมองดูแล้วหวาดเสียวมาก บางด้านหน้าบันไดแคบกว่าฝ่าเท้าเสียอีกถ้าจะขึ้นก็ต้องใช้ปลายนิ้วเท้าจิกขึ้นไป เหมาะกับพวกชอบ rock climbing มากกว่า ผมใช้ร่มต่างไม้เท้ายักแย่ยักยันขึ้นไปจนได้ ขึ้นไปได้ครึ่งทางก็นึกถึงตอนลงจะทำไงดี เอาเป็นว่าขึ้นไปก่อนแล้วจะลงยังไงให้ไปเป็นปัญหาตอนลงก็แล้วกัน


เมื่อขึ้นไปถึงโคปุระชั้นที่สาม ผมก็หายเหนื่อยเมื่อมองไปเห็นทัศนียภาพไกลออกไป กำแพงของระเบียงคตชั้นที่สามเป็นสถานที่ขึ้นชื่อที่สุด เพราะเป็นภาพสลักนูนสูงทั้งสี่ด้านต่อกันเป็นผืนยาวถึง 500 เมตร สูง 2 เมตรจรดหลังคา พบภาพเขียนเรื่องมหาภารตะยาวตลอดแนวกำแพงด้านทิศตะวันตกไปทางทิศใต้ ส่วนที่ไปทางซ้ายมุ่งสู่ทิศเหนือเป็นเรื่องรามเกียรติ์หรือรามายาณะ (ramayana) ทางด้านทิศใต้ปรากฏภาพสำคัญคือภาพสลักของพระเจ้าสุริยวรมันที่2 ประทับบนบัลลังค์แวดล้อมด้วยข้าราชการและพราหมณ์ ถัดออกไปเป็นภาพทัพขอมประกอบด้วยช้าง ม้า และทหารจากประเทศราชซึ่งมีทหารจากสยามประเทศอยู่ด้วย ถัดออกไปเป็นภาพสลักความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรก เป็นภาพการพิพากษาของพระยม (yama) การลงโทษ ท่ามกลางเหล่านางอัปสร (apsara) ผนังด้านทิศตะวันออกเป็นภาพสลักเรื่องการกวนเกษียรสมุทร หรือทะเลน้ำนม ในการกวนเกษียรสมุทร (churning of the sea of milk) ใช้ภูเขามัณฑรคว่ำลงเป็นเสา ใช้นาควาสุกรีพันรอบเสา ยักษ์และเทวดามาร่วมกัน ฝ่ายยักษ์จับด้านหัวนาค ฝ่ายเทวดาจับด้านหางหมุนกวนน้ำนม ในงานนี้พระวิษณุต้องอวตารมาเป็นเต่าเพื่อหนุนเสาไว้ไม่ให้โลกต้องพินาศลง ฝ่ายยักษ์ที่ยุดหัวนาคไว้ถูกไฟจากพญาวาสุกรีจนไม้เกรียมดำไปทั้งตัว พูดง่ายๆคือโดนเทวดาหลอกใช้ ผลจากการกวนเกษียรสมุทรทำให้ได้น้ำอมฤต และพระนางลักษมีซึ่งต่อมาเป็นชายาของพระวิษณุ ภาพเด่นๆรอบระเบียงคตมีผู้เข้าชมมาก และก็มีมือที่ลูบกันไปทั่ว ทุกภาพจึงมันแผล็บ ส่วนภาพอื่นๆยังมีอีกเยอะ น่าเสียดายที่ไม่มีใครศึกษาและเขียนไว้ให้อ่านกัน พอไม่เป็นที่รู้จัก ทัวร์ทั้งหลายก็ไม่พาไปดูผมเลยไม่ค่อยได้เห็นอะไรนอกจากภาพไม่กี่ภาพ หากอยากชมภาพสวยๆพร้อมรายละเอียดสามารถค้นดูได้จาก หนังสือของ Claude Jacques and Michael Freeman ครั้นจะสแกนมาให้ดู ผมก็เกรงเรื่องลิขสิทธิ์สิ่งพิมพ์ มาถึงครงนี้ ผมจะให้ศัพท์บางคำที่ใช้อธิบายสิ่งปลูกสร้างไว้ หากพูดถึงระเบียงคตหรือกำแพงแก้วจะใช้คำว่า enclosure ข้างนอกสุดนับเป็นหนึ่ง ก็ไล่กันเข้าไปเป็น 1st, 2nd, ไปตามลำดับ โคปุระหรือพลับพลาที่เป็นทางผ่านทะลุกำแพงแก้วเข้าไปใช้คำว่า pavilion ถ้าพูดถึงภาพสลักนูนสูงบนกำแพงก็ต้อง gallery of bas-reliefs หนังสือส่วนใหญ่จะมีศัพทานุกรมไว้ด้านหลัง เพียงแต่บางครั้งเราต้องพอมีพื้นความรู้บ้างก็จะทำให้เดาได้ง่าย เช่น รามเกียรติ์เป็นคำที่ใช้ในภาษาไทยเท่านั้น แต่อินเดียจะเรียกเป็น “รามายาณะ” ชื่อทศกัณฐ์ก็ไม่ปรากฏเพราะอินเดียเรียกทศกัณฐ์ว่า “รวัณณา” เรื่องที่เขียนวันนี้ เลยใส่ชื่อภาษาอังกฤษไว้ด้วยเพื่อช่วยให้อ่านได้ง่ายขึ้น จากระเบียงคตชั้นใน ผมมองเห็นองค์มหาปราสาท เป็นอาคารจตุรมุขตั้งอยู่บนฐานสูง ผมเห็นช่างชาวอินเดียกำลังบุรณะปรางค์ประธาน ฝีมือการบุรณะกลับทำลายศิลปะของแท้ดั้งเดิมจนหมดสิ้น เป็นการพอกปูนลงไปยึดรอยต่อต่างๆไม่ได้ใช้การสกัดหินใหม่มาซ่อมแซมโดยรักษาลวดลายเดิมไว้ แม้ว่าฝรั่งเศสและองค์การยูเนสโกจะได้ระดมเงินมาเพื่อซ่อมแซมมากมาย แต่การอนุรักษ์กลับไม่ได้ทำตามวิธีการทางโบราณคดี เนื่องจากช่างอินเดียที่มาทำงานต่างเร่งรีบให้งานเสร็จๆไปท่ามกลางกระสุน ระเบิดและไฟสงครามนั่นเอง ที่นครวัด จะพบเห็นนางอัปสรที่สลักเป็นภาพนูนสูงอยู่ตามกำแพงระเบียงคต ข้างประตูและหน้าต่างมากมายกว่า 2,000 รูป นางอัปสรแต่ละนางแต่งกายด้วยผ้านุ่งซ้อนทับด้านหน้า เปลือยอกสวมต่างหู ประดับด้วยกำไลต้นแขน ข้อมือ ข้อเท้าและสร้อยสังวาลย์ แต่มีรายละเอียดบนเครื่องประดับ ทรงผม เทริดที่สวมศีรษะแตกต่างกันไป ในมือจะถือดอกบัวก้านยาว มีทั้งที่ยืนตรง บ้างก็ร่ายรำอย่างงดงาม หากผู้ใดยังไม่มีโอกาสมานรควัด ในประเทศไทยเราก็ยังมีปราสาทหินในยุคเดียวกับนครวัดสองแห่ง แห่งหนึ่งคือปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งสร้างขึ้นเป็นเทวสถานของพระวิษณุเช่นเดียวกับนครวัด ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นปราสาทหินย่อส่วนเมื่อเทียบแล้วมีขนาดเหมือนเมืองจำลองประมาณนั้นเอง


ตอนนี้รูปชุดนครวัด นครธม ผมอัพเดทใหม่ทั้งหมด มีรูปสแกนจากฟิล์มเนกาตีฟมารวมอยู่ด้วยแล้ว ผมตัดรูปบันทายศรีออกไปก่อนครับ

Labels:


Sunday, October 29, 2006

 

ผมโดนอำนาจมืด


ผมอยากเล่าอะไรบางอย่างให้ฟังว่าผมเจออะไรมาบ้าง ไปเขมรครั้งนั้นผมนำกล้องฟิล์มไปสองตัว ตัวนึงคือ Nikon FM2N ติดเลนซ์ 35-105 mm. กล้องอีกตัวเป็นกล้อง snapshot ของ Kodak ที่ผมได้แถมมาจากอะไรสักอย่าง เอาติดไปด้วยไว้ฝากให้คนอื่นถ่ายรูปให้ผม ผมมีหมอจากกระทรวงสาธารณสุขไปด้วยคนนึง พร้อมกับ“น้องอ้อน” ผู้ร่วมงานอีกแผนกหนึ่ง และ “ลุงป้อม” ที่เป็น supplier ของบริษัทฯไปด้วยกัน ลุงป้อมนำกล้อง SLR ของ Chinnon ติดเลนซ์ 70-200 mm. ลุงป้อมตามไปด้วยเรื่องงานและกะว่าจะไปเที่ยวนครวัดนครธมกับผม ปรากฏว่ามีงานด่วนจากลูกค้าเขมร ลุงเลยจำใจกลับกรุงเทพในเช้าวันนั้น เราแยกกันที่สนามบินโปเชนตง ลุงยื่นกล้องของลุงให้ผม บอกว่าผมไม่มีเลนซ์ช่วงเทเล ลุงอดเที่ยว ยังไงก็ถ่ายรูปมาให้ลุงดูด้วยละกัน ถ้าใครดูรูปดีๆจะเห็นผมสะพายกล้องสองตัว

ตอนเช้าเราไปเที่ยวนครธมกัน พอบ่ายก็จะไปตาพรหมและนครวัด อากาศตอนเช้าวันนั้นค่อนข้างสดใส มีแสงแดดแม้ว่าจะเป็นช่วงเดือนกรกฏาคมก็ตาม ออกมาจากตาพรหม พวกเราแวะเข้าหาน้ำดื่ม กล้องของผมที่ใส่ฟิล์มสไลด์อยู่หมดม้วนพอดี ผมก็จัดแจงเปลี่ยนฟิล์ม ปรากฏว่าเมื่อใส่ฟิล์มใหม่เข้าไปมันเกิดเลื่อนก้านฟิล์มไม่ได้เพราะม่านชัตเตอร์ค้าง ทำเอาผมหัวเสีย แต่ผมยังเบาใจว่ามีกล้องลุงป้อมอยู่อีกกล้องนึง ตอนเช้าผมเพิ่งถ่ายไปเพียง 2-3 รูปเอง พอไปถึงนครวัดกลับกลายเป็นว่ากล้องของลุงป้อมลั่นชัตเตอร์ไม่ได้ หะแรกผมคิดว่าแบตเตอรีหมด ไกด์พาผมไปหาซื้อถ่านมาเปลี่ยนแต่มันก็ไม่ได้ทำให้กล้องทำงานได้ ทำอาผมหงุดหงิดหัวเสีย อากาศก็ร้อนอบอ้าวมากจนผมแฉะไปทั้งตัว เกือบบ่ายสามโมง พอข้ามคูเมืองมาถึงกำแพงชั้นนอกฝนก็เทมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย!!!

รูปในนครวัด ผมได้แต่รูปจากกล้องเล็กๆเท่านั้น ถ่ายรูปได้ในระยะไม่เกินสามเมตร มันช่างน่าหัวเสียจริงๆที่ผมถ่ายรูปภายในอาคารไม่ได้เลยเพราะแสงไม่พอ พอฝนซา พวกเราก็กางร่มเดินตามทาง (causeway) เข้าสู่วัด ผมเลยมีแต่ปราสาทนครวัดท่ามกลางสายฝน ภาพสลักฝาผนังก็ไม่มี เมื่อผมกำลังเขียนเรื่องนครวัด ผมเพิ่งจะนึกออกว่ารูปที่ผมสแกนมาใส่ในอัลบัมให้ดู มีแต่รูปจากฟิล์มสไลด์ รูปจากกล้องฟิล์มอันจิ๋วไปไหนหมด ผมหาอยู่อาทิตย์นึงจนในที่สุดผมเจอฟิล์มสองม้วน เขียนว่าผมไปเที่ยวมาเมื่อ 4 กรกฏาคม 1998 วันนี้เอาไปอัดรูป เห็นบางรูปแล้วผมขำท่าเด๋อๆด๋าๆของตัวเอง แล้วจะรีบสแกนมาให้ดูนะครับ เมื่อกลับมาผมคืนกล้องให้ลุงป้อม ช่างที่ซ่อมกล้องลุงบอกว่ากล้องเสียด้วยอาการเดียวกับกล้องของผมคือ ม่านชัตเตอร์ค้าง ผมไม่อยากกลับไปอีกเพื่อพิสูจน์อาถรรพ์ แต่ผมอยากกลับไปเพื่อเรียนอะไรอีกหลายอย่างที่ผมพลาดไป ถ้าผมจะกลับไปอีก ผมจะเลือกหน้าหนาวที่อากาศเย็นสบาย ไม่มีฝน ท้องฟ้าใส มีสีเข้ม มีใครอยากตามไปมั่งครับ


อะแอ้ม..พรุ่งนี้จะมาอัพเดทเรื่องปราสาทนครวัดต่อครับ ยังไม่ยอมจบง่ายๆ

Labels:


Thursday, October 26, 2006

 

จากตาพรหมสู่นครวัด


ปราสาทตาพรหมเกิดขึ้นในยุคสมัยเดียวกับปราสาทบายนในยุคเมืองพระนคร สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่7 ดังนั้นจึงนับเป็นพุทธสถานแห่งหนึ่ง แต่เป็นพุทธสถานที่อยู่นอกกำแพงพระนครออกไปทางตะวันออก ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระราชมารดา ยังมีปราสาทพระขรรค์อีกหลังหนึ่งที่สร้างขึ้นคู่กันเพื่ออุทิศถวายพระราชบิดา แต่ผมไม่ได้อยู่ในโปรแกรม

เขาค้นพบปราสาทตาพรหมเมื่อร้อยปีที่แล้ว ตัวปราสาทปกคลุมไปด้วยต้นไม้ คือต้นสำโรง เป็นไม้ยืนต้น นกมาถ่ายมูลบนตัวปราสาท เมื่อเมล็ดงอกก็หยั่งรากลงไปหาดินทำให้รากไม้คลุมและยึดตัวปราสาทไว้แน่นหนาเป็นหนวดปลาหมึกไม่ล้มพังลงมา เนื่องจากเป็นศาสนาสถานของนิกายมหายาน ที่ผนังของโคปุระด้านทิสตะวันออกและที่ปรางค์ประธานสลักไว้ด้วยภาพนูนสูงพุทธประวัติ ได้แก่ ภาพเจ้าชายสิทธัตถะขณะปลงพระเกศาอกบวช เมื่อสิ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ภาพพระพุทธเจ้าจะถูกสกัดออกโบราณสถานต่างๆในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 เพราะพระองค์เลื่อมใสในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย ภาพสลักของพระพุทธเจ้าจะถูกสกัดลบทิ้งทั้งหรูป หรือไม่ก็สกัดให้เห็นเป็นแท่งศิวลึงค์แทน

ที่ปราสาทตาพรหม เราสามารถเห็นภาพนางอัปสรมากมายขนาบสองข้างหน้าต่างหรือประตูจำลองรอบระเบียงคตด้านใน นางอัปสรที่พบเห็นตามปราสาทหินจะนุ่งห่มคล้ายๆกัน คือมีสร้อยคอเป็นแผง พบว่ามีสร้อยสังวาลย์พาดคอยาว สวมต่างหู กำไลข้อมือ กำไลต้นแขน กำไลข้อเท้า ผ้านุ่งทบซ้อนด้านหน้าคาดทับด้วยเข็มขัด บางครั้งก็จะเห็นปลายผ้าที่เหลือยาวพาดไว้กับปลายแขน นางอัปสรนิยมถึกผม ดูแล้วเหมือนฝรั่งที่มานั่งถักผมทั้งศีรษะแถวถนนข้าวสาร เห็นได้ชัดเจนกับรูปสลักนางอัปสรที่ปราสาทหินบันทายศรีซึ่งไม่ได้สวมเทริด นางอัปสรในยุคหลังนิยมสวมเทริดเป้นกรอบกระบังหน้า นางอัปสรที่นครวัดมีบางรุปที่อกตั้ง หน้าท้องเรียบ แต่มีบางรูปที่ทำหน้าท้องลายเป็นขีดตามขวาง 2-3 ขีด ไกด์บอกว่า จะดูว่านางอัปสรรูปใดมีสามีมีลูกแล้วก็ดูที่ลายหน้าท้องนี่แหละ นางอัปสรที่นครวัดจะสลักลวดลายได้ละเอียดมาก ในขณะเดียวกันบริเวณหน้าท้องและถันก็เป็นเงามันแผล็บ

ตอนบ่ายเราออกเดินทางไปนครวัด ซึ่งอยู่ทางใต้ไม่ไกลจากเมืองพระนคร นครวัดสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1650-1693) เพื่อเป็นศาสนสถานบูชาพระวิษณุ นครวัดใช้เวลามากกว่า 60 ปี นครวัดถือเป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนขอม ค้นพบโดยนางอองรี มูโอต์ ชาวฝรั่งเศสซึ่งมาศึกษาพืชพรรณไม้เมืองร้อนในปี 2403 และได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง นครวัดล้อมรอบด้วยคูเมือง 1.5 x 1.3 กม. ด้านหน้ามีสะพานข้ามคูเมืองเข้าไป กำแพงปราสาทชั้นนอกยาว 1000 เมตร กว้าง 800 เมตร ตัวปราสาทประกอบด้วยปรางค์ห้ายอด ยอดกลางเป็นยอดประธานอยู่บนยกพื้นสามชั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งศูนย์กลางของโลกและจักรวาล เป็นที่สถิตของพระวิษณุซึ่งเป็นเทพสูงสุด ส่วนปรางค์รอบสีทิศบนยกพื้นสองชั้น เปรียบได้กับขุนเขาที่ห้อมล้อมเขาพระสุเมรุเป็นที่สถิตของเหล่าทวยเทพ โดยมีคูเมืองเป็นมหาสมุทรล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ภายในกำแพงเมืองยังมีสระน้ำหรือบารายขนาดใหญ่อีกสองสระ

ไว้ค่อยมาเขียนต่อนะครับ คราวหน้าสนุกแน่ครับ แต่อุบไว้ก่อน ส่วนรูปตามชมได้ที่นี่ครับ

Labels:


Tuesday, October 24, 2006

 

เมืองพระนคร


หลังจากทานข้าวเช้ากันเสร็จ ไกด์เขมรที่พูดไทยได้ก็พาพวกเราไปที่ประตูเมืองนครธม นครธมหรือเมืองพระนครหลวง ธมแปลว่าใหญ่ แค่ยืนอยู่หน้าประตูเมืองผมก็ตื่นเต้นแล้ว พระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทอดสายตามองลงมาอย่างปราณี รอยพระโอษฐ์แย้มยิ้มเชิญให้เข้าเมือง สองข้างประตูเมืองเป็นแถวของยักษ์ยุดนาคข้างหนึ่ง และเทวดายุดนาคอีกข้างหนึ่ง พวกเราเลยแวะชักรูปกันอุตลุด สองข้างประตูเมืองเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียร ไกด์พาเดินขึ้นกำแพงเมืองให้ขึ้นไปดูด้วย เมืองพระนครนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่7 เป็นเมืองพระนครที่ย้ายมาจากยโสปุระ ยุคสมัยของพระองค์นับเป็นยุคทองของขอม หลังจากนั้นขอมก็ค่อยๆเสื่อมอำนาจลงหลังสิ้นรัชกาลของพระองค์ไม่นาน หากมองภาพถ่ายทางอากาศ จะเห็นกำแพงสิลาสูง 7 เมตร ขนาดยาวด้านละ 3 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยคูเมือง ปราสาทบายน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีถนนตัดตรงออกสู่กำแพงเมืองทั้งสี่ทิศ ใกล้กับปราสาทบายนมีลานช้าง ปราสาทพิมานอากาศ ปราสาทคลังเหนือ และคลังใต้ ลานพระเจ้าขี้เรือน และมีปราสาทอื่นๆอีก 3-4 แห่ง

ปราสาทบายน สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่อเป็นพุทธสถาน จากประตูเมืองเข้าไป จะพบกับตัวปราสาทที่มีกำแพงเป็นระเบียงคดซ้อนกันสองชั้นล้อมรอบปราสาทปรางค์ประธาน ระเบียงคดชั้นนอกประกอบด้วยโคปุระหรือพลับพลาซึ่งเป้นทางผ่านเข้าไปสู่ลานระหว่างระเบียงคดทั้งสองชั้น ระเบียงคดชั้นนอกหลังคาพังลงมาหมดแล้ว เหลือแต่กำแพงที่เป็นผนังชั้นนอกและเสาที่รายรอบด้านใน บนเสาเหล่านี้จะสลักภาพนูนต่ำของนางอัปสรที่กำลังร่ายรำอยู่ เมื่อเดินทะลุผ่านโคปุระเข้าไปผ่านลานว่าง จะพบภาพสลักนูนต่ำรอบกำแพงระเบียงคดชั้นใน ด้านหนึ่งเป็นภาพของกองทัพขอม จะเห็นลักษณธของทัพช้าง ทัพม้า การแต่งกายของแม่ทัพ นายกองและทหารราบ อาวุธหอกดาบ ผนังอีกด้านหนึ่งเป็นยุทธนาวีระหว่างขอมและพวกจาม จามเป็นชนชาติที่อยู่ในที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม จะเห็นภาพเต่า จระเข้ ซึ่งภาพเหล่านี้สะท้อนถึงความเป็นอยู่ของชุมชนรอบโตนเลสาปเป็นอย่างดี น่าเสียดายที่ไม่มีเวลาเดินชมอีกสองด้านเนื่องจากเวลามีจำกัด

เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ผมตะลึงกับใบหน้าอันใหญ่โตของพระพักตร์พระโพธิสัตว์ที่อยู่บนยอดปรางค์ประธานห้ายอด ยอดปรางค์โคปุระ และปรางค์เหนือประตูต่างๆทั้งหมด 54 ปรางค์ สี่ทิศรวมเป็น 216 พักตร์ แม้ว่าจะเป็นพระพักตร์ที่แย้มยิ้ม แต่ก็ลึกลับเหมือนถูกจับจ้องในทุกฝีก้าว ผมเคยอ่านพบจากบางที่กล่าวว่า รูปพระโพธิสัตว์นี้ปั้นจากแบบพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขนาดของตัวปรางค์ประธานเป็นจตุรมุข มีส่วนกว้าง 25 เมตร และสูง 43 เมตร ยกขึ้นบนฐานสูง 3 ชั้น รอบๆปรางค์ประธานผมพบแม่ชีพยากรณ์ มีคนเข้าไปใช้บริการไม่ขาดสาย ด้านหน้าปรางค์ประธานจะมีพระพุทธรูปหินทรายห่มผ้าเหลืองไว้ให้สักการะด้วย จากปราสาทบายน ผมเดินออกไปสู่ลานช้าง เป็นยกพื้นทอดยาวเหมือนแคทวอล์ค สูงจากพื้นสามเมตร ยาว 350 เมตร สลักนูนสูงเป้นรูปช้าง ม้าและครุฑ หน้ายกพื้นเป็นลานดินกว้างเรียกว่า สนามหลวง ไว้สวนสนาม และจัดงานเฉลิมฉลอง สุดทางของลานช้าง เป็นลานพระเจ้าขี้เรือน ผนังด้านหนึ่งเป็นภาพจำหลักนูนสูงเรียงเป็นสามแถว ถวบนเป็นภาพถือพระขรรค์ อีกแถวเป็นภาพครุฑและยักษ์ และแถวที่สามเป็นภาพเทวดา พบภาพเทวรูปหินทรายนั่งชันเข่ามือเท้ากุด สันนิษฐานว่าเป็นรูปสลักของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เนื่องจากพระองค์ประชวรเป็นโรคเรื้อน ด้านหลังลานช้างคือปราสาทพิมานอากาศ น่าเสียดายที่ไม่อยู่ในโปรแกรมทัวร์ เลยไม่ได้ข้ามไปดู ส่วนอีกฝั่งของลานช้างคือโบราณสถานคลัง เป็นเหมือนห้องเก็บของ คาดว่าเป็นที่เก็บสมบัติ เหลือแต่กำแพง ส่วนข้างบนหายหมดแล้ว ผมเห็นแต่หน้าต่างลายลูกมะหวดที่เหลืออยู่ เป็นอันว่าเช้านั้นได้ใช้เวลาแบบเร่งรีบชมในเมืองพระนคร ตอนบ่ายจะออกนอกกำแพงพระนครไปชมปราสาทตาพรหม ความจริงมาแบบค้างหนึ่งคืนนี่ถือว่าน้อยเกินแต่จะเรียกร้องอะไรมากมายได้คับ บริษัทฯออกตังค์ให้ไปทำงานแล้วได้เที่ยวด้วยนี่ก็บุญโขแล้ว ยังไงผมจะต้องหาทางตะเกียกตะกายกลับไปอีกให้ได้ มาถึงตอนนี้ก็เชิญชมภาพได้ตามอัธยาศัยครับ
ที่นี่ และ ที่นี่

Labels:


Monday, October 23, 2006

 

หนาวจัดหรือเปล่า?

พอถึงฤดูใบไม้ผลิ พวกอินเดียนแดงในเขตสงวนแห่งหนึ่งถามหัวหน้าเผ่าคนใหม่ว่า "ฤดูหนาวปีนี้จะหนาวจัดหรือเปล่า?"

หัวหน้าเป็นคนสมัยใหม่ ไม่ได้เรียนเคล็ดวิชาอ่านลมฟ้าอากาศจากบรรพบุรุษ แต่ด้วยความกลัวเสียฟอร์มหัวหน้าเผ่า จึงทำทีแหงนมองฟ้าแล้วบอกว่า "ปีนี้จะหนาวทารุณ ขอให้คนในเผ่าเตรียมฟืนไว้ก่อไฟผิงให้มากๆ"

เมื่อตอบแล้ว หัวหน้าเผ่าก็แอบโทร.ไปถามกรมอุตุฯ เจ้าหน้าที่พยากรณ์อากาศตอบว่า "ท่าทางจะหนาวจัด" หัวหน้าเผ่าจึงย้ำให้คนในเผ่าเร่งหาฟืนเพิ่มขึ้น

สองสามวันต่อมา หัวหน้าเผ่าโทร.ถามกรมอุตุฯให้แน่ใจอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตอบว่า "ปีนี้ต้องหนาวแน่นอน" หัวหน้าเผ่าจึงสั่งให้คนในเผ่าเก็บเศษไม้ทุกชิ้นที่หาได้

พอใกล้ฤดูหนาว หัวหน้าเผ่าโทร.ไปถามที่กรมอุตุฯ อีกครั้ง

"แน่ใจ 100 เปอร์เซ็นต์นะว่าปีนี้จะหนาวจัด?"

"100 เปอร์เซ็นต์" เจ้าหน้าที่ตอบหนักแน่น

"ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้น?"

กรมอุตุฯตอบ "พวกอินเดียนแดงพากันออกหาฟืนไม่หยุดเลยครับ!!!"

Labels:


Sunday, October 22, 2006

 

อังกอร์

วันนี้อย่าคิดว่าผมเอาเรื่องหมอผีเขมรมาเขียนนะครับ เรื่องแบบนั้นเก็บไว้ให้เป็นเรื่องพงศาวดารติดตัวไปตลอดชีวิตของคนบางคนดีกว่า คิดว่าจะเขียนเรื่องนครวัดมานานมากแล้ว แต่มักมีอะไรมาขัดจังหวะความคิดอยู่เรื่อยแม้ในขณะที่กำลังลงมือเขียนอยู่นี้ ใจผมก็คิดถึงอะไรต่อมิอะไรที่อยากเล่าตั้งหลายอย่าง ในช่วงปี 2001-2003 ผมเดินทางไปทำงานในกัมพูชาหลายครั้ง นอกจากจะอยู่ในกรุงพนมเปญแล้ว ผมยังได้เดินทางไปอีกหลายเมือง ได้เห็นสภาพบ้านเมืองและสังคมของกัมพูชาในขณะนั้น หนึ่งในเมืองที่ไปคือเสียมเรียบอันเป็นที่มาของเรื่องที่จะเล่านั่นเอง จากพนมเปญวันนั้นผมเดินทางแต่เช้าโดยสายการบินของกัมพูชาสู่เสียมเรียบ แปดโมงเศษๆผมก็ไปถึงและทานอาหารเช้าที่นั่น ก่อนที่จะพูดถึงเมืองพระนคร ผมคงต้องขอใช้เวลาพูดถึงยุคสมัยต่างๆของอารยธรรมเขมรก่อน โบราณสถานแต่ละแห่งที่ได้ไปเยือนมันสร้างกันคนละยุค คนละสมัย เรื่องราวต่างๆจึงมีที่มาที่ไปแตกต่างกัน ทั้งนี้ผมขอยึดเอาปีพุทธศักราชในการอ้างอิง

ประวัติศาสตร์กล่าวว่า กว่า 2500 ปีที่แล้ว ชุมชนจีนตอนใต้ได้อพยพลงมาตั้งบ้านเมืองใหม่ในดินแดนสุวรรณภูมิ สายหนึ่งลงมาตามแม่น้ำสาละวิน อีกเส้นทางหนึ่งลงมาตามแนวแม่น้ำโขงซึ่งต่อมาได้เติบโตขึ้นตามลำดับ ในราวพุทธศตวรรษที่หก จึงได้เกิดเป็นอาณาจักรฟูนันครอบคลุมพื้นที่เขมร ทางใต้ของลาวและเวียดนาม ศาสนาพราหมณ์ฮินดูจากอินเดียได้แผ่เข้ามาในอาณาฟูนันผ่านทางอาณาจักรศรีวิชัยทางแหลมมลายูในยุคนี้ อาณาจักรฟูนันอยู่มาได้ 500 ปี ก็เสื่อมลง เกิดเป็นอาณาจักรเจนละโดยสร้างราชธานีใหม่ที่สมโบรไพรกุก อาณาจักรเจนละอยู่มาได้อีกร้อยปี จึงได้มีการแยกออกเป้นสองอาณาจักรคือ เจนละบก ซึ่งอยู่ในลาว และเจนละน้ำซึ่งอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ จนถึงพุทธศตวรรษที่ 14 พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 จึงได้รวบรวมเจนละเข้าใหม่เป็นอาณาจักรเดียว เรียกว่า อาณาจักรเมืองพระนคร และไม่ขึ้นกับศริชัยอีกต่อไป ทรงเป็นกษัตริย์ที่อพยพมาจากชวา และได้นำลัทธิเทวราช คือความเชื่อที่ว่าราชาคือเทพที่มาจุติในโลกมนุษย์ ตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา จึงได้มีการก่อสร้างปราสาทหิน โดยให้ศาสนสถานชั้นในเป็นประหนึ่งเขาไกรลาสที่ประทับของเหล่าเทพ และเป็นที่ฝังพระศพ เพื่อว่าดวงพระวิญญาณจะเป็นหนึ่งเดียวกับเทพทีทรงนับถือ ในยุคต้นๆจึงได้มีการสร้างปราสาทหรือเทวาลัยบนภูเขา ต่อมาจึงได้ย้ายมาสร้างในที่ราบแต่ปรับให้ส่วนของศาสนสถานก่ออยู่บนฐานสูงแทนเขาพระสุเมรุ และใช้ปรางค์ประธานที่อยู่ตรงกลางเป็นที่ประทับของเทพ นอกจากนี้ส่วนของบาราย หรือสระน้ำที่ขุดล้อมปราสาทเปรียบเสมือนห้วงมหานทีสีทันดรที่โอบล้อมเขาพระสุเมรุนั่นเอง โบราณสถานต่างๆที่เหลืออยู่ทุกวันนี้มาจากยุคเมืองพระนครแทบทั้งสิ้น อาณาจักรเมืองพระนครยืนยงมาถึงศตวรรษที่ 20 จึงได้สูญหมดอำนาจลง โบราณสถานถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ ป่าใหญ่อยู่ 500 ปีกว่าที่ดินแดนดังหล่าวจะถูกเปิดเผยขึ้นมาเป็นสิ่งมหศจรรย์ของโลกในยุคกลาง

ทางตอนเหนือของประเทศกัมพูชาเป็นที่ราบสูงโคราชโดยมีภูเขาพนมดงรักกั้นอยู่ อาณาจักรเขมรที่อยู่เหนือภูเขาพนมดงรัก ได้แก่ ส่วนของโคราช บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จึงเรียกว่าเขมรสูง ส่วนอาณาจักรเขมรที่อยู่ใต้ภูเขาลงมาเป็นที่ราบลุ่ม จึงเรียกกันว่าเขมรต่ำ ในใจกลางของประเทศมีทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่มาก น้ำในทะเลสาบ โตนเลสาบ (Tonle sap) เป็นน้ำจากแม่น้ำโขง บริเวณรอบทะเลสาปจึงเหมาะที่จะเป็นที่ตั้งชุมชน เขมรได้ย้ายราชธานีหลายครั้ง ได้แก่ วยาธปุระ นอร์กอร์บุรี อีสานปุระ อินทรปุระ ร่อลวย โฉกการยกยาร์ ยโสปุระ ชุมชนเมืองต่างๆเหล่านี้อยู่เหนือขึ้นไปไม่ไกลจากทะเลสาป

ศาสนาฮินดูได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดียเมื่อสี่พันกว่าปีที่แล้ว โดยเชื่อว่าพราหมณ์คือผู้ที่ติดต่อกับพระพรหมซึ่งเป็นเทพสูงสุด จึงถือว่าผู้ที่ติดต่อกับเทพได้เป็นวรรณะหรือชนชั้นสูงสุด ในช่วงพันปีก่อนพุทธกาล ชาวอินเดียยกย่องให้พระศิวะและพระวิษณุเป็นเทพสูงเสมอกับพระพรหม เรียกเทพทั้งสามว่า “ตรีมูรติ” ต่อมาความนับถือพระศิวะและพระวิษณุมีมากขึ้นตามลำดับจนเกิดเป็นนิกายใหญ่ในศานาฮินดู คือไศวนิกาย เป็นกลุ่มผู้ยกย่องพระศิวะเป็นผู้สร้างโลก นอกจากเทวรูปพระศิวะแล้ว ชาวฮินดูยังบูชาสิวลึงค์ และโคชื่อนนทิ ซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะด้วยเช่นกัน อีกนิกายคือไวษณพนิกาย เป็นชาวฮินดูที่นับถือพระวิษณุเป็นใหญ่ โดยยุบรวมเอาพระศิวะ พระพรหมมารวมไว้ในพระวิษณุ ทำให้เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย นอกจากนี้ยังได้ถือการอวตารพระวิษณุหรือพระนารายณ์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ดังปรากฏในมหากาพย์ภควัทคีตาว่าอวตารมาเป็นพระกฤษณะ และเป็นพระรามในมหารามายาณะ หลายท่านคงเคยได้อ่านพระนิพนธ์เรื่อง “นารายณ์สิบปาง” ซึ่งเป็นเรื่องการอวตารลงมาในโลกเพื่อช่วยเหลือในยามที่โลกมีทุกข์เข็ญ 10 ครั้ง ซึ่งรวมถึงพระกฤษณะ พระราม ในอวตารที่แปดลงมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ

นอกจากศาสนาฮินดูแล้ว มหานิกายของศาสนาพุทธ ก็เข้าไปมีอิทธิพลในศิลปะเขมร มหานิกายนั้นเป็นการผสมผสานความเชื่อบางประการของคติฮินดู โดยเชื่อใน “ธนานิพุทธเจ้า” คือพระพุทธเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และเป็นผู้บันดาลให้มีการจุติพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ในโลกอีกหลายองค์ และบันดาลให้มีพระโพธิสัตว์หลายองค์ลงมาปกป้องคุ้มครองช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นทุกข์ เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์กวนอิม เป็นต้น เทวสถานบางแห่งในเขมรจึงสร้างขึ้นเพื่อบูชาพระศิวะ บ้างก็บูชาพระวิษณุ บ้างก็เป็นศาสนสถานของพุทธ ทั้งนี้แล้วแต่กัตริย์องค์ใดเป็นผู้อุปถัมภ์ และอาจมีบางปราสาทหินที่สร้างขึ้นมาเป็นศาสนสถานของศาสนาหนึ่ง แต่เทวรูปที่อยู่ภายในถูกยกออกบ้าง สกัดลบทิ้งบ้างเมื่อมาถึงอีกยุคสมัยหนึ่งที่การนับถือศานาเปลี่ยนไป

ยุคทองทางศิลปะของเขมรเท่าที่เหลืออยู่ แบ่งได้เป็น 15 ยุคตั้งแต่ปี 1150 เรียงตามลำดับ ได้แก่ สมโบร์ไพรกุก, ไพรกเมง (ไพร-กะ-เมง), กำพงพระ, กุเลน เรียกชื่อตามศาสนสถานที่ตั้งบนเขาพนมกุเลน, พระโคหรือบาโค, บาแค็ง เรียกตามเขาพนมบาแค็ง, เกาะแกร์, แปรรูป, บันทายศรี, คลัง, บาปวน (บา-ปวน), นครวัด, และ บายน แต่ละสมัยก็มีปราสาทหินหรือเทวาลัยหลักๆที่หลงเหลืออยู่และเป็นที่ชื่นชมให้เป็นตัวแทนของศิลปะในยุคนั้น ได้แก่ ประสาทหินบันทายสรีแบบบันทายศรี ปราสาทพิมานอากาศแบบคลัง, ปราสาทพระวิหารแบบบาปวน, ปราสาทนครวัดแบบนครวัด ประสาทตาพรหมและปราสาทนครธมแบบบายน

แค่เกริ่นนำก็ทำเอาหมดไปตอนนึงซะแล้ว เรื่องที่ผมอามาเล่าไว้นี้ ผมเอามาจากหนังสือสองเล่มเป็นหลักครับ “Angkor cites and temples” ของ Claude Jacques and Michael Freeman ของสำนักพิมพ์ River books ส่วนอีกเล่มก็คือ “นครวัด นครธม กัมพูชา” จากนิตยสาร Trips magazine

ส่วนภาพก็ทำไว้เสร็จแล้ว แต่ยังไม่ให้ดูครับ ค่อยมาดูพร้อมเรื่องเล่าวันหลัง

Labels:


Monday, October 16, 2006

 

ฮูบมาแล้ว

รูปตักบาตรเทโวตามลิงค์นี้ได้นะคับ ไปต๊ะไว้ที่บ้านเพื่อนก่อน เด๋วค่อยหาทางเก็บไว้ที่บ้านตัวเอง

http://www.pantown.com/board.php?id=3414&area=1&name=board4&topic=1751&action=view

Labels:


Thursday, October 12, 2006

 

ตักบาตรเทโว



พุทธศาสนิกชนในประเทศไทย มีประเพณีการทำบุญหลังวันออกพรรษา วันแรม1 ค่ำเดือน 11 ประเพณีตักบาตรเทโวโรหนะ หรือเรียกกันย่อๆว่าตักบาตรเทโว เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมานาน งานประเพณีตักบาตรเทโวที่จังหวัดอุทัยธานีเป็นประเพณีที่รักษามาช้านาน และเป็นที่รู้จักกันดี ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี พระภิกษุหลายร้อยรูปจะลงมาจากเขาสะแกกรังเพื่อรับบาตร ในสมัยโบราณนิยมใส่บาตรด้วยขนมต้มลูกโยน เป็นข้าวต้มมัด ทิ้งชายใบตองยาวเพื่อโยน เนื่องจากคนแย่งกันใส่บาตรเนืองแน่นจนยากจะเข้าถึงพระได้ ในปัจจุบันการตักบาตรนิยมตักบาตรด้วยข้าวสารอาหารแห้งเพื่อจะได้เก็บไว้ได้นาน ส่วนข้าวต้มลูกโยนก็ยังคงมีอยู่เพื่อรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมไว้ โดยที่ทางวัดจะขอให้ญาติโยมนำของสดของคาวมาถวายที่ศาลา ไม่นำไปปนรวมกับของใส่บาตร ของสดของคาวที่ได้มาหากมีมากเกิน ก็จะนำไปแจกทานต่อไปได้

ประเพณีตักบาตรเทโวมีที่มาจากครั้งสมัยพุทธกาล เล่าสืบกันมาว่า เมื่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ครบเจ็ดปี ในปีที่แปด พระองค์ได้เสด็จขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อเทศน์โปรดโยมแม่ พระนางสิริมหามายาซึ่งได้สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ทรงคลอดได้เพียงเจ็ดวัน พระนางได้จุติเป็นเทพบุตรสถิตย์อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตที่สูงขึ้นไป เมื่อพระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปนั้น ได้เสด็จไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งอยู่ต่ำกว่า เป็นที่พำนักของพระอินทร์และเหล่าเทพยดา เพื่อให้เทวดาเหล่านั้นได้มีโอกาสรับฟังด้วย เพราะชั้นดาวดึงส์เป็นสวรรค์ชั้นสูงสุดที่จะขึ้นกันไปได้ พระองค์ประทับอยู่ที่นั่นตลอดพรรษา และกลับลงมายังโลกมนุษย์ในวันแรม1 ค่ำ เดือน 11 บันไดที่ลงมาจากชั้นดาวดึงส์นั้นมี 3 ทาง เป็นบันได ทอง เงิน และแก้ว พระองค์เลือกเสด็จลงมาทางบันไดแก้ว ซึ่งแสดงถึงความสุกใส ละแล้วซึ่งกิเลส บันไดนั้นลงมาสู่สังกัสสะนคร เมื่อเวลาที่เสด็จลงมานั้นถือเป็น “วันเปิดโลก” กล่าวคือ สวรรค์ มนุษย์และบาดาล (นรก) ต่างเปิดออกแลเห็นถึงกัน จึงเป็นความเชื่อที่การทำบุญในประเพณีตักบาตรเทโว จะเป็นเวลาที่อุทิศให้ผู้ที่อยู่ในนรกภูมิจะได้รับการปลดปล่อยหนึ่งวัน

วัดสังกัสรัตนคีรี เป็นวัดที่อยู่เชิงเขาสะแกกรัง ได้เปลี่ยนชื่อตามนครสังกัสสะ จากวัดที่อยู่เบื้องล่างมีบันได 460 ขั้น บ้างก็ว่า 490 ขั้นนำขึ้นไปสู่บนเขาสะแกกรังซึ่งเปรียบเสมือนบันไดที่ทอดลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บนเขามีมณฑปพระพุทธบาทจำลองที่ย้ายมาจากวัดท่าซุง หน้ามณฑปมีระฆังศักดิ์สิทธิ์ ถัดเข้าไปมีวิหารที่สร้างโดยคหบดีชาวจีน ทางหลังวัดมีทางรถยนตร์ลงสู่พื้นราบ ด้านหลังเขายังมีศาลประดิษฐานราชานุสาวรีย์ของพระมหาชนกนาถ (พระยาจักรี เดิมชื่อ นายทองดี พระบิดาของสมเด็จพระพทุธยอดฟ้าฯ) ซึ่งเป็นชาวอุทัยธานี พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระประธานของวัดสังกัสรัตนคีรี ถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองชาวอุทัยธานี สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯโปรดเกล้าให้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ เป็นพระปางมารวิชัย ป็นฝีมือช่างสุโขทัย ส่วนของพระเศียรและองค์พระเป็นคนละองค์กัน และได้มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระเศียร

ผมออกจากบ้านตั้งแต่ตีสามครึ่ง ไปสว่างหกโมงเช้าที่วัดพอดี เริ่มมีญาติโยมนำของคาวหวาน ข้าวสารอาหารแงไปวัดกันแล้ว บริเวณลานวัด เขาตั้งโต๊ะเป็นแถวยาว แตกจากเชิงบันไดแก้วออกเป็น 8 สาย แต่ละสายแยกเป็นโต๊ะด้านซ้ายขวา ผู้มาทำบุญต่างก็ไปซื้อธงจากทางวัดมาประดับโต๊ะและจัดเรียงของใส่บาตรเตรียมไว้ บางก็ไปไหว้พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ในวิหารจตุรมุข ตลอดทางจากประตูหน้าวัด แขวนไว้ด้วยตุง ซึ่งเป็นผ้าฝ้ายทอมือของชาวอุทัย และประดับด้วยงาช้าง ของขึ้นชื่อของอุทัยธานี เพียงไม่นาน ชาวอุทัยธานี และคนที่มาร่วมงานจากจังหวะดต่างๆก็ทยอยมาจนแน่นขนัดทั้งลานวัดหลายพันคน มีคนมาจับจองพื้นที่ถ่ายรูปมากมายตั้งแต่เช้า บางคนยืนคอยเป็นชั่วโมง ส่วนผมเดินไปหามุมถ่ายภาพจนทั่ว ในระหว่างนั้น ได้มีการเล่าเรื่องราวของประเพณีตักบาตรเทโว เกณ้ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของเมืองอุทัยธานี ผมก็จดจำมาเล่าสู่กันฟังอีกทีนึง ห่วงแต่จะจำมาผิดๆถูกๆเท่านั้นแหละครับ

เมื่อได้เวลาประมาณแปดนาฬิกาเศษ ก็มีการสวดมนต์ กล่าวเปิดงาน ขบวนพระภิกษุสามเณรกว่า 529 รูป ก็เคลื่อนลงมาจากเขา มีเทวดา นางฟ้านำหน้าดปรยข้าวตอกดอกไม้ เป็นเวลาที่ระทึกใจมาก ในช่องทาง 8 สาย แต่ละสายมีรถจอดไว้ ท้ายกะบะอัญเชิญพระพุทธรูปปางประทับยืนเสด็จจากดาวดึงส์ กางกลดไว้ เสียงลั่นชัตเตอร์จากกล้องหลายสิบตัวรอบตัวผมดังต่อเนื่องไม่หยุด ผมมีเพียงกล้องโอลิมปัสติดเลนซ์ 28-105 มม. เพียงตัวเดียว เนื่องจากพี่สาวของผมนำกล้องนิคอนที่ใช้กับเลนซ์เทเลไปต่างประเทศด้วย ผมจึงได้มาแต่ภาพมุมกว้างรวมๆของงาน เมื่อลงมาแล้ว พระจะแยกออกเป็น 8 สาย เพื่อเข้ารับบาตร 16 ช่องทาง แต่ละสายจะมีรถอัญเชิญพระนำหน้า เพื่อรับดอกไม้ ธูปเทียน อาหารคาว ถัดจากรถจะเป็นพระเดินตามรับบิณฑบาตรของแห้ง ได้แก่ข้าวสารห่อเล็กๆ ปลากระป๋อง นมกล่อง มาม่า เมื่อบาตรเต็มจะมีนักเรียนถือกระสอบมาถ่ายของออกจากบาตร กว่าที่พระจะแยกย้ายเข้าไปรับบาตรในสายต่างๆได้ก็ใช้เวลาพอสมควร ญาติโยมต่างเฮโลเข้าไปหน้ากระไดเพื่อแย่งชิงกันใส่บาตร อีกกลุ่มคือพวกที่วิ่งไปเพื่อจะถ่ายรูปกับแถวของพระ ทำเอาโกลาหลกันพอสมควร ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเพราะอยากได้รูปแถวพระใกล้ๆ เมื่อรับบาตรเสร็จ ฝูงชนก็แยกย้ายจากไปอย่างรวดเร็ว บ้างก็ขึ้นเขา บ้างก็กลับบ้าน และนำเอาธงกลับไปบ้านด้วย เมื่องานเสร็จสิ้นลง ผมก็ได้เวลาพิสูจน์สังขารของตนเองขึ้นสู่เขาสะแกกรังสี่ร้อยกว่าขั้น ดีที่มีที่พักบันไดสามสี่ครั้ง ให้ผมได้สูดอากาศและหันกลับมาถ่ายรูป ตลอดวันนั้นผมได้ใช้เวลาท่องเมืองอุทัยธานี ไปยังเขตเมืองเก่า วัดต่างๆ มุ่งสู่ลำน้ำสะแกกรัง ซึ่งผมจะได้นำมาเล่าในโอกาสต่อๆไปนะครับ

Labels:


Monday, October 02, 2006

 

ยี่เป็ง

ยี่เป็งเป็นงานประเพณีวันเพ็ญเดือนยี่ของชาวล้านนามานาน ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ทางจันทรคติ ซึ่งตรงกับเดือนยี่ของทางเหนือ จึงเรียกว่า ยี่เป็ง คือเป็นวันเป็ง หรือวันเพ็ญของเดือนยี่นั่นเอง ตามตำนานโยนกกล่าวว่า ในสมัยพระเจ้าจุเลราช ราวปี พ.ศ. 1490 เกิดโรคห่าระบาดในเมืองหริภุญไชย ทำให้ต้องอพยพผู้คนไปอยู่ที่มอญในหงสาวดี อยู่ที่นั่นถึงหกปี เมื่อห่าสงบลงผู้คนต่างอพยพกลับมา แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มแต่งงาน สร้างครอบครัวอยู่ที่หงสาวดีไม่กลับมาที่หริภุญไชย เมื่อกลับมาที่เมืองหริภุญไชยแล้ว ในวันขึ้น 14-15 ค่ำเดือนยี่ของทุกปี คนหริภุญไชยจะนำเครื่องสักกการะ ข้าวของเครื่องใช้ใส่ลงแพลอยน้ำไปด้วยหวังว่าจะให้ไหลไปถึงพี่น้องของตนที่หงสาวดี พิธีดังกล่าวเรียกว่า “ลอยไฟ” หรือ “ลอยโขมด” เพราะไฟที่จุดบนแพส่องสะท้อนกับท้องน้ำที่มืดมิดวับๆแวมๆเหมือนไฟกระพริบของผีโขมด นอกจากนี้ยังมีตำนานอื่นๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการลอย ได้แก่เป็นการลอยกระทงเพื่อบูชาท้าวพกาพรหม เพื่อบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์ในมหาสมุทร บ้างก็ว่าเพื่อบูชาพระอุปคุต ซึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่ที่สะดือทะเล นอกจากนี้หนังสือล้านนาหลายเล่มต่างกล่าวถึงพระเวสสันดรเสด็จมานครกัณฑ์ในคืนยี่เป็งว่า “เวสสันดรปริปุณณัง มาเถิงนครกัณฑ์ สุดช้อยหล้าเดือนยี่เป็ง พระจันทร์เพ็งเปล่งฟ้ามณฑลทั่วฟ้า สุกใสยวาดยำยวา..”

ด้วยตำนานต่างๆของประเพณียี่เป็งที่ผสมผสานระหว่างศาสนา ประวัติและความเชื่อของถิ่น จึงเกิดเป็นธรรมเนียมต่างๆที่สืบต่อกันมา แต่เช้ามืด ชาวบ้านจะทำ “ตานขันข้าว” นำเอาอาหาร และผลไม้ ได้แก่ ห่อนึ่ง แกงอ่อม แกงฮังเล ลาบ และขนมต่าง ๆ ไปทำบุญ บางแห่งมีพิธีกวนข้าวมธุปายาสหรือบ้างเรียก ข้าวพระเจ้าหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาในตอนเช้ามืดของวันเพ็ญเดือน 12 ทั้งนี้วัตถุประสงค์หนึ่งก็เพื่อ อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไป หลังจากนั้นจะมีการเข้าวัดฟังธรรมกัน โดยทางวัดจะจัดให้มีการเทศน์มหาจาติแบบทางเหนือ คือมีการเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ตลอดทั้งวัน เชื่อกันว่าผู้ที่ได้ฟังเทศน์มหาชาติทั้ง 13กัณฑ์จบภายในหนึ่งวันได้บุญมากจะได้ไปเกิดในสวรรค์ บางวัดอาจมีการทำพิธีสืบชะตาด้วย

ทางวัดและชาวบ้านจะช่วยกันทำความสะอาดวัดล่วงหน้า ทำซุ้มป่า นำต้นกล้วย อ้อย มะพร้าวมาผูกเข้ากับประตูวัด แขวนโคม และบางวัดจะทำกระทงใบใหญ่ไว้กลางลานวัดเพื่อรับบริจาคสิ่งของไว้ช่วยเหลือผู้อื่น ส่วนภายในวิหารจะมีการโยงสายสิญจ์ ตกแต่งด้วยโคม ตุง และกระดาษตัดเป็นรูปต่างๆ ทำก๋วยขนาดใหญ่เพื่อบรรจุปัจจัย เงินที่ถวายวัด ก็มีการนำธนบัตรมาพับเป็นดอกไม้ผูกกับก้านมะพร้าวตกแต่งอย่างสวยงาม อีกหลายวัดจะเตรียมก๋วยหรือกระทงขนาดเล็ก บรรจุธูปเทียน ข้าวตอก ดอกไม้ กล้วย ส้ม ข้าวเหนียวปั้นเล็กๆและปักธง หนุ่มสาวนิยมซื้อกระทง นำเข้าไปกราบขอพรจากพระพุทธรูปในวัดก่อนจะนำไปรวมกันไว้ในกระทงใหญ่เพื่อนำออกไปลอยรวมกันทั้งหมดในยามค่ำคืน นอกจากนี้ ทางวัดจะเตรียมว่าว หรือโคมไว้ “ว่าวฮม” หรือ”ว่าวควัน”ไว้จุดกลางวัน มักมีสีสันสวยงาม การปล่อยว่าวควันจะใช้ควันไฟเก็บไว้ในตัวว่าว ทำให้ว่าวลอยไปได้ ส่วนโคมลอยที่ปล่อยกลางคืน เรียกว่า “โคมไฟ” ทำจากกระดาษขาว แต่มีผ้าผูกไว้ เมื่อจุดควันร้อนจะสุมและพาให้โคมลอยขึ้นไป ทำให้เห็นเหมือนโคมไฟค่อยๆลอยขึ้นไป ถือกันว่าการการปล่อยโคมไฟเช่นนี้เป็นการบูชาพระเกษแก้วจุฬามณี ที่อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นอกจากนี้ก็ยังมีการเตรียม “บอกไฟ” หรือบั้งไฟเพื่อจุดกันที่วัด โดยทำเป็นแบบต่างๆ ได้แก่ บอกไฟดอก บอกไฟเทียน บอกไฟดาว บอกไฟจักจั่น เป็นต้น

ชาวบ้านจะเตรียมทำโคมแขวนประดับหน้าบ้าน มีการทำซุ้มประตูป่าเช่นเดียวกับที่วัด และมีการใช้ดอกไม้มงคลเช่น ดอกบานไม่รู้โรย ดอกรัก ดอกดาวเรือง นำมาร้อยเป็นอุบะประดับประตูป่า อีกสิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านจะเตรียมไว้คือถ้วยตะไล หรือ “ผางปะตี๊บ” ซึ่งเป็นเทียนหรือขี้ผึ้ง จำนวนเท่ากับอายุของคนที่อยู่ในเรือนนั้น ผางปะตี๊บ หรือถ้วยประทีป นี้ชาวบ้านจะนำไปจุดถวายเป็นพุทธบูชาที่วัด และมีการจุดบอกไฟด้วย พอฟ้ามืด พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยจะกลับบ้านก่อนเพื่อไปจุดผางปะตี๊บที่บ้านเป็นการบูชาเจ้าที่เจ้าทาง บูชาบ่อน้ำ บูชาครัวไฟ

สำหรับวันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธ ทางเหนือจะมีประพณีเป็งปุด หากตรงกันเพ็ญเดือนยี่ ชาวบ้านจะมาฟังธรรมกันที่วัดตั้งแต่ค่ำก่อนเที่ยงคืนวันอังคารขึ้น 14 ค่ำ ที่วัดอุปคุต ธรรมเนียมการบูชาพระอุปคุตนี้ทางล้านนาได้มาจากพม่าโดยแท้ จะมีการอัญเชิญพระอุปคุตออกมาให้ชาวบ้านบูชากัน หลังจากฟังธรรมแล้ว และเมื่อเลยเที่ยงคืนย่างเข้าสู่วันใหม่ พระและเณรจะออกมารับบาตร ซึ่งนิยมตักบาตรหลังเที่ยงคืนกันด้วยอาหารแห้ง ชาวล้านนาเชื่อว่า วันเพ็ญใดที่ตรงกับวันพุธ พระอุปคุตจะขึ้นจากมหาสมุทรมาบิณฑบาต โดยจำแลงกายเป็นสามเณรน้อยมาบิณฑบาตตอนกลางคืนค่อนรุ่ง ผู้ที่ได้ใส่บาตรแก่ท่านจะบังเกิดโชคลาภร่ำรวย ไม่อับจน ส่วนทางวัดก็จะเตรียมข้าวมธุปายาสไว้ให้ญาติโยมนำกลับไปทานเป็นสิริมงคล

ประเพณีเขาวงกต เป็นประเพณีที่รับมาจากพม่า เพื่อระลึกถึงพระเวสสันดรในชาดกที่ถูกขับออกจากเมืองไปอยู่ป่าในเขาวงกต นิยมจัดงานประเพณีนี้ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหลายๆวัดทางเหนือจะจัดร่วมไปกับงานประเพณีลอยกระทงยี่เป็ง งานประเพณีเขาวงกตที่จัดในแม่ฮ่องสอนจะมีชื่อเรียกว่า ปอยหมั่งกะป่า ทางวัดจะนำไม้ไผ่มาขัดแตะเป็นบริเวณและกั้นเป็นรั้วเพื่อกำหนดทิศทางการเดินวนในอาณาบริเวณเขาวงกต จะมีการแขวนตุงไว้ด้วย เขาวงกตบางแห่งก็โปร่งๆ บางแห่งก็ขึงผ้าสูงท่วมหัว และภายในเขาวงกต จะทำหอเพื่อบูชาเทวดา ฤษีดาบส ส่วนตรงกลางจะเป็นหอพระ สำหรับที่แม่ฮ่องสอนนิยมทำหอเป็นทรงปราสาท ผูกจากไม้ไผ่และตกแต่งด้วยกระดาษ

ทุกวันนี้ ประเพณีต่างๆของล้านนายังคงมีอยู่ให้เห็น แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างๆกันไปตามความเชื่อในแต่ละพื้นที่ น่าเสียดายที่ประเพณียังอยู่ แต่ความเข้าใจของชาวล้านนากลับลดน้อยถอยลง หนุ่มสาวที่เข้าวัดล้วนมุ่งแต่เข้าไปขอพร ขอโชคลาภ ซึ่งผิดกับพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยที่เข้าไปเตรียมงาน งานทุกชิ้นตั้งแต่เย็บผ้า ติดกระดาษเพื่อทำตุง ประกอบโคม ฉลุกระดาษ การผูกการเย็บก๋วย ทุกอย่างล้วนใช้สมาธิ ความอดทน เมื่อไม่นานมานี้ ผมเฝ้ามองคนที่เข้าไปปิดทองลูกนิมิตที่วัดแห่งหนึ่ง สุภาพสตรีท่านหนึ่งพาลูกสาววัยไม่เกินเจ็ดปีมาปิดทองลูกนิมิต ผมสะดุดตาตั้งแต่การแต่งกาย นุ่งซิ่นมิดชิด เกล้าผมมาเรียบร้อย และกิริยาท่าทางที่คุกเข่าลง บรรจงปิดทอง โดยมีลูกสาวนั่งมองตามมือแม่ ในช่วงเวลานั้นเอง มีผู้ชายอีกคน สวมเสื้อกล้าม นุ่งกางเกงขาสั้น เดินถือแผ่นทองเข้ามา ก้มตัวลงรูดแผ่นทองคำเปลวพร้อมทั้งทิ้งกระดาษหุ้มทองลงบนพื้นข้างๆลูกนิมิต แล้วก็ผละจากไป ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่เพียงไม่กี่วินาที ผมเห็นชัดเจนว่า บุญหรือความสุขใจที่ก้าวออกไปจากวัดของคนสองคนนี้ช่างผิดกันลิบลับทีเดียว ก๋วยที่แม่อุ๊ยบรรจงพับ บรรจงจีบก็เช่นกัน ถ้าเป็นเด็กสมัยนี้คงบอกว่า เสียเวลา ซื้อถังน้ำสีส้มมาเลยง่ายกว่า พระได้ใช้ด้วย ถ้ามองในแง่ประโยชน์ใช้สอยก็คงไม่ผิดอะไร แต่คนโบราณมีวิธีสอนคนในการดำเนินชีวิตและทำงานด้วยสมาธิ การใช้ความคิดได้อย่างแยบคาย การเสียสละ การทำงาน การดำรงชีวิตในสังคมร่วมกัน สังคมที่มุ่งแข่งขัน มองทุกสิ่งแบบฉาบฉวย เล็งแต่ผลประโยชน์ และขาดการทุ่มเท เป็นสังคมที่อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ มีความอ่อนแอทางเชาว์อารมณ์ มีการหย่าร้าง มีแต่คนหนีปัญหา ผมไม่แปลกใจเลยที่คนไทยทุก 12 คน จะมีหนึ่งคนที่เป็นผู้ป่วยทางจิต และผมคงไม่ถามว่าคนรู้จักรอบตัวผมมีใครที่เป็น 1 ใน 12 คนนั้น แต่ขอถามตัวเองว่า เป็นผมหรือเปล่า

ภาพงานประเพณียี่เป็ง คลิ๊กที่รูปครับ

เอกสารอ้างอิง:
http://www.lannaworld.com/believe/yeepaeng.htm
http://www.photharam.50g.com/maejai2.html
http://www.thainews70.com/news/news-culture-sanon/view.php?topic=104

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?