คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

(คลิ๊กดูภาพอื่นๆที่รูป)
วันนั้นหลังจากที่กลับจากตึกเอ็มไพร์สเตท ผมวิ่งกลับมาที่พักเพือ่อาบน้ำและเปลี่ยนมาใส่สูทเพื่อไปดูละครบอร์ดเวย์ หากผมมาถึงนิวยอร์คแล้วผมไม่ได้ดูบอร์ดเวย์ ผมคงไม่อยากบอกใครว่าผมมาถึงซึ่งจิตวิญญาณของนิวยอร์ค ในนิวยอร์คมีถนนชื่อบอร์ดเวย์ นับตั้งแต่บล็อคที่ประมาณ 42 บริเวณไทม์สแควร์ขึ้นไปทางเหนือ เป็นที่ตั้งของโรงละครนับสิบโรง คำว่า “บอร์ดเวย์” เป็นคำเรียกธุรกิจชั้นสูงของละครเวทีในสหรัฐอเมริกา อาจใช้คำว่า การแสดง-play หรือ มิวสิคัล-musical เพื่อสื่อถึงลักษณะของละครเพลงประเภทนี้ แต่ในอังกฤษ จะเรียกละครประเภทนี้ว่าการแสดงแบบเวสต์เอนด์ -west end show เฉพาะในนิวยอร์คที่เดียว มีโรงละครประเภทนี้กว่า 39 แห่ง กระจายอยู่บนถนนบอร์ดเวย์ จนเรียกบริเวณที่มีโรงละครกระจุกตัวกันอยู่ว่า theatre district ซึ่งอยู่กลางเกาะแมนฮัตตันพอดี นอกจากนี้ยังมีโรงละครอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ออฟบอร์ดเวย์ –off-broadway เป็นโรงละครเล็กๆขนาดจุ 100-499 ที่นั่ง กระจายตัวกันอยู่ทั่วนิวยอร์คอีกด้วย ซึ่งจะเป็นละครเวทีขนาดย่อมลงมา สเกลที่เล็กที่สุดจะเรียกว่า ออฟออฟบอร์ดเวย์ –off-off-broadway การผลิตละครเพลงแบบบอร์ดเวย์ ถือว่าเป็นการทำงานละครเวทีแบบมืออาชีพที่อาศัยศิลปินในหลายสาขามารังสรรค์ผลงานร่วมกัน ได้แก่ นักแสดง ผู้อำนวยการ นักดนตรี คนเขียนบท ผู้กำกับเวที นักออกแบบ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ละครบอร์ดเวย์จึงมีความหลากหลายตั้งแต่อ้างอิงจากวรรณกรรมโบราณ ไปจนถึงแบบร่วมสมัย –contemporary ละครบอร์ดเวย์บางเรื่องเล่นกัน2-3 ปี บางเรื่องที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและถือเป็นเรื่องคลาสิกเช่น The phantom of the opera เล่นมามากกว่า 18 ปี นักแสดงเอกหมุนเวียนเปลี่ยนกันมาหลายคนเลยทีเดียว โดยเปิดการแสดงประมาณ 1,100 รอบในเวลาสามปี ลักษณะของละครบอร์ดเวย์นี้ไม่ได้มีเพียงแต่ที่นิวยอร์ค แต่ได้กระจายไปตามเมืองใหญ่ๆในอเมริกาเหนือ ยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลียด้วย นับเป็นกิจการที่ทำเงินเป็นอย่างมาก บัตรที่ผมซื้อเข้าชมเป็นบัตรราคากลางๆ 32 เหรียญ โรงละครขนาด 500 ที่นั่งขึ้นไปเต็มทุกคืน หากจะดูครึ่งราคาก็ต้องไปชมในรอบกลางวัน แต่ตัวแสดงเอกจะไม่ใช่ดาราใหญ่ เป็นดาราฝึกหัด ใโลกของภาพยนตร์มีรางวัลออสการ์และรางวัลลูกโลกทองคำ สำหรับบอร์ดเวย์แล้วมี “รางวัลโทนี” –Tony award
ผมไปถึงโรงละครมาเจสตี -The Majesty Theatre ก่อนเวลาเล็กน้อย ด้านล่างก็เป็นเหมือนโรงภาพยนตร์ทั่วไป ประตูเข้าโรงละครทำอย่างสวยงาม ผมขึ้นไปชั้นสอง ไฟทึมๆ เขาจัดเคาน์เตอร์ขายของว่างและเครื่องดื่มเวลาพักครึ่งเวลา –intermission และมีอีกมุมหนึ่งขายของที่ระลึกสำหรับละครเรื่องแฟนท่อม เมื่อได้เวลาผมก็เข้าไปในโรงละคร ข้างในตกแต่งไว้สวยงามมาก ทั้งข้างฝา โคมไฟเพดานคริสตัลหรือแชนเดอเลียร์ –chandelier มองไปเห็นชั้นบ๊อกซ์ด้วยเหมือนโอเปราเฮาส์ในยุโรป แค่มาถึงแถวที่จะเข้าไปนั่งไฟก็หรี่ ที่ๆผมนั่งมีคนนั่งอยู่แล้ว เอาละซิ เป็นแขกด้วย ผมบอกเขาว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของผมพร้อมทั้งเอาตั๋วให้ดู เขาว่าไม่ใช่ ทำเอาเครียดเลยเพราะแขกพูดไม่รู้เรื่อง ร้อนถึงคนจัดแถวต้องมาเคลียร์ให้เมื่อการแสดงเริ่มขึ้นพอดี เนื่องจากสถานที่คับแคบ การจัดที่ระหว่างแถวจึงเรียงติดกันมาก ขนาดผมยังอึดอัด ผมไม่รู้ว่าฝรั่งตัวโตๆทนนั่งงอก่องอขิงอยู่สองชั่วโมงครึ่งไปได้อย่างไร
หากจะมานั่งเล่าเรื่องแฟนท่อมก็คงเอามะพร้าวมาขายสวน เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายเมื่อปลายปี 2004 ซึ่งก็ได้ดัดแปลงไปพอสมควร ไว้ผมเขียนเล่าเกร็ดต่างๆไว้ที่บ้านใหญ่จะเหมาะกว่า ละครเพลงที่ผมมาชมเรื่อง The phantom of the opera เขียนคำร้องโดย ชาร์ล ฮาร์ท –Charles Hart อิงตามนวนิยายฝรั่งเศสของ แกสตัน เลอรุกซ์ –Gaston Leroux ซึ่งได้ผูกเรื่องไว้กับปีศาจโรงโอเปราแห่งนครปารีส โรงละครการ์นิเยร์ –Garnier Opera House สวยแค่ไหนก็ดูในรูปเอาเองละกัน สำหรับทำนองเพลงประพันธ์โดยแอนดรู ลอยด์ เวเบอร์ –Andrew Lloyd Weber ลอยด์เวเบอร์ติดอกติดใจเมื่อเขาได้ชมละครเพลงเรื่อง Phantom ที่กำกับโดยเคน ฮิลล์ –Ken Hill ที่โรงละครรอยัลสแตรทฟอร์ดอิสต์ในปี 1984 เขาแต่งขึ้นโดยใช้เสียงของซาราห์ ไบร์ทแมน –Sarah Brightman เป็นหลักซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยาของลอยด์เวเบอร์ ดังนั้น ซาราห์จึงนับเป็น original cast สำหรับ “คริสตีน” ซึ่งเป็นนางเอกของเรื่อง
บุคคลที่ต้องกล่าวถึงสำหรับละครชุดแฟนท่อมอีกสามสี่ท่านคือ ผู้ออกแบบท่า ได้แก่ กิลเลียน ไลน์ –Gillian Lynne ผู้ออกแบบการผลิต ได้แก่ มาเรีย จอร์นสัน –Maria Bjornson ที่ผมต้องเอ่ยชื่อท่านเหล่านี้ เพราะการแสดงละครบอร์ดเวย์ถือว่าได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ผู้ที่จะนำละครเรื่องนี้ไปเล่นต้องใช้ฉาก เครื่องแต่งกาย โน้ตดนตรี คำร้อง ทำนอง ทุกอย่างตามที่กำหนดไว้แต่แรก การเอ่ยชื่อท่านเหล่านั้นถือเป็นการให้เกียรติ ผลงานเรื่องแฟนท่อมออกแสดงครั้งแรกในลอนดอนที่โรงละครเฮอร์มาเจสตีส์ –Her Majesty’s theatre ในวันที่ 9 ตุลาคม 1986 และมาเป็นละครบอร์ดเวย์ที่โรงละครมาเจสตี ในนิวยอร์ครอบแรกเมื่อ 26 มกราคม 1987 นักแสดงเอกสามท่านแรกคือ ไมเคิล ครอฟอร์ด –Michael Crawford (แฟนท่อม) ซาราห์ ไบร์ทแมน (คริสตีน) และ สตีฟ บารตัน -Steve Barton (ราอูล) ในปี 1988 ละครเรื่องนี้ได้รับรางวัลโทนีหลายรางวัล สาขามิวสิคัลที่ดีที่สุด นักแสดงยอดเยี่ยมชายสำหรับครอฟอร์ด นักแสดงสมทบหญิง เครื่องแต่งกาย แสงเสียง และผู้อำนวยการ
เมื่อเข้าไปชมละครเวที ผมได้เห็นหลายสิ่งที่คาดไม่ถึง ช่อแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่ตรงกลางฮอลล์ นับเป็นของประกอบฉาก ฉากที่ช่อแชนเดอเลียร์ตกลงมาเรียกเสียงหวีดร้องของคนในโรงละครได้อย่างสมจริง เขาจะดึงรูดตกลงมาบนพื้นเวทีพร้อมทั้งหรี่ไฟ แชนเดอเลียร์จะหายไปใต้เวทีที่มืดและเต็มไปด้วยหมอกควัน พอละครเลิก ผมยังโอ้เอ้เดินดูโรงละครอยู่ ผมเลยได้เห็นเขาเปิดพื้นออกและใช้รอกไฟฟ้าดึงแชนเดอเลียร์กลับขึ้นไปแขวนอยู่บนเพดานอีกครั้งหนึ่ง
กรอบโค้งที่ประดับข้างบนและข้างๆด้านหน้าเวที เป็นกรอบที่สวยงามแบบไสตล์บาโร๊ค ผมไม่คาดว่าในที่สุดจะหย่อนลงมาได้และกลายเป็นระเบียงให้แฟนท่อมแอบเล่นจ๊ะเอ๋เอาเถิดเอาล่อกับนางเอก ส่วนตรงกลางที่เป็นรูปเด็กกอดเกี่ยวกัน ในที่สุดกลายเป็นชิงช้าที่ห้อยลงมาโล้เล่นได้
เวลาเปลี่ยนฉากแต่ละฉากจะใช้เวลาไม่เกินสามสิบวินาที ไม่ว่าจะเป็นฉากของอียิปต์ที่มีช้าง มีนางรำ ฉากของบันไดโค้ง ฉากลอยเรือในทางน้ำใต้โรงละคร ฉากป่าช้าฝรั่ง ความรู้สึกระหว่างเวลาที่เปลี่ยนฉากจะเป็นอารมณ์ที่ค่อยๆเปลี่ยนไป เขาใช้การหรี่ไฟเฉพาะจุด การใช้หมอกควัน พอไฟค่อยๆสว่างขึ้นทีละนิด เราจะพบว่าฉากเปลี่ยนไปหมดแล้ว ผมประทับใจในฉากไม่กี่ฉากต่อไปนี้
เมื่อตอนที่คริสตีนได้รับเลือกเป็นตัวเอกตอนแรกเธออยู่ในเสื้อผ้าธรรมดา เมื่อดนตรีขึ้นเธอยังหันหลังให้ผู้ชม มีเด็กผู้หญิงมาเต้นบัลเล่ต์รอบๆพร้อมกับดึงเสื้อผ้าบางส่วนออก ในเวลาไม่ถึงสิบวินาที คริสตีนหันกลับมากลายเป็นชุดใหม่ที่สวยงามพร้อมกับเสียงร้อง Think of me ก็เริ่มขึ้น ผมชมว่าทั้งเร็ว ทั้งเนียน และน้ำเสียงที่ไพเราะจนผู้ชมต่างปรบมือถูกอกถูกใจ
อีกฉากที่ผมอดกล่าวถึงไม่ได้คือฉากลอยเรือ ในความมืดมีแต่เสียง เห็นหัวเรือค่อยโผล่ตรงออกมา คริสตีนนั่งอยู่และเห็นเงาของแฟนท่อมที่ยืนแจวเรืออยู่ท่ามกลางหมอกควันและไฟสีน้ำเงินส่องนำ ช่อตะเกียงสีดำสองแถวค่อยๆผุดขึ้นจากข้างใต้เวที เห็นเป็นไฟระยิบระยับของเปลวเทียน สวยแค่ไหนก็ดูรูปเอานะครับ
สำหรับตัวแสดงเอกในคืนวันนี้ ฮิวช์ พานาโร –Hugh Panaro (แฟนท่อม), แซนดรา โจเซฟ –Sandra Joseph (คริสตีน) และ จอห์น คูเดีย –John Cudia (ราอูล) ทั้งฮิวช์และแซนดรา ถือเป็นดาราบอร์ดเวย์ที่มีรอบการแสดงละครเรื่องนี้ที่ยาวนานที่สุดในโลก แต่สำหรับจอห์นนั้นเขาเป็นนักแสดงหน้าใหม่ ฟังน้ำเสียงแล้วไม่แตกต่างจากบันทึกแผ่นที่เป็นแผ่นต้นฉบับ หรือ original cast
กว่าสองชั่วโมงครึ่ง เวลาผ่านไปแบบไม่รู้ตัว
เมื่อละครเลิกผมข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม มีร้านขายของที่ระลึกละครบอร์ดเวย์ มีทั้งถ้วยกาแฟ พวงกุญแจเสื้อยืด แม่เหล็กติดตู้เย็น ซึ่งอยู่บนพื้นดำ สกรีนอักษรกับดอกกุหลาบแดง ไม่ก็หน้ากากสีขาว ผมเลือกซื้อหนังสือที่ระลึก The phantom of the opera มาเล่มนึง (ผมถ่ายบางหน้ามาให้ชม) ซีดีหนึ่งชุดสองแผ่น หนังสือเพลงสำหรับคำร้องและโน้ตเปียโน ผู้คนยังเดินกันพลุกพล่าน ผ่านไปหน้าไทม์สแคร์ คนมุงกันเต็มเลย อ้อ กำลังคุ้ยกองเสื้อ I love NY เลยคว้ากลับบ้านสองตัว ฝากพี่สาวตัวนึงตัวละสามเหรียญครึ่ง มาเห็นที่สนามบินตอนกลับ ยี่ห้อเดียวกันเลยตัวละ 12.99 เหรียญ
เกือบสี่ทุ่มแล้ว อากาศกำลังสบาย ผมเดินตัวเบา กระเป๋าก็เบาด้วยไปลงรถใต้ดิน พร้อมกับฮัม All I ask of you ไปด้วยอย่างมีความสุข พรุ่งนี้แล้วซินะที่ผมจะกลับบ้าน คิดถึงบ้านจัง
No more talk of darkness,
forget these wide-eyed fears;
I’m here, nothing can harm you,
my words will warm and calm you.
Let me be your freedom,
let daylight dry your tears;
I’m here, with you, beside you,
to guard you and to guide you.
Then say you’ll share with me one love, one lifetime;
let me lead you from your solitude.
Say you need me with you, here beside you,
anywhere you go, let me go too,
Christine, that’s all I ask of you.
Love me, that’s all I ask of you.
Anywhere you go, let me go too;
love me, that’s all I ask of you.Labels: ดูหนังฟังเพลง, โลกนอกกะลา