One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Wednesday, June 21, 2006

 

คุณอา


เมื่อคืนนี้ระหว่างที่ผมกำลังเดินทางขึ้นเพชรบูรณ์ พี่สาวผมโทรมาแจ้งข่าวว่า คุณอายุพา พิจิตรนรการ ถึงแก่กรรมและมีพิธีรดน้ำเมื่อเย็นที่ผ่านมา ผมได้รับข่าวอย่างน่าใจหาย ตั้งแต่ผมจบจากโรงเรียนพรประสาทมา ผมกลับไปเยี่ยมโรงเรียนเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้นภายใน 4 ปีแรกและผมไม่เคยกลับไปอีกเลยแม้ว่าผมจะเดินผ่านหน้าโรงเรียนทุกวันในช่วงที่ผมเรียนมัธยมอยู่ ชีวิตของครูช่างเหมือนเรือจ้างจริงๆที่ส่งลูกศิษย์ขึ้นฝั่งรุ่นแล้วรุ่นเล่า ครูจะตื่นเต้นยินดีเมื่อลูกศิษย์ประสพความสำเร็จ แต่จะมีลูกศิษย์สักกี่คนที่คิดถึงครูบ้างในวันที่ตนเองประสพผลสำเร็จ ผมเองก็คงไม่ต่างจากลูกศิษย์คนอื่นๆเท่าไรนัก แต่อย่างน้อยมีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยทำคือถีบหัวเรือเพื่อส่งตัวเองขึ้นฝั่ง




เมื่อไม่นานมานี้ ผมรื้อหาสมุดเฟรนด์ชิปที่เพื่อนๆเขียนไว้ให้เพื่อนำมาประกอบเรื่อง คุณอาได้เขียนสมุดให้ผมด้วย คุณอาเขียนว่า...

จตุรพรนั้นมีพรอยู่สี่แล้ว คงไม่แคล้วทุกสิ่งที่อยากได้
รักษาพรไว้กับตัวอย่าให้ไกล ไม่มีใครแย่งพรปิงได้เลย


ผมคงไม่ได้พกเอา อายุ วรรณะ สุขะ พละและปฏิภาณ มาตั้งแต่เกิด แม้ว่าผมจะเชื่อว่าชีวิตของผมพระเจ้ากำหนดไว้แล้ว (predestinated) แต่ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตล้วนเสริมสร้างให้เป็นขึ้นมาอย่างทุกวันนี้ นอกจากครอบครัวแล้ว ผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโรงเรียนมีส่วนเปลี่ยนวรรณะของผมอย่างสิ้นเชิง จากคนรุ่นเสื่อผืนหมอนใบในรุ่นพ่อมาเป็นคนไทยเต็มตัว คิดใหม่ มีวัตรปฏิบัติใหม่ ถือวัฒนธรรมใหม่ สร้างพละและปฏิภาณให้กับผมให้เป็นคนที่ไม่เพียงแข็งแรงทางร่างกาย แต่มีความคิดจิตใจใจที่แข็งแรงไปด้วย มีความรู้ที่จะประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเองได้ “ความรู้ทำให้คนองอาจ” เป็นสิ่งที่ผมได้รับการปลูกฝังมา จากคนรุ่นเสื่อผืนหมอนใบ และผมประจักษ์ว่าสิ่งที่ผมได้รับการปลูกฝังมาจากโรงเรียน ไม่มีใครแย่ง ‘พร’ นั้นไปจากชีวิตผมได้

เมื่อหลายปีก่อน ผมซื้อการ์ดไว้ ตั้งใจจะเขียนไปหาดร.ฟรานเซส ครูของผม ในที่สุดการ์ดใบนั้นไม่เคยได้ส่งออกไปเลยเพราะผมผลัดผ่อนกับตัวเองอยู่เกือบสองปีจนครูของผมจากผมไปด้วยมะเร็งในสมองด้วยวัยแปดสิบปี การ์ดใบนั้นทำให้ผมเจ็บปวดใจทุกครั้งที่เห็น หลายเดือนก่อนผมตั้งใจจะโทรศัพท์กลับไปที่โรงเรียนเพื่อถามข่าวคุณอา แต่ผมก็ไม่ได้ทำ ผมได้บทเรียนสำคัญว่า หากเราจะแสดงความรักกลับใคร อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆเช่นนั้นผ่านไปโดยที่คนๆนั้นไม่มีโอกาสได้รับรู้ แม้นมีท่าทีที่ดี (good attitude) แต่ไม่เคยทำให้สำเร็จเห็นผลก็อย่ามีเสียเลยจะดีกว่า

ผมกราบระลึกถึงคุณอา ที่โรงเรียนที่คุณย่าสงวน มลิทองก่อตั้งไว้ และคุณอาได้สานต่อสร้างเด็กครอบครัวหนึ่งให้เติบโตอยู่ได้ในสังคม


Labels:


Monday, June 19, 2006

 

เขาพาไปอาบน้ำ


มาถึงไคร์สเชิร์ชบ่ายจัดแล้ว อาหารเที่ยงล่วงเลยไปกว่าชั่วโมง ทางทัวร์จัดให้เรารับประทานอาหารที่ร้านอาหารไทย ลูกทัวร์ทั้งหลายแฮปปี้กันถ้วนหน้า ร้านอาหารอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่เราพักนัก เมื่อท้องอิ่ม เขาพาไปนั่งรถทัวร์ในเมืองรอบหนึ่งก่อนจะพาขึ้นไปบนเขาแคชเมียร์เพื่อดูเมือง บนเขามีคฤหาสน์สร้างด้วยหินหลังหนึ่ง อากาศกำลังเย็นสบาย คนอื่นสวมเสื้อหนาวกัน แต่ผมสวมเชิ้ตแขนยาว คงเป็นเพราะผมเดินเร็ว ทำอะไรเร็ว ผมเลยรู้สึกร้อนและมีเหงื่อ เขาพาไปเดินที่สวนสาธารณะ botanic garden ด้วย ข้างๆเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแคนตาเบอรี่ ฝั่งตรงข้ามเป็นซึ่งเป็นหอศิลป์ แปลงดอกทิวลิปในสวนทำเอาชาวทัวร์ตื่นเต้น ผมถ่ายไว้เพียง 2-3 รูป แล้วก็เดินเข้าไปชมข้างในสวน เห็นครอบครัวพาลูกมาปิกนิคกัน รอบๆสวนสาธารณะมีแม่น้ำเล็กๆชื่อแม่น้ำเอวอน ขนาดแม่น้ำถ้ามีไม้ค้ำถ่อให้อันหนึง ผมสามารถกระโดดข้ามไปได้สบายๆ น้ำตื้นๆแค่หน้าแข้ง เป็นน้ำที่ได้มาจากหิมะบนภูเขาละลาย มีนักท่องเที่ยวถ่อเรือล่องแม่น้ำกันด้วย หอศิลป์นี้แบ่งเป็นหลายส่วนกระจายอยู่ตามตึกโบราณที่สร้างจากหิน มีส่วนที่เป็นภาพวาดภาพพิมพ์ ประติมากรรม ดนตรี บัลเลต์ หอศิลป์นี้เดิมเป็นอาคารของมหาวิทยาลัยแคนตาเบอรรี่ แคนตาเบอรี่เป็นชื่อตำบลหนึ่งของเมือง ต่อมามหาวิทยาลัยได้ขยับขยายและย้ายออกไป เวลาที่เดินในหอศิลป์ จะได้ยินเสียงเครื่องดนตรีลอดออกมาจากห้องต่างๆ เห็นศิลปินฝึกหัดนำเอางานของตัวเองออกมาสเก็ตรูปบ้าง ปั้นบ้างตามสนามและนอกอาคาร

เย็นวันนั้น ทางทัวร์จัดให้พวกเราไปกีวีดินเนอร์ –kiwi dinner คือทานอาหารแบบชาวนิวซีแลนด์ ผมได้รับบัตรเชิญไปทานอาหารด้วย (ลองดูในรูปนะครับ) มีบ้านที่เปิดรับทัวร์แบบนี้ เขาจัดอาหารไว้เป็นสองห้อง บรรยากาศดีครับเหมือนทานอาหารในบ้านตัวเอง อาหารมื้อนั้นมีสเต็กเนื้อแกะ มันบด สลัด และอะไรอีกสองสามอย่างที่ผมจำไม่ได้แล้ว เสริฟพร้อมกับไวน์แดง ลูกทัวร์หลายคนทำท่าผะอืดผะอมเนื่องจากกลิ่นสาบของแกะ แต่สำหรับผมส.บ.ม. ผมเลยรับเนื้อจากหลายคนมากินอย่างเอร็ดอร่อย มีธรรมเนียมอย่างหนึ่งของคนที่นี่คือ ห้องน้ำไม่มีกลอนประตู ใช้ผลักเปิดปิดเท่านั้น หากประตูปิดแปลว่ามีคนอยู่ข้างใน นักเรียนไทยที่ไปถึงใหม่ๆมักไม่ทราบ หากเป็นสิ่งที่น่าดูก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่เชื่อว่าสิ่งที่เห็นหลายๆครั้งอาจทำเอาฝันร้ายไปหลายคืนก็ได้

วันรุ่งขึ้น เขาพาผมไปเมืองแฮนเมอร์สปริง –Hanmer Spring แค่ได้ยินชื่อก็เดาได้แล้วว่ามีน้ำพุร้อน เขาพาผมไปแช่ในบ่อน้ำร้อน เขาจะผันน้ำจากบ่อน้ำร้อนเข้ามา มีบ่ออยู่หลายบ่อ 34, 38, 39, 41 และ 42 องศาเซลเซียส มีสระว่ายน้ำมาตรฐานให้หนึ่งสระเป็นน้ำจืดธรรมดา และมีสระน้ำอุ่นที่มีน้ำตกและสไลเดอร์อีกสระหนึ่ง ผมสนุกกับการดำผุดดำว่ายจนหนาวสั่น เพราะอากาศเย็นประมาณ 18 องศา จนได้ที่ก็ย่องลงสระ 34 องศาก่อน จนร่างกายเคยชินแล้วค่อยย้ายไปสระที่อุณหภูมิสูงขึ้นตามลำดับ น้ำในบ่อที่เขาพันมาเป็นควัน มีกลิ่นกำมะถันฉุน สระที่ 42 องศาทำเอาเกือบสุก ทางทัวร์ปล่อยให้เราเล่นน้ำกันอยู่เกือบ 2 ชั่วโมงก็มาต้อนกลับเพื่อไปช๊อปปิ้ง ห้องอาบน้ำที่นั่นทำเอาคนไทยอย่างเราอาย เขาแก้ผ้าอาบน้ำกัน โดยมีฝักบัวเรียงเป็นตับ แต่หนุ่มไทยที่ไปคราวนี้ไม่มีใครใจกล้าพอขนาดนั้น ก้มหน้าก้มตาอาบแล้วก็มุดออกมาหัวเราะกันข้างนอก แต่ผมลืมถามห้องผู้หญิงไปว่าเป็นไงบ้าง

วันนั้นผมไม่ได้ไปช๊อปปิ้งกับคนอื่น แต่ผมเลือกจะกลับไปพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์และcathedral square เพื่อทราบประวัติการตั้งถิ่นฐานและถ่ายรูป วันรุ่งขึ้นเขาปล่อยฟรีครึ่งวัน ผมดีใจเพราะไม่ชอบอยู่ในกรอบกำหนดของใคร มาทราบตอนหลังว่าลูกทัวร์หลายสิบคนไปเคาะประตูร้านอาหารไทยที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมนักตั้งแต่เช้า ส่วนผมแซนด์วิชชิ้นนึงก็อยู่แล้ว ผมห่วงเที่ยวมากกว่า ในการเดินทางกลับคราวนี้ เครื่องที่ลงจอดที่ซิดนี่ย์ทำเอาเราหวาดเสียว เนื่องจากรันเวย์เป็นส่วนถนนที่ถมยื่นลงไปในทะเล เครื่องบินที่วิ่งบนรันเวย์สายไปมาเหมือนจะแฉลบลงน้ำ และแล้วเราก็ได้เที่ยวซิดนี่ย์สมใจ เกิดปัญหาบางอย่างกับเครื่องที่จะกลับกรุงเทพ พวกเราต้องแกร่วนั่งๆนอนอยู่ที่สนามบินห้าชั่วโมง

นิวซีแลนด์เป็นตัวอย่างของประเทศที่ตั้งอยู่บนเศรษฐกิจพอเพียง รายได้หลักของประเทศมาจากเกษตรกรรม พืชผลการเกษตร ผลไม้เมืองหนาว ขนแกะ นม และจากการท่องเที่ยว ผลผลิตทางการเกษตรได้รับการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าเป็นเนย เนยแข็ง ขนแกะนำไปสู่อุตสาหกรรมทอผ้า และส่งออกผลไม้เมืองหนาวหลายชนิด ทุกตารางเมตรของนิวซีแลนด์เต็มไปด้วยแกะซึ่งเป็นปศุสัตว์หลัก รองลงมาคือโคเนื้อและโคนม ผมเห็นฝูงแกะหากินอยู่ทุกที่ บนเขา ชะโงกผาที่สูงลิบ เขาจะมีรั้วไฟฟ้าเตี้ยๆกันไม่ให้แกะข้ามออกนอก บ้านพักอาศัยล้วนเป็นหลังเล็กๆเหมือนบ้านตุ๊กตาแต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ หลังคาและโรงนามุงด้วยสังกะสี มีสีสันต่างๆ กองฟางไว้เลี้ยงสัตว์จะถูกม้วนเป็นแถวยาวเหมือนแยมโรลและหุ้มด้วยพลาสติกสีฟ้า จะแกะเอามาใช้เป็นส่วนๆ หลายบ้านจะมีกล่องเลี้ยงผึ้งไว้รอบๆฟาร์มเพื่อเก็บน้ำผึ้งขาย ถนนหนทางระหว่างเมืองเป็นถนนอย่างดี เล็กๆแคบๆ บนทางหลวงมีรถวิ่งน้อยมากผลผลิตของแต่ละฟาร์มจะถูกดัดแปลงเป็นน้ำผึ้งขวด แยมผลไม้ เสื้อกันหนาว สบู่ผลไม้ โลชั่นที่ผสมผลไม้ และเครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมของรกแกะ ทั้งหมดเป็นโฮมเมด และขายให้นักท่องเที่ยว ฟาร์มหลายแห่งเปิดเป็นโฮมสเตย์ เป็นร้านขายผลผลิตในไร่ แม้แต่บ้านที่อยู่ในเมืองก็ยังสามารถรับทัวร์มาทานอาหารมื้อเย็นได้ มีหลายครอบครัวที่เปิดบ้านรับทัวร์แบบนี้ ผมเห็นว่าเป็นอาชีพที่ทำรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ คนที่เกษียณอายุจากงานก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ผมเห็นคนสูงอายุมากมายยังมีงานมีกิจกรรมให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นแคชเชียร์ เล่นดนตรีในเรือ หรือเป็นพนักงานในร้านช๊อคโกแลต ทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าตลอดเวลาและไม่เป็นภาระของใคร

นิวซีแลนด์รับนักท่องเที่ยวปีละหลายล้านคนเพื่อมาดูน้ำพุร้อน เล่นสกีในฤดูหนาวและเล่นเครื่องร่อน แล่นเรือใบในฤดูร้อน ภาพยนตร์เรื่อง Lord of the Ring ถ่ายทำที่ประเทศนิวซีแลนด์ ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาประเทศนี้มากขึ้น นับว่าเขาสามารถทำอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้อย่างประสพผลและครบวงจรจริงๆ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่ส่งนักเรียนมาเรียนที่นิวซีแลนด์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากค่าครองชีพถูกกว่าในยุโรปและอเมริกา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลนิวซีแลนด์ให้รับนักเรียนญี่ปุ่นทำงานในระหว่างเรียนหนังสือด้วยค่าแรงที่สูงกว่าชาติอื่นในขณะเดียวกันญี่ปุ่นส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศนี้เป็นการตอบแทน อยากเห็นรัฐบาลไทยมีวิสัยทัศน์เช่นนี้บ้างจริงๆ

ชมภาพอื่นๆ คลิ๊กที่นี่ ครับ

Labels:


Saturday, June 17, 2006

 

เกาะใต้


เดือนตุลาคม ปี2002 ผมแพ็คกระเป๋าพร้อมเสื้อกันหนาวเพื่อออกเดินทางไปสู่เกาะใต้ด้วยสายการบินแควนตัสสตาร์อัลลาอันซ์ โดยแวะจอดที่ซิดนีย์เพื่อต่อไปยังไครสเชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ จากไคร์สเชิร์ช เราขึ้นรถบัสเล็กเพื่อขับลงไปทางใต้ของเกาะมุ่งหน้าสู่ควีนส์ทาวน์ ผ่านเมืองแอชเบอร์ตัน -Ashberton ผ่านภูเขาหัวโล้นสีน้ำตาลที่มีหญ้าแห้งปกคลุมไว้ เย็นวันนั้นเราพักกันระหว่างทางที่โรงแรมเล็กๆเป็นกันเองที่ริมทะเลสาปทาเคโป -Takepo แสงสุดท้ายของวันทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะคว้ากล้องฝ่าลมหนาวออกไปเก็บภาพทะเลสาปยามเย็น พวกเพื่อนๆรีบตามผมออกมาเพราะรู้ว่าเขาจะยื่นหน้าตัวเองเข้ามาในภาพที่ผมบันทึกไว้ได้ ลมหนาวพัดมา ประมาณ 13 องศาทำเอามือผมชาไปหมด ไกลออกไปมีโบสถ์หินเล็กๆ จุได้ไม่เกิน 12 คน ชื่อว่าโบสถ์ของคนเลี้ยงแกะที่ดี -Church of Good Shepherd ที่หน้าโบสถ์มีรูปปั้นสุนัขเลี้ยงแกะด้วย พอได้เวลาอาหารค่ำ เราก็กลับเข้าไปที่ห้องอาหารที่มีอาหารแบบบุฟเฟต์ให้ตักได้ตามใจชอบ แน่นอนต้องมีเนื้อแกะด้วย เหม็นสาป เหนียว แต่อร่อยครับ ทางโรงแรมเขาจุดเตาผิงด้วย ใส่ฟืนที่เป็นต้นสนทำให้ทั้งห้องหอมอบอวลด้วยกลิ่นสน อากาศตอนกลางคืนหนาวเย็นลงไปอีกประมาณแปดองศา เพื่อมาเคาะประตูชวนไปผับที่อยู่ปล็อคถัดไป เขาไปแทงสนุ๊กกันมั่ง โยกสล๊อตมั่ง หัวหน้าทัวร์เป็นคนไทยครับ เป็นนักเรียนนิวซีแลนด์ตั้งแต่ไฮสกูลจนจบปริญญาตรี คืนนั้นผมสั่ง "คะลัวนม" อร่อยมากๆ แค่พอมึนๆและขับไล่ความหนาวออกไป

หลังอาหารเช้า เราออกเดินทางต่อไปยังเมืองควีนส์ทาวน์ ระหว่างทางได้แวะชักภาพกันที่ทะเลสาปปูคากิ -Pukaki น้ำในทะเลสาปเป็นสีเขียวน้ำทะเลใส่นม สวยงามแลแปลกตามาก เราแวะทานข้าวกันที่บ้านไร่แห่งหนึ่ง มีขนมปัง บาร์บีคิวไส้กรอก และแกะ ผลไม้ ขนมอบ ให้เราเลือกทานกัน บ้านเล็กๆหลังนี้กระทัดรัด ตกแต่งได้น่ารักมาก ผมอยากจะปลูกบ้านแบบนี้หลังหนึ่งเอาไว้อยู่อย่างสงบเมื่อแก่ตัวลง มีห้องนอนเล็กๆสองห้อง ห้องทานอาหารและครัวที่เปิดออกไปนอกระเบียง มีส่วนที่เป็น family room สามส่วนนี้ต่อเนื่องกันเป็นห้องใหญ่ ผมเลือกที่จะทานอาหารเที่ยงที่ชิงช้าสนาม เพื่อสัมผัสธรรมชาติ ไร่แห่งนี้เป็นฟาร์มเลี้ยงแกะครับ หลังอาหารเขาได้สาธิตการใช้สุนัขต้อนแกะให้เราชมกันด้วย

จากบ้านไร่เราผ่านเมืองครอมเวลล์ ซึ่งเดิมเป็นเหมืองทองมาก่อน แต่ปัจจุบันได้พัฒนาให้ปลูกพืชเมืองหนาว องุ่น รถจอดแวะให้เราได้ซื้อแอบเปิลและเบอรรี่กัน ผมเดินและถ่ายรูปอย่างเดียว ของแพงครับ เด๋วรอกินฟรีดีกว่า อิอิ และก็ได้กินของแถมจริงๆด้วย สบายจัง ตังค์อยู่ครบ

มาถึงควีนส์ทาวน์เอาบ่ายแกๆ เมืองนี้ตั้งอยู่หน้าทะเลสาปวาคาปูติ -Wakaputi ชื่อสถานที่เป็นภาษากีวีหมดนะครับ จำยากผมต้องจดเอาไว้ อีกฝั่งของทะเลสาปเป็นภูเขาที่เขาไว้เล่นสกีกันตอนหน้าหนาว น้ำในทะเลสาปไม่ลึกครับ ผมไปนั่งเจ็ทโบท บางแห่งน้ำลึกแค่เข่าเอง แต่น้ำเย็นเฉียบเลย ใสจนเห้นก้อนกรวด เป็นน้ำจากหิมะบนเขา บริเวณที่ลึกหน่อยก็แค่เอว ไม่ถึงเมตรดีครับ เมืองควีนส์ทาวน์เป็นเมืองตากอากาศที่หน้าหนาวคนมาเล่นสกี หน้าร้อนก็มาอาบแดดบ้าง มาเล่นเครื่องร่อนบ้าง คืนนั้นเขาพาเราไปทานอาหารกันบนเขา ต้องนั่งสลิงสกายไลน์ขึ้นไป เป็นอาหารบุฟเฟต์ทะเลครับ เสริฟพร้อมไวน์ ทำเอาผมเมาเลย และเป็นโอกาสดีที่ผมจะได้ถ่ายภาพเมืองตอนกลางคืน เห็นไฟระยิบระยับอยู่เบื้องล่าง คืนนั้นหลังอาหาร ผมตามเพื่อนไปกาสิโน ข้างในมีตู้โยกสลอ็ตเต็มห้อง มีคนแลกชิปเล่นไม่กี่คน พวกเพื่อนผมเล่น ผมยืนดูเฉยๆ มะได้กินตังค์ผมหรอก ยืนดูอยู่พักนึงรู้สึกว่ามันไร้สาระจัง ผมเลยเลือกที่จะลงไปเดินเล่นในเมืองดีกว่า

วันรุ่งขึ้นทัวร์พาพวกเราไปลงเรือกลไฟ TSS Earnslaw cruise เป็นเรือกลไฟจริงๆต่อไว้ตั้งแต่ปี 1912 แล้วขนจากเมืองคูนคินมาที่นี่ด้วยรถไฟ เรือพาเราล่องทะเลสาปวาคาติปูไปส่งบนอีกฝั่งของทะเลสาปเป็นบ้านไร่ริมชายเขาชื่อ วอลเตอร์พีค -Walter Peak บนเรือก็จะมีเครื่องดื่มแจก พร้อมเนื้องเพลง มีแหม่มอ้วนๆอายุมากแล้วเล่นแกรนด์เปียโนให้นักท่องเที่ยวร้องกัน เป็นเพลงโบราณทั้งนั้นเลย อย่าง Susanna, Don't cry for me Argentina, Edelweiss, Smoke gets in your eyes บนเกาะมีภัตตาคารให้เรารับประทานอาหารเช้ากัน ชีสกับแครกเกอร์อาหย่อยอย่าบอกใครเลยครับ หลัจากนั้นเขาก็พาเราไปดูการตัดขนแกะ ช่างก็จะเอาปัตตาเลี่ยนใหญ่ๆมาอันนึง ไถ่รวดเดียวภายใน 2-3นาที ได้ขนออกมาหนึ่งผืน เจ้าแกะที่โดนตัดขนแล้วดูท่าทางมันตกใจอยู่ไม่น้อย ตลกดี ตอนบ่ายผมออกไปช๊อปปิ้ง ได้ไม้ฝังมุกมา เป็นอาวุธของพวกเมารี เป็นไม้ทึบตัน ทรงคล้ายๆไม้เทนนิสแกะลวดลายสวยงาม ได้เซรามิกมาแขวนข้างฝาอันนึง และแน่นอนผ้าเช็ดจานลวดลายเมืองควีนส์ทาวน์ฝากแม่ ไปที่ไหนผมมักจะซื้อผ้าเช็ดจานเก็บไว้เสมอเป็นของสะสมแบบหนึ่ง

เช้าวันรุ่งขึ้นเก็บกระเป๋าเพื่อเช็คเอาท์ไปเล่นเจ็ทโบทกันแต่เช้า สายๆมีเพื่อนบางคนอยากไปกระโดดบันจี้ เขาเลยพาเราไปที่สะพานคาวารัว -Kawarau สะพานนี้สร้างตั้งแต่ปี 1988 พาดข้ามโตรกเขา สูงจากพื้นน้ำ 43 เมตร เสียวไส้ดีครับ แล้วก็ถึงเวลาอำลาควีนส์ทาวน์ ขากลับเขาพาเราแวะที่เมืองแอโรว์ทาวน์ -Arrowtown เพื่อดูเหมืองทองกัน และแวะไปไร่อะไรก็จำไม่ได้ เป็นโกดังครับ ข้างในขายสินค้า OTOP ผมเลือกซื้อสบู่กีวี และสบู่สปาแบบต่างๆมาฝากเพื่อนที่ทำงาน แล้วก็หมวก ถุงมือ ผ้าพันคอวูลแท้สำหรับแม่

เรากำลังกลับไปไคร์สเชิร์ชเพื่อนอนคืนหนึ่งที่นั่น และบ่ายพรุ่งนี้จะบินกลับกรุงเทพฯกันแล้ว วันนี้ผมจะหยุดเพียงเท่านี้ วันหลังค่อยเล่าต่อครับว่าผมอุบอะไรไว้ก่อน อืมรูปสำหรับตอนนี้ให้คลิกดูจากภาพข้างบนนะครับ

Labels:


Sunday, June 11, 2006

 

ธ ผู้ทรงสถิตย์ในใจ ไทยทั้งชาติ


พลุรูปหัวใจที่ใช้ประกอบเรื่องวันนี้ แม้จะไม่ใช่รูปที่ถ่ายได้สวยงาม แต่เมื่อผมเห็นภาพพลุนี้ ผมก็ระลึกได้ว่า “ในหลวง” ทรงสถิตครองใจคนไทยกว่าหกสิบล้านคนทีเดียว ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ผมจำความได้ผมก็เกิดมาในประเทศที่มีเจ้ามหาชีวิตคือรัชกาลที่เก้า จนทุกวันนี้ เจ้ามหาชีวิตก็ยังเป็นพระองค์เดิม เมื่อผมอ่านสี่แผ่นดินของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ผมยังไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงความผูกพันของคุณพลอยที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวถึงสี่พระองค์ว่าเป็นอย่างไร แต่วันนี้ผมเพิ่งจะรู้ซาบซึ้งเมื่อประสพด้วยตัวเอง ภาพที่ถ่ายทอดในคราวเสด็จออกสีหบัญชรเนื่องในการพระราชพิธีฉลองการครองสิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ทำให้ผมอดน้ำตาคลอด้วยความปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ที่ทรงกระทำยาวนานต่อเนื่องหกสิบปี หรือตลอดชีวิตผมจนวันนี้ พระราชจริยวัตรที่งดงามเปี่ยมด้วยความเมตตา และแน่นอนเปี่ยมด้วยบุญญาบารมีทำให้พสกนิกรเล็กๆอย่างผมคนหนึ่งปลื้มใจมาก

ในชีวิตนี้เคยเข้าเฝ้าใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทสามครั้ง ครั้งแรกก็ไปถ่ายรูปที่วัดพระแก้วซึ่งประจวบกับเป็นเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินบำเพ็ญกุศล ผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นวันนักขัตฤกษ์ใด และอีกสองคราวเมื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ทั้งสามครั้งผมยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ภาพพลุเนื่องในการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบหกสิบปี จุดที่หน้าวัดอรุณราชวราราม คืนวันที่ 10 มิถุนายน 2549

Labels:


Thursday, June 08, 2006

 

รูปติดบัตร


ผมเอารูปติดบัตรของตัวเองมาให้ดูกัน ตั้งแต่เกรด 7-12 (ป.7- ม.ศ.5) แว่นตอน G7 เป็นแว่นกรอบเขียว พอผม13 ขวบเข้าเรียนที่อำนวยศิลป์ หน้าผมก็เริ่มเปลี่ยน แต่เสียงยังไม่เปลี่ยน เวลาร้องเพลงในหมู่นักร้องประสานเสียง เขายังให้ร้องเสียงโซปราโนอยู่ ผมมาเสียงแตกเอาตอนปลายม.ศ. 2 ตอน G10 ผมเป็นหนุ่มทำบัตรประชาชน ตอนนั้นใส่แว่นกรอบสีฟ้า เลนซ์ก็เป็นสีฟ้าหน้าตายังอิ่มๆแบบเด็กอยู่เลย เนื่องจากเสียงแตกแล้ว ผมย้ายไปร้องเพลงเสียงเทนเนอร์แบบแหบๆ ช่วงเสียงแตกของผมไม่นาน เลยไม่มีปัญหาเรื่องร้องเพลงเท่าไหร่

พอขึ้น G11 หน้าผมเปลี่ยนไปเยอะมาก ผอม หน้ามันและมีสิวเยอะ แก้มตอบแขนขายาวเก้งก้าง ผมน้ำหนักไม่พอจะเรียนรด. แต่แม่อยากให้ผมแข็งแรง วันที่ไปสมัครรด.ผมถอดแว่นออก ตอนนั้นสายตาสั้น -5.25 ในกระเป๋ากางเกงถ่วงเหรียญห้าบาทแบบเก้าเหลี่ยมเย็บติดเป็นแพไว้ ผมเลยได้เรียนรด. รูปอำลาชั้นมัธยมเปลี่ยนมาใช้แว่นกรอบโลหะสีเงิน เลนซ์พลาสติกย้อมครึ่งบนสีเขียว ยังเป็นหัวเขียงอยู่

พอผมเข้าปีหนึ่งที่เกษตร ก็ต้องถ่ายรูปติดบัตรใหม่ รูปตอนปีหนึ่งเป็นรูปที่ผมชอบ เพราะหน้าใส ผมยาวแล้ว ไม่เหม็นเขียว ผมแอบใช้รูปนี้ติดบัตรต่างๆจนผมเรียนจบปริญญาโทในอีก 8 ปีถัดมา ก่อนที่จะจบปริญญาตรี ก็ต้องไปถ่ายรูปสวมครุยเพื่อทำหนังสือรุ่น เลยมีรูปภาคสุดท้ายของปี4 มาให้ดูกันด้วยครับ

Labels:


 

ห้องภาพเนรมิต


วันนี้ผมรื้อเจอภาพเก่าๆ เป็นรูปติดบัตรที่เก็บอยู่ในซองเล็กซองน้อย ซองกระดาษเล็กๆเก่าคร่ำคร่าก็ปรากฏ ทำให้ผมอดนึกถึงห้องภาพเนรมิตที่อยู่หน้าโรงเรียนพรประสาทไม่ได้ ที่หน้าร้านจะมีรูปติดบัตรที่เขาขยายใหญ่ไว้ เป็นรูปของหลายๆคน ผมจำได้ว่ามีรูปของคุณอา "ยุพา" เจ้าของโรงเรียนพรประสาทอยู่ด้วย เจ้าของร้านเป็นชายชาวจีน ร่างเล็ก หน้าเหลี่ยม เป็นคนยิ้มแย้ม คิ้วเข้ม หนวดเคราโกนเรียบร้อย พูดจาไพเราะ ผมจะเห็นเจ้าของร้านสวมเสื้อเชิ้ตขาวแขนสั้นปล่อยชาย และนุ่งกางเกงสแล็คสีดำ สวมรองเท้าแตะเป็นประจำ เวลาเข้าไปในร้าน เขาจะยิ้มแย้มออกมาต้อนรับ ถามว่าจะมาถ่ายรูปติดบัตรหรือครับ พร้อมทั้งเชื้อเชิญขึ้นไปบนชั้นสองที่เป็นสตูดิโอถ่ายรูป ชั้นบนห้องแถวจะมีส่วนติดหน้าต่างหน้าร้านปิดทึบ วางฉากสีขาว มีแฟลช ไฟร่ม และเก้าอี้ล้อเลื่อน ห้องน้ำชั้นสองจะดัดแปลงเป็นห้องแต่งตัว หวีผม ระหว่างที่แต่งตัว ช่างก็จะนำฟิล์มแผ่นไปใส่กล้องและจัดไฟรอ เพียงครู่ใหญ่หลังจากที่จัดท่าเรียบร้อยก็กดชัตเตอร์ ส่วนใหญ่เขาจะถ่ายไว้สองใบกันพลาด เจ้าของร้านจะลงมาข้างล่างออกการ์ดแข็งใบรับรูป และนัดวันรุ่งขึ้นให้มารับ

การถ่ายรูปติดบัตรแบบเดิม ช่างมักจะแต่งฟิล์มให้ เขียนคิ้วให้ได้รูปก่อนที่จะอัดออกมา และเขาจะเก็บฟิล์มไว้ให้หลายปีเผื่อเราต้องการอัดเพิ่ม ด้านหลังรูปก็จะปั๊มหมายเลขไว้ ซึ่งผมยังเห็นรอยจางๆปรากฏอยู่ใต้ซอง หลายปีต่อมา การถ่ายรูปด้วยกล้องโพลารอยด์เป็นที่นิยมมากขึ้น ร้านเก่าแก่แบบนี้จะค่อยๆหายไป สตูดิโอใหม่ๆทุกวันนี้เปลี่ยนจากระบบฟิล์มมาเป็นระบบดิจิตัลกันหมดแล้ว และใช้การตกแต่งรูปจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์

จนเมื่อผมกลับมาเรียนหนังสือในระดับบัณฑิตวิทยาลัย ผมก็ยังใช้บริการของร้านเนรมิตอยู่แม้ว่าร้านจะย้ายสถานที่ไปแถววุฒากาศแล้วก็ตาม ตอนที่พี่สาวผมไปเรียนต่างประเทศ ผมก็เคยเอารูปเขาไปอัดเพิ่มเพื่อทำเปลี่ยนเล่มพาสปอร์ตและต่อวีซา เมื่อไม่นานมานี้ พี่สาวผมไปถ่ายรูปติดบัตรแถวเกษตร เจ้าของร้านได้เข้ามาดุแลต้อนรับ เมื่อพี่สาวผมถามถึงการถ่ายรูปติดบัตรด้วยฟิล์มว่ายังมีที่ไหนทำอยู่หรือเปล่า ก่อนนี้จะถ่ายรูปที่ร้านเนรมิตเป็นประจำ พอย้ายบ้านแล้วก็ไม่สดวกจะไป เจ้าของร้านบอกว่าเป็นเพื่อนกัน รู้จักกันดี ก่อนนี้ร้านเขาอยู่แถวถนนเทอดไทใช่ไม๊ ตอนนี้ย้ายลึกเข้าไปอีก

คนรุ่นเก่าเจ้าของกิจการออกมาบริการลูกค้าเอง ถ่ายเอง แต่งฟิล์มเอง แต่ละคนมีฝีมือ ปราณีต เรียนรู้งานจากประสพการณ์ แต่เจ้าของร้านรุ่นใหม่จ้างลูกน้อง บางคนอาจจบมาทางการเทคโนโลยีถ่ายภาพโดยตรง แต่ประสพการณ์และมุมมองไม่อาจเทียบได้กับคนรุ่นเก่าเลย ความรู้มีน้อยนิด รู้แบบครึ่งๆกลางๆ ความอดทนต่ำ และไม่มีจิตวิญญาณของการบริการเลย แล้วจะทำไงได้ละครับ ในเมื่อผู้ใหญ่เลี้ยงเขาให้โตมาแบบนั้น ก็ต้องทนรับความล้มเหลวของระบบการศึกษาและสังคมกันไปละครับ

Labels: ,


Wednesday, June 07, 2006

 

Power of actions


One day, when I was a freshman in high school, I saw a kid from my class was walking home from school. His name was Kyle. It looked like he was carrying all of his books. I thought to myself, "Why would anyone bring home all his books on a Friday? He must really be a nerd." I had quite a weekend planned (parties and a football game with my friends tomorrow afternoon), so I shrugged my shoulders and went on.

As I was walking, I saw a bunch of kids running toward him. They ran at him, knocking all his books out of his arms and tripping him so he landed in the dirt. His glasses went flying, and I saw them land in the grass about ten feet from him. He looked up and I saw this terrible sadness in his eyes. My heart went out to him. So, I jogged over to him and as he crawled around looking for his glasses, and I saw a tear in his eye.

As I handed him his glasses, I said, "Those guys are jerks. They really should get lives." He looked at me and said, "Hey thanks!"

There was a big smile on his face. It was one of those smiles that showed real gratitude. I helped him pick up his books, and asked him where he lived. As it turned out, he lived near me, so I asked him why I had never seen him before. He said he had gone to private school before now. I would have never hung out with a private school kid before.

We talked all the way home, and I carried some of his books. He turned out to be a pretty cool kid. I asked him if he wanted to play a little football with my friends. He said yes. We hung out all weekend and the more I got to know Kyle, the more I liked him, and my friends thought the same of him.

Monday morning came, and there was Kyle with the huge stack of books again. I stopped him and said, "Boy, you are gonna really build some serious muscles with this pile of books everyday!" He just laughed and handed me half the books.

Over the next four years, Kyle and I became best friends. When we were seniors, we began to think about college. Kyle decided on Georgetown, and I was going to Duke. I knew that we would always be friends, that the miles would never be a problem. He was going to be a doctor, and I was going for business on a football scholarship.

Kyle was valedictorian of our class. I teased him all the time about being a nerd. He had to prepare a speech for graduation. I was so glad it wasn't me having to get up there and speak.

Graduation day, I saw Kyle. He looked great. He was one of those guys that really found himself during high school. He filled out and actually looked good in glasses. He had more dates than I had and all the girls loved him.

Boy, sometimes I was jealous.

Today was one of those days. I could see that he was nervous about his speech. So, I smacked him on the back and said, "Hey, big guy, you'll be great!"

He looked at me with one of those looks (the really grateful one) and smiled. "Thanks," he said.

As he started his speech, he cleared his throat, and began.

"Graduation is a time to thank those who helped you make it through those tough years. Your parents, your teachers, your siblings, maybe a coach...but mostly your friends. I am here to tell all of you that being a friend to someone is the best gift you can give them. I am going to tell you a story."

I just looked at my friend with disbelief as he told the story of the first day we met. He had planned to kill himself over the weekend. He talked of how he had cleaned out his locker so his Mom wouldn't have to do it later and was carrying his stuff home. He looked hard at me and gave me a little smile.

"Thankfully, I was saved. My friend saved me from doing the unspeakable."

I heard the gasp go through the crowd as this handsome, popular boy told us all about his weakest moment. I saw his Mom and dad looking at me and smiling that same grateful smile. Not until that moment did I realize it's depth.

Never underestimate the power of your actions. With one small gesture you can change a person's life. For better or for worse.

God puts us all in each other's lives to impact one another in some way.

เรื่องวันนี้ ผมได้จาก forwarded mail เห็นว่าความหมายดี เลยเอามาเก็บไว้เป็นเครื่องเตือนใจ เมื่อพิมพ์มาถึงบรรทัดนี้ ภาพของ "แดง" เพื่อนนักเรียนคนแรกในวัยเด็กตั้งแต่อนุบาลจนจบชั้นประถมก็ผุดขึ้นมา ผมกับแดงมีทั้งเล่นทั้งทะเลาะกัน เมื่อจบชั้นประถมแล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป แต่ก็ยังมีโอกาสแบ่งปันสิ่งดีๆที่ชอบเหมือนกัน เช่น หนังสือ และร่วมกันวิจารณ์ ซึ่งแดงเข้าใจมันได้ลึกซึ้งกว่าผมมากนัก ไม่เคยคิดว่าจะมาเจอกันอีกที่จุฬาฯ วันรับปริญญาใบที่สองของผม (ปี 1986) แดงก็แวะมาแสดงความยินดีด้วย เรื่องระหว่างผมกับแดง ผมเขียนไว้ส่วนหนึ่งอยู่ในบ้านใหญ่คับ

Labels: ,


Monday, June 05, 2006

 

อาจารย์เฉิน


ฉินชุนฟง เป็นผู้ชายชาวจีนที่เกิดในประเทศไทย อาจารย์เป็นคนแปดริ้วเกิดเมืองไทย แต่ไปจบโรงเรียนพระคริสตธรรมที่ประเทศจีน อาจารย์ก็เลยเป็นครูสอนศาสนา แซ่เฉินก็คือแซ่ตั้งนั่นเอง เมื่ออาจารย์เฉินกลับมาเมืองไทยได้ทำงานด้านสอนศาสนาหลายที่ ภาษาคริสเตียนเขาใช้คำว่า เป็นผู้รับใช้พระเจ้า เท่าที่ผมทราบ อาจารย์เคยทำงานกับคริสตจักรจีนที่ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ตลาดพลู ก่อนที่อาจารย์จะได้รับเชิญมาอยู่ที่นิวโฮป ในตำแหน่งศิษยาภิบาล (pastor) คนเป็นศิษยาภิบาลมีหน้าที่อภิบาลศิษย์ โดยการสั่งสอนแนะแนวการดำเนินชีวิต การแก้ไขปัญหาด้วยบรรทัดฐานของพระคัมภีร์ รวมถึงการทำศาสนพิธีต่างๆตามแบบคริสเตียนโปรแตสแตนท์ ดังนั้นงานของศิษยาภิบาลนอกจากเทศนาวันอาทิตย์ สอนรวีวารศึกษา (sunday school) แล้วก็ยนังมีหน้าที่เยี่ยมเยียนสมาชิกที่เจ็บไข้ได้ป่วย มาโบสถ์วันอาทิตย์ไม่ได้ ออกไปเยี่ยมเยียนคนทั่วไปที่สนใจคำสอนแบบคริสเตียน

เมื่อผมอยู่ตลาดพลู ตอนนั้นอาจารย์เฉินก็มาอยู่นิวโฮปแล้ว อาจารย์เฉินเป็นคนโสด ไม่มีครอบครัว เป็นคนที่มีอารมณ์ขัน อาจารย์เป็นคนเสียงดัง หัวเราะดัง ช่างเจรจาทักทาย อาจารย์ได้ให้ความเมตตากับครอบครัวผมมาก เวลาที่สมาชิกให้ผลไม้, ข้าวของ, อาหารกระป๋อง อาจารย์จะแบ่งส่วนหนึ่งให้ไว้เสมอๆ ลุงโสภณแม้ไม่ใช่ลูก แต่อาจารย์เฉินก็รักลุงเหมือนลูก

โดยธรรมเนียมของคริสเตียน เราจะมีพิธีศีลมหาสนิท (Holy communion) เป็นพิธีหักขนมปังและดื่มเหล้าองุ่น การหักขนมปังเป็นการระลึกถึงการสละชีวิตของพระเยซูบนไม้กางเขน ร่างกายที่แตกหักออกของพระองค์ก็เหมือนขนมปังที่ฉีกออกและแจกจ่ายให้คนเป็นอันมาก ส่วนเหล้าองุ่นก็เปรียบเสมือนโลหิตของพระเยซูที่หลั่งออกเพื่อชำระบาป ผู้ใดเชื่อก็จะได้รับการยกโทษบาป เวลาทำพิธีศีลแบบนี้ เขาจะใช้ขนมปังที่ไม่ใส่ผงฟู ไม่มีเชื้อยีสต์ แต่โบสถ์โดยทั่วไปจะทำแบบง่ายๆ คือใช้ขนมปังฟาร์มเฮาส์มาหั่นเป้นชิ้นเล็กๆ ส่วนเหล้าองุ่นก็จะใหช้น้ำหวาน เช่น เฮลส์บลูบอยรสองุ่น แต่สำหรับอาจารย์เฉินแล้ว อาจารย์จะลงมือนวดแป้งเองตามสูตรโรตีแขก (มั๊ง) แล้วเอาไปทอดแห้งๆใส่น้ำมันนิดหน่อยบนกะทะด้วยไฟอ่อนๆ พอถึงเวลาประกอบพิธี อาจารย์ก็จะหยิบแผ่นขนมปังไร้เชื้อแผ่นกลมๆขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง5-6 นิ้วได้ฉีกออกเป็นสองท่อน แล้วจะมีคนเดินถาดขนมปังมาให้สมาชิก พวกเราก็ใช้ฉีกเอาจากที่อาจารย์ฉีกไว้ เราจะฉีกกันเป็นชิ้นเล็กๆประมาณครึ่งของปลายก้อย อย่างเหนียวเลยคับ บางทีเคี้ยวตั้งนานไม่หมด ในบางครั้งอาจารย์ก็ใช้แครกเกอร์แทนโรตี อาจารย์จะบีบแครกเกอร์ด้วยมือข้างเดียว ถาดแครกเกอร์ที่มาถึงหน้าพวกเราก็จะมีบางชิ้นที่ใหญ่มาก บางชิ้นก็เล็ก บางทีผมจะหยิบชิ้นเล็กๆก็หยิบไม่ขึ้น ถาดถูกดึงออกไปแล้ว ได้แต่ผงๆอยู่ในมือให้แตะลิ้น ส่วนเหล้าองุ่นเขาจะรินใส่จอกแก้วเล็กๆ เทออกมาได้ครึ่งช้อนโต๊ะเห็นจะได้ แก้วใครแก้วมัน แต่จะมีโอกาสพิเศษคือ ศุกร์ประเสริฐ หรือเรียกแบบคาธอลิคว่า ศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (good friday) อาจารย์จะเดินถาดขนมปังเอง ส่วนถ้วยองุ่นเล็กๆจะเปลี่ยนมาเป็นใช้จอกเงิน เหมือนพานอันเล็กๆทำด้วยเงิน ข้างในจะมีเหล้าองุ่นเทรวมกัน อาจารย์เฉินก็จะเดินเอง พอคนหนึ่งดื่มเสร็จ อาจารย์จะเอาผ้าขนหนูสีขาวเช็ดขอบแก้วแล้วส่งให้อีกคนหนึ่งดื่มจากจอกเงินเดียวกัน แน่นอน ในเทศกาลพิเศษแบบนี้ ผมจะรีบไปจองที่นั่งหน้าสุดเพื่อดื่มเป็นคนแรกๆ ก็ใครล่ะจะอยากกินน้ำลายคนสามสี่สิบคนในห้อง ไม่ว่าจะอธิบายยังไงกับอาจารย์ในเรื่องสุขลักษณะ อาจารย์ก็ไม่ยอมเข้าใจ อาจารย์จะบอกว่า ผมเช็ดแล้ว ถาดขนมปัง จอกใส่เหล้าองุ่นอาจารย์จะเป็นผู้ล้าง ทำความสะอาดเองเสมอ ไม่ยอมให้ใครแตะ อาจารย์บอกว่าเป็นหน้าที่ของศิษยาภิบาลที่จะดูแล

ตอนที่ผมไปโบสถ์ใหม่ๆ อาจารย์จะเทศน์เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว ส่วนหมอลิ้ม (ทันตแพทย์สันต์) จะแปลเป็นภาษาไทย ผมฟังเทศน์เป็นภาษาจีนอยู่หลายปี ต่อมาเมื่อมีสมาชิกคนไทยมากขึ้น อารย์ก็เทศน์เป็นภาษาไทย บางทีผมจะไปแอบเปิดสมุดคู่มือนักเทศน์ ผมจะเห็นลายมือตัวเท่าหม้อแกง มีทั้งไทย จีนปนกัน เป็นลายมือที่หวัดมาก แต่ละสัปดาห์จะมีอยู่แค่หน้าสองหน้า แต่อาจารย์จะเทศน์ยาวมากๆๆๆๆจนเด็กอย่างผมเบื่อ สมาชิกจะขอร้องให้อาจารย์เทศน์ให้สั้นลง และรักษาเวลาเริ่มประชุมสิบโมงเช้าเพื่อให้เลิกก่อนเที่ยงเล็กน้อย แต่เรายังคงเลิกโบสถ์เกือบเที่ยงครึ่งอย่างสม่ำเสมอ เมื่อสมาชิกร้องเรียนมากขึ้นสิ่งที่อาจารย์ตอบกลับมาคือ ทีเรื่องทางฝ่ายโลกเราให้เวลากับมันได้มากมาย พอถึงเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ จะใส่ใจฟังอีกหน่อยหนึ่งไม่ได้หรือ จะถึงแก่ชีวิตเลยหรืองัย

เวลาเทศนา อาจารย์จะแต่งตัวเรียบร้อย ผูกเนคไท ใส่สูท เสมอๆ ส่วนวันพุธถ้าใครไปอธิษฐานที่โบสถ์ มักจะเจออาจารย์ใส่เสื้อเอวลอยสีขาว หรือสีอ่อนๆ อาจารย์จะใส่เสื้อคอกลมสีขาวไว้ข้างใน สวมกางเกงสีอ่อนๆ สวมรองเท้าแตะหนังรัดส้น ผมเห็นอาจารย์แต่งตัวแบบนี้ยี่สิบปีเต็มๆ ไม่เปลี่ยนแปลงเลย อาจารย์เป็นคนมือหนัก เขียนหนังสือกดจนเป็นรอยลึก เวลาอาจารย์เล่นเปียโนจะหนักหน่วงรุนแรง บางสัปดาห์ที่ผมไปสาย เล่นเปียโนนมัสการไม่ทัน อาจารย์จะเล่นให้ก่อน มะอยากบอกเลยว่าผมฟังอินโทรดักชันของอาจารย์ไม่ออกเลยว่าเล่นเพลงอะไร เวลาเล่นเปียโน อาจารย์จะถอดแว่นสายตาสั้น หยีตาเพื่ออ่านโน๊ต นั่งหลังตรง ไขว้ขาข้างที่ไม่ได้เหยียบ sustained pedal อาจารย์เป็นคนที่ร้องเพลงดัง ร้องได้เต็มเสียง มีลูกคอ (vibrating) อ่าน sight-reading ได้คล่อง ผมจะได้ยินเสียงอาจารย์ร้องประสานเสมอในเวลาร้องเพลงนมัสการ ผมก็เล่นเปียโนไปด้วยร้องเสียงเทนเนอร์ไปด้วย ส่วนอาจารย์ก็จะร้องเบสด้วยเสียงที่หนักแน่น เอาจริงเอาจัง

ที่โบสถ์จะมีต้นพลับพลึงดอกสีม่วงอยู่กอนึง เวลาที่พลับพลึงออกดอก อาจารย์จะตัดมาปักแจกัน กลิ่นจะหอมตลบทั้งห้องประชุม และเราจะรู้ว่า วันนี้เป็นวันที่เราจะเอาช่อพลับพลึงนั้นกลับบ้าน มันจะอยู่กับเราได้ทั้งสัปดาห์เลยทีเดียว ใกล้ๆกอพลับพลึง จะมีกอพุทธรักษาหลากสีอยู่ มีอยู่วันนึงที่อาจารย์เกิดไปทราบมาว่า ต้นไม้นี้ชื่อพุทธรักษา อาจารย์สั่งให้คนงานตัดทั้งแปลงออกจนหมดทั้งๆที่ดอกกำลังแข่งกันแทงช่อขึ้นอย่างสวยงาม รวมไปถึงต้นพุดด้วยที่เกิดไปพ้องชื่อเข้า ทำเอาสมาชิกเซ็งกันไปหมด ต้นที่หลุดรอดไปได้หวุดหวิด เพราะบังเอิญอาจารย์ไม่รู้ว่าชื่อต้นพุทธบูชา

อาจารย์เฉินชุนฟงล่วงหลับไปอยู่กลับพระเจ้าแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าเป็นปีใด ประมาณ 1990 ด้วยโรคติดเชื้อในช่องปอดเฉียบพลันและไตวาย ด้วยวัยเจ็ดสิบเศษๆ อาจารย์ทำงานรับใช้พระเจ้ากับคนจีนอยู่ประมาณห้าสิบปี ทุกวันนี้ยังระลึกถึงความมีน้ำใจ ความเอาใจใส่ที่อาจารย์มีให้กับผมและพี่สาว และเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ดีให้กับผม ผมยังจำเสียงหัวเราะของอาจารย์ได้ ยังจำเรื่องราวต่างๆที่เป็นความขัดแย้งระหว่างวัยได้ วันนี้ผมโตเป็นผู้ใหญ่พอ และถ้าย้อนกลับไปได้ ผมจะลดความก้าวร้าวในตัวเองลงให้มากกว่านี้

ภาพวันนี้ เป็นภาพในงานแต่งงานของลุงโสภณ อาจารย์เฉินเป็นผู้ประกอบพิธี ส่วนผมเป็นเปียนิสต์ ประมาณปี 1987

Labels:


Friday, June 02, 2006

 

ต่อเนื่องมาจากเรื่องคุณจิมมี่

ภาพข้างบนเป็นคณะธรรมกิจ ที่บริหารงานของโบสถ์ในปี 1987-9 คุณจิมมี่เป็นประธานยืนอยู่ตรงกลาง จากซ้ายลุงโสภณที่มอบนาฬิกาให้ผม ถัดมาคือป๋มเอง ผูกเนคไทเท่ห์อยู่คนเดียวก็เป็นศิษยาภิบาล อ.เฉินชุนฟง ขวาสุดก็เป็นพี่สาวผม ไว้ผมจะเขียนเพื่อระลึกถึงอาจารย์เฉินผู้ล่วงหลับไปแล้วสักตอนนึง เมื่อนึกถึงอาจารย์แล้วผมอดจะยิ้มไม่ได้จริงๆครับ

 

JIMMY CHEN



ผมรู้จักกับคุณจิมมี่ตั้งแต่ผมยังไม่ทำบัตรประชาชน ตอนนั้นผมย้ายไปอยู่ที่โบสถ์นิวโฮป แถวถนนสุรวงศ์ คุณจิมมี่เป็นชายชาวจีน ค่อนข้างสมถะ แต่งตัวเรียบร้อย เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว เก็บชายเข้ากางเกง สวมรองเท้าคัตชู ผมหวีเรียบใส่น้ำมันเสยไปข้างหลัง ไม่ว่าผมจะเจอคุณจิมมี่วันอาทิตย์ ระหว่างอาทิตย์ก็จะเห็นในลักษณะนี้ตลอด คุณจิมมี่เป็นคริสเตียนรุ่นแรกๆของคณะแบ๊พติสต์ตั้งแต่ก่อตั้งคณะมาเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน ภริยาคุณจิมมี่เป็นสมาชิกที่เกรซเชิร์ช ลูกสาวและลูกชายเป็นสมาชิกที่อิมมานุเอลเชิร์ช บ้านคุณจิมมี่เป็นตึกแถวห้องเล็กๆในซอยทรอคาเดโร บนถนนสุรวงศ์ไม่ไกลจากโบสถ์นัก เปิดเป็นร้านขายยา หากใครเจ็บไข้ได้ป่วย คุณจิมมี่จะรีบกลับบ้านไปจัดหยูกยามาให้ เวลามาโบสถ์คุณจิมมี่จะขับรถเต่าคันสีส้มสด บางครั้งเวลากลับบ้าน ผมจะอาศัยติดรถเต่าไปลงข้างนอกเพื่อไปต่อที่อื่น รถเต่าคันนั้นสภาพเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยนอะไรเลย มีหลายคนพยายามมาขอซื้อต่อโดยให้ราคาดี แต่คุณจิมมี่ไม่ขาย บอกว่าแล้วผมจะเอาอะไรขับละ รถก็ดี ไม่เคยเสีย ไม่มีอะไรจุกจิก

โดยปกติจะเห็นคุณจิมมี่เป็นคนยิ้มแย้ม ขี้อายพูดน้อยเสียงค่อย และกิริยาสุภาพ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คุณจิมมี่ขึ้นไปพูดในที่ประชุม กว่าจะลงมาได้หมดไปเกือบชั่วโมง คุณจิมมี่เล่าประวัติคริสตจักรให้ฟังอย่างน่าสนุกสนาน

ผมเจอคุณจิมมี่ที่โบสถ์เป็นประจำตั้งแต่ปี 1973-1995 แต่กลับได้คุยกันไม่มาก มีบางช่วงที่คุณจิมมี่ไม่ได้มา และมีบางช่วงที่ผมห่างโบสถ์ไปเรียนหนังสือ เมื่อผมย้ายมานมัสการที่อิมมานุเอล ลูกคุณจิมมี่แต่งงานไปอยู่อเมริกาหมดแล้ว ผมไม่เจอคุณจิมมี่อีกนับแต่ปี 1996 ในสิบปีที่ผ่านมา คุณจิมมี่มาโบสถ์อิมมานุเอล 3 ครั้ง ผมได้ทราบต่อมาว่าเกษียณแล้ว และลูกๆชวนไปอยู่พาซาดีนา ที่แคลิฟอร์เนีย ภริยาเดินทางไปก่อนและเมื่อเคลียร์ร้านขายยาเรียบร้อยแล้วก็ไปอยู่ที่โน่น จะกลับมาเมืองไทยปีเว้นปีเพื่อมาดูบ้านที่ทรอคาเดโรซึ่งปิดไว้เฉยๆ มาทีก็สามถึงสี่อาทิตย์ มาเพื่อทำความสะอาด ซ่อมบ้าน เพราะทางนี้ก็ไม่มีญาติที่ไหนจะมาอยู่ คุณจิมมี่จะแบ่งหนึ่งอาทิตย์ไปนมัสการเพื่อเยี่ยมเพื่อนเก่าที่นิวโฮป อีกอาทิตย์ไปเกรซเชิร์ช และอีกอาทิตย์จะมาที่อิมมานุเอล

เมื่อคุณจิมมี่มาโบสถ์ ผมก็จะทำหน้าที่ต้อนรับขับสู้ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ พาไปทานข้างเที่ยงและขับรถส่งคุณจิมมี่กลับบ้าน ทุกครั้งที่กลับมา ผมจะเห็นนัยตาที่ฟ้าฝาง เห็นผมสีขาวจัดเพิ่มมากขึ้น เห็นการเดินเหินที่ไม่คล่องแคล่วเชื่องช้าและมือที่สั่นมากขึ้น ด้วยวัยเจ็ดสิบปลายๆ (ปี 2003) คุณจิมมี่บอกผมว่า ครั้งนี้คงกลับมาเป็นครั้งสุดท้าย ร่างกายผมไม่ไหวแล้ว คำพูดนี้ทำให้ผมอึ้งจนพูดไม่ออกเหมือนมีอะไรมาจุกที่คอหอย เหมือนการกล่าวอำลาจาก แต่ขอบคุณพระเจ้าที่คุณจิมมี่กลับมาเมืองไทยอีกในปี 2005 และผมก็ได้ยินคำพูดในประโยคเช่นเดิมอีก

นอกจากการเขียนจดหมาย การโทรศัพท์แล้ว สำหรับคริสเตียนยังมีสิทธิพิเศษในการคิดถึงคนที่เรารักด้วยการอธิษฐานเผื่อให้พระเจ้าดูแลการดำเนินชีวิต การอธิษฐานเช่นนี้เป็นพลังอย่างประหลาดที่ทำให้ทั้งคนธิษฐานและผู้ที่รับมีความสุขใจ มีกำลังใจ มีความหวังที่จะผ่านอุปสรรคของชีวิต คำอธิษฐานจึงเป็นยาอย่างดีสำหรับกระดูกแห้ง แม้จะอยู่ไกลกันแต่ก็มีความหวังที่สักวันจะได้พบกัน รอการกลับมาหรือหาโอกาสที่จะแวะเมื่อผ่านไป แต่การล่วงหลับไป (แปลว่าตายจาก) เป็นอีกความรู้สึกหนึ่งที่หวังจะได้พบกันในโลกหน้า คริสเตียนไม่ใช้คำว่าตายจากกัน เนื่องจากเราเชื่อว่ามีโลกหน้าที่แม้ร่างกายเนื้อหนังเราผุพังไป แต่จิตวิญญาณของคริสเตียนยังอยู่ จะเป็นโอกาสที่เราจะได้เจอกันอีก ดังนั้นการตายของเนื้อหนังจึงเปรียบเสมือนการหลับไปชั่วเวลาหนึ่งเพื่อที่จะตื่นขึ้นมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง

พระคัมภีร์บอกว่า "ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือความเชื่อ ความหวังและความรัก ความรักนั้นใหญ่ที่สุด" คริสเตียนเชื่อว่า พระเยซูตายบนไม้กางเขนเพื่อรับบาปแทนมนุษย์ทุกคน เพราะความรักของพระเจ้าที่ไม่อยากให้มนุษย์ตายไปในความบาป ด้วยเหตุนี้คริสเตียนจึงมีความหวังใจว่า ในโลกหน้าจะมีชีวิตนิรันดร์ที่จะได้อยู่กับพระเจ้า ได้พบกับคนที่เรารักและมีโอกาสกลับมาอยู่ด้วยกันอีก

ผมหวังว่าคุณจิมมี่สบายดี และผมก็กำลังคิดถึง เมื่อเข้าไปดูในเวปของ Thai Outreach, Pasadena ผมก็เห็นภาพคุณจิมมี่และครอบครัว และผมรู้แล้วว่าผมยังสามารถส่งการ์ดไปคุยกับคุณจิมมี่ได้อยู่ ไม่ต้องรอไปถึงโลกหน้าคับ

ภาพข้างบน ผมดึงออกมาจากเวปของ Thai Outreach Church คุณจิมมี่และครอบครัวครับ

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?