One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Friday, September 29, 2006

 

DOULOS in Bangkok 2006


เรือเอ็ม วี ดูโลส สร้างขึ้นในปี 1914 นับถึงปัจจุบันมีอายุ 92 ปี เรือต่อขึ้นโดยบริษัท Newport News SB&DD Co. ในเมืองนิวพอร์ตนิวส์ มลรัฐเวอร์จิเนีย โดยมีขนาด 428 x 55 ฟุต มีน้ำหนัก 5,426 ตัน เมื่อแรกสร้างเป็นเรือกลจักรไอน้ำที่ใช้หม้อต้มน้ำ 4 ชุดเพื่อขับเคลื่อนเครื่องจักร 3 ชุด สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุด 14 นอต โดยใช้ชื่อเรือว่า MEDINA S ใช้สำหรับขนส่งสินค้าระหว่างชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาและอ่าวเม็กซิโก

ต่อมาในปี 1948 ได้ขายเรือให้กับ ซี ซาน มิเกล –Cia San Miguel เพื่อปรับเป็นเรืออพยพคนอิตาลีไปตั้งรกรากในออสเตรเลีย โดยดัดแปลงเรือเป็นห้องพักรองรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งได้ 287 คน และนักท่องเที่ยวทั่วไป 694 คน ขนาดของเรือเพิ่มขึ้นเป็น 6,549 ตัน และได้เปลี่ยนชื่อเรือเป็น ROMA

ในปี 1952 เรือถูกขายต่อ และได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนตร์ดีเซลของเฟียต FIAT ทำให้มีกำลัง 4,200 แรงม้า สามารถทำความเร็วได้ 15 นอต และเปลี่ยนชื่อเรือใหม่เป็น FRANCA C ใช้วิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่างเกาะคอสตา อิตาลีและอเมริกาใต้ จนกระทั่งปี 1959 มีการปรับปรุงเรือใหม่ทำให้เรือมีระวางขับน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 6,822 ตัน

ในปี 1970 ได้เปลี่ยนเครื่องยนต์ของเรือมาใช้เครื่องเฟียต FIAT แบบ 4 จังหวะ 18 สูบ ทำให้ได้กำลังสูงถึง 8,100 แรงม้า และใช้วิ่งเป็นเรือสำราญในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ตั้งแต่ปี 1993 เรือ FRANCA C ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น MV DOULOS (ในภาษากรีก แปลว่า คนรับใช้) โดยดัดแปลงมาใช้เป็นเรือในการทำพันธกิจของคริสเตียน ได้มีการปรับปรุงเครื่องจักร และเปลี่ยนระบบไฟใหม่ น้ำหนักของเรือเพิ่มขึ้นเป็น 6,670 ตัน ส่วนของสระว่ายน้ำในเรือได้ดัดแปลงเป็นร้านหนังสือ เรือจะออกเดินทางแวะตามเมืองท่าต่างๆทั่วโลกเพื่อจำหน่ายหนังสือ เปิดการแสดง และให้ความรู้ในเรื่องราวของศาสนาคริสต์ ในปัจจุบันมีอาสาสมัครชาติต่างๆบนเรือถึง 320 คน นับเป็นเรือโดยสารที่เก่าแก่ที่สุดของโลกที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน รายละเอียดของการพันธกิจของเรือลำนี้ศึกษาได้จาก www.doulos.org


อ้างอิงเนื้อหาจาก
www.maritimematters.com/doulos.html

ส่วนภาพเต็มๆของเรือดู ที่นี่ ครับ และ ที่นี่

Labels:


Tuesday, September 26, 2006

 

เรือดูโลส


เรือ เอ็ม วี ดูโลส (MV DOULOS) เยือน กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 23 ตุลาคม 2006


เรียน ท่านผู้นำคริสตจักร

เรามีความยินดีที่จะเรียนให้ท่านทราบถึงการกลับมาอีกครั้งของ ดูโลส สู่กรุงเทพฯ และขอเรียนเชิญท่านร่วมส่วนในเหตุการณ์และกิจกรรมต่างๆสืบเนื่องจากการมาเยือนครั้งนี้

ดูโลส: ข้อมูลเบื้องหลัง
ดูโลส เป็นเรือพันธกิจนานาชาติ โดยเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจของ Operation Mobilisation (OM) ซึ่งเป็นองค์กรพันธกิจนานาชาติที่ไม่ขึ้นกับคณะนิกาย ดูโลส ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1914 แค่เพียง 2 ปีหลังจากเรือไททานิค และยังเป็นเรือโดยสารข้ามมหาสมุทรที่เก่าแก่ที่สุด ตามที่ได้รับการจดบันทึกไว้ในหนังสือกินเนสบุ๊ค

เรือนี้มีเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเป็นคริสเตียนซึ่งเป็นอาสาสมัครจำนวน 320 คนจากมากกว่า 45 ประเทศทั่วโลก อาสาสมัครเหล่านี้ทำงานและอาศัยบนเรือ ดูโลส ในฐานะที่เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อของพวกเขาในพระเยซูคริสต์ วัตถุประสงค์ของ ดูโลส คือการนำ ‘ความรู้ ความช่วยเหลือ และความหวัง’ สู่ประชากรของโลกนี้ เรือมีการจัดนิทรรศการหนังสือลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งสาธารณชนสามารถเลือกซื้อหนังสือแตกต่างกันกว่า 6,000 เรื่อง ตั้งแต่หนังสือคริสเตียนจนถึงหนังสือเพื่อการศึกษาต่างๆ ตั้งแต่หนังสือสำหรับเด็ก จนถึงหนังสือประกอบอาหาร หนังสือส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ โดยมีหนังสือคัดเลือกบางส่วนที่เป็นภาษาไทย

ในช่วง 28 ปีที่ได้เดินทางสู่สถานที่ต่างๆในโลก เรือได้เทียบท่าแล้วมากกว่า 500 แห่งในกว่า 100 ประเทศ ได้ต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือนบนเรือแล้วกว่า 18 ล้านคน และได้สัมผัสชีวิตคนนับล้าน จากการที่เจ้าหน้าที่บนเรือได้ออกไปรับใช้ และนำการหนุนใจให้กับคริสตจักรท้องถิ่นและชุมชนต่างๆ เมื่อพวกเขาแบ่งปันความรักของพระเจ้าทั้งในถ้อยคำและการกระทำ


การกลับมาเยือนกรุงเทพฯดูโลส ตั้งใจที่จะกลับมาเยือนกรุงเทพฯอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 23 ตุลาคม 2006

วันนี้ ผมนำเอาข่าวเรือดูโลสจะกลับมาเยี่ยมกรุงเทพฯอีกครั้งหนึ่ง วันนี้เรือจอดอยู่ที่ท่าเรือสัตหีบ จะเข้ามากรุงเทพฯวันพุธและจะเปิดให้ขึ้นเรือได้ในวันที่ 28 กันยายน ที่ท่าเรือคลองเตย ผมลืมไปได้งัยเนี่ยว่าเป็นท่าหมายเลขเท่าไร เด๋วกลับมาบอกอีกทีนะคับ ในวงการคริสเตียนมีห้องสมุดเรือแบบนี้อีกลำหนึ่งชื่อ โลโกส2 (โลโกสลำแรกจมลงที่แมคเจแลน) บนเรือจะมีห้องสมุด ห้องขายหนังสือ มีหนังสือหลายประเภท การ์ตูน หนังสือนิทานสำหรับเด็ก สมุดการฝีมือ ตำราอาหาร ตำราทั่วไป ราคาไม่แพงเลยครับ ส่วนใหญ่เป็นตำราอังกฤษ สีสันสวยงาม เขาจะเปิดห้องให้ชมความเป็นอยู่ของลูกเรือด้วย แต่ละครั้งที่เรือมาเทียบท่า คนขึ้นชมกันแน่นขนัดเลย ปีนี้ผมต้องหาเรื่องไปถ่ายรูปเรือเสียหน่อย

ดูรายละเอียด ของชีวิตและงานบนเรือดูโลสได้ที่นี่ครับ เผื่อใครจะสมัครไปทำงานเป็นลูกเรือบนเรือมั่ง มีผู้ไปชมเรือมาแล้วที่สัตหีบมาโพสต์ในบอร์ดพันทิพ ผมอยากได้รองเท้าไม้คู่นั้นจัง ผมจะต้องแอบโดดงานไปชมเวลากลางวันซะแล้ว เด๋ววันหยุดคนเยอะ ถ่ายรูปไม่สดวก

เวลาทำการ ท่าเทียบเรือคลองเตย โกดังหมายเลข 1

อังคาร-เสาร์ 1000-2100 น. อาทิตย์-จันทร์ 1400-2100 น. ค่าขึ้นเรือท่านละ 10 บาท


พิเศษหากเข้าชมเรือในวันและเวลาข้างล่าง ลูกเรือจะเปิดการแสดงบนเรือ ในวันและเวลาต่างๆดังนี้
เสาร์ 30 กันยายน 1400-1700 น.
อาทิตย์ 8 และ 22 ตุลาคม 1400-1700 น.
จันทร์ 23 ตุลาคม 1000-1700 น.

ลูกเรือจะเปิดการแสดงราตรีหรรษาเยาวชนนานาชาติ ในวันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 1900-2100 น. ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ไม่เก็บค่าผ่านประตู



Labels:


Wednesday, September 20, 2006

 

จิตรกรรมล้านนา


นักประวัติศาสตร์จำแนกชนเผ่าไทเป็นสองสาย สายไทใหญ่ในเขตลุ่มน้ำสาละวินซึ่งต่อมาอพยพเข้าสู่ดินแดนพม่า และอีกพวกอพยพไปในแคว้นอัสสัมของอินเดีย ได้แก่ ชนเผ่าอาหม ส่วนอีกสายหนึ่งลงมาทางลุ่มแม่น้ำโขงในแถบยูนนาน ลงมาถึงเมืองเชียงรุ้งในสิบสองปันนา เมืองเชียงตุงในพม่า และเมืองเชียงแสน ประมาณว่ามีกลุ่มคนพูดภาษาตระกูลไทเป็นจำนวนถึง 90 คน วัฒนธรรมการแต่งกายของชนเผ่าไท สตรีนิยมนุ่งซิ่น แต่ผ้านุ่งซิ่นเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเผ่า ดังจะเห็นได้จากกลุ่มไทลื้อในสิบสองปันนา ซึ่งต่อมาเมื่อมีการอพยพกวาดต้อนลงมาอยู่กันที่เมืองน่าน ก็นำวัฒนธรรมการแต่งกายลงมาด้วยดังจะเห็นได้จากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ และวัดหนองบัว ไทยวน (อ่านว่าไท-ยวน) เป็นกลุ่มหลักใหญ่ เป็นคนเมืองแห่งล้านนา นอกจากนี้ยังมีไทลาว ไทพวน ภูไท แห่งอาณาจักรล้านช้าง (ลาว) เป็นที่น่าเสียดายที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นภาพวาดเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของล้านนาเหลือน้อยเต็มทน เหลือเพียงที่มีอายุในช่วงไม่เกินร้อยห้าสิบปีที่ผ่านมา และศิลปะที่พบเห็นก็เป็นการผสมผสานของพม่า ฉาน ลาว ไทลื้อ และไทยภาคกลางไปแล้ว

ภาพจิตรกรรมที่พบเห็นได้มีการใช้สีจากแร่ธาตุธรรมชาติและสีจากพืช ทำให้เกิดเป็นสีเฉพาะตัว เช่นสีเขียวมาลาไคท์ malachite ซึ่งเป็นสารประกอบของทองแดง สีแดงเข้มซินนาบาร์ cinnabar ได้จากการปลอมปรอทและกำมะถันเข้าด้วยกัน สีเหลืองโอ๊ค ochre ซึ่งให้เฉดสีตั้งแต่เหลืองอ่อน เหลืองเข้ม จนเป็นสีน้ำตาล เป็นสีที่ได้จากออกไซด์ของเหล็ก (สนิมเหล็ก) และสีอินดิโก indigo ซึ่งเป็นสีน้ำเงินแกมม่วง สีอินดิโกเป็นสีที่สกัดได้จากพืช

ภาพจิตรกรรมฝาผนังปรากฏอยู่ในวิหาร นิยมเขียนเป็นเรื่องราวในชาดก ซึ่งเป็นการใช้ภาพสอนธรรมะอย่างแยบคาย น่าเสียดายที่คนทุกวันนี้จิตใจหยาบเสียจนไม่ได้เข้าถึง และฉวยสิ่งต่างๆเหล่านี้เพื่อสำรวจจิตใจของตัวเอง วิหารในล้านนามักใหญ่โต เป็นที่ทำกิจของสงฆ์แลฆราวาส เช่น การฟังเทศน์สดับธรรม ในขณะที่อุโบสถมีขนาดเล็กเพียงให้พระที่จำพรรษาทำวัตรเท่านั้น

ภาพจิตรกรรมจากวิหารวัดภูมินทร์ เขียนขึ้นใหม่ในราวปีพ.ศ. 2410 ในต้นรัชกาลที่ห้า ในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เป็นเจ้าเมืองน่าน แสดงให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทลื้อ ชายหนุ่มในยุคนั้นนิยมสักตั้งแต่บั้นเอวลงไป สักตามต้นขาด้วยหมึกดำ จึงเรียกชาวไทยวนตามการสักดำว่า “ลาวพุงดำ” นิยมสวมเสื้อราชปะแตน นุ่งผ้าม่วงเช่นเดียวกับไทยภาคกลาง ผมไว้ทรงหลักแจว นิยมไว้หนวด ผู้ชายสวมต่างหู และนิยมมวนใบยาสูบ เดินเท้าเปล่า สำหรับสุภาพสตรีนิยมนุ่งซิ่นลายน้ำไหล โดยทอเอง นับตั้งแต่ปั่นด้าย ผูกหูกและทอผ้า สตรีจะห่มผ้าแถบ หรือสวมเสื้อแขนยาวผ่าหน้าเข้ารูป สวมกำไล ต่างหู มุ่นมวยผมปักปิ่น ไม่สวมรองเท้า ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัว ในชุมชนไทลื้อที่อ.ท่าวังผา ก็ปรากฏเครื่องแต่งกายในทำนองเดียวกัน พบภาพสตรีสูงศักดิ์สวมรองเท้าแตะคีบ สำหรับเด็กผู้ชายนิยมไว้จุก และเนื่องจากมีการติดต่อค้าขายกับชาวตะวันตก มีมิชชันนารีเข้ามาสอนศาสนา ชายหนุ่มจะสวมหมวกปีกแบบฝรั่ง สำหรับเจ้านายปรากฏภาพของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ที่วัดภูมินทร์ สวมเสื้อแขนยาว นุ่งกางเกง นุ่งผ้าม่วงทับ สวมเทริด ภาพของคันธกุมารปรากฏว่ามีเครื่องประดับทับทรวง และสวมฉลองพระบาทเชิงงอน

สำหรับจิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำวัดพระสิงห์ ซึ่งเขียนเรื่องสังข์ทอง ปรากฏเป็นภาพชายหนุ่มสักพุงดำ นุ่งผ้าม่วง ไม่สวมเสื้อ แต่พาดผ้า มุ่นมวยผม สำหรับชนชั้นสูงจะสวมเสื้อแขนยาว ผ่าหน้า โพกผ้า สวมต่างหู โพกผ้า


ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ปรากฏธรรมเนียมการอยู่ข่วงของหญิงสาวไทลื้อ การอยู่ข่วงเป็นการเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้ทำความรู้จักกัน พ่อแม่ของหญิงสาวจะให้หนุ่มเข้ามาทำความรู้จักกับลูกสาวได้ในเพลาเย็นที่กำลังปั่นด้ายอยู่ (อยู่ข่วง) ผู้หญิงชาวไทลื้อจะทำงานบ้าน หาบน้ำ หาบข้าวของที่บรรจุในตะกร้าสานลงรักแดงด้วยคานและสาแหรก ส่วนชายหนุ่มนิยมสะพายย่าม บ้านเรือนของชาวไทลื้อ จะตั้งหูกทอผ้าไว้ที่ใต้ถุน ปลูกเรือนยกพื้น หน้าเรือนตั้งร้านน้ำต้นไว้ให้ผู้ผ่านไปมาดื่มกิน เลี้ยงสุนัขและมีช้างไว้ทำงาน เด็กชายนิยมเล่นทอยกอง

ภาพเขียนภายในวิหารหลวงวัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นภาพเขียนบนพื้นไม้คอสอง (แผ่นไม้ที่ติดอยู่ด้านบนของแต่ละช่วงเสา) ที่ใช้สีเหลืองและน้ำเงินเป็นหลักแตกต่างจากที่พบที่อื่น เขียนเป็นภาพพุทธประวัติและรามเกียรติ์ฉบับลานนา ภาพส่วนใหญ่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะแบบพม่าและจีนที่เข้ามามีอิทธิพลอย่างชัดเจน ภาพปราสาทที่มีหลังคาซ้อนกันหลายชั้นแบบไทยใหญ่ ภาพสตรีล้านนาที่นุ่งผ้าแถบสวมเสื้อแขนยาวผ่าหน้า มุ่นมวยผม มือถือพัดคลี่ ภาพการรบพุ่ง ภาพทหารฝรั่งสองชาติ ภาพทหารขี่ม้ากำลังเหนี่ยวคันธนูจำนวนมาก ภาพช้างศึก รวมทั้งบุรุษชาวจีนแต่งกายแบบราชวงศ์หมิง แสดงถึงการติดต่อสัมพันธ์กับจีนมาแต่โบราณก่อนสมัยราชวงศ์ชิง

พุทธศิลป์ผนังด้านทิศใต้วัดหนองบัวงามนัก เมื่อแรกผมคิดว่าเป็นภาพเทวดา แต่เมื่อค้นอ่านจากเอกสารหลายแห่ง ต่างระบุว่าเป็นภาพพระพุทธเจ้า สี่องค์ประทับนั่ง อีกสี่องค์ประทับยืน พระภูษาทรงเป็นอย่างกษัตริย์ไม่เป็นอย่างนักบวชที่พบเห็นทั่วไป ตามลักษณะของพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่าหรือไทยใหญ่นั่นเอง

เวลาที่ผมขึ้นไปเที่ยวเมืองเหนือที ผมจะต้องหาโอกาสไปด้อมๆมองๆภาพจิตรกรรมด้วยความสนุกสนาน แต่ด้วยเวลาที่จำกัดผมจะถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วค่อยกลับมาหาเอกสารอ่านเพิ่มเติม ผมก็มักพบว่าผมพลาดการชมอะไรอยู่เสมอๆ บางทีผมมาเห็นอะไรรายละเอียดบางอย่างที่ผมละเลยจากรูปเมื่อกลับมาแล้วก็บ่อยๆ น่าเสียดายที่ไม่มีตำราเล่มที่อธิบายภาพต่างๆเหล่านี้เพื่อเพิ่มอรรถรสของการชม ตอนนี้ได้แต่ใจจดจ่อที่จะได้ขึ้นไปอีก ปีหน้า..แน่นอน


วันนี้อัพโหลดรูปไม่ขึ้นอีกแล้ว แล้วไว้จะรวบรวมรูปจิตรกรรมมาไว้ ตรงนี้ นะครับ

Labels:


Friday, September 08, 2006

 

กบกินเดือน


เมื่อเช้ามืดวันที่ 8 กันยายน 2006 เกิดปรากฏการณ์กบกินเดือน หรือจันทรคราส lunar eclipse ในซีกโลกตะวันออก ประเทศไทยเราจะเห็นได้ตั้งแต่ 01.55-02.37 น.เป็นต้นไป เป็นคืนที่ฟ้ากระจ่าง ลมแรงมีเมฆกระจายประปราย ผมจัดการเตรียมขาตั้งกล้อง เลนซ์ 75-300 mm f4.5-5.6 ที่ระเบียงบ้าน เผลอหลับไปตื่นขึ้นมา อ้าวเลยเวลาไปซะแล้ว รีบออกไปเล็งแล้วก็ยิง ง่ะ.. พระจันทร์แหว่งไปหน่อยนึงแล้ว




ที่ระเบียงบ้านแม่ลูกออกมานั่งชมจันทร์ ลมพัดมาเอื่อยๆอากาศน่าสบาย เสียงประทัดไล่ราหูดังลอยลมมาเป็นระยะ เพื่อเป็นการฆ่าเวลา ของกินเลยถูกลำเลียงขึ้นมากินกันไป คุยกันไป สลับกับการชะแง้ดูพระจันทร์และลั่นชัตเตอร์ สุดท้ายกบก็ทนเสียงประทัดไม่ไหว คายจันทร์คืนออกมาสู่ท้องฟ้าอีกครั้งหนึ่ง อิอิ เดือนดวงนี้เหมือนแตงโมเลยคับ มีจุกด้วยอ่ะ เชิญชมตามสบายนะคับ ขอลาไปนอนแล้ว



Wednesday, September 06, 2006

 

เก็บมาคิด


ผมได้รับ forwarded mail เรื่องราวของแม่ชีเทเรซามาหลายครั้งในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมอ่านด้วยความชื่นชมแล้วก็ผ่านไป เมื่อวานนี้ผมได้มาอีกจากเพื่อน แต่ครั้งนี้ผมเห็นในมุมมองที่ผมไม่เคยให้ความสนใจมาก่อน และที่ทำให้ผมอัศจรรย์ใจไปกว่านั้นคือ วันที่ผมโพสต์เรื่องราวของท่าน เป็นวันครบรอบการจากไปของท่านพอดี

แม่ชีเทเรซา ท่านถือกำเนิดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ปี 1910 ในแคว้นมาซิโดเนีย ซึ่งเป็นดินแดนในส่วนของอาณาจักรออตโตมาน ตุรกี ที่เมือง อูสคุป ชื่อเมื่อแรกเกิดคือ แอกเนส กอนซา โบจาซิว ครอบครัวของท่านเป็นชาวอัลบาเนีย เมื่ออายุสิบสองปี ท่านรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกท่านให้เป็นมิชชันนารี (สำหรับคริสเตียนแล้ว การเป็นนักบวช ผู้สอนศาสนา บาทหลวง มิชชันนารี เป็นคนพิเศษที่พระเจ้าเรียกให้ทำงานนี้ การจะเข้าโรงเรียนฝึกหัด จะต้องผ่านบททดสอบจนแน่ใจว่า พระเจ้าทรงเรียกจริงๆ) เมื่ออายุสิบแปดปี ท่านจากบ้านไปเข้าสำนักชี โลเรโต ที่เมืองดับลิน ไอร์แลนด์ เพื่อเตรียมตัวไปเป็นมิชันนารีในอินเดีย ท่านเริ่มงานสอนหนังสือในโรงเรียนมัธยมเซนต์แมรีในเมืองกัลกัตตาตั้งแต่ปี 1931-1948 ความยากจน ความทุกข์ยากของผู้คนนอกกำแพงคอนแวนต์ ทำให้ท่านตัดสินใจออกมาทำงานกับคนในสลัมหลายแห่งในเมืองกัลกัตตา โดยเปิดโรงเรียนกลางแจ้งและใช้เงินถวาย (เงินบริจาคผ่านหน่วยงาน) ที่ได้มา มีอาสาสมัครหลายท่านสมัครเข้ามาร่วมด้วย ส่งผลให้มีการสนับสนุนด้านการเงินในเวลาต่อมา

ในปี 1950 ท่านได้เปิดโรงเลี้ยงคนจรจัดที่ไม่มีผู้ดูแล ภายใต้โครงการ The Missionaries of Charity งานดังกล่าวขยับขยายออกไปในหลายประเทศ รวมทั้งในรัสเซียและยุโรปตะวันออก พันธกิจขององค์กรมุ่งช่วยเหลือคนยากไร้ในเอเชีย อัฟริกา ละตินอเมริกา รวมทั้งช่วยผู้ประสพภัยพิบัติ โรคระบาด ความกันดารอาหารและลี้ภัยสงคราม ส่วนในประเทศที่เจริญแล้ว เช่นยุโรป อเมริกาและออสเตรเลีย จะมีหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือบำบัดผู้ติดยาเสพติด ผู้ป่วยโรคเอดส์

ในปี 1990 The Missionaries of Charity มีผู้ร่วมงานกว่าหนึ่งล้านคน ประจำอยู่ใน 40 ประเทศ แม่ชีเทเรซา ได้รับรางวัลมากมาย ได้แก่ เหรียญสันติภาพจาก สันตปาปาจอห์นที่ 23 (ปี 1971) รางวัลเนรู (ปี 1972) และรางวัลโนเบิล สาขาสันติภาพ ในปี 1979

แม่ชีเทเรซา จากไปเมื่อวันที่ 5 กันยายน 1979

คำพูดหลายคำของแม่ชีเทเรซาและวิถีชีวิตของท่านสะท้อนหลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านยึดมั่นในการดำเนินชีวิตแบบคริสตชนที่มีมาตรฐาน ทำให้ผมอดที่จะนำมาเขียนไว้ในมุมมองของผมไม่ได้

"I see God in every human being. When I wash the leper's wounds, I feel I am nursing the Lord himself. Is it not a beautiful experience?" เป็นท่าทีในการทำงานที่น่านิยม เพราะการทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า คืองานที่ทำด้วยสุดชีวิต สุดจิตใจ “จงปรนนิบัติด้วยใจชื่นบาน เหมือนกับปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ปรนนิบัติมนุษย์ เอเฟซัส 6.7 เหตุฉะนั้นเมื่อท่านจะกระทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า 1 โครินธ์ 10.31

“At the end of our lives, we will not be judged by how many diplomas we have received, how much money we have made or how many great things we have done. We will be judged by ‘I was hungry and you gave me to eat. I was naked and you clothed me. I was homeless and you took me in.’” ชีวิตของเราทุกคน ต้องก้าวผ่านไปสู่อีกสภาพหนึ่ง ทรัพย์สิน เงินทอง ปริญญาบัตร เหรียญตรา รางวัลเชิดชูเกียรติ ไม่ได้เป็นเครื่องรับรองชีวิตเบื้องหน้าเลย ในวันสุดท้ายที่เราต้องพบกับการพิพากษา พระผู้เป็นเจ้าทรงพิเคราะห์ดูที่การกระทำของเรา เหมือนที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “เพราะว่าเมื่อเรา (เราหมายถึงองค์พระผู้เป็นเจ้า) หิว ท่านก็ได้จัดหาให้เรากิน เรากระหายน้ำท่านก็ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแหลกหน้า ท่านก็ได้ต้อนรับเราไว้ เราเปลือยกาย ท่านก็ได้ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บป่วยท่านก็ได้มาเยี่ยมเอาใจใส่เรา เมื่อเราต้องจำอยู่ในพันธนาการ ท่านก็ได้มาเนี่ยมเรา ..ซึ่งท่านได้กระทำแก่ใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย มัทธิว 25.35-36,40

“Good works are links that form a chain of love.” มีคำกล่าวว่า แม้ข้าพเจ้าจะเข้าใจในความล้ำลึกทั้งปวง มีความรู้ทั้งสิ้น มีความเชื่อมากที่สุดพอจะยกภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าสละของสารพัดหรือยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็ประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่ 1 โครินธ์ 13.2-3 นั่นหมายความว่า ผลงานที่ดีเพราะเจือไว้ด้วยความรักความปราถนาดีนั่นเอง

“I am a little pencil in the hand of a writing God who is sending a love letter to the world. แม่ชีเทเรซา เปรียบเทียบตัวท่านเป็นปากกาเล็กๆด้ามหนึ่งที่พระเจ้าใช้เขียนบอกทุกคนว่า พระเจ้าทรงรักทุกคนผ่านชีวิตของท่านเอง ชีวิตของคนเป็นหนังสือเล่มใหญ่ที่เปิดให้ทุกคนได้เห็น ท่านปรากฏเป็นหนังสือของพระคริสต์ ซึ่งเราได้เขียนไว้มิใช่ด้วยน้ำหมึก แต่ด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ และมิได้เขียนไว้ที่แผ่นศิลา แต่เขียนไว้ที่แผ่นดวงใจมนุษย์ 2 โครินธ์ 3.3 หนังสือ หลักศิลามีวันเสื่อมสลายไป แต่สิ่งที่เขียนไว้ในใจของผู้คนจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง จะมีอะไรน่ายินดีไปกว่าการที่คนที่ไม่น่ารักเลยสักนิดกลับได้รับจดหมายบอกว่า เรา (พระเจ้าทรง) รักคุณ


“I know God will not give me anything I can't handle.” เรามักพบว่าปัญหาหลายอย่างในชีวิตหนักเกินกว่าที่เราจะรับมือได้ แต่ทำไมหลายๆคนจึงสามารถรับมือกับปัญหาเช่นนั้นได้ นั่นขึ้นอยู่กับท่าทีของการเผชิญและการแบกรับ บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา (มาหาพระเยซู) และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้พัก ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะและภาระของเราก็เบา มัทธิว 11.28-30 มีร้อยแปดวิธีที่จะเผชิญปัญหา มีวิธีการมากมายที่จะพลิกฟื้นจิตใจที่หมดกำลัง มีคนมากมายที่ค้นพบเคล็ดลับนี้แล้ว


“Be faithful in small things because it is in them that your strength lies.” คนที่สัตย์ซื่อในของเล็กน้อยจะสัตย์ซื่อในของมากด้วย และคนที่อสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย จะอสัตย์ในของมากเช่นกัน ลูกา 16.10 ความมุ่งมั่นกับงาน แม้เป็นเพียงงานชิ้นเล็กๆ เป็นก้าวแรกๆที่คนทำงานพึงให้ความสำคัญ เพราะถ้าเราขาดความมุ่งมั่น ความล้มเหลวจะทำให้เราไม่กล้าที่จะก้าวไปสู่งานที่ใหญ่ขึ้น และไม่มีใครกล้าที่จะมอบงานที่ใหญ่ให้เรารับผิดชอบเช่นกัน

“We need to find God, and he cannot be found in noise and restlessness. God is the friend of silence. See how nature - trees, flowers, grass- grows in silence; see the stars, the moon and the sun, how they move in silence? We need silence to be able to touch souls.” ความสุขสงบของคนๆหนึ่ง คือการได้พบสันติสุขในใจ การได้รับการปลดปล่อยจากปัญหา และตัวต้นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือตัวเอง จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยท่าพระเจ้าแต่พระองค์เดียว ความรอดของข้าพเจ้ามาจากพระองค์ สดุดี 62.1 กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น สดุดี 42.1 การได้รู้จัก การได้สัมผัสในจิตวิญญาณคือเคล็ดลับของความสุขของคริสตชน

“There should be less talk; a preaching point is not a meeting point.” ถ้าผู้ใดเข้าใจว่าตัวเป็นผู้มีธรรมะและมิได้สงบปากคำ แต่หลอกลวงตัวเอง ธรรมะของผู้นั้นก็ไม่มีประโยชน์ ธรรมะที่บริสุทธิ์ไร้มลทินต่อพระพักตร์พระเจ้าและพระบิดานั้นคือการเยี่ยมเยียนเด็กกำพร้าและหญิงม่ายที่มีความทุกข์ร้อน และการรักษาตัวให้พ้นจากราคีของโลก ยากอบ 1.26-27 ถ้าพี่น้องชายหญิง (หมายถึงคนร่วมโลก)คนใดขัดสนเครื่องนุ่งห่มและอาหารประจำวัน และมีคนใดในพวกท่านกล่าวแกเขาว่า เชิญไปเป็นสุขเถิด ขอให้อบอุ่นและอิ่มเถิด และไม่ได้ให้สิ่งที่เขาขัดสนนั้น จะเป็นประโยชน์อะไร ยากอบ 2.15-16 พระคัมภีร์กล่าวในตอนอื่นอีกว่า เรา (เราหมายถึงพระผู้เป็นเจ้า)ประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา มัทธิว 9.13 นามธรรมก็เป็นแค่นามธรรมที่ไม่มีประโยชน์อะไร หากไม่มีการทำให้เกิดเป็นรูปธรรม การลงมือปฏิบัติ การช่วยเหลือผู้อื่นต่างหากคือการปฏิบัติบูชาที่ดีที่สุด

"He will NOT ask, How many good things have you done in your life?, rather he will ask, How much LOVE did you put into what you did?” พระเจ้าสนใจท่าทีที่เรามีต่องาน พระองค์คงไม่ถามว่าท่านทำงานสำเร็จไปกี่ชิ้น แต่จะถามว่ามีกี่ชิ้นที่ทำด้วยใจ ปรัชญาของคริสต์อยู่ที่ท่าที เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า เราทั้งหลายรู้ว่า เราได้พ้นจากความตายไปสู่ชีวิตแล้ว ก็เพราะเรารักพี่น้อง (คนร่วมโลก) ผู้ใดที่ไม่รัก ผู้นั้นก็ยังอยู่ในความตาย ผู้ใดที่เกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นผู้ฆ่าคน และท่านทั้งหลายก็รู้แล้วว่า ผู้ฆ่าคนนั่นไม่มีชีวิตนิรันดร์ดำรงอยู่ในเขาเลย

“I think today the world is upside down, and is suffering so much because there is so very little love in the home, and in family life. ความรักของคนส่วนมากจะเยือกเย็นลง เพราะความอธรรมแผ่กว้างไป มัทธิว 24.12 ความโลภ วัตถุนิยม ดึงใจคนออกไปจากครอบครัวจนหมดสิ้น ไม่มียุคใดที่คนหวังได้จากการคดโกง เอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัวจะมากเท่ากับยุคนี้ ศีลธรรมเสื่อมทรามเพราะนับถือศาสนาเพียงแต่ปาก แต่ไม่ได้นำมาปฏิบัติเป็นพื้นฐานของชีวิต การเข้าหาพระหาเจ้ากลับเป็นเรื่องฉาบฉวย และหวังผลสนองความโลภของตนเอง คือเพื่อจะได้ร่ำรวย

"Abortion is murder in the womb. A child is a gift of God. If you do not want him, give him to me. The greatest destroyer of peace is abortion because if a mother can kill her own child, what is left for me to kill you and you to kill me? There is nothing between. It is a poverty to decide that a child must die so that you may live as you wish.” เพียงแค่เกลียดชังผู้ใด ก็เท่ากับเราได้มอบความตายให้กับผู้นั้นแล้ว แต่ในยุคนี้ ความรักที่พึงมีต่อกันกลับหายไปสิ้น แม้แต่ลูกในครรภ์ก็ยังฆ่ากันได้ และเพียงเพื่อตัวเอง จึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่จะเห็นคนในยุคสมัยนี้กำจัดทุกสิ่งที่ขวางอนาคตของตนเองออกไป แม้ว่าพี่ก็จะมอบน้องให้ถึงความตาย พ่อก็จะมอบลูก และลูกก็จะทรยศต่อพ่อแม่ให้ถึงแก่ความตาย มาระโก 13.12



Monday, September 04, 2006

 

Mother Teresa in her own words

“Do not wait for leaders; do it alone, person to person.” Mother Teresa taught us by her sample what it really means to ‘live’ the Gospel.

“I think today the world is upside down, and is suffering so much because there is so very little love in the home, and in family life. We have no time for our children, we have no time for each other, there is no time to enjoy each other.”

On poverty
Love begins at home; love lives in homes, and that is why there is so much suffering and so much unhappiness in the world today. Everybody today seems to be in such a terrible rush, anxious for greater developments and greater riches and so on, so that children have very little time for their parents. Parents have very little time for each other, and in the home begins the disruption of the peace of the world.”

"I see God in every human being. When I wash the leper's wounds, I feel I am nursing the Lord himself. Is it not a beautiful experience?" -- 1974 interview.

"When I see waste here, I feel angry on the inside. I don't approve of myself getting angry. But it's something you can't help after seeing Ethiopia." -- Washington 1984.

“The most terrible poverty is loneliness and the feeling of being unloved. The biggest disease today is not leprosy or tuberculosis, but rather the feeling of being unwanted.”

“There is more hunger in the world for love and appreciation than for bread. We think sometimes that poverty is only being hungry, naked and homeless. The poverty of being unwanted, unloved and uncared for is the greatest poverty. We must start in our own homes to remedy this kind of poverty.”

On war
"I have never been in a war before, but I have seen famine and death. I was asking, 'What do they feel when they do this?' I don't understand it. They are all children of God. Why do they do it? I don't understand." -- Beirut 1982, during fighting between the Israeli army and Palestinian guerrillas.

"Please choose the way of peace. In the short term there may be winners and losers in this war that we all dread. But that never can, nor never will justify the suffering, pain and loss of life your weapons will cause." -- Letter to U.S. President George Bush and Iraqi President Saddam Hussein, January 1991.

On abortion
“Abortion is murder in the womb. A child is a gift of God. If you do not want him, give him to me. The greatest destroyer of peace is abortion because if a mother can kill her own child, what is left for me to kill you and you to kill me? There is nothing between. It is a poverty to decide that a child must die so that you may live as you wish.”

On her life’s work
We ourselves feel that what we are doing is just a drop in the ocean. But the ocean would be less because of that missing drop.”

"The other day I dreamed that I was at the gates of heaven. And St. Peter said, 'Go back to Earth. There are no slums up here.'" -- Quoted as telling Prince Michael of Greece in 1996.


“The miracle is not that we do this work, but that we are happy to do it.”

On love
“If you judge people, you have no time to love them.”

“I try to give to the poor people for love what the rich could get for money. No, I wouldn't touch a leper for a thousand pounds; yet I willingly cure him for the love of God. I have found the paradox, that if you love until it hurts, there can be no more hurt, only more love.”

“I am not sure exactly what heaven will be like, but I do know that when we die and it comes time for God to judge us, he will NOT ask, How many good things have you done in your life?, rather he will ask, How much LOVE did you put into what you did?

“Being unwanted, unloved, uncared for, forgotten by everybody, I think that is a much greater hunger, a much greater poverty than the person who has nothing to eat. Do not think that love, in order to be genuine, has to be extraordinary. What we need is to love without getting tired. Every time you smile at someone, it is an action of love, a gift to that person, a beautiful thing. Good works are links that form a chain of love."

On serving God
“Be faithful in small things because it is in them that your strength lies.”

“Each one of them is Jesus in disguise. I am a little pencil in the hand of a writing God who is sending a love letter to the world. I do not pray for success, I ask for faithfulness. I know God will not give me anything I can't handle. I just wish that He didn't trust me so much.”

“Many people mistake our work for our vocation. Our vocation is the love of Jesus. Sweetest Lord, make me appreciative of the dignity of my high vocation, and its many responsibilities. Never permit me to disgrace it by giving way to coldness, unkindness, or impatience.”

“There should be less talk; a preaching point is not a meeting point. What do you do then? Take a broom and clean someone's house. That says enough. In this life we cannot do great things. We can only do small things with great love.”

“Words which do not give the light of Christ increase the darkness. Let us not be satisfied with just giving money. Money is not enough, money can be got, but they need your hearts to love them. So, spread your love everywhere you go.”

“We need to find God, and he cannot be found in noise and restlessness. God is the friend of silence. See how nature - trees, flowers, grass- grows in silence; see the stars, the moon and the sun, how they move in silence? We need silence to be able to touch souls.”

“At the end of our lives, we will not be judged by how many diplomas we have received, how much money we have made or how many great things we have done. We will be judged by ‘I was hungry and you gave me to eat. I was naked and you clothed me. I was homeless and you took me in.’”

Jesus is my God. Jesus is my Husband. Jesus is my Life. Jesus is my only Love. Jesus is my All!”

If you haven’t yet received Jesus into your heart, you can do it now by repeating this little prayer:

“Dear Jesus, I believe you are the Son of God and my Savior. I need Your love to cleanse me from my mistakes and wrongdoings. I need your light to drive away all darkness. I need your peace to fill and satisfy my heart. I now open the door of my heart and ask You to please come into my life and give me your gift of eternal life. Amen”


เนื้อหาจาก pps forwarded mail
ภาพจาก http://www.stjosephradio.com/pictures/books/spiritual-reading/mother-teresa-loving-jesusb.jpg


 

ม้าต่างไหม

ม้าต่างไหมเป็นเอกลักษณ์แบบหนึ่งของศิลปะล้านนา เป็นสถาปัตยกรรมอาคารที่มีหลังคาซ้อนลดหลั่นกันสามชั้น ซึ่งเป็นลักษณะอาคารที่จำเพาะกับกษัตริย์หรือเจ้าเมือง ส่วนของหลังคาหรือวิหารวดจะเป็นการยกซ้อนของไม้เป็นสามชั้นสามระดับ เพื่อประกอบเป็นหลังคาของห้องประธาน ส่วนหน้า ซ้อนสามชั้น และส่วนหลังซ้อนกันป็นสองชั้น โดยมีเสาหลวงรองรับหลังคาทั้งหมด การประกอบส่วนของหลังคาทั้งหมดนี้ใช้ลิ่มไม้เป็นตัวยึด ไม่มีการใช้ตะปู ทำให้อาคารแบบม้าต่างไหมสามารถรื้อเพื่อย้ายไปประกอบที่อื่นได้ วิหารหลวงของวัดหลายแห่งในเชียงใหม่ ได้แก่ หอคำ วัดพันเตา, วิหารของวัดแสนฝางล้วนเป็นอาคารม้าต่างไหมที่เป็นวังของเจ้าเมืองที่รื้อถอนมาถวาย

ชื่อของม้าต่างไหม มาจากลักษณะของโครงหลังคาที่เหมือนกับการบรรทุกไหมบนหลังม้าเพื่อนำไปขายในสมัยโบราณ คำว่า “ต่าง” แปลว่าบรรทุก นั่นเอง



เสาและผนังเขียนลายทองในเป็นที่มาของชื่อวิหารลาย(ทอง)คำ ขื่อและโครงรับจั่วหลังคาซ้อนกันเหมือนวางซ้อนเก้าอี้ หลังคาเปลือยไม่มีเพดานแลเห็นกระเบื้องขอ




อาคารแบบม้าต่างไหมมีทั้งที่เป็นโถงอาคารห้องเดียว และมีทั้งที่แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนประธานเป็นส่วนที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ระหว่างห้องประธานและส่วนหน้ามีฝาปิด เปิดช่องประตูไว้ อาคารแบบม้าต่างไหมอาจเป็นไม้สักทั้งหลังหรือเป็นครึ่งปูนครึ่งไม้ ตามเสาและเพดานมักลงรักดำหรือรักแดง แล้วปิดทองเป็นลวดลาย เรียกอาคารแบบนี้ว่า หอคำ หากเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนมักมีการเขียนภาพฝาผนังเป็นเรื่องราวในชาดก ภาพฝาผนังจะถ่ายทอดสังคม ประเพณีและวัฒนธรรมของท้องถิ่นในยุคสมัยนั้นเป็นอย่างดี อาคารแบบม้าต่างไหมเป็นอาคารยกพื้น ส่วนหลังคาลาดต่ำ หน้าต่างแคบเล็กเพื่อรักษาความอบอุ่นในอาคารในหน้าหนาวที่อากาศหนาวจัด ด้านหน้าประกอบด้วยราวบันไดนาค บางครั้งจะพบสิงห์คู่ประดับอยู่ก็มี






วิหารทรงม้าต่างไหมของวัดปราสาท หลังคาหน้าซ้อนสาม หน้าบันไดมีนาคคู่ มักมีประตูด้านข้างเพื่อความสดวกของพระสงฆ์เดินเข้าออกเวลามีงานบุญ




สำหรับหลังคาของอาคารแบบม้าต่างไหม มักมุงด้วยแผ่นกระเบื้องขอ ที่เรียกกันว่า “ดินขอ” บางอาคารจะเปลือยเห็นแผ่นกระเบื้องมุงหลังคา แต่บางอาคารจะมีการตีฝ้าเพดานปิด หน้าบันหรือหน้าแหนบแบบม้าต่างไหม ประดับลวดลายสวยงาม เป็นภาพลายก้านดอกไม้ เป็นภาพสัตว์ หน้าแหนบบางบานจะแบ่งเป็นกรอบสี่เหลี่ยมหลายๆกรอบ แต่ละกรอบประดับลวดลาย เป็นสัตว์ในหิมพานต์บ้าง สัตว์ในจักรราศี ส่วนของแผงไม้ที่ต่อลงมาจากหน้าบันเพื่อบังแดด เรียกว่า “คอกีด” นิยมทำเป็นรูปโค้งสองวงชนกัน เรียกลักษณะแบบนี้ว่า โก่งคิ้ว






หน้าบันเป็นกรอบตารางตกแต่งด้วยกระจกสีเป็นลายดอก เสาปั้นรักขึ้นลายสวยงาม กระจกประดับหลุดลอกออกไปเป็นส่วนใหญ่ ใต้หน้าบันเป็นแผงคอกีด




ตัวอย่างของอาคารแบบม้าต่างไหม ที่เลื่องชื่อ ได้แก่ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์, วิหารวัดปราสาท, วิหารวัดต้นเกว๋น, วิหารวัดแสนฝางเป็นต้น เป็นที่น่าปลาบปลื้มยิ่งนัก ที่เชียงใหม่กำลังจะมี “หอคำหลวง” ซึ่งเป็นอาคารม้าต่างไหม สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในปีฉลองสิริราชสมบัติครบหกสิบปี



วิหารลายคำ วัดพระสิงห์

วิหารโคมคำ วัดพระธาตุท่าเสด็จ ลำปาง

ที่มา:
http://www.nairobroo.com/76/modules.php?name=News&file=article&sid=65
http://www.ezytrip.com/festival/Royal_Flora/HorKamLuang.htm

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?