





Labels: ก่อนลั่นชัตเตอร์
ภาพด้านข้างแสดงก้านปรับกระจกเงาสะท้อนภาพ และกล่องผ้าจีบ (bellows) เพื่อโฟกัสภาพ
ในการปรับโฟกัสจะหมุนที่วงแหวนซ้ายขวาที่อยู่ด้านข้างตัวกล้อง และอาศัยดูความคมชัดจาก ภาพที่ปรากฏบนจอด้านบน ช่องมองภาพมาตรฐานที่มากับตัวกล้องใช้งานในระดับเอว (waist level viewfinder) มีลักษณะเป็นกล่องที่ยกตั้งขึ้นเพื่อบังแสงจากด้านข้างและมีแว่นขยายยกขึ้นมาส่องดูภาพได้ และสามารถพับเก็บได้ ภาพที่สะท้อนผ่านกระจกจึงเป็นภาพกลับซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้าย จอมาตรฐานเป็นกระจกฝ้า Type A Matte fresnel สามารถเปลี่ยนกระจกรับภาพเป็นแบบต่างๆได้ถึง 8 แบบ เช่น แบบตาราง (checker), แบบspit-image, แบบ microprism, แบบ cross-hair เป็นต้น นอกจากช่องมองภาพในระดับเอวแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นช่องมองภาพในระดับตาได้ ซึ่งมีมิเตอร์วัดแสงผ่านเลนส์ติดมาด้วย (PD prism finder)
จุดเด่นประการหนึ่งของ RB67 คือสามารถถ่ายภาพทั้งแนวนอนและแนวตั้งได้โดยไม่ต้องพลิกกล้อง เนื่องจากกล้องรุ่นนี้มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมากกว่า 2.6 กิโลกรัม และเป็นการใช้งานบนขาตั้งกล้องเป็นหลัก มามิยาจึงได้ออกแบบให้กลับแมกกาซีนใส่ฟิล์มที่ท้ายตัวกล้อง 90 องศาแทนการพลิกกล้องไปมาซึ่งยุ่งยากและยังช่วยให้ผู้ถือกล้องไม่ต้องก้มตัวเอียงศีรษะตามช่องมองภาพขณะบันทึกภาพ โดยติดตั้ง revolving back ไว้ระหว่างตัวกล้องกับแมกซีนบรรจุฟิล์มให้หมุนบิดไปมาได้
ส่วนของแมกกาซีนบรรจุฟิล์ม สามารถแบ่งตามชนิดของฟิล์มเป็น 2 แบบ คือ กลักฟิล์ม120 และ 220 (120/220 roll film holder) แมกกาซีนสำหรับฟิล์มดังกล่าวแต่ละชนิดยังยังเจาะช่องท้ายเพื่อบันทึกภาพขนาดต่างๆ เช่น ขนาด 6x6, 6x7 และ 6x4.5 ซม. จึงสามารถซื้อแมกกาซีนที่เฉพาะกับความต้องการใช้งานแต่ละประเภทได้ แมกกาซีนขนาดช่อง 6x4.5 ซม. ที่มากับกล้องของผมออกแบบมาสำหรับ 120 (มามิยาไม่ได้ทำชนิด 220 ออกมาด้วย) นอกจากนี้ยังมีฝาท้ายที่เป็นชนิดโพลารอยด์ให้ใช้งานด้วย กล้องรุ่นมาตรฐาน RB67 ที่ใช้ช่องมองภาพระดับเอวไม่มีระบบวัดแสง ผู้ถ่ายภาพอาจจำเป็นต้องดูภาพเบื้องต้นหน้างานก่อนถ่ายลงบนฟิล์ม การบันทึกภาพเพื่อดูบนกระดาษโพลารอยด์ก่อนจะช่วยให้ช่างภาพทำงานได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น มามิยายังได้ทำแมกกาซีนสำหรับฟิล์มเป็นแผ่นขนาด 7.2x7.2 ซม. (quadra back) มาเพิ่มความหลากหลายของการใช้งานด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าสามารถใช้กับ digital camera back เพื่อบันทึกภาพแทนแผ่นฟิล์มได้ (ทำได้หากผมมีเงินประมาณ 140,000 บาท !!!) จุดเด่นอีกประการหนึ่งของ RB67 Pro SD คือ มีปุ่มปรับบนฝาหลังเพื่อเลือกบันทึกภาพซ้อนได้
ข้างใต้มีช่องสำหรับยึดติดกับขาตั้งกล้อง ด้วน็อตขนาด 3/8 นิ้วและมีแหวนลดขนาดสำหรับยึดกับหัวน็อต 1/4 นิ้ว กล้อง RB67 Pro SD ไม่ต้องใช้แบตเตอรี และเมื่อประกอบเข้ากับ Sekor K/L 127mm f3.5 และฝาหลังกล่องบรรจุผิล์มแล้วจะมีขนาด 10.4x23.3x14.4 ซม. (กxยxส) มีน้ำหนัก 2.69 กก. น้ำหนักขนาดนี้เหมาะกับการบันทึกภาพบนขาตั้งกล้องขนาดใหญ่
มามิยา เป็นกล้องระดับไฮเอนด์ ผลิตโดย Mamiya Digital Imaging Co.Ltd. (ชื่อที่เปลี่ยนใหม่ปี 2006) ซึ่งก่อตั้งในเดือนพฤษภาคม 1940 โดยความร่วมมือของนักออกแบบกล้อง ไซอิจิ มามียะ (Seiichi Mamiya) และผู้ลงทุน สึเนจิโร่ ซูงาวาระ (Tsunejiro Sugawara) กล้อง Mamiya 6 เป็นกล้องขนาดกลางรุ่นแรกๆที่ผลิต ในปัจจุบันปรับปรุงมาเป็น Mamiya 7 mark II นอกจากนี้ยังมีกล้อง SLR รุ่นเล็กออกมาในราวปี 1949 มามิยาผลิตกล้อง SLR 35 มม. ในซีรีส์ Z ในปี 1982 และเลิกทำตลาดกับกล้องรุ่นเล็กตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา ผมมี Mamiya ZM รุ่นสุดท้ายที่ยังใช้งานได้ดีเยี่ยม กล้องเลนส์คู่ (TLR)รุ่น C220/C330 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และยังเป็นที่ต้องการของผู้เล่นและนักสะสมกล้องฟิล์มกลาง กล้องรุ่นกลางอีก 2 ซีรีส์ที่สร้างชื่อเสียงให้มามิยาเป็นอย่างมากคือกล้อง SLR-medium format ในกลุ่ม RB67/RZ67 และ M645/645 AFD กลุ่ม RB67 เป็นกล้องขนาดใหญ่ที่ใช้กลไกล้วนในการบันทึกภาพ แต่กลุ่ม RZ67 เป็นกล้องที่ควบคุมด้วยระบบอิเลคทรอนิค การปรับตั้งต่างๆย้ายจากเลนซ์มาไว้ที่ตัวกล้อง และได้พัฒนาจากกล้องกึ่งกลไกมาเป็นกล้องอิเลคทรอนิคเต็มรูปแบบ มีระบบวัดแสง ระบบโฟกัสอัตโนมัติ และเป็นระบบดิจิตัลเต็มรูปแบบในรุ่น RZ67 Pro mark IID ในปัจจุบัน ส่วนกลุ่ม M645/645 AFD เป็นกล้อง compact medium format ที่มีขนาดย่อมลงมา เหมาะกับการถือบันทึกภาพด้วยมือนอกสถานที่ ให้ขนาดภาพ 6x4.5 ซม. กลุ่ม M645 เป็นกล้องกลไกที่วางตลาดตั้งแต่ปี 1975 ถึงปี 2000 โดยมีรุ่นต่างๆอีก 7 รุ่นตามออกมาในกลุ่มนี้ สำหรับกลุ่ม 645 AFD เป็นกล้องที่ควบคุมด้วยระบบอิเลคทรอนิคและปรับตั้งระบบโฟกัสอัตโนมัติ รุ่นล่าสุดในปัจจุบันคือ 645 AFD mark III ที่สามารถใช้งานในระบบดิจิตัล มามิยาเป็นเจ้าแรกที่ผลิต digital databack ขนาด 22 MP ออกมาใช้กับกล้องขนาดกลางตั้งแต่ปี 2006
Labels: ก่อนลั่นชัตเตอร์
Labels: ชวนเข้าครัว
Labels: คนรู้จัก

ผมได้มีโอกาสนั่งเรือจากบ้านนากะสัง (Baan Nagasang) ลัดเลาะดอนน้อยใหญ่เข้าไปที่ดอนคอน เหนือดอนคอนขึ้นไปคือดอนเดด เป็นดอนขนาดย่อมกว่า มีสะพานรถไฟซึ่งสร้างสมัยลาวเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสเชื่อมระหว่างดอนทั้งสอง ตลอดแนวแม่น้ำทางด้านทิศเหนือแต่เดิมเป็นหมู่บ้านชาวดอนคอน แต่ปัจจุบันมีการก่อสร้างปลูกเรือนไม้แทรกตัวอยู่ตามที่ว่างระหว่างแนวไม้ ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้แผ้วถางที่จนเตียน ชาวบ้านบางคนเล่าให้ผมฟังเมื่อไม่กี่ปีก่อนทั้งเกาะมีมะพร้าวที่ปลูกไว้ริมน้ำและสองข้างทางเดินในหมู่บ้าน แต่ไม่กี่ปีมานี้พวกเขากำลังโค่นต้นมะพร้าวลงเปิดเป็นเกสท์เฮาส์เล็กๆสามสี่ห้องรับนักท่องเที่ยว แต่เดิมบนดอนคอนและดอนเดดไม่มีไฟฟ้าใช้ พวกเขามีเพียงเครื่องปั่นไฟน้ำมันก๊าดไว้ใช้ทำงานและดูทีวีในช่วงหัวค่ำ หลังสามทุ่มจะปิดไฟจุดไต้ ปัจจุบันทางฝั่งตะวันออกของดอนคอนมีไฟฟ้าใช้และไฟฟ้ากำลังจะมาถึงทางด้านทิศเหนือในอีกไม่นาน วิถีชีวิตอย่างชาวดอนแต่เดิมกำลังจะหมดไป นักท่องเที่ยวมาพร้อมกับปัญหายาเสพติด, ขยะ, มลพิษทางเสียงจากบาร์ และแน่นอนว่าปัญหาการค้าประเวณีจะตามมาด้วย>
ผมใช้เวลาเที่ยวชมดอนคอนสองวันเต็มๆ มีเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันแบกเป้ร่วมทางตอนขามาสี่ท่าน เมื่อได้ชมน้ำตกหลี่ผีในตอนเช้าแล้วก็จากไปเมืองจำปาสัก แต่สำหรับผมแล้วผมอยากเห็นวิถีชีวิตของชาวดอนคอนกับสายเลือดใหญ่ น้ำตกเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆของการดำเนินชีวิตชาวสี่พันดอน และในครั้งนี้ผมเลือกดอนคอนเป็นตัวแทนของอาณาเขตสี่พันดอน และหากผมมีโอกาส ผมจะเลือกดอนอื่นๆที่สงบเงียบและนักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่านเช่นที่นี่ ที่พักของผมอยู่ใกล้ๆกับสะพานฝรั่งเศส ผมสามารถเห็นสะพานได้อย่างชัดเจนจากที่พักซึ่งปลูกติดน้ำ
พวกเราตื่นกันแต่เช้า เราถูกบังคับให้ตื่นจากเสียงไก่ เสียงหมู เสียงคนทำครัวและกลิ่นควันไฟจากการหุงต้ม เราอาบน้ำแต่งตัวและออกไปเช่าจักรยานกันตั้งแต่ยังไม่โมงเช้าเพื่อขี่ไปเที่ยวน้ำตกหลี่ผี เราผ่านด่านที่เชิงสะพานฝรั่งเศส เขาเรียกเก็บเงินบำรุงท้องที่วันละ 9,000 กีบ ราว 36 บาท เส้นทางไปน้ำตกหลี่ผีนั้นมั่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ถนนหน้าหมู่บ้านกว้างประมาณ 3 เมตรเต็มไปด้วยหลุมโคลน ส่วนหนึ่งมาจากรถต่อกะบะฮุนไดเป็นรถห้าแถววิ่งรับส่งนักท่องเที่ยวไปน้ำตก ชาวบ้านใช้จักรยานยนต์และจักรยานสองล้อ มีเกสท์เฮาส์ปลูกด้วยไม้สวยงามหลายแห่งและร้านอาหารใหญ่รับคณะทัวร์ ที่ท้ายหมู่บ้านมีวัดคอนใต้ตั้งอยู่ เป็นวัดเงียบสงบค่อนข้างเจริญแล้ว ถนนดินข้างวัดแคบลงและพาผ่านทุ่ง นาสองข้างทางเพิ่งจะปักดำ บางผืนกำลังไถด้วยควายและคันไถ ควายที่นี่อวบอ้วนไม่เหมือนควายไทย ตามปลายนามีกู่บรรจุเถ้ากระดูกให้เห็นเสมอ บางแห่งมองเห็นพูนดินสุสานของชาวเวียตก็มี ละจากที่นาถนนนำเข้าสู่ป่าโปร่ง ไผ่ขึ้นคลุมทางเดินจนทำให้ต้องขี่รถด้วยความระมัดระวัง ผมผ่านลำธารน้ำสองสามแห่ง พื้นดินเป็นหินทรายภูเขาสลับกับดินแข็ง ไม่นานก็พาออกมาถึงลานใหญ่ ด้านหนึ่งปลูกศาลามุงจากตั้งโต๊ะไว้บริการเครื่องดื่มอาหารแก่นักท่องเที่ยว ส่วนด้านหน้าเป็นธารน้ำตกส่งเสียงอึงคนึง น้ำบ่าจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ ช่องที่เป็นม่านน้ำตกมีขนาดเพียงหนึ่งในสามของน้ำตกคอนพะเพ็ง สีของน้ำแดงขุ่น น้ำไหลแรงกระทบแก่งซัดสาดเป็นฟองราวหม้อถั่วแดงเดือด มองลงไปข้างล่างเห็นหลี่ที่ชาวบ้านมาวางไว้ มีเชือกโยงไปยังแก่งกลางน้ำสำหรับไปเอาปลาที่มาติดหลี่ เมื่อเดินเลียบริมน้ำลงไปทางใต้เป็นระยะทางสองร้อยเมตร ตลอดทางเห็นน้ำตกโจนลงมาเป็นระยะด้วยความสูงสิบกว่าเมตร ดูแล้วเหมือนน้ำที่บ่าข้ามดอนตกลงมาและไหลลงไปทางใต้ มองไปเหนือม่านน้ำตกเห็นน้ำไหลปริ่มและซอกซอนไปตามแก่งหินก่อนที่จะลงมาเป็นม่านน้ำตกเล็กบ้างใหญ่บ้าง น้ำตกแห่งนี้มีชื่อว่า “สัมพะมิต” ในช่วงหลังสงครามอินโดจีนและสงครามภายในประเทศมีศพของทหารลอยตามน้ำมาติดที่หลี่เสมอ จึงมักเรียกกันว่าหลี่ผี ทางเดินข้างบนไม่ผิดอะไรกับการเดินบนแกรนด์แคนยอน เบื้องล่างคือแม่น้ำโคโลราโด สองข้างคือโตรกเขาที่มีน้ำตกไหลมาเป็นระยะกินระยะทางเป็นกิโลเมตร เลยจากน้ำตกมาไม่ไกล มีช่องทางที่พอจะไต่ลงไปสู่พื้นน้ำเบื้องล่างได้ เมื่อไต่ลงไปก็ได้พบกับชาวบ้านกำลังสร้างหลี่อยู่พอดี หลี่ของเขาเป็นเหมือนกล่องไม้ ขนาด (ก x ย x ส) ประมาณ 60 x 200 x 150 ซม. สร้างจากไม้ไผ่รวก ตอกไว้กับซอกหิน และนำหินก้อนใหญ่มาวางถมจนเกือบเต็มเพื่อไม่ให้น้ำซัดหลุดลอยไป หลี่อันนี้เขาสร้างอยู่ที่ตลิ่งข้างบนสูงจากพื้นน้ำประมาณ 9-10 เมตร อีกไม่นานน้ำจะหลากถึงข้างบนแล้วเมื่อนั้นปลาใหญ่ที่มากับน้ำจะถูกซัดเข้ามาในกรงหลี่ของเขาให้เขาจับทุกวันๆละหลายสิบกิโลกรัมเลยทีเดียว หลี่อีกแบบที่เห็นเป็นเหมือนแคร่ไม้ไผ่ยกขึ้นเอียงทำมุมกับน้ำที่ไหลมา ปลาเคราะห์ร้ายจะถูกน้ำซัดขึ้นไปเกยติดอยู่บนแคร่ เขาวางหลี่ไว้ทุกที่ไม่ว่าจะข้างตลิ่ง แก่งที่อยู่กลางน้ำ ตรงช่องน้ำตก ชาวประมงจะข้ามไปปลดปลาที่มาติดหลี่ด้วยเชือกสองเส้นที่โยงไว้ตอนหน้าแล้ง เส้นหนึ่งไว้เดินอีกเส้นหนึ่งไว้ยึดจับ ที่ท้องน้ำเบื้องล่าง หินแกรนิตที่น้ำท่วมถึงกลับกลายเป็นเรียบมนด้วยน้ำพาทรายมาลับเหลี่ยมคมจนสิ้น ต้นไม้น้ำเล็กๆงอกงาม ปลาเล็กปลาน้อยแหวกว่ายเล่นในแอ่งน้ำขังที่ตกตะกอนจนใส ผมเห็นหินที่ถูกน้ำซัดจนกลมกลึงทำให้อดเก็บกลับมาไม่ได้สามก้อน หากใครถามผมจะบอกว่าเป็นหินจากหลี่ผี!! หลี่ผีที่ยิ่งใหญ่ในสายตาของผม อนิจจา.. ผมได้เห็นและรับรู้เพียงเสี้ยวเล็กๆของมันเท่านั้นจากตำแหน่งที่ผมยืนและเท่าที่สายตาผมจะไปถึง แต่หลี่ผีที่ผมไม่เห็นเมื่อผมดูบนกูเกิลเอิร์ทแล้ว มันเกินสติปัญญาของมนุษย์คนใดจะจินตนาการได้ถ้วนถี่และเข้าใจได้ ผมเห็นหลี่ผีน้อยกว่าร้อยละ 10 ของความยิ่งใหญ่ของมัน

มีเส้นทางจากหลี่ผีเลียบริมน้ำเพื่อกลับมายังบ้านคอน ถนนสายนี้เล็กๆปราศจากผู้คน สองข้างทางร่มครึ้มด้วยต้นไม้ เมื่อมาถึงวัดบ้านคอนใต้ในวัดกลับมีผู้คนพลุกพล่าน มีทั้งผู้หญิง, ผู้ชาย, เด็กนักเรียน เด็กนักเรียนชายผูกผ้าผูกคอสีแดง ตลอดทางเดินเข้าหมู่บ้านผมสวนกับชาวบ้านที่ทยอยมาวัด หากเป็นบุรุษจะถือมีดพร้าติดตัวไปด้วย พวกสตรีจะถือตะกร้า บ้างก็แบกถาดสำรับอาหารไปวัด สอบถามได้ความว่าเขาเตรียมงานพัฒนาดอนคอน วัดเป็นศูนย์รวมของชุมชน เวลามีงานเช่นนี้ชาวบ้านจะนำสำรับกับข้าวไปรับประทานร่วมกัน ผมนำจักรยานไปคืนทั้งที่เช่ามาเพียงสามชั่วโมง จักรยานคือภาระทำให้ขาดความคล่องตัวในการถ่ายภาพ และกินแรงเป็นอย่างมากในสภาพถนนที่เป็นดินเลน, ทางขึ้นลงเนิน การเดินเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผม ชมภาพอื่นๆของสี่พันดอนได้ที่นี่
บนศาลาการเปรียญแม่บ้านที่สูงอายุสี่ห้าคนกำลังช่วยกันเย็บใบตองเพื่อทำบายศรี อีกด้านหนึ่งเป็นสำรับที่วางรอเวลาอาหาร อีกกลุ่มเป็นผู้สาวนั่งจับกลุ่มคุยกัน ภาพเขียนบนคอสองเป็นพุทธประวัติและเวสสันดรชาดก เป็นฝีมือเขียนสีของชาวบ้าน ภาพพุทธประวัติออกแนวแขกเต็มที งานสร้างเวที, กางเตนท์สนาม, จัดเก้าอี้เป็นหน้าที่ของพวกผู้ชาย เขาใช้ปูนขาวโรยเพื่อกำหนดอาณาเขตและจัดลานแข่งกีฬา อีกมุมหนึ่งมีคนนำเอาเครื่องประดับสวยๆมาวางขายแบกะดิน แน่นอนที่ดึงดูดลูกค้าสตรีตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงวัยได้ไม่น้อย วัดอยู่ติดแม่น้ำ มีเรือหลายลำผูกต่อกันใต้ร่มมะพร้าว กุฏิพระมีสองหลัง เป็นกุฏิไม้ยกพื้นสูง กุฏิหลังหนึ่งไม่มีฝากั้น ที่ใต้ถุนกุฏิมีเรือยาวสำหรับแข่งจอดอยู่ลำหนึ่ง มีสิมเก่าหลังหนึ่งปลูกอยู่หลังศาลาการเปรียญ สิมที่นี่คล้ายศาลาโถงที่ก่อกำแพงไว้ครึ่งเดียว ส่วนบนเป็นไม้ ด้านหน้าเห็นบานประตูไม้งับไว้เฉยๆเขียนว่า ladies not allowed to enter ในเมื่อผมไม่ได้เป็นผู้หญิงจึงได้ถือวิสาสะเปิดเข้าไปดู มีเด็กนักเรียนชายสี่ห้าคนมามุงหน้าประตูว่าผมจะทำอะไร ข้างในมีพระพุทธรูปประธานตามแบบลาวใต้ตั้งอยู่บนฐานสูง พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ลักษณะของพุทธศิลป์คล้ายๆกับพระอู่ทอง คือผอมชะลูด ใบหูยาว ยอดเมาลีสูงมาก บนฐานชุกชียังตั้งพระพุทธรูปเล็กอีกหลายองค์ รวมถึงที่ทำจากไม้ด้วย ที่น่าสนใจคือมีพระพุทธรูปหินทรายสององค์ตั้งอยู่ที่พื้น มีลักษณะแบบเจนละที่ชัดเจนมาก ภายในสิมเป็นแบบเรียบๆ พื้นปูนขัดมัน ผมเห็นบนพื้นมีปุ่มครึ่งวงกลมสี่อัน ค่อนข้างอยู่ในแนวคล้ายแบ่งอาณาเขต เดาเองว่าเป็นสีมาด้วยไม่มีใครให้ถามได้ เด็กที่อยู่หน้าห้องบอกผมว่าพอได้แล้วให้ออกมา ผมถามกลับว่าทำไมหรือ เขาบอกว่าห้ามเข้า ผมตอบเขาว่าหน้าห้องเขียนว่าผู้หญิงห้ามเข้านี่ไง เด็กบอกผมว่าตัวหนังสือลาวเขียนว่าห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมจึงมีเด็กมามุงดูผมหลายคนเพราะเขาไม่เคยเข้าไปดูข้างในนี่เอง ได้แต่ยืนชะโงกกันสลอนอยู่นอกประตู 
บนโตกที่วางสำรับ มีอาหารหลายอย่าง อาหารหลักของเขาคือปลา เขามีปลาอย่างอุดม เกือบทุกบ้านมีปลาย่าง ปลาแต่ละตัวเล็กกว่าปลาทูครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว เขาเอาปลามาผัดพริกแดง มีปลาส้ม ปลาส้มของที่นี่เขานำมาปรุงกับสับปะรดหรือหมากนัด มีแจ่ว ผักต้ม ฟักต้ม เห็ดต้ม และข้าวเหนียว เสียงเพลงที่เขาเปิดตามเครื่องขยายเสียงพาให้ผมเดินอ้อมมาทางด้านหลังวัด เด็กนักเรียนมัธยมชายหญิงกำลังตั้งแถวเข้าขบวนฟ้อนกัน เขาเตรียมจะฟ้อนจริงกันในวันรุ่งขึ้น เช้าวันถัดมาผมออกมาจากห้องพักยังไม่โมงเช้าดี เด็กกลุ่มนี้มากันเต็มใต้ถุนบ้านเจ้าของเกสท์เฮาส์ พวกผู้สาวนุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า สวมเสื้อคาดเข็มขัดทับ ห่มผ้า ต่างเกล้าผมมุ่นมวยเสียบดอกจำปา ทุกคนสวมถุงเท้าขาวและสวมรองเท้าเรียบร้อย บางคนสวมชฎาเป็นหัวนกสำหรับฟ้อนกันในตอนสาย ส่วนพวกผู้บ่าวสวมเชิ้ตแขนยาวสีขาวเก็บชายเสื้อเข้ากางเกงขายาวสีดำ ทุกคนใช้ผ้าขาวม้าสีสดคาดเอว ไม่เว้นแม้แต่ผู้บ่าวที่เข้ามาผัดแป้ง ผู้บ่าวหลายคนใส่เจลหวีผมมาแข็งไปทั้งหัว ทุกคนสวยและหล่อกันเต็มที่ถือเป็นงานใหญ่ของชาวดอนคอน ผมพบกับผู้ใหญ่ที่เตรียมตัวไปวัดแต่เช้า แต่ละท่านสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย ห่มสไบทับ ในมือประคองพานดอกไม้ บ้างก็ทำบายศรีของตนเอง ไม่มีใครซื้อขายดอกไม้บูชาพระ มีแต่คนเก็บดอกไม้ในบ้านของตนเองมาตกแต่งบายศรีด้วยใจ แลเห็นแม่หญิงลาวนุ่งซิ่น ห่มทับด้วยสะไบผืนยาว เธอนำม้านั่งออกมาไว้ข้างตัว บนม้านั่งมีแก้วน้ำและขันใบใหญ่ ของใส่บาตรพระมีเพียงข้าวเหนียวหยิบมือและมาม่าหนึ่งห่อ ผมมองดูเธอคุกเข่าเปลือยเท้านำของลงบาตร เมื่อพระให้ศีลเธอโน้มตัวลงค้อมต่ำใช้น้ำแก้วที่เตรียมมากรวดน้ำลงขัน ผมสัมผัสได้ถึงความอิ่มใจที่ถ่ายทอดออกมา เป็นภาพที่งดงามและประทับใจผมมาก
เมื่อผมเดินมุ่งหน้าไปทางตะวันออกไปตามถนนในหมู่บ้าน ทางซ้ายมือติดน้ำเต็มไปด้วยเกสท์เฮ้าส์สลับกับบ้านอาศัย เมื่อเดินมาไม่ไกลผมเห็นตึกสุขศาลาเล็กๆชั้นเดียวมีเพียง 3-4 ห้อง มองเข้าไปข้างในเห็นคนนอนให้น้ำเกลืออยู่ ห้องหมอและตู้ยาอยู่อีกห้องทางด้านข้าง ในสนามหญ้าด้านข้างตึกมีควายเล็มหญ้าอยู่ ถัดจากสุขศาลาเล็กน้อย มีอาคารตึกสมัยอาณานิคมฝรั่งเศสอยู่สองหลัง ลึกเข้าไปด้านหลังเป็นโรงเรียนที่สร้างจากไม้ระแนง ถัดไปอีกเล็กน้อยผมมาถึงบ้านไม้โบราณทาสีแดงยกพื้นสูงปล่อยใต้ถุนโล่ง ปัจจุบันทำเป็นโรงแรมสัมพะมิต ผมได้เข้ามาจองเรือข้ามฟากและรถไปบ้านม่วงที่นี่ ที่ใต้ถุนเขาผูกเปลตะกร้าไม้ไผ่ไว้ ทารกน้อยอายุหนึ่งปีนอนเต็มตะกร้าที่มีมุ้งคลุมไว้อีกทีหนึ่ง ข้างๆโรงแรมสัมพะมิตเป็นตึกแถวสองห้อง แต่ปัจจุบันรื้อทิ้งไปหนึ่งห้อง ห้องที่เหลือมองดูก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแบบญวน เจ้าของปัจจุบันคือคุณพาน เขาเป็นชาวเวียตรุ่นที่สามที่อาศัยที่นี่ เขาเล่าว่าปู่ของปู่อพยพมาที่นี่พร้อมกับหัวรถจักรไอน้ำของฝรั่งเศสและตั้งรกรากที่นี่นับแต่นั้นมา บ้านแบบชาวเวียตมีลักษณะเด่นคือเป็นตึกสองหลัง ด้านหนาเป็นตึกใหญ่สองชั้น พื้นปูกระเบื้องหินขัด พื้นชั้นบนเป็นไม้ ในบ้านมีตู้ไม้สูง และสามารถมองลึกเข้าไปถึงหลังบ้าน ตึกหลังเป็นตึกสองชั้น มีขนาดเล็กและตื้นกว่า ชั้นบนเป็นที่พักอาศัย ส่วนชั้นล่างเป็นห้องครัว ระหว่างตึกทั้งสองเป็นลานบ้านมีหลังคาคลุมไว้เป็นพื้นที่สำหรับทำงานบ้าน มีกำแพงและประตูบานเล็กเปิดออกสองข้าง กลางลานบ้านมักทำบ่อน้ำขนาดใหญ่ ปัจจุบันตึกหน้าเขาทำเป็นเกสท์เฮาส์ ส่วนชั้นล่างเป็นห้องเอนกประสงค์ ที่ว่างหน้าบ้านจัดโต๊ะไว้เป็นร้านอาหาร
เมื่อเดินลึกเข้าไปตามถนนในหมู่บ้าน ผมผ่านโรงแรมศาลาดอนคอน Auberge’s Sala Don Khone ผมเห็นตึกชั้นเดียวแบบเก่าที่ได้รับการบูรณะใหม่ ตึกหลังกระทัดรัดนี้เป็นโรงพยาบาลเก่ามาก่อน ปัจจุบันเขาดัดแปลงเป็นส่วนต้อนรับของโรงแรม ร้านอาหารติดน้ำศาลาดอนคอนของโรงแรมมีบรรยากาศและรสชาติของอาหารเยี่ยม ผมได้มาฝากท้องทุกค่ำที่นี่ ผัดไทเจ (15,000 กีบ) ของเขาแตกต่างจากผัดไทในบ้านเรา ผัดไทของเขาคือการผัดเส้นหมี่กับแครอท, กะหล่ำปลีและเห็ดหอม ในผัดไทของเขาแถมตะปูทองเหลือง 1 ซม.มาให้ด้วย ดีที่ผมมองเห็นก่อน คืนต่อมาผมอยากชิมอาหารลาวจึงได้สั่งห่อหมกปลามารับประทานกับข้าวเหนียว (33,000 กีบ หรือ 132 บาท) ห่อหมกลาวจะผัดผักและเนื้อปลารวนให้เข้ากับกะทิและเครื่องแกงจนแห้ง และเสริฟบนจานที่ปูด้วยใบตอง คืนนี้ไม่มีตะปูแต่พนักงานในร้านมีอาการแปลกๆ ผมดึงปึกธนบัตรออกมาจากระเป๋านับและส่งให้เขากับมือตามจำนวน รับเงินไปแล้วเธอเอื้อมอีกมือหนึ่งมาคว้าธนบัตรที่เหลือของผมบนโต๊ะไปดื้อๆ!!! นับว่าร้านนี้อาหารอร่อยแต่บริการแปลกๆ
ยิ่งเดินลึกเลียบแม่น้ำเข้าไป เกสท์เฮาส์ก็ยิ่งน้อยลง ผมผ่านหน้าทางเข้าวัด ถนนเข้าวัดเป็นซีเมนต์ทำใหม่ตัดผ่านทุ่งนา วัดบ้านคอนเป็นวัดเล็กๆ นายช่างกำลังตกแต่งสิมหลังกระทัดรัดที่เพิ่งสร้างเสร็จ ในวัดมีศาลาการเปรียญหนึ่งหลังปลูกใหม่ และมีเรือนแถวไม้กุฏิยกพื้นแบบลาวอีกสองหลัง ผมเดินตัดลานวัดออกไปทางด้านหลัง สังเกตเห็นติดกำแพงวัดเรียงรายไปด้วยกู่บรรจุเถ้ากระดูกเป็นจำนวนมาก ทางด้านหลังวัดเป็นทางดินเหมือนเดินบนคันนา ฝนที่ตกลงมาทั้งคืนทำให้คันดินบางช่วงโคลน ผมเดินอยู่พักใหญ่มาสิ้นสุดเอาที่ดอนคอนด้านทิศตะวันออก ถนนเลียบริมน้ำพาผมผ่านหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งซึ่งต่างจากทางด้านเหนือราวฟ้ากับเหว ที่นี่เต็มไปด้วยต้นหมากและต้นมะพร้าว เขาปลูกเรือนไม้ยกพื้นแบบชาวลาว หลังคามุงกระเบื้อง แต่ละบ้านมีบริเวณปลูกไม้ใหญ่และใช้ไม้ไผ่มากั้นเป็นอาณาเขต มีไฟฟ้าและมีจานดาวเทียมขนาดใหญ่ ไก่ของชาวบ้านออกมาคุ้ยเขี่ยอาหาร หากบ้านไหนเลี้ยงหมูเขาจะล่ามไว้ บ้านที่อยู่ริมน้ำเป็นบ้านชาวประมง สังเกตได้จากมีเรือที่นำขึ้นมาบนฝั่ง มีแหและอวน บ้านประมงแบบนี้มักเป็นเรือนยกพื้น ฝาผนังทำจากเสื่อรำแพน ถนนหน้าหมู่บ้านเป็นทางดินกว้างประมาณ 1.5 เมตร ตลอดทางที่เดินมีเด็กออกมาวิ่งเล่นและแม่บ้านเดินไปมาให้ได้ทักทาย “ชำบายดีบ่” ไม่ขาดเสียง สลับกับเสียงสุนัขเห่า สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยม หลายบ้านเปิดใต้ถุนเป็นร้านขายของชำ ของส่วนใหญ่เป็นสบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก ขนมอบกรอบ มาม่า เป็นต้น ของเกือบทั้งหมดนำมาจากเมืองไทย แม่บ้านบางคนออกมาวักน้ำโขงลูบหน้า น้ำค่อนข้างไหลแรงพาเอาสวะลอยมาตามน้ำ ผมมองเห็นเขื่อนขนานไปกับแม่น้ำ เขื่อนที่ฝรั่งเศสสร้างไว้เป็นคอนกรีตสลับหว่างกันไปตามแนวขนานเพื่อไว้ล่องซุงที่นำมาทำสะพานรถไฟข้ามดอนต่างๆ ผมเห็นผู้ชายหลายคนออกไปทอดแหตามริมน้ำให้ผมไปนั่งดูเขาทำงาน เมื่อไม่ได้ปลาเขาจะย้ายไปที่ใหม่เรื่อยๆ เสียงเพลงของเด็กดังมาจากตลิ่งทำให้ผมอดเดินไปชะโงกดูไม่ได้ เด็กชายสวมเสื้อแขนยาวนั่งร้องเพลงอย่างอารมณ์ดีดูพ่อของเขากำลังวิดน้ำฝนออกจากเรือ พ่อของเขาเรียก “ไอ้บักหำน้อย” ให้หันมาดูว่าใครมายืนอยู่ข้างหลัง รอยยิ้มของพ่อและเด็กเป็นรอยยิ้มที่จริงใจและผมจำได้ติดตา
เส้นทางเดินเท้าของผมบนดอนคอน
เมื่อสุดแนวหมู่บ้าน สองข้างทางที่เป็นนาเริ่มกลายเป็นป่า ผมเห็นธารน้ำเล็กไหลผ่านและได้ยินเสียงน้ำตกดังไกลออกไป ป่าโปร่งทางซ้ายมือมีรอยเท้าของชาวบ้านทางเดินย่ำเป็นแนว ผมเลือกที่จะเดินไปตามทางนั้นตามเสียงน้ำที่ดังชัดขึ้นทุกที เดินไปไม่นานก็พบกับสะพานลิงที่ทอดข้ามแก่งน้ำเล็กๆ แต่น้ำในแก่งซัดแรงและส่งเสียงคำราม ผมถามชาวบ้านที่ผ่านมาเขาบอกว่าเป็นแก่งปากสร้อย หากข้ามสะพานไปเป็นดอนที่นายทุนมาขอสัมปทานเปิดเป็นรีสอร์ทซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ผมใช้เวลาอยู่กับแก่งปลาสร้อยอยู่นาน เมื่อเห็นว่าใกล้เวลานัดหมายเรือมารับจึงรีบกลับมาตาทางเดิมเพื่อกลับไปเก็บกระเป๋าและคืนห้องพัก หากดูตามแผนที่กูเกิลแล้ว จะเห็นว่าแก่งเล็กๆที่ผมหยุดถ่ายภาพนั้นเป็นสี้ยวธารน้ำของน้ำตกปากสร้อย หากผมเดินข้ามสะพานมาดอนปากสร้อยอีกหน่อย ผมจะเห็นม่านน้ำตกมหึมาไม่แพ้คอนพะเพ็งเลยทีเดียว
บ้านนากะสัง เป็นหมู่บ้านที่จอแจด้วยรถสองแถว รถตู้และรถทัศนาจรจากอุบลราชธานี ทำให้หมู่บ้านคึกคัก ธุรกิจทำเงินมากมายจากการบริการเรือข้ามฟาก นักท่องเที่ยวมักจะมาถึงท่าเรือราวสิบเอ็ดโมงเพื่อข้ามไปทานข้าวเที่ยวบนดอนคอนและไปชมน้ำตกหลี่ผีในตอนบ่าย ถนนเข้ามู่บ้านจากทางหลวงแผ่นดินสายที่ 13 เป็นดินแดง ร้านค้าสองข้างทางมีตั้งแต่ร้านโชห่วย, ร้านค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค, ร้านเครื่องมือเครื่องเหล็กทางการเกษตร, ขายอาหารสัตว์, ปุ๋ย และร้านอาหารเช่นเฝอ ท่าเรือนากะสังค่อนข้างจะเอะอะวุ่นวายจากการขนถ่ายสินค้าไปยังดอนต่างๆนอกเหนือจากกลุ่มนักท่องเที่ยว สภาพโดยรอบจึงสกปรกเต็มไปด้วยขยะ
จากทางแยกเข้าบ้านนากะสังลงไปทางใต้ตามถนนสาย 13 ประมาณ 4-5 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของน้ำตกคอนพะเพ็งซึ่งอยู่ระหว่างแผ่นดินใหญ่กับดอนคอนพะเพ็ง น้ำตกมีขนาดมหึมาหากดูในแผ่นที่กูเกิลจะเห็นหน้าน้ำตกแคบกว่าความกว้างของแม่น้ำในช่วงดังกล่าว ทำให้ปริมาณน้ำมหาศาลเบียดกันโจนลงสู่เบื้องล่าง ที่บนฝั่งเยื้องกับม่านน้ำตกเขาสร้างศาลาคอนกรีตไว้ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปถ่ายภาพกับน้ำตก ข้างๆศาลามีทางเดินเล็กๆให้ไต่ลงไปเบื้องล่างได้ มีชาวบ้านมาสร้างหลี่ดักปลาไว้หลายอันเป็นหลี่แบบต่างๆ มีทั้งที่ตั้งอยุ่ที่ชายน้ำและที่สูงขึ้นมา น้ำในฤดูน้ำหลากจะท่วมสูงกว่านี้อีกหลายเมตรและท่วมเกาะแก่งที่เห็นไปเป็นจำนวนมาก
เวลาสั้นๆเพียงสองวันสองคืน ทำให้ผมอิ่มใจกับสี่พันดอนชุมชนบนดอนของแม่น้ำโขง ผมเห็นความสงบเงียบแบบเรียบง่ายของชาวบ้าน ชีวิตประจำวันของผู้คนที่พึ่งพาสายน้ำในการดำรงชีวิต เวลาเช้าเย็นที่คนมาอาบน้ำกันที่ท่าเล็กๆริมน้ำ เด็กมากระโดดน้ำเล่นในระหว่างวันที่อบอ้าวเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับน้ำวันละเล็กละน้อยเพื่อเตรียมชีวิตชาวประมงในวันข้างหน้า ชีวิตของชาวสี่พันดอนกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจากตะวันตกมีไม่มาก แต่นักท่องเที่ยวจากไทยที่มากับรถทัศนาจรคันใหญ่บุกมาทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ มาเพื่อถ่ายรูปกับน้ำตกคอนพะเพ็ง, กินข้าวมื้อเที่ยงบนดอนคอน และถ่ายรูปกับน้ำตกหลี่ผี ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว เสียงพูดจาอึกทึกแข่งกับเสียงน้ำตั้งท่ากางแขนขาถ่ายรูปเพื่อให้ได้ชื่อว่ามาถึง วัฒนธรรมอันดี, น้ำใจและรอยยิ้มบริสุทธิ์ของชาวสี่พันดอนกำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นเงินและผลตอบแทน เอกลักษณ์ของสี่พันดอนได้รวมความหมายทางภูมิศาสตร์และความหมายทางสังคมวิทยาของชุมชนไว้ด้วย สังคมดั้งเดิมที่ถูกพรากไปเหลือเอาไว้แต่โครงทางภูมิศาสตร์จะทำให้สี่พันดอนไร้ชีวิตอย่างน่าเสียดาย
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E8076487/E8076487.html
http://www.pantown.com/board.php?id=39163&area=3&name=board1&topic=18&action=view
Labels: ประเพณีเผ่าไท, โลกนอกกะลา
"อุมามเหศวร" ประดับหน้าบัน ศิลปะแบบแกลียงผสมบาปวน
บรรณาลัยทางด้านทิศใต้ของปราสาทประธาน ขวามือมีปุ่มหินปัญจศิวลึงค์บนฐานโยนีสี่เหลี่ยมจตุรัส
ตรีมูรติ ศิวมหาเทพยืนกลาง ซ้ายมือคือพระพรหม ขวามือเป็นพระวิษณุ
เทวาลัย ส่วนที่ก่ออิฐสร้างก่อน เดิมมีศิวลึงค์ตั้งอยู่ ส่วนของหินทรายด้านหน้าเป็นส่วนที่ต่อเติมภายหลัง
ประตูด้านหน้าฝั่งทิศเหนือมีทวารบาลยืนอยู่ ทับหลังเป็นพระนารายณ์ทรงครุฑยุดนาค
นางอัปสร หรือทวารบาลหญิงทางเข้าประตูหน้าฝั่งทิศใต้
หินรูปช้าง
บันไดสู่สวรรค์
แท่นรูปจรเข้ทำบัดพลีกรรมคน
ภาพาจากระเบียงชั้นที่หก แสดงทางเดินโบราณที่ขนาบข้างด้วยบารายซึ่งน้ำแห้งเกือบหมด ปราสาทสองหลังในทิศเหนือ-ใต้, หอนนทิ และทางบันไดขึ้นสู่เทวาลัย Labels: ต้องมนต์ขอม, มรดกไทย มรดกโลก
หลังอาหารมื้อเช้า เรามีเวลาเล็กน้อยที่จะจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อย และเก็บกระเป๋าเสื้อผ้านำขึ้นรถ ผมขับรถผ่านตลาดที่กำลังวาย ทั้งตลาดมีแต่คนพม่า(หรือมอญผมไม่แน่ใจ) ส่งเสียงด้วยภาษาที่ผมไม่เข้าใจ สุภาพสตรีจะสวมเสื้อผ่าหน้าชายสั้นเข้ารูป นุ่งซิ่นกรอมเท้า ปะแป้งจนหน้าลาย ชายสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวเป็นส่วนใหญ่และนุ่งโสร่ง แขกเป็นอีกกลุ่มที่เห็นมากพอสมควร น่าจะเป็นแขกปากีสถาน บังคลาเทศมากกว่าอินเดีย เราไม่ได้แวะลงที่ตลาดแต่ผมขับรถวนรอบเมืองเพื่อดูบ้านเมืองในตอนเช้า ร้านรวงต่างๆเปิดหน้าร้านกันแล้ว ไม่มีวันหยุดปีใหม่ราวกับที่นี่ทุกวันเป็นเงินเป็นทอง ผมตรงไปวัดชุมพลคีรีก่อนเพื่อจะดูเจดีย์ทองในวัด ผมเคยเห็นภาพถ่ายทางอากาศรูปทรงไม่ผิดแผกไปจากเจดีย์ชเวดากองสักเท่าใด แต่เมื่อยืนดูจากในลานวัดแล้วก็พบว่าเป็นเจดีย์มอญแปดเหลี่ยมที่ฐานไม่กว้างอย่างที่คิด แถมรูปทรงยังสูงชะลูดแบบเจดีย์อยุธยา เฉพาะปล้องไฉนเท่านั้นที่ใหญ่แบบรามัญและมียอดมงกุฎ ตัวเจดีย์ทาสีทองซีดๆ เป็นเจดีย์โดดๆ มีเจดีย์บริวารเล็กๆล้อมรอบ 20 องค์ เจดีย์อยู่กลางวัดพอดี ชาวบ้านแถบนั้นเดินตัดลานวัดออกไปตลาด ลานซีเมนต์ยังเป็นที่จอดรถและที่นอนของสุนัขหลายตัว มันมาพร้อมกับกองอุจจาระปัสสาวะทำให้ต้องระมัดระวังในการเดินถ่ายรูปภายในวัด วัดชุมพลคีรีสร้างในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช จึงมีอายุเกือบ 240 ปี มีวิหารเล็กๆอีกสองหลัง พระพุทธรูปในวิหารเป็นศิลปะตามยุคสุโขทัย
Labels: โลกนอกกะลา
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009 July 2009 August 2009 September 2009 October 2009 November 2009