

Labels: คนรู้จัก

มาถึงไคร์สเชิร์ชบ่ายจัดแล้ว อาหารเที่ยงล่วงเลยไปกว่าชั่วโมง ทางทัวร์จัดให้เรารับประทานอาหารที่ร้านอาหารไทย ลูกทัวร์ทั้งหลายแฮปปี้กันถ้วนหน้า ร้านอาหารอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่เราพักนัก เมื่อท้องอิ่ม เขาพาไปนั่งรถทัวร์ในเมืองรอบหนึ่งก่อนจะพาขึ้นไปบนเขาแคชเมียร์เพื่อดูเมือง บนเขามีคฤหาสน์สร้างด้วยหินหลังหนึ่ง อากาศกำลังเย็นสบาย คนอื่นสวมเสื้อหนาวกัน แต่ผมสวมเชิ้ตแขนยาว คงเป็นเพราะผมเดินเร็ว ทำอะไรเร็ว ผมเลยรู้สึกร้อนและมีเหงื่อ เขาพาไปเดินที่สวนสาธารณะ botanic garden ด้วย ข้างๆเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแคนตาเบอรี่ ฝั่งตรงข้ามเป็นซึ่งเป็นหอศิลป์ แปลงดอกทิวลิปในสวนทำเอาชาวทัวร์ตื่นเต้น ผมถ่ายไว้เพียง 2-3 รูป แล้วก็เดินเข้าไปชมข้างในสวน เห็นครอบครัวพาลูกมาปิกนิคกัน รอบๆสวนสาธารณะมีแม่น้ำเล็กๆชื่อแม่น้ำเอวอน ขนาดแม่น้ำถ้ามีไม้ค้ำถ่อให้อันหนึง ผมสามารถกระโดดข้ามไปได้สบายๆ น้ำตื้นๆแค่หน้าแข้ง เป็นน้ำที่ได้มาจากหิมะบนภูเขาละลาย มีนักท่องเที่ยวถ่อเรือล่องแม่น้ำกันด้วย หอศิลป์นี้แบ่งเป็นหลายส่วนกระจายอยู่ตามตึกโบราณที่สร้างจากหิน มีส่วนที่เป็นภาพวาดภาพพิมพ์ ประติมากรรม ดนตรี บัลเลต์ หอศิลป์นี้เดิมเป็นอาคารของมหาวิทยาลัยแคนตาเบอรรี่ แคนตาเบอรี่เป็นชื่อตำบลหนึ่งของเมือง ต่อมามหาวิทยาลัยได้ขยับขยายและย้ายออกไป เวลาที่เดินในหอศิลป์ จะได้ยินเสียงเครื่องดนตรีลอดออกมาจากห้องต่างๆ เห็นศิลปินฝึกหัดนำเอางานของตัวเองออกมาสเก็ตรูปบ้าง ปั้นบ้างตามสนามและนอกอาคาร
เย็นวันนั้น ทางทัวร์จัดให้พวกเราไปกีวีดินเนอร์ –kiwi dinner คือทานอาหารแบบชาวนิวซีแลนด์ ผมได้รับบัตรเชิญไปทานอาหารด้วย (ลองดูในรูปนะครับ) มีบ้านที่เปิดรับทัวร์แบบนี้ เขาจัดอาหารไว้เป็นสองห้อง บรรยากาศดีครับเหมือนทานอาหารในบ้านตัวเอง อาหารมื้อนั้นมีสเต็กเนื้อแกะ มันบด สลัด และอะไรอีกสองสามอย่างที่ผมจำไม่ได้แล้ว เสริฟพร้อมกับไวน์แดง ลูกทัวร์หลายคนทำท่าผะอืดผะอมเนื่องจากกลิ่นสาบของแกะ แต่สำหรับผมส.บ.ม. ผมเลยรับเนื้อจากหลายคนมากินอย่างเอร็ดอร่อย มีธรรมเนียมอย่างหนึ่งของคนที่นี่คือ ห้องน้ำไม่มีกลอนประตู ใช้ผลักเปิดปิดเท่านั้น หากประตูปิดแปลว่ามีคนอยู่ข้างใน นักเรียนไทยที่ไปถึงใหม่ๆมักไม่ทราบ หากเป็นสิ่งที่น่าดูก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่เชื่อว่าสิ่งที่เห็นหลายๆครั้งอาจทำเอาฝันร้ายไปหลายคืนก็ได้
วันรุ่งขึ้น เขาพาผมไปเมืองแฮนเมอร์สปริง –Hanmer Spring แค่ได้ยินชื่อก็เดาได้แล้วว่ามีน้ำพุร้อน เขาพาผมไปแช่ในบ่อน้ำร้อน เขาจะผันน้ำจากบ่อน้ำร้อนเข้ามา มีบ่ออยู่หลายบ่อ 34, 38, 39, 41 และ 42 องศาเซลเซียส มีสระว่ายน้ำมาตรฐานให้หนึ่งสระเป็นน้ำจืดธรรมดา และมีสระน้ำอุ่นที่มีน้ำตกและสไลเดอร์อีกสระหนึ่ง ผมสนุกกับการดำผุดดำว่ายจนหนาวสั่น เพราะอากาศเย็นประมาณ 18 องศา จนได้ที่ก็ย่องลงสระ 34 องศาก่อน จนร่างกายเคยชินแล้วค่อยย้ายไปสระที่อุณหภูมิสูงขึ้นตามลำดับ น้ำในบ่อที่เขาพันมาเป็นควัน มีกลิ่นกำมะถันฉุน สระที่ 42 องศาทำเอาเกือบสุก ทางทัวร์ปล่อยให้เราเล่นน้ำกันอยู่เกือบ 2 ชั่วโมงก็มาต้อนกลับเพื่อไปช๊อปปิ้ง ห้องอาบน้ำที่นั่นทำเอาคนไทยอย่างเราอาย เขาแก้ผ้าอาบน้ำกัน โดยมีฝักบัวเรียงเป็นตับ แต่หนุ่มไทยที่ไปคราวนี้ไม่มีใครใจกล้าพอขนาดนั้น ก้มหน้าก้มตาอาบแล้วก็มุดออกมาหัวเราะกันข้างนอก แต่ผมลืมถามห้องผู้หญิงไปว่าเป็นไงบ้าง
วันนั้นผมไม่ได้ไปช๊อปปิ้งกับคนอื่น แต่ผมเลือกจะกลับไปพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์และcathedral square เพื่อทราบประวัติการตั้งถิ่นฐานและถ่ายรูป วันรุ่งขึ้นเขาปล่อยฟรีครึ่งวัน ผมดีใจเพราะไม่ชอบอยู่ในกรอบกำหนดของใคร มาทราบตอนหลังว่าลูกทัวร์หลายสิบคนไปเคาะประตูร้านอาหารไทยที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมนักตั้งแต่เช้า ส่วนผมแซนด์วิชชิ้นนึงก็อยู่แล้ว ผมห่วงเที่ยวมากกว่า ในการเดินทางกลับคราวนี้ เครื่องที่ลงจอดที่ซิดนี่ย์ทำเอาเราหวาดเสียว เนื่องจากรันเวย์เป็นส่วนถนนที่ถมยื่นลงไปในทะเล เครื่องบินที่วิ่งบนรันเวย์สายไปมาเหมือนจะแฉลบลงน้ำ และแล้วเราก็ได้เที่ยวซิดนี่ย์สมใจ เกิดปัญหาบางอย่างกับเครื่องที่จะกลับกรุงเทพ พวกเราต้องแกร่วนั่งๆนอนอยู่ที่สนามบินห้าชั่วโมง
นิวซีแลนด์เป็นตัวอย่างของประเทศที่ตั้งอยู่บนเศรษฐกิจพอเพียง รายได้หลักของประเทศมาจากเกษตรกรรม พืชผลการเกษตร ผลไม้เมืองหนาว ขนแกะ นม และจากการท่องเที่ยว ผลผลิตทางการเกษตรได้รับการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าเป็นเนย เนยแข็ง ขนแกะนำไปสู่อุตสาหกรรมทอผ้า และส่งออกผลไม้เมืองหนาวหลายชนิด ทุกตารางเมตรของนิวซีแลนด์เต็มไปด้วยแกะซึ่งเป็นปศุสัตว์หลัก รองลงมาคือโคเนื้อและโคนม ผมเห็นฝูงแกะหากินอยู่ทุกที่ บนเขา ชะโงกผาที่สูงลิบ เขาจะมีรั้วไฟฟ้าเตี้ยๆกันไม่ให้แกะข้ามออกนอก บ้านพักอาศัยล้วนเป็นหลังเล็กๆเหมือนบ้านตุ๊กตาแต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ หลังคาและโรงนามุงด้วยสังกะสี มีสีสันต่างๆ กองฟางไว้เลี้ยงสัตว์จะถูกม้วนเป็นแถวยาวเหมือนแยมโรลและหุ้มด้วยพลาสติกสีฟ้า จะแกะเอามาใช้เป็นส่วนๆ หลายบ้านจะมีกล่องเลี้ยงผึ้งไว้รอบๆฟาร์มเพื่อเก็บน้ำผึ้งขาย ถนนหนทางระหว่างเมืองเป็นถนนอย่างดี เล็กๆแคบๆ บนทางหลวงมีรถวิ่งน้อยมากผลผลิตของแต่ละฟาร์มจะถูกดัดแปลงเป็นน้ำผึ้งขวด แยมผลไม้ เสื้อกันหนาว สบู่ผลไม้ โลชั่นที่ผสมผลไม้ และเครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมของรกแกะ ทั้งหมดเป็นโฮมเมด และขายให้นักท่องเที่ยว ฟาร์มหลายแห่งเปิดเป็นโฮมสเตย์ เป็นร้านขายผลผลิตในไร่ แม้แต่บ้านที่อยู่ในเมืองก็ยังสามารถรับทัวร์มาทานอาหารมื้อเย็นได้ มีหลายครอบครัวที่เปิดบ้านรับทัวร์แบบนี้ ผมเห็นว่าเป็นอาชีพที่ทำรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ คนที่เกษียณอายุจากงานก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ผมเห็นคนสูงอายุมากมายยังมีงานมีกิจกรรมให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นแคชเชียร์ เล่นดนตรีในเรือ หรือเป็นพนักงานในร้านช๊อคโกแลต ทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าตลอดเวลาและไม่เป็นภาระของใคร
นิวซีแลนด์รับนักท่องเที่ยวปีละหลายล้านคนเพื่อมาดูน้ำพุร้อน เล่นสกีในฤดูหนาวและเล่นเครื่องร่อน แล่นเรือใบในฤดูร้อน ภาพยนตร์เรื่อง Lord of the Ring ถ่ายทำที่ประเทศนิวซีแลนด์ ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาประเทศนี้มากขึ้น นับว่าเขาสามารถทำอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้อย่างประสพผลและครบวงจรจริงๆ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่ส่งนักเรียนมาเรียนที่นิวซีแลนด์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากค่าครองชีพถูกกว่าในยุโรปและอเมริกา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลนิวซีแลนด์ให้รับนักเรียนญี่ปุ่นทำงานในระหว่างเรียนหนังสือด้วยค่าแรงที่สูงกว่าชาติอื่นในขณะเดียวกันญี่ปุ่นส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศนี้เป็นการตอบแทน อยากเห็นรัฐบาลไทยมีวิสัยทัศน์เช่นนี้บ้างจริงๆ
ชมภาพอื่นๆ คลิ๊กที่นี่ ครับ
Labels: โลกนอกกะลา

Labels: โลกนอกกะลา

Labels: นั่งเล่นคุยกัน

Labels: นั่งเล่นคุยกัน

Labels: คนรู้จัก, นั่งเล่นคุยกัน

Labels: คนรู้จัก, นั่งเล่นคุยกัน

Labels: คนรู้จัก
ภาพข้างบนเป็นคณะธรรมกิจ ที่บริหารงานของโบสถ์ในปี 1987-9 คุณจิมมี่เป็นประธานยืนอยู่ตรงกลาง จากซ้ายลุงโสภณที่มอบนาฬิกาให้ผม ถัดมาคือป๋มเอง ผูกเนคไทเท่ห์อยู่คนเดียวก็เป็นศิษยาภิบาล อ.เฉินชุนฟง ขวาสุดก็เป็นพี่สาวผม ไว้ผมจะเขียนเพื่อระลึกถึงอาจารย์เฉินผู้ล่วงหลับไปแล้วสักตอนนึง เมื่อนึกถึงอาจารย์แล้วผมอดจะยิ้มไม่ได้จริงๆครับ
เมื่อคุณจิมมี่มาโบสถ์ ผมก็จะทำหน้าที่ต้อนรับขับสู้ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ พาไปทานข้างเที่ยงและขับรถส่งคุณจิมมี่กลับบ้าน ทุกครั้งที่กลับมา ผมจะเห็นนัยตาที่ฟ้าฝาง เห็นผมสีขาวจัดเพิ่มมากขึ้น เห็นการเดินเหินที่ไม่คล่องแคล่วเชื่องช้าและมือที่สั่นมากขึ้น ด้วยวัยเจ็ดสิบปลายๆ (ปี 2003) คุณจิมมี่บอกผมว่า ครั้งนี้คงกลับมาเป็นครั้งสุดท้าย ร่างกายผมไม่ไหวแล้ว คำพูดนี้ทำให้ผมอึ้งจนพูดไม่ออกเหมือนมีอะไรมาจุกที่คอหอย เหมือนการกล่าวอำลาจาก แต่ขอบคุณพระเจ้าที่คุณจิมมี่กลับมาเมืองไทยอีกในปี 2005 และผมก็ได้ยินคำพูดในประโยคเช่นเดิมอีก
Labels: คนรู้จัก
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009 July 2009 August 2009 September 2009 October 2009 November 2009