One Day When I was Young

คนเราแก่ลงทุกวินาที เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปก็กลายเป็นอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ทั้งสิ้น

Monday, November 02, 2009

 

Sunny 16



เมื่อหัดถ่ายรูปครั้งแรก พ่อสอนผมว่าฟิล์ม ISO100 ให้ตั้งค่าหน้ากล้องเป็น f/16 ด้วยความไวชัตเตอร์ 1/125 วินาที หลักการดังกล่าวพิมพ์อยู่ด้านในกล่องกระดาษบรรจุฟิล์มโกดักและฟูจิไว้เป็นสูตรสำหรับวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส วันที่มีเมฆ, ภาพในร่มเงาแดด, ภาพบนชายหาดหรือกลางหิมะ เป็นต้น และเมื่อมีกล้องที่มีเครื่องวัดแสงในตัวผมก็ไม่ได้ใช้กฏนั้นอีกเลยทั้งๆที่สามารถนำมาใช้ตัดสินใจเลือกการวัดแสงแม้จะกับการวัดแสงผ่านเลนซ์ก็ตาม มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เพื่อนผมพยายามถ่ายภาพผ่านหน้าต่างโรงแรมที่ไฮเดอลาบัด เขาใช้กล้องดิจิตัลถ่ายหลายใบแต่ไม่ได้ภาพที่ถูกต้องสักที ผมบอกให้เขาตั้งเป็น M , f/8, 1/250 sec. ภาพออกมาสีสวยถูกใจเขามาก เขาถามผมว่ารู้ได้ยังไงว่าจะตั้งค่ากล้องเท่าไร ผมหัวเราะพร้อมกับตอบว่ามันอยู่ในหัว

ผมไปรับเลนซ์ Sekor K/L 127mm f3.5 กลับมา สีของโค้ทหน้าเลนซ์สะท้อนประกายรุ้งปลุกให้ผมอยากออกไปถ่ายรูป ในระหว่างที่รอวันหยุดผมค้นตำราหาข้อมูลการถ่ายภาพด้วยกฏ Sunny16 ที่เรื้อไปนาน เนื่องจากกล้องผมไม่มีเครื่องวัดแสงในตัวกล้องและ ผมไม่มีเครื่องวัดแสงมือถือ กฏ Sunny16 มีง่ายๆคือ ในวันที่ท้องฟ้าเปิด แสงแดดจัดจนเห็นขอบเงาของวัตถุบนพื้นชัด ให้ตั้งค่ารูรับแสง f/16 และตั้งความไวชัตเตอร์เป็นเศษส่วนวินาทีเท่ากับค่า ISO ของฟิล์ม

กฏข้อที่2 ในวันที่มีแดดจัดหากท้องฟ้ามีเมฆประปราย ทำให้เงาของวัตถุมีขอบไม่คมชัด ให้เปิดหน้ารูปรับแสงเพิ่มอีก 1 สตอปเป็น f/11 ด้วยความไวชัตเตอร์เบื้องต้น

กฏข้อที่ 3 หากท้องฟ้ากลางวันมีเมฆหนา สามารถเห็นเงาของวัตถุได้รางๆ ไม่ปรากฏขอบเงาเป็นรูปร่าง ให้เปิดรูรับแสงเพิ่มขึ้น 2 สตอปเป็น f/8

กฏข้อที่ 4 หากท้องฟ้ามีเมฆหนาทึบจนวัตถุไม่เกิดเงาบนพื้น ให้เปิดหน้ากล้องเพิ่มเป็น f/5.6 หรือ 3 สตอป

สายๆของวันเสาร์ ผมออกจากบ้านไปอยุธยาพร้อมกล้องสุดที่รัก และกล้องดิจิตัลอีกหนึ่งตัวไว้บันทึกภาพประกบกับกล้องฟิล์มโดยใช้กฏ Sunny16 กล้องดิจิตัลนั้นตั้งค่า ISO200 (ไม่มี ISO160 จึงเลือกค่าที่ใกล้ที่สุดแทน) ส่วนฟิล์ม Kodak 160 นั้นทำเอาเ ผมงงอยู่พักหนึ่งว่าจะตั้งกล้องอย่างไรดี เลนซ์ Sekor K/L 127mm นั้นมีความไวชัตเตอร์ 1/60, 1/125, 1/250 และ 1/400 วินาที ไม่มี 1/160 วินาทีให้เลือก ที่ใกล้เคียงสุดก็จะเป็น 1/125 นั่นเอง แต่ผมจะได้ภาพที่โอเวอร์เล็กน้อย เมื่อดูสภาพแสงแล้วเห็นว่ามีเมฆเล็กน้อยและเงาบนพื้นไม่ถึงกับเป็นขอบคมชัด จึงได้ตัดสินใจเลือกรูรับแสงตามกฏข้อที่สอง แต่เพิ่มความไวชัตเตอร์ขึ้น 1 สตอปเป็น 1/250 วินาทีซึ่งไวกว่าค่า ISO160 ของฟิล์มเล็กน้อย ภาพจะติดอันเดอร์ไม่มากแต่จะให้สีอิ่ม ภาพที่ทดลองถ่ายด้วยกล้องดิจิตัลให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทำให้ผมมั่นใจว่าในวันที่อากาศแจ่มใสผมสามารถใช้กฏ Sunny16 บันทึกภาพในระบบแมนวลได้ไร้กังวล และผมจะหาโอกาสทดสอบกฏซันนี่ในสภาพแสงอื่นๆร่วมกับ EV100 และ ระบบโซนตามคำแนะนำของแอนเซลอาดัม ภาพบางส่วนแสดงไว้ที่นี่ เมื่อพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นเรามักลืมตัวเราเองและปล่อยให้เทคโนโลยีกำหนดว่าเราจะบันทึกภาพอย่างไร เมื่อภาพออกมาไม่ดีก็โทษว่ากล้องเพี้ยน ความฉลาดจึงอยู่ที่จะเลือกผสานความรู้และประสพการณ์เข้ากับเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจในการบันทึกภาพ เมื่อถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตัลมากเข้า ผมพบว่าตัวเองฝากความหวังและไว้ใจเทคโนโลยีมากกว่าไว้ใจตัวเอง













ข้อมูลการปรับตั้งค่าต่างๆ:
D50 + AF-S 18-55mm, f3.5-5.6, DX ตั้งโหมดบันทึกภาพ M, f/11, 1/250s, ISO200
RB67 Pro SD + 127mm, f3.5, K/L ตั้งค่าบันทึกภาพ f/11, 1/250s, ISO160

Labels:


Thursday, October 15, 2009

 

Mamiya RB67 Pro SD




มีหลายสิ่งที่เรามักฝันถึง มีหลายฝันที่ผมไปถึง ผมมีฝันหนึ่งที่อยากหวนกลับไปเล่นกล้องฟิล์มอีกครั้งหนึ่ง ผมเริ่มหัดถ่ายภาพเมื่ออายุประมาณ 10 ปี กล้องตัวแรกของผมเป็นกล้องเลนส์คู่ (TLR twin lenses reflex) ผมเริ่มหัดจากฟิล์มขาวดำขนาด 6x6 ซม. ล้างฟิล์มและอัดภาพเองเนื่องจากที่บ้านมีห้องมืด เมื่อพ่อผมจากไปการถ่ายภาพของผมจึงได้ยุติลง ผมมามีกล้องกลไกของตัวเองอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุ 30ปี เป็นกล้อง SLR 35 มม. FM2N ยอดนิยม แม้ว่าจะมีกล้องตามมาหลังจากนั้นอีกหลายตัว แต่ทุกตัวล้วนเป็นกล้องที่ใช้กับฟิล์ม 35มม. ควบคุมด้วยระบบอิเลคทรอนิคและเป็นกล้องดิจิตัล DSLR

ในใจลึกๆของผมยังคงคิดถึงกล้องที่เป็นกลไกล้วนๆขนาดกลางชนิดที่เรียกว่ามีเดียมฟอร์แมท (medium format) ผมนึกถึงภาพกล้องที่มีโครงสร้างเป็นอลูมิเนียมหุ้มปิดด้วยแผ่นหนัง มีก้านหมุนเลื่อนฟิล์ม หน้าเลนซ์ยืดหดด้วยกล่องผ้าจีบ (bellows) มันเหลือกล้องคลาสิกแบบนี้ไม่มากในตลาดของเก่า ได้แก่ Rollei, Hasselblad, Mamiya เลนซ์ของกล้องสองยี่ห้อแรกนั้นทำในเยอรมันจึงมีราคาที่สูงลิบ ส่วนมามิยานั้นเป็นกล้องผลิตในประเทศญี่ปุ่น ความคมชัดและการถ่ายทอดสีสันของเลนซ์ค่ายนี้เป็นที่ยอมรับ และมีคนเล่นกล้องจำนวนหนึ่งแปลงเอาเลนซ์มามิยามาใช้กับกล้อง SLR 35 มม. เนื่องจากมีคุณภาพดีเลิศและราคาไม่สูงจนเกินไป เมื่อมีเวลาว่าง ผมมักลองเปิดหากล้องเก่าจากเวปทั้งในและต่างประเทศ ผมติดใจในรูปร่างหน้าตาของ มามิยา 645 1000S แต่จะหากล้องที่สวยนับว่ายากมาก ที่ยังงามอยู่กลับมีราคาแพง

วันหนึ่งผมเห็นประกาศขายกล้องมามิยา RB67 Pro SD เป็นกล้องรุ่นที่ผมไม่สนใจนักเพราะไม่อยากเล่นภาพขนาดใหญ่ หากจะอัดภาพต้องนำมาครอบกรอบ ไม่เหมือนขนาด 6x4.5 ซม. ที่ได้สัดส่วนพอดี สิ่งที่ผมสนใจคือเขาขายพร้อมกับเลนซ์และแมกกาซีนบรรจุฟิล์มขนาดภาพ 6x4.5 ซม. กล้องมีลักษณะที่ใหม่มาก ไม่มีรอยถลอก เมื่อสอบถามไปจึงทราบว่าเป็นกล้องซื้อมามือหนึ่ง เจ้าของเปิดสตูดิโอถ่ายภาพและซื้อกล้องมาในช่วงรอยต่อของเทคโนโลยีฟิล์มกับดิจิตัล ในที่สุดกล้องก็วางไว้นิ่งๆในกล่องไม่ได้ทำอะไร เขาประกาศขายมาสองเดือนเศษ มีแต่คนเลียบเคียงมาถามแต่ไม่มีคนซื้อเพราะผู้ขายอยู่ไกล วันเสาร์ผมขับรถขึ้นไปชัยนาทเพื่อดูกล้อง และพอใจกับมันเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับมันกลับมาอุปการะในราคาที่หาไม่ได้เลยในสภาพแบบนี้ ต่อไปนี้ผมของเล่าประวัติและรูปร่างหน้าตาของมันไว้พอสังเขปดังนี้




Mamiya RB67 Pro SD เป็นกล้องกลไกล้วนๆรุ่นสุดท้ายของมามิยาที่วางตลาดมาตั้งแต่ปี 1990 มาถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบสองทศวรรษโดยยังไม่ถอนออกจากการทำตลาด กล้องรุ่นนี้พัฒนาขึ้นจาก RB67 Pro รุ่นแรกที่ออกสู่ตลาดในปี 1970 และปรับปรุงให้เป็น Pro S ในปี 1974 มามิยาได้ออกเลนซ์ชุดใหม่ Sekor K/L เพื่อใช้กับกล้องรุ่น Pro SD โดยเลนซ์เหล่านี้มีขนาดหน้าเลนซ์ 77 มม.เท่ากัน และมีขนาดเมาท์ของเลนซ์ที่ใหญ๋มากกว่าเดิม ทำให้ไม่สามารถนำเลนซ์เดิมและเลนซ์ของกล้องรุ่นอื่นมาใช้ร่วมกันได้ มามิยาได้ขายเลนซ์ Mamiya Sekor K/L 127mm f3.5 พร้อมกับแมกกาซีนบรรจุฟิล์ม 120, 6x7 ซม. เป็นชุดมาตรฐาน ราคาตั้งขายในสถานการณ์เงินเยนแข็งตัวสูงถึง 244,545 เยน (38 บาท/100 เยน)

กล้อง RB67 ประกอบด้วยเลนซ์ซึ่งทำหน้าที่รวมแสง ภายในเลนซ์มีชัตเตอร์เปิดปิดรับแสง ต่อกับตัวกล้องซึ่งเป็นกล่องสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ภายในกล้องมีกระจกเงาวางเอียง 45 องศาสะท้อนแสงที่ผ่านเลนซ์เข้ามาให้ขึ้นไปสู่ด้านบน ด้านบนมีแผ่นกระจกฝ้าเป็นจอให้เรามองภาพในระดับเอว ส่วนด้านท้ายของกล้องเจาะทะลุ มีแมกกาซีนบรรจุฟิล์มมาปิดไว้ เมื่อลั่นชัตเตอร์ กระจกเงาจะกระดกขึ้นข้างบนเปิดโอกาสให้แสงจากเลนส์ผ่านเข้าไปตกกระทบเป็นภาพที่ระนาบของฟิล์มท้ายกล้องพอดี เมื่อบันทึกภาพแล้วเราจะเลื่อนฟิล์มเพื่อรอบันทึกภาพใหม่ การถ่ายภาพทั้งหมดนี้ใช้กลไกล้วนๆ

เลนส์ Sekor K/L 127mm. f3.5 มีขนาดใหญ่มาก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 9.72 ซม. สูง 7.4 ซม. มีน้ำหนัก 780 กรัม ประกอบด้วยชิ้นเลนซ์ 6 ชิ้น เปิดมุมกว้าง 39 องศา ด้วยกำลังขยาย 0.36 เท่า โดยสามารถโฟกัสวัตถุที่อยู่ใกล้สุดในระยะ 64 ซม. นอกจากจะมีชิ้นเลนส์ขนาดใหญ่แล้ว ยังต้องมีพื้นที่สำหรับเก็บชัตเตอร์ภายในอีกด้วย บนกระบอกเลนซ์มีช่องเสียบสายลั่นชัตเตอร์ ชัตเตอร์เป็นโลหะชนิดซ้อนกลีบ (leaf ) ตามระบบของไซโก 1 (Seiko #1) สามารถควบคุมความไวชัตเตอร์สูงสุด 1-1/400 วินาที สามารถเปิดรูรับแสงกว้างสุด f3.5 ไปจนถึงรูปรับแสงที่แคบสุด f32 นอกจากนี้ยังมีช่องต่อสายลั่นชัตเตอร์ B และช่องต่อสายวิงค์แฟลชภายนอกอีกด้วย โดยที่แฟลชสามารถทำงานได้ทุกความไวชัตเตอร์ เลนซ์ 127 มม.ในกล้องมีเดียมฟอร์แมทนี้เทียบเท่ากับมุมมองภาพ 62 มม. ในกล้อง 35มม. (2X ของกล้อง SLR 35 มม.) สามารถใช้งานเอนกประสงค์ ถ่ายภาพแลนด์สเคป ภาพบุคคล และต่อท่อ (extension tube) หรือ กล่องผ้า (bellows) เพื่อถ่ายโคลสอัพในระยะใกล้ มามิยายังได้ผลิตเลนซ์ K/L อีก 13 ขนาด ออกมาใช้กับรุ่น RB67 Pro SD และยังสามารถนำไปใช้กับกล้อง RB67 รุ่นเก่าได้ รวมถึงกล้อง RZ67 แต่ไม่ทุกรุ่นและใช้ได้เฉพาะการปรับกล้องแบบหัตถกิจ เลนซ์ดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ 50-500 มม. ซึ่งมีทั้งเลนซ์มาโคร, เลนซ์ซูม และเลนซ์เกรด APO เนื่องจากกลุ่มชิ้นแก้วภายในเลนซ์ตรึงอยู่กับที่ ดังนั้นการปรับโฟกัสจึงอาศัยการยืดเลนส์เข้าหาหรือถอยห่างจากวัตถุ RB67 อาศัยการเลื่อนเลนซ์บนรางโดยมีกล่องผ้าต่อระหว่างท้ายเลนซ์กับตัวกล้อง



ภาพด้านข้างแสดงก้านปรับกระจกเงาสะท้อนภาพ และกล่องผ้าจีบ (bellows) เพื่อโฟกัสภาพ




ในการปรับโฟกัสจะหมุนที่วงแหวนซ้ายขวาที่อยู่ด้านข้างตัวกล้อง และอาศัยดูความคมชัดจาก ภาพที่ปรากฏบนจอด้านบน ช่องมองภาพมาตรฐานที่มากับตัวกล้องใช้งานในระดับเอว (waist level viewfinder) มีลักษณะเป็นกล่องที่ยกตั้งขึ้นเพื่อบังแสงจากด้านข้างและมีแว่นขยายยกขึ้นมาส่องดูภาพได้ และสามารถพับเก็บได้ ภาพที่สะท้อนผ่านกระจกจึงเป็นภาพกลับซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้าย จอมาตรฐานเป็นกระจกฝ้า Type A Matte fresnel สามารถเปลี่ยนกระจกรับภาพเป็นแบบต่างๆได้ถึง 8 แบบ เช่น แบบตาราง (checker), แบบspit-image, แบบ microprism, แบบ cross-hair เป็นต้น นอกจากช่องมองภาพในระดับเอวแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นช่องมองภาพในระดับตาได้ ซึ่งมีมิเตอร์วัดแสงผ่านเลนส์ติดมาด้วย (PD prism finder)

จุดเด่นประการหนึ่งของ RB67 คือสามารถถ่ายภาพทั้งแนวนอนและแนวตั้งได้โดยไม่ต้องพลิกกล้อง เนื่องจากกล้องรุ่นนี้มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมากกว่า 2.6 กิโลกรัม และเป็นการใช้งานบนขาตั้งกล้องเป็นหลัก มามิยาจึงได้ออกแบบให้กลับแมกกาซีนใส่ฟิล์มที่ท้ายตัวกล้อง 90 องศาแทนการพลิกกล้องไปมาซึ่งยุ่งยากและยังช่วยให้ผู้ถือกล้องไม่ต้องก้มตัวเอียงศีรษะตามช่องมองภาพขณะบันทึกภาพ โดยติดตั้ง revolving back ไว้ระหว่างตัวกล้องกับแมกซีนบรรจุฟิล์มให้หมุนบิดไปมาได้







ภาพแสดงกล้องที่กลับแมกกาซีนเพื่อถ่ายภาพได้ทั้งแนวนอน(ซ้าย)และแนวตั้ง (ขวา)







ส่วนของแมกกาซีนบรรจุฟิล์ม สามารถแบ่งตามชนิดของฟิล์มเป็น 2 แบบ คือ กลักฟิล์ม120 และ 220 (120/220 roll film holder) แมกกาซีนสำหรับฟิล์มดังกล่าวแต่ละชนิดยังยังเจาะช่องท้ายเพื่อบันทึกภาพขนาดต่างๆ เช่น ขนาด 6x6, 6x7 และ 6x4.5 ซม. จึงสามารถซื้อแมกกาซีนที่เฉพาะกับความต้องการใช้งานแต่ละประเภทได้ แมกกาซีนขนาดช่อง 6x4.5 ซม. ที่มากับกล้องของผมออกแบบมาสำหรับ 120 (มามิยาไม่ได้ทำชนิด 220 ออกมาด้วย) นอกจากนี้ยังมีฝาท้ายที่เป็นชนิดโพลารอยด์ให้ใช้งานด้วย กล้องรุ่นมาตรฐาน RB67 ที่ใช้ช่องมองภาพระดับเอวไม่มีระบบวัดแสง ผู้ถ่ายภาพอาจจำเป็นต้องดูภาพเบื้องต้นหน้างานก่อนถ่ายลงบนฟิล์ม การบันทึกภาพเพื่อดูบนกระดาษโพลารอยด์ก่อนจะช่วยให้ช่างภาพทำงานได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น มามิยายังได้ทำแมกกาซีนสำหรับฟิล์มเป็นแผ่นขนาด 7.2x7.2 ซม. (quadra back) มาเพิ่มความหลากหลายของการใช้งานด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าสามารถใช้กับ digital camera back เพื่อบันทึกภาพแทนแผ่นฟิล์มได้ (ทำได้หากผมมีเงินประมาณ 140,000 บาท !!!) จุดเด่นอีกประการหนึ่งของ RB67 Pro SD คือ มีปุ่มปรับบนฝาหลังเพื่อเลือกบันทึกภาพซ้อนได้


ข้างใต้มีช่องสำหรับยึดติดกับขาตั้งกล้อง ด้วน็อตขนาด 3/8 นิ้วและมีแหวนลดขนาดสำหรับยึดกับหัวน็อต 1/4 นิ้ว กล้อง RB67 Pro SD ไม่ต้องใช้แบตเตอรี และเมื่อประกอบเข้ากับ Sekor K/L 127mm f3.5 และฝาหลังกล่องบรรจุผิล์มแล้วจะมีขนาด 10.4x23.3x14.4 ซม. (กxยxส) มีน้ำหนัก 2.69 กก. น้ำหนักขนาดนี้เหมาะกับการบันทึกภาพบนขาตั้งกล้องขนาดใหญ่

มามิยา เป็นกล้องระดับไฮเอนด์ ผลิตโดย Mamiya Digital Imaging Co.Ltd. (ชื่อที่เปลี่ยนใหม่ปี 2006) ซึ่งก่อตั้งในเดือนพฤษภาคม 1940 โดยความร่วมมือของนักออกแบบกล้อง ไซอิจิ มามียะ (Seiichi Mamiya) และผู้ลงทุน สึเนจิโร่ ซูงาวาระ (Tsunejiro Sugawara) กล้อง Mamiya 6 เป็นกล้องขนาดกลางรุ่นแรกๆที่ผลิต ในปัจจุบันปรับปรุงมาเป็น Mamiya 7 mark II นอกจากนี้ยังมีกล้อง SLR รุ่นเล็กออกมาในราวปี 1949 มามิยาผลิตกล้อง SLR 35 มม. ในซีรีส์ Z ในปี 1982 และเลิกทำตลาดกับกล้องรุ่นเล็กตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา ผมมี Mamiya ZM รุ่นสุดท้ายที่ยังใช้งานได้ดีเยี่ยม กล้องเลนส์คู่ (TLR)รุ่น C220/C330 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และยังเป็นที่ต้องการของผู้เล่นและนักสะสมกล้องฟิล์มกลาง กล้องรุ่นกลางอีก 2 ซีรีส์ที่สร้างชื่อเสียงให้มามิยาเป็นอย่างมากคือกล้อง SLR-medium format ในกลุ่ม RB67/RZ67 และ M645/645 AFD กลุ่ม RB67 เป็นกล้องขนาดใหญ่ที่ใช้กลไกล้วนในการบันทึกภาพ แต่กลุ่ม RZ67 เป็นกล้องที่ควบคุมด้วยระบบอิเลคทรอนิค การปรับตั้งต่างๆย้ายจากเลนซ์มาไว้ที่ตัวกล้อง และได้พัฒนาจากกล้องกึ่งกลไกมาเป็นกล้องอิเลคทรอนิคเต็มรูปแบบ มีระบบวัดแสง ระบบโฟกัสอัตโนมัติ และเป็นระบบดิจิตัลเต็มรูปแบบในรุ่น RZ67 Pro mark IID ในปัจจุบัน ส่วนกลุ่ม M645/645 AFD เป็นกล้อง compact medium format ที่มีขนาดย่อมลงมา เหมาะกับการถือบันทึกภาพด้วยมือนอกสถานที่ ให้ขนาดภาพ 6x4.5 ซม. กลุ่ม M645 เป็นกล้องกลไกที่วางตลาดตั้งแต่ปี 1975 ถึงปี 2000 โดยมีรุ่นต่างๆอีก 7 รุ่นตามออกมาในกลุ่มนี้ สำหรับกลุ่ม 645 AFD เป็นกล้องที่ควบคุมด้วยระบบอิเลคทรอนิคและปรับตั้งระบบโฟกัสอัตโนมัติ รุ่นล่าสุดในปัจจุบันคือ 645 AFD mark III ที่สามารถใช้งานในระบบดิจิตัล มามิยาเป็นเจ้าแรกที่ผลิต digital databack ขนาด 22 MP ออกมาใช้กับกล้องขนาดกลางตั้งแต่ปี 2006



วันที่ผมไปดูกล้อง เขาถามผมว่าเคยใช้กล้องรุ่นนี้มาก่อนหรือไม่ เมื่อทราบว่าผมไม่เคยผู้ขายทำหน้างงๆว่านำไปแล้วผมจะใช้เป็นหรือ ผมต้องการส่วนไหนผมใช้วิธีบอกให้เขาถอดส่งมาให้ดู เขาเก็บกล้องไว้ในตะกร้ามีฝาปิด กล้องมอมแมมตามสมควรแต่มันดูไม่ลดค่าของมันลงไปเลย ผมนำกล้องมาถอดแต่ละส่วนออกเพื่อทำความสะอาดภายนอกและภายในตัวกล้องและแมกกาซีนฟิล์มเป็นที่เรียบร้อยพร้อมไปกับการเรียนรู้การทำงานเบื้องต้น มันสวยงามราวกับของใหม่ให้ผมบันทึกภาพเก็บไว้ เหลือแต่ส่วนเลนส์ที่ผมทำเองไม่เป็น ผมส่งไปล้างและเปลี่ยนชิ้นเลนส์บางชิ้นที่เป็นฝ้าเนื่องจากโค้ทหมดอายุและให้เขาปรับแต่งชัตเตอร์ให้ใหม่ มีอีกหลายเรื่องให้ผมเสียเงินเพิ่ม เช่น สายสะพายไหล่, มิเตอร์วัดแสง, ฟิลเตอร์ Y2, กล่องกันความชื้น, ฝาปิดหัวท้ายตัวกล้องและฝาปิดท้ายเลนส์ เป็นต้น ตอนนี้ฝันผมใกล้เป็นจริงแล้ว เหลือแต่นำออกไปทดสอบ สถานที่ก็เลือกไว้แล้ว เพื่อนที่จะไปด้วยก็มีแล้ว (เพื่อนผมมี Bronica GS-1 100mm f3.5 PG) ขาดแต่ฟิล์มต้องออกไปซื้อหามาก่อน ผมคงชื่นชมภาพได้เงียบๆเพราะผมไม่มีสแกนเนอร์ที่ละเอียดสำหรับบันทึกจากภาพถ่ายและฟิล์มออกมาโพสต์ให้ดูกัน ขนาดยัง
ไม่ได้ใช้งานเลย กิเลสก็เรียกร้องจะเอากล้อง TLR มาไว้อีกตัวหนึ่งแล้ว




ที่มา:
http://herron.50megs.com/history.htm
http://herron.50megs.com/index.html
http://www.mamiya.com/rb67-pro-sd.html
http://www.mamiya.com/assets/pdfs/RZ/RZ67Pro-IID_Brochure%20English.pdf




Labels:


Wednesday, September 30, 2009

 

ตับร้อนๆ

แม่ผมชอบทานไส้กรอก ขนมปังและสลัดเป็นอาหารเช้า เป็นหน้าที่ของผมที่จะหาซื้อผักสารพัดสีมาไว้ให้ นอกจากผักใบเขียวแล้ว ผมมีแครอทต้ม ฟักทองต้มสุก กะหล่ำม่วงมะเขือเทศ ผสมกันไปทุกครั้ง แม่ของผมตาเริ่มเป็นต้อกระจกมาเกือบยี่สิบปี แต่มันไม่ได้ลุกลามจนเป็นอุปสรรคกับการมอง นอกจากการหลีกเลี่ยงผลกระทบของแสงและลมจากภายนอกแล้ว อาหารที่รับประทานก็มีส่วนสำคัญด้วยเช่นกัน สีจากพืชนอกจากดูดซับพลังงานจากคลื่นแสงแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นตัวสลายอนุมูลอิสระด้วย อาหารจึงเสริมการทำงานที่บกพร่องของเซลเมื่อคนเราสู่วัยเสื่อมถอย ไส้กรอกเป็นอาหารที่ถนอมโดยการเติมดินประสิวลงไป ดินประสิวจะแปรสภาพทำให้ไส้กรอกมีสีแดงน่ารับประทาน ไนไตร์ทที่เกิดขึ้นอาจเข้าไปตัดทำลาย หรืออาจไปกระตุ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรม นั่นเป็นต้นเหตุหนึ่งของการพัฒนาไปสู่ เซลมะเร็ง การรับประทานไส้กรอกพร่ำเพรื่อจึงไม่ใช่เรื่องดี ผมต้องเปลี่ยนอาหารโปรตีนไปเป็นปลาทูน่าบ้าง ถั่วขาว ตับบด หมูต้ม ไก่ฉีก ไข่ดาว หมุนเวียนกันไป

เพื่อนผมมาคุยให้ฟังว่า ตับบดเป็นอาหารที่มีขั้นตอนยุ่งยาก จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาขายกันแพงเหลือหลาย เขาเพิ่งไปดูและชิมผีมือคนอื่นมา ทำเอาผมคิดจะลองทำตับบดขึ้นมาบ้าง ผมจัดการไปหาซื้อตับปลอดสารมาสี่ขีด พอได้มานึกไม่ออกว่าควรบดตับก่อนต้มหรือต้มก่อนบดดี จึงได้โทรไปหาเพื่อน นับเป็นโชคของผมที่เขาอยู่บ้านเพื่อนคนนั้นพอดี อยู่ตั้งภูเก็ตโน่น ผมจึงได้คุยกับเจ้าตำรับอย่างที่คาดไม่ถึง ผมจะลงมือแล้วนะครับ

ผมนำตับมาแล่ทิ้งพังผืด และนำลงไปต้มในน้ำเดือดจนสุกทั่วกัน ระหว่างที่ต้ม ผมนำหอมหัวใหญ่มาครึ่งลูก ปอกและหั่นพักไว้ นำเบคอนสองชิ้นมาทอดพอให้หอมและหั่นเป็นชิ้นเล็ก เขาแนะนำให้ใส่แฮมด้วยแต่ผมไม่มีของในตู้เย็น ผมเหลือบเห็นขิงอ่อนเหลือแง่งเล็กๆเท่านิ้วโป้งจึงเอามาหั่นฝอย (รายการขิงนี่นอกตำรับ) ตับที่สุกแล้วผมนำขึ้นพักไว้ให้เย็นลงก่อน ส่วนน้ำแกงเก็บไว้ทำกับข้าวอื่น เมื่อเครื่องทุกอย่างพร้อมแล้ว จึงจัดการเอาตับ หอมหัวใหญ่ เบคอน ขิง และใบโอริกาโนหนึ่งช้อนโต๊ะ (นอกตำรับ) ลงไปบดรวมกันในโถปั่น ผมเติมนมสดลงไปคลุกเคล้าให้พอเนียนประมาณครึ่งแก้ว เมื่อเห็นว่าละเอียดดีแล้วจึงได้นำออกมาผัดบนกะทะก้นแบนด้วยไฟอ่อนๆ คอยกลับจนมันแห้ง ไม่มีน้ำเดือดฟอดให้เห็น จัดการย้ายตับบดลงชามกระเบื้องเพื่อนำไปอบในเตาอบอีก 15 นาที เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ตับบดส่งกลิ่นหอมตลบบ้าน ผมลองทำอีกสองครั้งโดยนำขิงออก และไม่อบในเตาอบ ปรากฏว่าผมชอบตับบดชนิดที่มีขิงมากกว่า ส่วนที่อบเพิ่มผมไม่ค่อยเห็นความแตกต่างจึงได้ตัดออกไป หากว่าจะอบก็อย่าผัดตับในกะทะจนแห้งเกิน ส่วนจะใส่กระเทียมและพริกไทยลงไปเพิ่มความหอมก็น่าจะดีไม่น้อย ลองประยุกต์กันตามชอบได้ครับ ขอบคุณเจ้าตำรับด้วยครับที่แนะนำวิธีการทำให้ ผมเสียมารยาทจังที่ไม่ได้ถามชื่อ

Labels:


Wednesday, August 19, 2009

 

อ้าย "ประนม"

เช้าวันศุกร์ต้นเดือนสิงหาคมผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า “ประนมป่วยเข้าโรงพยาบาล คงไม่พ้นวันนี้พรุ่งนี้แล้ว” ทำเอาผมรู้สึกหดหู่อย่างไรชอบกล เย็นวันนั้นผมไปหาเขาที่โรงพยาบาล รอบๆตัวเขามีสายระโยงระยางจากถุงน้ำเกลือและเครื่องช่วยหายใจ คล้ายกับคนครึ่งหลับครึ่งตื่น ผมทักทายเขา เขาพูดเป็นประโยคไม่ได้เพราะมีท่อคาอยู่ในรูจมูกจึงได้ยินแต่เสียงอือ อือ แทนคำตอบ เขาไม่ลืมตามอง แต่กระสับกระสายอยู่ภายใต้ผ้าห่ม เมื่อเซ้าซี้หนักเข้าก็พอจับความได้ว่า “รู้”...ว่าผมมาเยี่ยม “พูดมาซิ”... กำลังฟังอยู่ เราอธิษฐานด้วยกัน และจบด้วย “อาเมน” พร้อมๆกัน เราสื่อรับรู้ถึงกันผ่านมือที่บีบแน่น ผมบอกเขาว่าจะหาโอกาสมาเยี่ยมใหม่ หลังกลับจากลาว ผมมีเรื่องหลายอย่างที่รีบเร่งสรุป และเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด สิ่งเดียวที่ทำได้คือฝากเขาไว้ในคำอธิษฐาน ผมไม่ได้ข่าวจากเขาอีกจนทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาคงดีขึ้นตามลำดับ วันอาทิตย์ผมทราบข่าวว่าเขาจากไปเมื่อคืนที่ผ่านมา ผมผิดสัญญากับเขาเสียแล้ว

ผมรู้จักกับประนมเมื่อสิบสามปีที่แล้วเมื่อผมไปอธิษฐานที่โบสถ์ในคืนวันศุกร์ ประนมจะพาภรรยาและลูกชายที่ยังแบเบาะไปด้วยทุกครั้งและอยู่อธิษฐานด้วยกันคืนยันรุ่ง ผมเห็นการเติบโตของแจ๊คทีละเล็กละน้อยจากนอนดิ้นอยู่กลางห้องเป็นค่อยๆคลานไปมองลุงป้าน้าอาทั่วห้อง จากเดินเตาะแตะเป็นวิ่งเล่นไปรอบๆ ประนมเป็นหนุ่มอีสาน ผิวดำคล้ำ มีแต่ตาและฟันที่ขึ้นเป็นระเบียบเท่านั้นที่ขาว มันเป็นระเบียบจนผมว่าน่าจะเป็นฟันปลอมทั้งแผงเสียมากกว่า ประนมมีอาชีพขับรถแท๊กซี่ เขามีรถนิสสันเอ็นวีเก่าๆอยู่คันหนึ่งที่ซ่อมแล้วซ่อมอีก ดีที่เขาเคยทำงานในอู่ซ่อมรถมาก่อนจึงซ่อมเองเป็นส่วนใหญ่ รถของเขาขับครึ่งเดือนจอดซ่อมอีกครึ่งเดือนจนสุดทนถึงได้ถอยอัลติสรุ่นแรกออกมาเป็นแท๊กซี่ส่วนบุคคล

คนบ้านๆอย่างประนมทำไมผมถึงให้ความสนใจ นั่นเพราะผมเห็นอะไรดีๆในตัวเขาหลายอย่าง เราเป็นเพื่อนที่ทำงานด้วยกันในโบสถ์ เราไปค่ายต่างจังหวัดกันเกือบทุกปี และคนอย่างประนมเป็นคนที่ขาดไม่ได้ เขาเป็นลูกอีสานจึงไม่มีอะไรดีไปกว่าให้คนอีสานคุยกันเอง การออกค่ายแต่ละครั้งทุกคนมีงานทำ ประนมมักรับผิดชอบเรื่องเดินไฟ ผมจะเป็นลูกมือให้ บางครั้งพวกเราต้องมาเตรียมอุปกรณ์ จัดแผงสวิทซ์กันก่อนออกเดินทางล่วงหน้าหลายวัน แน่นอนว่าจะต้องมีการต่อล้อต่อเถียงกันเป็นธรรมดา ประนมเป็นคนคิดช้า ทำงานช้า แต่ไปเรื่อยๆ ย่อมโดนเพื่อนที่ด่วนเร็วต้องคอยมากระตุ้น เขาเถียงไม่ค่อยจะทัน ลักษณะนิสัยที่ไปเรื่อยๆบอกว่าเขาเป็นคนใจเย็น เวลาที่รถเสีย (รถของโบสถ์เก่าและเสียบ่อยในระหว่างเดินทางไกล) เวลาที่เรามีปัญหากันเวลาทำงาน “น่า...เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง” เป็นคำที่หลุดออกมาจากปากของเขาเสมอ ความใจเย็นของเขาเป็นกันชนที่ดีในการทำงานร่วมกัน ประนมเป็นคนขับรถช้ามาก ค่อยๆไปไม่เร่งรีบ น้อยครั้งที่เราจะเห็นคนขับแท๊กซี่ไปอย่างที่เราต้องกระตุ้นว่าเร็วกว่านี้อีกหน่อยก็ได้ นอกจากงานขับรถ งานแบกหาม ปีนป่ายที่สูง เดินไฟต่อเวทีแล้ว ประนมยังมีหน้าที่ให้ความบันเทิงบนเวทีการแสดงอีกด้วย หมอลำของประนมสร้างความครื้นเครงและสีสันให้กับงานเป็นอย่างยิ่ง ผมเห็นพรสวรรค์ในตัวเขาไม่ว่าจะหยิบเครื่องดนตรีชิ้นใดขึ้นมา หากเขาได้ลองขยับตามสัก 2-3 ครั้งเท่านั้น เขาจะเล่นมันได้อย่างคล่องแคล่ว ประนมเล่นได้ทั้งกลองชุด, กีตาร์, ขลุ่ย, แคน, หีบเพลงปาก ผมกับเขาเล่นไวโอลินพร้อมๆกัน ผมมัวแต่ติดอยู่กับตัวโน๊ตแต่ประนมเปลี่ยนคีย์เล่นไปถึงไหนแล้ว ประนมอ่านโน๊ตไม่ออกแต่ทำนองมันแล่นอยู่ในร่างกายของเขาต่างหาก ประนมเคยเล่นกลองยาวให้กับวงอังกะลุงที่ผมกำกับหลายปีก่อน และสีไวโอลินให้กับวงอังกะลุงอีกครั้งในปีต่อมา วันไหนที่เราว่าง ประนมมักมารบเร้าให้ผมเล่นเปียโนเพลง hymn ให้เขาเล่นไวโอลินคลอไปด้วย โบสถ์ยุคใหม่แทบไม่มีใครใช้เพลงสวดกันแล้ว

ประนมเป็นคนที่มีศรัทธา มีความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าแรงกล้า ช่วงเวลาปลายปีเป็นเวลาเงินเวลาทองของคนขับรถรับจ้าง ช่วงหน้าเทศกาล เช่น สงกรานต์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ เป็นเวลาที่เขาสามารถทำเงินได้มากกว่าวันอื่นๆ แต่ประนมสละวันเหล่านั้นเพื่อออกค่ายนำสิ่งของ, นำน้ำใจและนำข่าวดีเรื่องความรอดออกไปแจกจ่ายเล่าให้ญาติพี่น้องในต่างจังหวัด เขาบอกว่าสิ่งที่เขาขาดหายไปพระเจ้าจะคืนให้เขามากกว่าที่เขาควรได้รับ

การจากไปของเขาทำให้พวกเราในกลุ่มมิตรภาพที่ทำงานกันมาสิบกว่าปีใจหายไม่น้อย เราขาดคนมีฝีมือไปอีกหนึ่ง เราขาดคนกวนบาทต่อล้อต่อเถียงไปอีกคน เราขาดเสียงหัวเราะของคนร่วมทุกข์ร่วมสุขไปอีกคนหนึ่ง นับจากนี้เราจะไม่ได้เห็นหนุ่มสักเสือเผ่นที่หน้าอกที่ชอบนอนคว่ำจนเป็นนิสัย ชอบสวมหมวกปีกกว้างแถมผ้าขาวม้าเคียนพุง แท้จริงแล้วประนมไม่ได้หายไปไหนจากใจของเรา เขาเพียงแต่ไปรอพวกเราอยู่อีกที่หนึ่งเท่านั้นเอง


เรื่องราวและความทรงจำระหว่างพวกเราที่มีร่วมกันบนเส้นทางไหปลาร้าทั้ง 6 ตอน บันทึกไว้ ที่นี่

Labels:


Thursday, July 23, 2009

 

ริมฝั่งดอนคอน หนึ่งในสี่พันดอนของแม่โขง

แม่น้ำโขงทางตอนใต้ของลาวก่อนไหลเข้าสู่กัมพูชา


ผมมีโอกาสชมความยิ่งใหญ่ของมหานทีสี่พันดอน ผ่านทางกูเกิลเอิร์ทด้วยความตื่นเต้น แม่น้ำโขงเกือบตลอดเส้นตั้งแต่หนองคายลงมามีพื้นท้องน้ำเป็นหินภูเขา น้ำในต้นฤดูฝนโดยเฉลี่ยมีความลึก 5 เมตร และจะเต็มล้นตลิ่งสูง 11-12 เมตรในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน น้ำในช่วงต้นฤดูฝนขนาด 9,000 ลบ.ม.ต่อวินาที และเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในช่วงน้ำหลาก ปริมาณน้ำมหาศาลเมื่อไหลเข้าสู่แขวงจำปาสักในเขตภาคใต้ของลาวจะไหลผ่านที่ราบสูง แม่น้ำไหลบ่าผ่านเกาะแก่งกินอาณาเขตกว้างถึง 14 กิโลเมตร ทำให้เกิดที่ดอนใหญ่น้อย บางดอนสามารถขึ้นไปตั้งหมู่บ้านเพาะปลูกทำกินได้ เช่น ดอนโขง ดอนคอน ดอนเดด เป็นต้น ดอนโขงเป็นดอนที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดกว้าง 8 กิโลเมตร ประชาชนที่อยู่ริมฝั่งน้ำและบนดอนนอกจากการประกอบอาชีพเพาะปลูกแล้ว ยังทำการประมงน้ำจืดเลี้ยงชีพด้วย

ก่อนที่แม่น้ำโขงจะผ่านพ้นเกาะแก่งในเขตสี่พันดอนเข้าสู่ประเทศกัมพูชา แผ่นเปลือกโลกกัมพูชาซ้อนอยู่ข้างใต้ต่ำลงไป 10-15 เมตร ก่อให้เกิดน้ำโจนลงและรวมตัวเป็นแม่น้ำสายเดียวลงสู่ประเทศกัมพูชา หากมองดุในแผนที่จะเห็นแนวของน้ำตกหลายแห่งเกิดขึ้นเป็นเส้นตรงจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ได้แก่ น้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำตกดอนปากสร้อย น้ำตกสัมพะมิต เป็นต้น



สี่พันดอนในส่วนที่ติดประเทศกัมพูชา แนวน้ำตกต่างๆเรียงตัวเกือบจะอยู่บนเส้นรุ้งเดียวกัน



ผมได้มีโอกาสนั่งเรือจากบ้านนากะสัง (Baan Nagasang) ลัดเลาะดอนน้อยใหญ่เข้าไปที่ดอนคอน เหนือดอนคอนขึ้นไปคือดอนเดด เป็นดอนขนาดย่อมกว่า มีสะพานรถไฟซึ่งสร้างสมัยลาวเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสเชื่อมระหว่างดอนทั้งสอง ตลอดแนวแม่น้ำทางด้านทิศเหนือแต่เดิมเป็นหมู่บ้านชาวดอนคอน แต่ปัจจุบันมีการก่อสร้างปลูกเรือนไม้แทรกตัวอยู่ตามที่ว่างระหว่างแนวไม้ ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้แผ้วถางที่จนเตียน ชาวบ้านบางคนเล่าให้ผมฟังเมื่อไม่กี่ปีก่อนทั้งเกาะมีมะพร้าวที่ปลูกไว้ริมน้ำและสองข้างทางเดินในหมู่บ้าน แต่ไม่กี่ปีมานี้พวกเขากำลังโค่นต้นมะพร้าวลงเปิดเป็นเกสท์เฮาส์เล็กๆสามสี่ห้องรับนักท่องเที่ยว แต่เดิมบนดอนคอนและดอนเดดไม่มีไฟฟ้าใช้ พวกเขามีเพียงเครื่องปั่นไฟน้ำมันก๊าดไว้ใช้ทำงานและดูทีวีในช่วงหัวค่ำ หลังสามทุ่มจะปิดไฟจุดไต้ ปัจจุบันทางฝั่งตะวันออกของดอนคอนมีไฟฟ้าใช้และไฟฟ้ากำลังจะมาถึงทางด้านทิศเหนือในอีกไม่นาน วิถีชีวิตอย่างชาวดอนแต่เดิมกำลังจะหมดไป นักท่องเที่ยวมาพร้อมกับปัญหายาเสพติด, ขยะ, มลพิษทางเสียงจากบาร์ และแน่นอนว่าปัญหาการค้าประเวณีจะตามมาด้วย>


ผมใช้เวลาเที่ยวชมดอนคอนสองวันเต็มๆ มีเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันแบกเป้ร่วมทางตอนขามาสี่ท่าน เมื่อได้ชมน้ำตกหลี่ผีในตอนเช้าแล้วก็จากไปเมืองจำปาสัก แต่สำหรับผมแล้วผมอยากเห็นวิถีชีวิตของชาวดอนคอนกับสายเลือดใหญ่ น้ำตกเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆของการดำเนินชีวิตชาวสี่พันดอน และในครั้งนี้ผมเลือกดอนคอนเป็นตัวแทนของอาณาเขตสี่พันดอน และหากผมมีโอกาส ผมจะเลือกดอนอื่นๆที่สงบเงียบและนักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่านเช่นที่นี่ ที่พักของผมอยู่ใกล้ๆกับสะพานฝรั่งเศส ผมสามารถเห็นสะพานได้อย่างชัดเจนจากที่พักซึ่งปลูกติดน้ำ

พวกเราตื่นกันแต่เช้า เราถูกบังคับให้ตื่นจากเสียงไก่ เสียงหมู เสียงคนทำครัวและกลิ่นควันไฟจากการหุงต้ม เราอาบน้ำแต่งตัวและออกไปเช่าจักรยานกันตั้งแต่ยังไม่โมงเช้าเพื่อขี่ไปเที่ยวน้ำตกหลี่ผี เราผ่านด่านที่เชิงสะพานฝรั่งเศส เขาเรียกเก็บเงินบำรุงท้องที่วันละ 9,000 กีบ ราว 36 บาท เส้นทางไปน้ำตกหลี่ผีนั้นมั่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ถนนหน้าหมู่บ้านกว้างประมาณ 3 เมตรเต็มไปด้วยหลุมโคลน ส่วนหนึ่งมาจากรถต่อกะบะฮุนไดเป็นรถห้าแถววิ่งรับส่งนักท่องเที่ยวไปน้ำตก ชาวบ้านใช้จักรยานยนต์และจักรยานสองล้อ มีเกสท์เฮาส์ปลูกด้วยไม้สวยงามหลายแห่งและร้านอาหารใหญ่รับคณะทัวร์ ที่ท้ายหมู่บ้านมีวัดคอนใต้ตั้งอยู่ เป็นวัดเงียบสงบค่อนข้างเจริญแล้ว ถนนดินข้างวัดแคบลงและพาผ่านทุ่ง นาสองข้างทางเพิ่งจะปักดำ บางผืนกำลังไถด้วยควายและคันไถ ควายที่นี่อวบอ้วนไม่เหมือนควายไทย ตามปลายนามีกู่บรรจุเถ้ากระดูกให้เห็นเสมอ บางแห่งมองเห็นพูนดินสุสานของชาวเวียตก็มี ละจากที่นาถนนนำเข้าสู่ป่าโปร่ง ไผ่ขึ้นคลุมทางเดินจนทำให้ต้องขี่รถด้วยความระมัดระวัง ผมผ่านลำธารน้ำสองสามแห่ง พื้นดินเป็นหินทรายภูเขาสลับกับดินแข็ง ไม่นานก็พาออกมาถึงลานใหญ่ ด้านหนึ่งปลูกศาลามุงจากตั้งโต๊ะไว้บริการเครื่องดื่มอาหารแก่นักท่องเที่ยว ส่วนด้านหน้าเป็นธารน้ำตกส่งเสียงอึงคนึง น้ำบ่าจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ ช่องที่เป็นม่านน้ำตกมีขนาดเพียงหนึ่งในสามของน้ำตกคอนพะเพ็ง สีของน้ำแดงขุ่น น้ำไหลแรงกระทบแก่งซัดสาดเป็นฟองราวหม้อถั่วแดงเดือด มองลงไปข้างล่างเห็นหลี่ที่ชาวบ้านมาวางไว้ มีเชือกโยงไปยังแก่งกลางน้ำสำหรับไปเอาปลาที่มาติดหลี่ เมื่อเดินเลียบริมน้ำลงไปทางใต้เป็นระยะทางสองร้อยเมตร ตลอดทางเห็นน้ำตกโจนลงมาเป็นระยะด้วยความสูงสิบกว่าเมตร ดูแล้วเหมือนน้ำที่บ่าข้ามดอนตกลงมาและไหลลงไปทางใต้ มองไปเหนือม่านน้ำตกเห็นน้ำไหลปริ่มและซอกซอนไปตามแก่งหินก่อนที่จะลงมาเป็นม่านน้ำตกเล็กบ้างใหญ่บ้าง น้ำตกแห่งนี้มีชื่อว่า “สัมพะมิต” ในช่วงหลังสงครามอินโดจีนและสงครามภายในประเทศมีศพของทหารลอยตามน้ำมาติดที่หลี่เสมอ จึงมักเรียกกันว่าหลี่ผี ทางเดินข้างบนไม่ผิดอะไรกับการเดินบนแกรนด์แคนยอน เบื้องล่างคือแม่น้ำโคโลราโด สองข้างคือโตรกเขาที่มีน้ำตกไหลมาเป็นระยะกินระยะทางเป็นกิโลเมตร เลยจากน้ำตกมาไม่ไกล มีช่องทางที่พอจะไต่ลงไปสู่พื้นน้ำเบื้องล่างได้ เมื่อไต่ลงไปก็ได้พบกับชาวบ้านกำลังสร้างหลี่อยู่พอดี หลี่ของเขาเป็นเหมือนกล่องไม้ ขนาด (ก x ย x ส) ประมาณ 60 x 200 x 150 ซม. สร้างจากไม้ไผ่รวก ตอกไว้กับซอกหิน และนำหินก้อนใหญ่มาวางถมจนเกือบเต็มเพื่อไม่ให้น้ำซัดหลุดลอยไป หลี่อันนี้เขาสร้างอยู่ที่ตลิ่งข้างบนสูงจากพื้นน้ำประมาณ 9-10 เมตร อีกไม่นานน้ำจะหลากถึงข้างบนแล้วเมื่อนั้นปลาใหญ่ที่มากับน้ำจะถูกซัดเข้ามาในกรงหลี่ของเขาให้เขาจับทุกวันๆละหลายสิบกิโลกรัมเลยทีเดียว หลี่อีกแบบที่เห็นเป็นเหมือนแคร่ไม้ไผ่ยกขึ้นเอียงทำมุมกับน้ำที่ไหลมา ปลาเคราะห์ร้ายจะถูกน้ำซัดขึ้นไปเกยติดอยู่บนแคร่ เขาวางหลี่ไว้ทุกที่ไม่ว่าจะข้างตลิ่ง แก่งที่อยู่กลางน้ำ ตรงช่องน้ำตก ชาวประมงจะข้ามไปปลดปลาที่มาติดหลี่ด้วยเชือกสองเส้นที่โยงไว้ตอนหน้าแล้ง เส้นหนึ่งไว้เดินอีกเส้นหนึ่งไว้ยึดจับ ที่ท้องน้ำเบื้องล่าง หินแกรนิตที่น้ำท่วมถึงกลับกลายเป็นเรียบมนด้วยน้ำพาทรายมาลับเหลี่ยมคมจนสิ้น ต้นไม้น้ำเล็กๆงอกงาม ปลาเล็กปลาน้อยแหวกว่ายเล่นในแอ่งน้ำขังที่ตกตะกอนจนใส ผมเห็นหินที่ถูกน้ำซัดจนกลมกลึงทำให้อดเก็บกลับมาไม่ได้สามก้อน หากใครถามผมจะบอกว่าเป็นหินจากหลี่ผี!! หลี่ผีที่ยิ่งใหญ่ในสายตาของผม อนิจจา.. ผมได้เห็นและรับรู้เพียงเสี้ยวเล็กๆของมันเท่านั้นจากตำแหน่งที่ผมยืนและเท่าที่สายตาผมจะไปถึง แต่หลี่ผีที่ผมไม่เห็นเมื่อผมดูบนกูเกิลเอิร์ทแล้ว มันเกินสติปัญญาของมนุษย์คนใดจะจินตนาการได้ถ้วนถี่และเข้าใจได้ ผมเห็นหลี่ผีน้อยกว่าร้อยละ 10 ของความยิ่งใหญ่ของมัน



หลี่ผีที่แสนจะยิ่งใหญ่ กับเสี้ยวของหลี่ผีที่นักท่องเที่ยวได้เห็น



มีเส้นทางจากหลี่ผีเลียบริมน้ำเพื่อกลับมายังบ้านคอน ถนนสายนี้เล็กๆปราศจากผู้คน สองข้างทางร่มครึ้มด้วยต้นไม้ เมื่อมาถึงวัดบ้านคอนใต้ในวัดกลับมีผู้คนพลุกพล่าน มีทั้งผู้หญิง, ผู้ชาย, เด็กนักเรียน เด็กนักเรียนชายผูกผ้าผูกคอสีแดง ตลอดทางเดินเข้าหมู่บ้านผมสวนกับชาวบ้านที่ทยอยมาวัด หากเป็นบุรุษจะถือมีดพร้าติดตัวไปด้วย พวกสตรีจะถือตะกร้า บ้างก็แบกถาดสำรับอาหารไปวัด สอบถามได้ความว่าเขาเตรียมงานพัฒนาดอนคอน วัดเป็นศูนย์รวมของชุมชน เวลามีงานเช่นนี้ชาวบ้านจะนำสำรับกับข้าวไปรับประทานร่วมกัน ผมนำจักรยานไปคืนทั้งที่เช่ามาเพียงสามชั่วโมง จักรยานคือภาระทำให้ขาดความคล่องตัวในการถ่ายภาพ และกินแรงเป็นอย่างมากในสภาพถนนที่เป็นดินเลน, ทางขึ้นลงเนิน การเดินเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผม

บนศาลาการเปรียญแม่บ้านที่สูงอายุสี่ห้าคนกำลังช่วยกันเย็บใบตองเพื่อทำบายศรี อีกด้านหนึ่งเป็นสำรับที่วางรอเวลาอาหาร อีกกลุ่มเป็นผู้สาวนั่งจับกลุ่มคุยกัน ภาพเขียนบนคอสองเป็นพุทธประวัติและเวสสันดรชาดก เป็นฝีมือเขียนสีของชาวบ้าน ภาพพุทธประวัติออกแนวแขกเต็มที งานสร้างเวที, กางเตนท์สนาม, จัดเก้าอี้เป็นหน้าที่ของพวกผู้ชาย เขาใช้ปูนขาวโรยเพื่อกำหนดอาณาเขตและจัดลานแข่งกีฬา อีกมุมหนึ่งมีคนนำเอาเครื่องประดับสวยๆมาวางขายแบกะดิน แน่นอนที่ดึงดูดลูกค้าสตรีตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงวัยได้ไม่น้อย วัดอยู่ติดแม่น้ำ มีเรือหลายลำผูกต่อกันใต้ร่มมะพร้าว กุฏิพระมีสองหลัง เป็นกุฏิไม้ยกพื้นสูง กุฏิหลังหนึ่งไม่มีฝากั้น ที่ใต้ถุนกุฏิมีเรือยาวสำหรับแข่งจอดอยู่ลำหนึ่ง มีสิมเก่าหลังหนึ่งปลูกอยู่หลังศาลาการเปรียญ สิมที่นี่คล้ายศาลาโถงที่ก่อกำแพงไว้ครึ่งเดียว ส่วนบนเป็นไม้ ด้านหน้าเห็นบานประตูไม้งับไว้เฉยๆเขียนว่า ladies not allowed to enter ในเมื่อผมไม่ได้เป็นผู้หญิงจึงได้ถือวิสาสะเปิดเข้าไปดู มีเด็กนักเรียนชายสี่ห้าคนมามุงหน้าประตูว่าผมจะทำอะไร ข้างในมีพระพุทธรูปประธานตามแบบลาวใต้ตั้งอยู่บนฐานสูง พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ลักษณะของพุทธศิลป์คล้ายๆกับพระอู่ทอง คือผอมชะลูด ใบหูยาว ยอดเมาลีสูงมาก บนฐานชุกชียังตั้งพระพุทธรูปเล็กอีกหลายองค์ รวมถึงที่ทำจากไม้ด้วย ที่น่าสนใจคือมีพระพุทธรูปหินทรายสององค์ตั้งอยู่ที่พื้น มีลักษณะแบบเจนละที่ชัดเจนมาก ภายในสิมเป็นแบบเรียบๆ พื้นปูนขัดมัน ผมเห็นบนพื้นมีปุ่มครึ่งวงกลมสี่อัน ค่อนข้างอยู่ในแนวคล้ายแบ่งอาณาเขต เดาเองว่าเป็นสีมาด้วยไม่มีใครให้ถามได้ เด็กที่อยู่หน้าห้องบอกผมว่าพอได้แล้วให้ออกมา ผมถามกลับว่าทำไมหรือ เขาบอกว่าห้ามเข้า ผมตอบเขาว่าหน้าห้องเขียนว่าผู้หญิงห้ามเข้านี่ไง เด็กบอกผมว่าตัวหนังสือลาวเขียนว่าห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมจึงมีเด็กมามุงดูผมหลายคนเพราะเขาไม่เคยเข้าไปดูข้างในนี่เอง ได้แต่ยืนชะโงกกันสลอนอยู่นอกประตู



บนโตกที่วางสำรับ มีอาหารหลายอย่าง อาหารหลักของเขาคือปลา เขามีปลาอย่างอุดม เกือบทุกบ้านมีปลาย่าง ปลาแต่ละตัวเล็กกว่าปลาทูครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว เขาเอาปลามาผัดพริกแดง มีปลาส้ม ปลาส้มของที่นี่เขานำมาปรุงกับสับปะรดหรือหมากนัด มีแจ่ว ผักต้ม ฟักต้ม เห็ดต้ม และข้าวเหนียว เสียงเพลงที่เขาเปิดตามเครื่องขยายเสียงพาให้ผมเดินอ้อมมาทางด้านหลังวัด เด็กนักเรียนมัธยมชายหญิงกำลังตั้งแถวเข้าขบวนฟ้อนกัน เขาเตรียมจะฟ้อนจริงกันในวันรุ่งขึ้น เช้าวันถัดมาผมออกมาจากห้องพักยังไม่โมงเช้าดี เด็กกลุ่มนี้มากันเต็มใต้ถุนบ้านเจ้าของเกสท์เฮาส์ พวกผู้สาวนุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า สวมเสื้อคาดเข็มขัดทับ ห่มผ้า ต่างเกล้าผมมุ่นมวยเสียบดอกจำปา ทุกคนสวมถุงเท้าขาวและสวมรองเท้าเรียบร้อย บางคนสวมชฎาเป็นหัวนกสำหรับฟ้อนกันในตอนสาย ส่วนพวกผู้บ่าวสวมเชิ้ตแขนยาวสีขาวเก็บชายเสื้อเข้ากางเกงขายาวสีดำ ทุกคนใช้ผ้าขาวม้าสีสดคาดเอว ไม่เว้นแม้แต่ผู้บ่าวที่เข้ามาผัดแป้ง ผู้บ่าวหลายคนใส่เจลหวีผมมาแข็งไปทั้งหัว ทุกคนสวยและหล่อกันเต็มที่ถือเป็นงานใหญ่ของชาวดอนคอน ผมพบกับผู้ใหญ่ที่เตรียมตัวไปวัดแต่เช้า แต่ละท่านสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย ห่มสไบทับ ในมือประคองพานดอกไม้ บ้างก็ทำบายศรีของตนเอง ไม่มีใครซื้อขายดอกไม้บูชาพระ มีแต่คนเก็บดอกไม้ในบ้านของตนเองมาตกแต่งบายศรีด้วยใจ แลเห็นแม่หญิงลาวนุ่งซิ่น ห่มทับด้วยสะไบผืนยาว เธอนำม้านั่งออกมาไว้ข้างตัว บนม้านั่งมีแก้วน้ำและขันใบใหญ่ ของใส่บาตรพระมีเพียงข้าวเหนียวหยิบมือและมาม่าหนึ่งห่อ ผมมองดูเธอคุกเข่าเปลือยเท้านำของลงบาตร เมื่อพระให้ศีลเธอโน้มตัวลงค้อมต่ำใช้น้ำแก้วที่เตรียมมากรวดน้ำลงขัน ผมสัมผัสได้ถึงความอิ่มใจที่ถ่ายทอดออกมา เป็นภาพที่งดงามและประทับใจผมมาก


เมื่อผมเดินมุ่งหน้าไปทางตะวันออกไปตามถนนในหมู่บ้าน ทางซ้ายมือติดน้ำเต็มไปด้วยเกสท์เฮ้าส์สลับกับบ้านอาศัย เมื่อเดินมาไม่ไกลผมเห็นตึกสุขศาลาเล็กๆชั้นเดียวมีเพียง 3-4 ห้อง มองเข้าไปข้างในเห็นคนนอนให้น้ำเกลืออยู่ ห้องหมอและตู้ยาอยู่อีกห้องทางด้านข้าง ในสนามหญ้าด้านข้างตึกมีควายเล็มหญ้าอยู่ ถัดจากสุขศาลาเล็กน้อย มีอาคารตึกสมัยอาณานิคมฝรั่งเศสอยู่สองหลัง ลึกเข้าไปด้านหลังเป็นโรงเรียนที่สร้างจากไม้ระแนง ถัดไปอีกเล็กน้อยผมมาถึงบ้านไม้โบราณทาสีแดงยกพื้นสูงปล่อยใต้ถุนโล่ง ปัจจุบันทำเป็นโรงแรมสัมพะมิต ผมได้เข้ามาจองเรือข้ามฟากและรถไปบ้านม่วงที่นี่ ที่ใต้ถุนเขาผูกเปลตะกร้าไม้ไผ่ไว้ ทารกน้อยอายุหนึ่งปีนอนเต็มตะกร้าที่มีมุ้งคลุมไว้อีกทีหนึ่ง ข้างๆโรงแรมสัมพะมิตเป็นตึกแถวสองห้อง แต่ปัจจุบันรื้อทิ้งไปหนึ่งห้อง ห้องที่เหลือมองดูก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแบบญวน เจ้าของปัจจุบันคือคุณพาน เขาเป็นชาวเวียตรุ่นที่สามที่อาศัยที่นี่ เขาเล่าว่าปู่ของปู่อพยพมาที่นี่พร้อมกับหัวรถจักรไอน้ำของฝรั่งเศสและตั้งรกรากที่นี่นับแต่นั้นมา บ้านแบบชาวเวียตมีลักษณะเด่นคือเป็นตึกสองหลัง ด้านหนาเป็นตึกใหญ่สองชั้น พื้นปูกระเบื้องหินขัด พื้นชั้นบนเป็นไม้ ในบ้านมีตู้ไม้สูง และสามารถมองลึกเข้าไปถึงหลังบ้าน ตึกหลังเป็นตึกสองชั้น มีขนาดเล็กและตื้นกว่า ชั้นบนเป็นที่พักอาศัย ส่วนชั้นล่างเป็นห้องครัว ระหว่างตึกทั้งสองเป็นลานบ้านมีหลังคาคลุมไว้เป็นพื้นที่สำหรับทำงานบ้าน มีกำแพงและประตูบานเล็กเปิดออกสองข้าง กลางลานบ้านมักทำบ่อน้ำขนาดใหญ่ ปัจจุบันตึกหน้าเขาทำเป็นเกสท์เฮาส์ ส่วนชั้นล่างเป็นห้องเอนกประสงค์ ที่ว่างหน้าบ้านจัดโต๊ะไว้เป็นร้านอาหาร

เมื่อเดินลึกเข้าไปตามถนนในหมู่บ้าน ผมผ่านโรงแรมศาลาดอนคอน Auberge’s Sala Don Khone ผมเห็นตึกชั้นเดียวแบบเก่าที่ได้รับการบูรณะใหม่ ตึกหลังกระทัดรัดนี้เป็นโรงพยาบาลเก่ามาก่อน ปัจจุบันเขาดัดแปลงเป็นส่วนต้อนรับของโรงแรม ร้านอาหารติดน้ำศาลาดอนคอนของโรงแรมมีบรรยากาศและรสชาติของอาหารเยี่ยม ผมได้มาฝากท้องทุกค่ำที่นี่ ผัดไทเจ (15,000 กีบ) ของเขาแตกต่างจากผัดไทในบ้านเรา ผัดไทของเขาคือการผัดเส้นหมี่กับแครอท, กะหล่ำปลีและเห็ดหอม ในผัดไทของเขาแถมตะปูทองเหลือง 1 ซม.มาให้ด้วย ดีที่ผมมองเห็นก่อน คืนต่อมาผมอยากชิมอาหารลาวจึงได้สั่งห่อหมกปลามารับประทานกับข้าวเหนียว (33,000 กีบ หรือ 132 บาท) ห่อหมกลาวจะผัดผักและเนื้อปลารวนให้เข้ากับกะทิและเครื่องแกงจนแห้ง และเสริฟบนจานที่ปูด้วยใบตอง คืนนี้ไม่มีตะปูแต่พนักงานในร้านมีอาการแปลกๆ ผมดึงปึกธนบัตรออกมาจากระเป๋านับและส่งให้เขากับมือตามจำนวน รับเงินไปแล้วเธอเอื้อมอีกมือหนึ่งมาคว้าธนบัตรที่เหลือของผมบนโต๊ะไปดื้อๆ!!! นับว่าร้านนี้อาหารอร่อยแต่บริการแปลกๆ

ยิ่งเดินลึกเลียบแม่น้ำเข้าไป เกสท์เฮาส์ก็ยิ่งน้อยลง ผมผ่านหน้าทางเข้าวัด ถนนเข้าวัดเป็นซีเมนต์ทำใหม่ตัดผ่านทุ่งนา วัดบ้านคอนเป็นวัดเล็กๆ นายช่างกำลังตกแต่งสิมหลังกระทัดรัดที่เพิ่งสร้างเสร็จ ในวัดมีศาลาการเปรียญหนึ่งหลังปลูกใหม่ และมีเรือนแถวไม้กุฏิยกพื้นแบบลาวอีกสองหลัง ผมเดินตัดลานวัดออกไปทางด้านหลัง สังเกตเห็นติดกำแพงวัดเรียงรายไปด้วยกู่บรรจุเถ้ากระดูกเป็นจำนวนมาก ทางด้านหลังวัดเป็นทางดินเหมือนเดินบนคันนา ฝนที่ตกลงมาทั้งคืนทำให้คันดินบางช่วงโคลน ผมเดินอยู่พักใหญ่มาสิ้นสุดเอาที่ดอนคอนด้านทิศตะวันออก ถนนเลียบริมน้ำพาผมผ่านหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งซึ่งต่างจากทางด้านเหนือราวฟ้ากับเหว ที่นี่เต็มไปด้วยต้นหมากและต้นมะพร้าว เขาปลูกเรือนไม้ยกพื้นแบบชาวลาว หลังคามุงกระเบื้อง แต่ละบ้านมีบริเวณปลูกไม้ใหญ่และใช้ไม้ไผ่มากั้นเป็นอาณาเขต มีไฟฟ้าและมีจานดาวเทียมขนาดใหญ่ ไก่ของชาวบ้านออกมาคุ้ยเขี่ยอาหาร หากบ้านไหนเลี้ยงหมูเขาจะล่ามไว้ บ้านที่อยู่ริมน้ำเป็นบ้านชาวประมง สังเกตได้จากมีเรือที่นำขึ้นมาบนฝั่ง มีแหและอวน บ้านประมงแบบนี้มักเป็นเรือนยกพื้น ฝาผนังทำจากเสื่อรำแพน ถนนหน้าหมู่บ้านเป็นทางดินกว้างประมาณ 1.5 เมตร ตลอดทางที่เดินมีเด็กออกมาวิ่งเล่นและแม่บ้านเดินไปมาให้ได้ทักทาย “ชำบายดีบ่” ไม่ขาดเสียง สลับกับเสียงสุนัขเห่า สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยม หลายบ้านเปิดใต้ถุนเป็นร้านขายของชำ ของส่วนใหญ่เป็นสบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก ขนมอบกรอบ มาม่า เป็นต้น ของเกือบทั้งหมดนำมาจากเมืองไทย แม่บ้านบางคนออกมาวักน้ำโขงลูบหน้า น้ำค่อนข้างไหลแรงพาเอาสวะลอยมาตามน้ำ ผมมองเห็นเขื่อนขนานไปกับแม่น้ำ เขื่อนที่ฝรั่งเศสสร้างไว้เป็นคอนกรีตสลับหว่างกันไปตามแนวขนานเพื่อไว้ล่องซุงที่นำมาทำสะพานรถไฟข้ามดอนต่างๆ ผมเห็นผู้ชายหลายคนออกไปทอดแหตามริมน้ำให้ผมไปนั่งดูเขาทำงาน เมื่อไม่ได้ปลาเขาจะย้ายไปที่ใหม่เรื่อยๆ เสียงเพลงของเด็กดังมาจากตลิ่งทำให้ผมอดเดินไปชะโงกดูไม่ได้ เด็กชายสวมเสื้อแขนยาวนั่งร้องเพลงอย่างอารมณ์ดีดูพ่อของเขากำลังวิดน้ำฝนออกจากเรือ พ่อของเขาเรียก “ไอ้บักหำน้อย” ให้หันมาดูว่าใครมายืนอยู่ข้างหลัง รอยยิ้มของพ่อและเด็กเป็นรอยยิ้มที่จริงใจและผมจำได้ติดตา



เส้นทางเดินเท้าของผมบนดอนคอน



เมื่อสุดแนวหมู่บ้าน สองข้างทางที่เป็นนาเริ่มกลายเป็นป่า ผมเห็นธารน้ำเล็กไหลผ่านและได้ยินเสียงน้ำตกดังไกลออกไป ป่าโปร่งทางซ้ายมือมีรอยเท้าของชาวบ้านทางเดินย่ำเป็นแนว ผมเลือกที่จะเดินไปตามทางนั้นตามเสียงน้ำที่ดังชัดขึ้นทุกที เดินไปไม่นานก็พบกับสะพานลิงที่ทอดข้ามแก่งน้ำเล็กๆ แต่น้ำในแก่งซัดแรงและส่งเสียงคำราม ผมถามชาวบ้านที่ผ่านมาเขาบอกว่าเป็นแก่งปากสร้อย หากข้ามสะพานไปเป็นดอนที่นายทุนมาขอสัมปทานเปิดเป็นรีสอร์ทซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ผมใช้เวลาอยู่กับแก่งปลาสร้อยอยู่นาน เมื่อเห็นว่าใกล้เวลานัดหมายเรือมารับจึงรีบกลับมาตาทางเดิมเพื่อกลับไปเก็บกระเป๋าและคืนห้องพัก หากดูตามแผนที่กูเกิลแล้ว จะเห็นว่าแก่งเล็กๆที่ผมหยุดถ่ายภาพนั้นเป็นสี้ยวธารน้ำของน้ำตกปากสร้อย หากผมเดินข้ามสะพานมาดอนปากสร้อยอีกหน่อย ผมจะเห็นม่านน้ำตกมหึมาไม่แพ้คอนพะเพ็งเลยทีเดียว

บ้านนากะสัง เป็นหมู่บ้านที่จอแจด้วยรถสองแถว รถตู้และรถทัศนาจรจากอุบลราชธานี ทำให้หมู่บ้านคึกคัก ธุรกิจทำเงินมากมายจากการบริการเรือข้ามฟาก นักท่องเที่ยวมักจะมาถึงท่าเรือราวสิบเอ็ดโมงเพื่อข้ามไปทานข้าวเที่ยวบนดอนคอนและไปชมน้ำตกหลี่ผีในตอนบ่าย ถนนเข้ามู่บ้านจากทางหลวงแผ่นดินสายที่ 13 เป็นดินแดง ร้านค้าสองข้างทางมีตั้งแต่ร้านโชห่วย, ร้านค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค, ร้านเครื่องมือเครื่องเหล็กทางการเกษตร, ขายอาหารสัตว์, ปุ๋ย และร้านอาหารเช่นเฝอ ท่าเรือนากะสังค่อนข้างจะเอะอะวุ่นวายจากการขนถ่ายสินค้าไปยังดอนต่างๆนอกเหนือจากกลุ่มนักท่องเที่ยว สภาพโดยรอบจึงสกปรกเต็มไปด้วยขยะ

จากทางแยกเข้าบ้านนากะสังลงไปทางใต้ตามถนนสาย 13 ประมาณ 4-5 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของน้ำตกคอนพะเพ็งซึ่งอยู่ระหว่างแผ่นดินใหญ่กับดอนคอนพะเพ็ง น้ำตกมีขนาดมหึมาหากดูในแผ่นที่กูเกิลจะเห็นหน้าน้ำตกแคบกว่าความกว้างของแม่น้ำในช่วงดังกล่าว ทำให้ปริมาณน้ำมหาศาลเบียดกันโจนลงสู่เบื้องล่าง ที่บนฝั่งเยื้องกับม่านน้ำตกเขาสร้างศาลาคอนกรีตไว้ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปถ่ายภาพกับน้ำตก ข้างๆศาลามีทางเดินเล็กๆให้ไต่ลงไปเบื้องล่างได้ มีชาวบ้านมาสร้างหลี่ดักปลาไว้หลายอันเป็นหลี่แบบต่างๆ มีทั้งที่ตั้งอยุ่ที่ชายน้ำและที่สูงขึ้นมา น้ำในฤดูน้ำหลากจะท่วมสูงกว่านี้อีกหลายเมตรและท่วมเกาะแก่งที่เห็นไปเป็นจำนวนมาก

เวลาสั้นๆเพียงสองวันสองคืน ทำให้ผมอิ่มใจกับสี่พันดอนชุมชนบนดอนของแม่น้ำโขง ผมเห็นความสงบเงียบแบบเรียบง่ายของชาวบ้าน ชีวิตประจำวันของผู้คนที่พึ่งพาสายน้ำในการดำรงชีวิต เวลาเช้าเย็นที่คนมาอาบน้ำกันที่ท่าเล็กๆริมน้ำ เด็กมากระโดดน้ำเล่นในระหว่างวันที่อบอ้าวเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับน้ำวันละเล็กละน้อยเพื่อเตรียมชีวิตชาวประมงในวันข้างหน้า ชีวิตของชาวสี่พันดอนกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจากตะวันตกมีไม่มาก แต่นักท่องเที่ยวจากไทยที่มากับรถทัศนาจรคันใหญ่บุกมาทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ มาเพื่อถ่ายรูปกับน้ำตกคอนพะเพ็ง, กินข้าวมื้อเที่ยงบนดอนคอน และถ่ายรูปกับน้ำตกหลี่ผี ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว เสียงพูดจาอึกทึกแข่งกับเสียงน้ำตั้งท่ากางแขนขาถ่ายรูปเพื่อให้ได้ชื่อว่ามาถึง วัฒนธรรมอันดี, น้ำใจและรอยยิ้มบริสุทธิ์ของชาวสี่พันดอนกำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นเงินและผลตอบแทน เอกลักษณ์ของสี่พันดอนได้รวมความหมายทางภูมิศาสตร์และความหมายทางสังคมวิทยาของชุมชนไว้ด้วย สังคมดั้งเดิมที่ถูกพรากไปเหลือเอาไว้แต่โครงทางภูมิศาสตร์จะทำให้สี่พันดอนไร้ชีวิตอย่างน่าเสียดาย



ชมภาพอื่นๆของสี่พันดอนได้ที่นี่



http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E8076487/E8076487.html
http://www.pantown.com/board.php?id=39163&area=3&name=board1&topic=18&action=view

Labels: ,


Friday, July 17, 2009

 

วัดภู




จุดหมายหนึ่งของผมในการเดินทางไปลาวใต้คือการไปนครจำปาสักเพื่อเที่ยววัดภู (Wat Phu or Phou) “ภู ในที่นี้หมายถึง ภู หรือ ภูเขา ซึ่งเป็นศาสนสถานในยุคขอมเรืองอำนาจ ตั้งอยู่ที่เชิงเขาลึกเข้าไปจากเมืองโบราณที่ติดแม่น้ำโขงประมาณ 6 กิโลเมตร และห่างจากเมืองจำปาสักปัจจจุบันลงไปทางใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร ตามประวัติมีการก่อสร้างศาสนสถานฮินดูมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 10 สิ่งปลูกสร้างที่เหลืออยู่มีอายุในราวศตวรรษที่ 15-16 การบุรณะครั้งสุดท้ายอยู่ในช่วงตั้งแต่ปลายรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 มาสิ้นสุดเอาในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1682) [9] ชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นศูนย์อำนาจในแถบนี้มีความสัมพันธ์กับเจนละ (Chenla) และจาม (Champa) ให้ความสำคัญกับส่วนยอดของภูตั้งแหลมเป็นแท่งคล้ายกับลำลึงค์ มีการตั้งศาสนสถานขึ้นที่เชิงเขาและเรียกภูยอดลึงค์นี้ว่าลิงคปารวัต (Lingaparvata)หรือลิงคบรรพต ชาวบ้านเรียกกันว่าภูเกา บางเอกสารเรียกภูควย เปรียบได้กับเขาไกรลาส (Kailasha) อันเป็นที่สถิตย์ของพระศิวะ และแม่น้ำข้างหน้าเปรียบเสมือนมหาสมุทร ประดุจแม่คงคา วัดภูสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับและที่สักการะพระศิวภัทเรศวร (Shiva Bhadresvara) ที่เชิงเขาด้านหลังวัดมีน้ำจากเขาไหลซึมลงมาถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์เพราะไหลลงมาจากลิงคปารวัต สิ่งปลูกสร้างแรกเริ่มเกิดในราวศตวรรษที่ 10 และปรับปรุงใหม่ในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 และบุรณะต่อมาในสมัยของสุริยวรมันที่ 1 และ 2, และชัยวรมันที่ 7 ตามลำดับ ปรากฏในจารึกว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 โปรดให้ทิวากร (Divakara) พราหมณ์ราชครูสร้างและตกแต่งเพิ่มเติม สระน้ำอันหนึ่งเรียกชื่อตามท่านราชครูว่า ทิวากรตฏากะ (Divakaratataka) [10] จากศิลาจารึกที่ค้นพบที่ปราสาทเขาพระวิหารระบุว่า ศิลาฤกษ์ได้นำมาจากวัดภู จึงนับว่าวัดภูเป็นวัดแม่ของปราสาทเขาพระวิหาร [3]

จำปาสัก เป็นศูนย์กลางของจามมาก่อน ก่อนที่อาณาจักรฟูนัน (Funan) ซึ่งครอบครองตั้งแต่แหลมมลายู, อาณาเขตอีสานของไทย, ลาวตอนกลาง, เวียตนามและดินแดนเขมร จะเข้ายึดครอง บางตำราก็ว่าฟูนันมีศูนย์กลางอยู่ในแถบสุพรรณบุรีและขยายออกไปทางตะวันออกโดยรับวัฒนธรรมจากอินเดียที่แผ่มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 5 ภววรมันที่ 1 (Bhavavarman) ได้เข้ายึดครองดินแดนแถบนี้และประกาศให้อาณาจักรเจนละใม่อยู่ภายใต้ฟูนันอีกต่อไป พระอนุชาของพระองค์คือเจ้าชายจิตรเสน (Shitrasena) สร้างเมืองขึ้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขงคือเมืองเชษฐปุระ (Srestapura or shrestapura) เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเจนละและสถาปนาขึ้นเป็นมเหนทรวรมัน (Mahendravarman) ในเวลาต่อมา ผมอ่านหนังสือหลายเล่มและไม่ได้ข้อสรุปว่า Shrestapura นั้นตรงกับเมืองใด บ้างก็ว่าคือ เศรษฐปุระ บ้างก็ใช้ว่า เสฏฐปุระ หรืออาจเป็นเชษฐปุระหรือเชษฐบุรีตามเอกสารอ้างอิงฉบับหนึ่งซึ่งเล่าเรื่องการสร้างเมืองเชษฐบุรีของท้าวสุวรรณคำแดงชาวลัวะในล้านนา เอกสารจีนระบุว่าเชื้อสายของลัวะได้ลงมาสร้างเมืองปันปันหรือเชษฐปุระ (Pan Pan or Shrestapura) ซึ่งต่อมาจีนเรียกพวกนี้ว่ากัมพุช ซึ่งเป็นชื่อที่มาของกัมพูชาในภายหลัง[4,7] ดูเหมือนว่าเชษฐปุระหรือเวียงเจ็ดรินในเชียงใหม่กับเชษฐปุระในจำปาสักจะห่างไกลกันคนละทิศ นอกจากนี้ เอกสารบางฉบับพูดถึงเชษฐปุระว่าอยู่ในยุคของเจนละ แต่บางฉบับพูดถึงเมืองที่สร้างใหม่ในยุคเมืองพระนคร [1] มีอีกข้อมูลหนึ่งที่เป็นไปได้คือ จารึกของพระเจ้าเทวนิก (Devanika) เรียกชื่อที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงหน้าภูเกาตามกาพย์มหาภารตว่า คุรุเกษตร (Kurukshestra) เมืองที่ตั้งขึ้นใหม่บนคุรุเกษตรจึงได้ชื่อว่า เษตรปุระ (Shestrapura) กล่าวกันว่าพระเจ้าเษตรวรมันสร้างเมืองขึ้นในราวศตวรรษที่ 10 พระองค์เป็นโอรสของศรุตวรมัน (Shrutavarman) กษัตริย์องค์แรกของกัมพูชา ก่อนที่จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของภววรมัน [2] เมืองเษตรปุระนี้จึงเกิดขึ้นในปลายยุคของฟูนันก่อนอาณาจักรเจนละไม่นาน คำสะกดสันสกฤตในภาษาอังกฤษผิดพลาดเพียงเล็กน้อยทำเอาสับสนในชื่อเมืองกันได้มากมาย ตำนานของเษตรปุระในเอกสารเดียวกันก็กล่าวไว้อย่างสับสนในเรื่องเวลา ยังต้องชำระกันอีก นอกจากนี้ในเขตเมืองเก่าศาสนาสถานกว่า 30 แห่ง และพบจารึกที่ฐานโคนนทิระบุว่าพระเจ้ามเหนธรวรมันทรงสร้างถวายแด่พระบิดาและพระปิตุลาในปีพ.ศ. 1123 [11] Jacaues and Freeman [12] ระบุว่าพระเจ้ามเหนธรวรมันเป็นผู้วางรากสร้างวัดภูในปลายศตวรรษที่ 11 ซึ่งนับว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของเขมรนับแต่สมัยเจนละเป็นต้นมา และอยู่ในอุปถัมภ์ของกษัตริย์เขมรต่อมาอีกหลายพระองค์

อาณาเขตของวัดภูมีขนาดหน้ากว้าง 200 เมตร และลึกขึ้นไปตามทางลาดเชิงเขาประมาณ 600 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออกออกสู่แม่น้ำโขง หน้าวัดมีบารายหรือสระน้ำขนาดใหญ่ (200 x 600 ม.) มีอายุอยู่ในราวศตวรรษที่ 15-16 [2] มีถนน (causeway) ตัดตรงจากบารายเข้าสู่วัดเพื่อเข้าสู่ระเบียงยกชั้นที่ 1 (1st terrace) สองข้างทางของถนนฝังเสานางเรียงศิลาทรายไว้เป็นระยะ ถนนสายนี้ยาวประมาณ 130 เมตร บนระเบียงยกชั้นแรกประกอบด้วยอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าสองหลังวางตัวทางทิศเหนือ-ใต้ และมีลาน (esplanade) ระหว่างอาคารตัดขึ้นไปสู่ระเบียงชั้นที่สอง ลานกว้าง 44 เมตรซึ่งเป็นส่วนของถนนที่ตัดขึ้นสู่ระเบียงยกชั้นถัดไป อาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าทั้งสองหลังเป็นลักษณะหมู่อาคารที่ปลูกสร้างแบบ quadrangle คือเป็นอาคารแถวยาวสี่หลัง วางตัวในแนวทิศทั้งสี่และเชื่อมมุมเข้าหา ทำให้ตอนกลางหมู่อาคารว่างเป็นสนามโล่ง ผนังด้านที่หันออกด้านนอกมีหน้าต่างเป็นระยะแต่ผนังที่ติดกับสนามด้านในทึบทั้งสี่ด้านประกอบเป็นโถง (galleries) มีความกว้างด้านหน้า 42 เมตร และลึก 62 เมตร ตอนกลางของอาคารมีประตูเปิดออกสู่ลานตรงกลางระหว่างหมู่อาคาร เรียกอาคารชนิดนี้ว่าปราสาท (palace) คาดว่าใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีในเทศกาลต่างๆ เป็นที่สวดภาวนา และเป็นที่พักของนักบวชในช่วงเทศกาล บ้างก็สันนิษฐานว่าแยกเป็นปราสาทสำหรับชายหญิง [6] สอดคล้องกับบารายหรือสระน้ำเบื้องล่างที่แยกชำระร่างกายเป็นสระเฒ่า? (sa taow) และสระนาง (sa nang) สามารถประมาณอายุของสิ่งปลูกสร้างได้จากลวดลายที่จำหลักเป็นเครื่องตกแต่งอาคารว่าเป็นศิลปะแบบเกาะแกร์ซึ่งตรงกับพุทธศตวรรษที่ 16 [2]

ปราสาทหลังที่อยู่ทางทิศเหนือเหลือเพียงโถงทิศใต้เท่านั้นที่มีสภาพค่อนข้างดี แม้ส่วนของเครื่องหลังคาซึ่งคาดว่าทำด้วยไม้และมุงกระเบื้องจะพังหายไป ส่วนของหน้าบัน (pediment) และทับหลัง (lintel) เป็นรูปเทวดาถือพระขรรค์นั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลเกือบทั้งหมด พวงมาลัยบนทับหลังถูกแบ่งด้วยพวงอุบะตามศิลปะผสมแบบคลังหรือแคล็งหรือเกลียง (Kleang) และบาปวน (Baphoun) ในปลายศตวรรษที่ 16 ยกเว้นหน้าบันทางด้านทิศตะวันออกที่เป็นรูป “อุมามเหศวร” (Umamaheshavara) คือพระศิวะและพระอุมาทรงโคนนทิ อันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ด้านที่เหลืออยู่ สำหรับปราสาททางด้านทิศใต้มีสภาพไม่ต่างจากปราสาทฝั่งทิศเหนือ ส่วนของปราสาทสมบูรณ์เฉพาะทางด้านทิศเหนือ หน้าบันและทับหลังเป็นเทวดาถือพระขรรค์นั่งชันเข่า ลวดลายไม่แตกต่างจากปราสาทหลังทิศเหนือ สังเกตได้ว่าฐานปราสาททั้งสองหลังก่อด้วยศิลาแลง ซึ่งมีความแกร่งและก่อตัวปราสาทขึ้นไปด้วยหินทราย ปราสาทหลังทิศใต้มีกำแพงบางส่วนที่ก่อด้วยอิฐแดง

ปราสาทสี่เหลี่ยม quadrangle ด้านทิศใต้

"อุมามเหศวร" ประดับหน้าบัน ศิลปะแบบแกลียงผสมบาปวน

ผนังอิฐแดง ผสมกับศิลาแลงและหินทราย


ลึกจากลานกว้างของระเบียงชั้นแรกเข้าไปเป็นพื้นยก [แสดงไว้ใน onedaywheniwasyoung.blogspot.com] ปรากฏทางเดินประดับด้วยเสานางเรียงศิลาทรายเป็นแถว เมื่อพิจารณาจากแนวกำแพงที่ขนาบอยู่ด้านนอกเสานางเรียงออกไปนักโบราณคดี เชื่อกันว่าทางเดินนี้อยู่ในส่วนของโถง (gallery) ขนาดใหญ่ที่มีหลังคาไม้และกระเบื้องเป็นส่วนประกอบ ทางทิศใต้ของโถงทางเดินมีหอนนทิ (Nandi hall) อาคารที่สร้างจากหินทรายเล็กๆหันหน้าไปทางทิศเหนือมีอายุในราวกลางศตวรรษที่ 16 ภายในอาคารพบรูปปั้นโคนนทิ ซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ ด้านหลังของศาลามีถนนโบราณเดินไปสู่หอนางสีดาลึกเข้าไปทางทิศใต้ ส่วนทางด้านทิศเหนือของโถงทางเดินไม่มีอาคารเหลือปรากฏให้เห็นนอกจากร่องรอยฐานอาคาร และรูปสลักที่หักพักอยู่กับพื้นเป็นรูปของทวารบาล 2 องค์ และฐานโยนี

ทวารบาลหินทรายหักกลิ้งอยู่กับพื้นจำนวน 2 องค์ ใกล้ๆกันมีฐานโยนีทิ้งไว้

สุดทางเดินเป็นกำแพงโบราณสูง 2 เมตร เพื่อกันดินถล่ม มีบันไดนำขึ้นสู่ระเบียงยกชั้นที่สอง บนระเบียงชั้นที่สองนี้มีทางเดินปูด้วยแผ่นหินทรายเพื่อขึ้นบันไดไปยังระเบียงชั้นที่สาม สองข้างบันไดเดิมประดับด้วยทวารบาล (dvarapala) แต่ปัจจุบันเหลือแต่ทางด้านทิศเหนือ ระบุว่าทวารบาลสร้างจากหินทราย มือขวาถือฆ้อน ส่วนมือซ้ายยกพาดอกแสดงคารวะ [6]

ทวารบาลในท่าคารวะ

บันไดหินทรายที่ทรุดตัวลงมากพาขึ้นสู่ระเบียงชั้นที่สาม บนระเบียงชั้นสามนี้มีศาลาเล็กๆสองหลังทางซ้ายและขวาซึ่งหักพังเหลือแต่ฐาน ทางเดิน 75 เมตรจากระเบียงค่อยๆยกระดับขึ้นตามความลาดชันของพื้นที่สูงขึ้นไป 15 เมตร แผ่นหินที่ปูพื้นทางเดินจึงวางซ้อนกันเป็นเหมือนเกล็ดปลา

บนระเบียงชั้นที่สี่มีขนาดหน้ากว้าง 20 เมตร มีแนวกำแพงโบราณก่อไว้กันดินถล่ม มีบันไดสูงชันนำขึ้นไปสู่ระเบียงชั้นที่ห้า บันไดประกอบด้วยชั้นพักบันได 3 ช่วง แต่ละชั้นพักมีซุ้มเล็กประดับบันไดสองข้างเป็นที่ประดิษฐานลึงค์ มีอายุในราวศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันซุ้มเหล่านี้ถูกนักล่าสมบัติเก็บไปหมดแล้ว เหลือแต่บันไดที่ทรุดตัวจนแอ่นเป็นท้องช้าง

บนระเบียงยกชั้นที่ห้า มีขนาดหน้ากว้าง 20 เมตร ทางเดินสองข้างเดิมประดับไว้ด้วยพญานาค [2] สุดระเบียงเป็นกำแพงโบราณสูง 15 เมตร สร้างลดระดับแบบคั่นบันไดเป็น 7 ชั้น แต่ละชั้นประกอบด้วยบันได 11 ขั้น รวมเป็น 77 ขั้น เป็นหน้าบันไดที่แคบและชัน

ตลอดสองข้างทางเดินและบันไดจากระเบียงชั้นที่สองมีต้นจำปา (ลีลาวดี) ปลูกไว้สองข้างทางจนร่มครึ้ม เมื่อสุดทางบันไดเป็นระเบียงชั้นที่ 7 ซึ่งสูงจากบารายที่อยู่ข้างล่าง 75 เมตร ระเบียงชั้นบนนี้มีขนาดกว้างและยาวด้านละ 60 เมตร มีปราสาทประธานที่เดิมสร้างถวายพระศิวะตั้งอยู่ตรงกลาง ส่วนของหลังคาพังหมดแล้ว ด้านหลังปราสาทห่างออกไปประมาณ 60 เมตรเป็นหน้าผาชันซึ่งมีน้ำจากภูเขาไหลซึมลงมาตามหน้าผา มีลำรางที่นำน้ำนี้มารดศิวลึงค์ซึ่งตั้งอยู่ในปราสาทตลอดเวลา บนหน้าผามีภาพสลักของพระศิวะ ขนาบด้วยพรหมซึ่งอยู่ทิศใต้และพระวิษณุทางด้านทิศเหนือ ภาพสลักตรีมูรติ (trimurti) นี้มีอายุอยู่ในศตวรรษที่ 16 [2] นอกจากนี้ทางด้านทิศใต้ของระเบียงปรากฏอาคารขนาดเล็กของบรรณาลัย (library) ซึ่งพังลงเกือบหมด เห็นแต่บานประตูหลอก ที่พื้นด้านหน้ามีปัญจลึงค์ตั้งอยู่ ลักษณะเป็นลึงค์เตี้ยๆห้าอันตั้งอยู่บนฐานโยนีขนาดกว้างประมาณ 18 นิ้ว ปราสาทประธานนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าสร้างขึ้นในสองช่วงเวลา ส่วนที่เป็นอิฐเกิดขึ้นในราวศตวรรษที่ 14-15 ต่อมาได้ต่อเติมอาคารด้านหน้าด้วยหินทรายเป็นทรงมณฑป (mandapa) ซึ่งลวดลายการตกแต่งบ่งบอกว่าอยู่ในราวศตวรรษที่ 16 ตามแบบศิลปะบาปวน [2] ความเลื่อมใสในศาสนาฮินดู ไศวนิกายได้เสื่อมลง [ดังปรากฏใน onedaywheniwasyoung.blogspot.com] ขอมหันมานับถือพุทธศาสนาในราวพุทธศตวรรษที่ 18 [2] และได้นำเอาพระพุทธรูปเข้ามาในศาสนาสถานแห่งนี้แทนศิวลึงค์ ภาพสลักทับหลังเหนือประตูกลางด้านในมณฑปหลังพระประธานถูกสกัดออก เช่นเดียวกับศาสนสถานอื่นๆที่พบในดินแดนขอมเมื่อมีการเปลี่ยนศาสนา

บรรณาลัยทางด้านทิศใต้ของปราสาทประธาน ขวามือมีปุ่มหินปัญจศิวลึงค์บนฐานโยนีสี่เหลี่ยมจตุรัส

ตรีมูรติ ศิวมหาเทพยืนกลาง ซ้ายมือคือพระพรหม ขวามือเป็นพระวิษณุ

เทวาลัย ส่วนที่ก่ออิฐสร้างก่อน เดิมมีศิวลึงค์ตั้งอยู่ ส่วนของหินทรายด้านหน้าเป็นส่วนที่ต่อเติมภายหลัง
เทวาลัยหรือปราสาทประธานหันไปทางด้านทิศตะวันออก เป็นอาคารจตุรมุข ส่วนหน้าเป็นโถง มีประตูสามบานนำเข้าไปห้องกลาง ปัจจุบันนี้มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์ ห้องกลางมีประตูเข้าออกด้านข้างทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ อาคารส่วนที่กล่าวมานี้ก่อด้วยหินทราย จากห้องกลางมีช่องประตูสามช่องนำไปสู่ห้องอีกสองห้องซึ่งสร้างด้วยอิฐตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 14 แต่เดิมเป็นห้องครรภคฤหะที่ตั้งศิวลึงค์บนฐานโยนี ด้านหน้าเทวาลัยทางทิศตะวันออกมีทางเข้าหลักอยู่ตรงมุขกลาง และมีประตูซ้ายขวาอีกสองบานที่ตรงเข้าสู่ส่วนโถงหน้า สองข้างประตูมีรูปสลักนูนสูงนางอัปสรและทวารบาล ทับหลังเหนือประตูทางเข้าโถงหน้าด้านทิศเหนือสลักเป็นรูปพระวิษณุทรงครุฑที่ยุดนาคไว้ ทับหลังประตูทางเข้าด้านทิศใต้โถงหน้าสลักเป็นรูปพระกฤษณะฆ่านาคกาลิยะ ส่วนทางเข้าหลักตรงกลางเครื่องบนหน้าบันและทับหลังหายไป

สำหรับทับหลังประตูหน้าห้องกลางข้างในเทวาลัยเป็นภาพพระอินทร์ (Indra) ทรงช้างเอราวัณ (Airawata) ส่วนประตูน้อยทางด้านทิศเหนือสลักเป็นเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาล และเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณทางด้านทิศใต้ จากห้องกลางเพื่อเข้าสู่ห้องด้านในซึ่งเดิมเป็นส่วนของครรภคฤหะ ทับหลังที่ประตูกลางหลังพระพุทธรูปถูกสกัดทิ้งไป ทับหลังบนประตูน้อยด้านทิศเหนือสลักเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาล ส่วนทับหลังของประตูด้านทิศใต้เป็นพระศิวะในท่านั่งขัดสมาธิจำศีล ในมือขวาถืออักษมาลา [10] เทวาลัยยังมีมุขฝั่งทิศเหนือและฝั่งทิศใต้เชื่อมต่อกับห้องกลาง ประตูมุขด้านทิศเหนือประกอบด้วยประตูสองชั้น หน้าบันเหนือประตูชั้นนอกแตกเสียหายไป เหลือแต่ส่วนท้องของพญานาค ทำให้นักวิชาการบางท่านคาดเดาว่าเป็นภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์หรือวิษณุอนันตศายิน (Vishnu Anantashayin) ส่วนของกรอบหน้าบันที่เหลืออยู่เห็นเป็นตัวมกรคายนาค ส่วนของทับหลังเหนือประตูเป็นเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาล เช่นเดียวกับทับหลังเหนือประตูชั้นในที่อยู่ถัดเข้าไป ส่วนประตูชั้นนอกของมุขด้านทิศใต้ของเทวลัยมีทับหลังเป็นเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาล หน้าบันที่อยู่เหนือประตูขึ้นไปปรักหักพังเกือบหมดเห็นแต่เต่าที่อยู่ส่วนล่าง ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นภาพกวนเกษียรสมุทร ซึ่งพระวิษณุแปลงร่างเป็นเต่าเพื่อปกป้องโลกไว้ ส่วนประตูชั้นในที่ถัดเข้าไปปรากฏทับหลังเหนือประตูสลักเป็นรูปพระกฤษณะ (Krishna) ฆ่าพญากงส์ (Kamsa) รูปในในวิกิพีเดียอธิบายว่าเป็นพระกฤษณะฆ่านาคกาลิยะ [1] Roveda [10] สันนิษฐานว่าเป็นภีมะ (Bhima) ฉีกร่างของทุหศาสัน (Duhshasana) ในมหาภารตยุทธ์ ศาสนสถานจะใช้เทพหลักและอันดับรองประดับทับหลังเป็นส่วนใหญ่ ศาสนสถานในดินแดนอีสานและเขมรต่างก็นิยมใช้รูปสลักของพระกฤษณะฆ่าพญากงส์ จึงน่าจะเป็นพระกฤษณะหนึ่งในอวตารของพระวิษณุมากกว่า

ประตูด้านหน้าฝั่งทิศเหนือมีทวารบาลยืนอยู่ ทับหลังเป็นพระนารายณ์ทรงครุฑยุดนาค

นางอัปสร หรือทวารบาลหญิงทางเข้าประตูหน้าฝั่งทิศใต้

ทับหลังพระกฤษณะฆ่าพญากงส์ เหนือประตูด้านในห้องกลางด้านทิศใต้
มองไปโดยรอบบนระเบียงชั้นสูงสุดนี้ไม่เห็นอาคารโคปุระอยู่ในทิศทั้งสี่ บริเวณรอบปราสาทประธานข้างบนมีร่องรอยฐานของกำแพงอยู่บ้าง ซึ่งอาจเป็นโคปุระที่หักล้มไปก็เป็นได้ ทางด้านทิศเหนือของเทวาลัยเป็นส่วนของภูเขา ยังปรากฏร่องรอยของการสกัดหินมาเพื่อใช้สร้างปราสาทหินตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 [2] ส่วนหินที่เขาสลักไว้เป็นรูปช้าง รูปจรเข้เป็นรูปที่เกิดขึ้นในยุคหลัง จรเข้เป็นสัตว์ใหญ่ที่ขอมนับถือกันในยุคหลังๆ เชื่อกันว่าหินรูปจรเข้เป็นแท่นบัดพลี มีการใช้คนจริงๆเพื่อเซ่นสังเวยเทพโดยที่ทุกปีพระราชาจะเสด็จเข้ามาประกอบพิธีด้วยพระองค์เองในเวลากลางคืน [9] ด้านตรงข้ามกับหินจรเข้เป็นบันไดนาค ถือว่าเป็นบันไดสู่สวรรค์

หินรูปช้าง

บันไดสู่สวรรค์

แท่นรูปจรเข้ทำบัดพลีกรรมคน
เป็นเวลานับพันปีที่วัดภูถูกทอดทิ้ง น้ำฝนชะดินทำให้ศาสนสถานทรุดตัวลง การขุดค้นและขุดแต่งโบราณสถานยังทำกันอยู่ ปราสาทฝั่งทิศเหนือใต้ปิดห้ามเข้าเนื่องจากการขุดค้นและประกอบตัวปราสาทใหม่ เช่นเดียวกับหอนนทิ ปราสาทหินวัดภูได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รวมถึงแอ่งอารยธรรมรอบเมืองจำปาสักเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2001

ภาพาจากระเบียงชั้นที่หก แสดงทางเดินโบราณที่ขนาบข้างด้วยบารายซึ่งน้ำแห้งเกือบหมด ปราสาทสองหลังในทิศเหนือ-ใต้, หอนนทิ และทางบันไดขึ้นสู่เทวาลัย
ในบทความนี้ผมยึดเอาพุทธศตวรรษเป็นเกณฑ์ เอกสารหลายอย่างที่ค้นไม่ระบุชัดว่าเป็นคริสตศตวรรษหรือพุทธศตวรรษ ผมได้ใช้ปีตามเอกสารอ้างอิงอาจทำให้ผู้อ่านสับสนบ้างเนื่องจากเอกสารแต่ละชิ้นต่างอ้างปีที่ต่างกันออกไป การนำบทความนี้ไปอ้างอิงหรือใช้ต่อพึงใช้ความระมัดระวังให้มาก เนื่องจากเป็นการอ่านมาประกอบโดยไม่ได้มีการชำระข้อเท็จจริง ทั้งไม่ใช่การอ้างอิงจากเอกสารต้นฉบับซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยตรงเป็นส่วนใหญ่ แต่ข้อมูลที่ได้มาเป็นการอ้างถึงเอกสารเหล่านั้น

ภาพอื่นๆของวัดภูชมต่อได้ที่นี่

ที่มา:
1) http://en.wikipedia.org/wiki/Vat_Phou
2) http://whc.unesco.org/archive/advisory_body_evaluation/481.pdf
3) http://whc.unesco.org/archive/periodicreporting/APA/cycle01/section2/481.pdf
4) http://home.att.net/~khmerheritage/Kamboja.html
5) http://home.att.net/~khmerheritage/Champapura.html
6) http://www.watphu.com/information.html
7) http://www.changpuak.org/Data_tessaba49/waingjedlin/wiangjedlin_story.pdf
9) ศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรขอม. มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล. หน้า 4
10) Image of the Gods. Vittorio Roveda.11) Angkor and the Khmer Civilization. Michael D. Coe หน้า 78
12) Angkor cities and Temples. Claude Jacaeus and Michael Freeman.


Labels: ,


Tuesday, May 26, 2009

 

สุดแดนตะวันตกที่แม่สอด (4 มกราคม 09)

รู้สึกว่างีบไปไม่นานก็เช้าวันใหม่แล้ว ผมหลับสนิทไม่รับรู้เรื่องราวอะไรจนได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก อากาศค่อนข้างเย็น เมื่อได้ลุกขึ้นล้างหน้าตาอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ผมจึงได้ออกไปสตาร์ทรถอุ่นเครื่องพร้อมกับทำความสะอาดภายในห้องโดยสาร เริ่มลำเลียงข้าวของที่จัดเสร็จแล้วเข้าไว้ในรถรอเวลาที่แม่และพี่ของผมแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยจึงได้ออกมาทานอาหารเช้าพร้อมๆกัน รีสอร์ทจัดศาลาริมสวนด้านหน้าไว้เป็นที่สำหรับอาหารเช้า ซึ่งมีขนมปังและเบเกอรี่หลายชนิดให้เลือกทานกับผลไม้ มีกาแฟบริการให้ด้วย หากต้องการอาหารเช้าแบบอเมริกันหรือข้าวต้มก็สามารถสั่งให้ทางครัวจัดให้ได้ในราคาที่เขาตั้งไว้

หลังอาหารมื้อเช้า เรามีเวลาเล็กน้อยที่จะจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อย และเก็บกระเป๋าเสื้อผ้านำขึ้นรถ ผมขับรถผ่านตลาดที่กำลังวาย ทั้งตลาดมีแต่คนพม่า(หรือมอญผมไม่แน่ใจ) ส่งเสียงด้วยภาษาที่ผมไม่เข้าใจ สุภาพสตรีจะสวมเสื้อผ่าหน้าชายสั้นเข้ารูป นุ่งซิ่นกรอมเท้า ปะแป้งจนหน้าลาย ชายสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวเป็นส่วนใหญ่และนุ่งโสร่ง แขกเป็นอีกกลุ่มที่เห็นมากพอสมควร น่าจะเป็นแขกปากีสถาน บังคลาเทศมากกว่าอินเดีย เราไม่ได้แวะลงที่ตลาดแต่ผมขับรถวนรอบเมืองเพื่อดูบ้านเมืองในตอนเช้า ร้านรวงต่างๆเปิดหน้าร้านกันแล้ว ไม่มีวันหยุดปีใหม่ราวกับที่นี่ทุกวันเป็นเงินเป็นทอง ผมตรงไปวัดชุมพลคีรีก่อนเพื่อจะดูเจดีย์ทองในวัด ผมเคยเห็นภาพถ่ายทางอากาศรูปทรงไม่ผิดแผกไปจากเจดีย์ชเวดากองสักเท่าใด แต่เมื่อยืนดูจากในลานวัดแล้วก็พบว่าเป็นเจดีย์มอญแปดเหลี่ยมที่ฐานไม่กว้างอย่างที่คิด แถมรูปทรงยังสูงชะลูดแบบเจดีย์อยุธยา เฉพาะปล้องไฉนเท่านั้นที่ใหญ่แบบรามัญและมียอดมงกุฎ ตัวเจดีย์ทาสีทองซีดๆ เป็นเจดีย์โดดๆ มีเจดีย์บริวารเล็กๆล้อมรอบ 20 องค์ เจดีย์อยู่กลางวัดพอดี ชาวบ้านแถบนั้นเดินตัดลานวัดออกไปตลาด ลานซีเมนต์ยังเป็นที่จอดรถและที่นอนของสุนัขหลายตัว มันมาพร้อมกับกองอุจจาระปัสสาวะทำให้ต้องระมัดระวังในการเดินถ่ายรูปภายในวัด วัดชุมพลคีรีสร้างในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช จึงมีอายุเกือบ 240 ปี มีวิหารเล็กๆอีกสองหลัง พระพุทธรูปในวิหารเป็นศิลปะตามยุคสุโขทัย

ไปตามถนนอินทรคีรีทางซ้ายมือเป็นที่ตั้งของวัดมณีไพรสณฑ์ เป็นวัดเก่าอายุเกินกว่า 200 ปี สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภายในวัดกำลังมีการก่อสร้าง วัดค่อนข้างร่มรื่น บนลานวัดและในศาลาเต็มไปด้วยพระพุทธรูปขนาดใหญ่จำนวนมาก จุดเด่นของวัดมีไพรสณฑ์คือเจดีย์ที่สร้างบนหลังคาวิหารซึ่งแตกต่างจากที่วัดไทยวัฒนารามคือ รอบเจดีย์ประธานประกอบไปด้วยเจดีย์บริวารเล็กๆ 233 องค์ และเขาบรรจุพระพุทธรูปเล็กๆไว้รวมแล้ว 512,028 องค์ เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าที่มีในทุกกัปป์ตามความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าหลายองค์ จึงเรียกเจดีย์แบบนี้ว่าแบบสัมพุทเธ สำหรับผู้ที่อยากดูเจดีย์ที่วัดมณีไพรสณฑ์จะต้องผิดหวัง เพราะเจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่มุมวัดด้านที่ติดถนน อาคารด้านนอก เสาไฟ สายโทรศัพท์บดบังทัศนียภาพจนแทบไม่เห็นอะไร ส่วนด้านในวัดก็สร้างศาลากันสาดออกมาบดบังสายตา ผมเดินไปด้านในที่ติดกำแพงเพื่อหาทางบันทึกภาพก็พบกับกองอุจจาระเรี่ยราดแทบไม่มีที่วางเท้า ในระหว่างที่เดินเพลินๆกลับออกมาเพื่อขึ้นรถผมได้ยินเหมือนเสียงของหนักตกลงบนพื้นดังทึบๆทีเดียวและรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่กดอยู่บนบ่าของผมหายไปทำเอาใจหายวาบ อีสัมฤทธิ์มันเลื่อนหลุดลงไปกองอยู่ที่พื้น แผ่นฟิลเตอร์หลุดออกจากหน้าเลนซ์ ผมขอบคุณพระเจ้าที่ทั้งกล้องและเลนซ์ปกติดี มีรอยบิ่นเล็กๆให้เห็นที่ฟิลเตอร์ปิดหน้าเลนซ์เท่านั้น




จุดหมายต่อไปของเราคือตลาดริมเมย การค้าขายที่ตลาดริมเมยคล้ายๆกับตลาดอินโดจีนทั่วๆไป แต่สิ่งที่เราตั้งใจกันคือมาซื้อเครื่องไม้ ผมเล็งสำเภาไม้ลำใหญ่ไว้ และคิดว่าจะหากรอบไม้สักแกะสลักไว้ประดับผนังบ้าน รวมถึงตู้ไม้เล็กๆไว้ใส่ของโชว์ รอบแรกเราเดินดูรอบๆก่อน ผมเจอปิ่นโตเถาไม้สามชั้นน่ารัก จึงหมายตาไว้ก่อนเพื่อมาเก็บตอนเดินกลับ เมื่อดูสำเภาแม่สอดแล้วผมเปลี่ยนใจเพราะเขาทำจากไม้เนื้ออ่อนและมีหลายชิ้นที่เป็นไม้อัดไม่เหมือนแบบที่ผมซื้อมาจากสังขละบุรี ผมพบร้านขายพวกถาดไม้แกะสลัก เขามีกรอบไม้สักแกะลายไม่ลงแลคเกอร์ และมีไม้แกะเป็นหัวกวางพร้อมเขาซึ่งผมกำลังอยากได้อยู่พอดีหลังจากที่เห็นของจริงในโรงแรมที่แม่สะเรียง ถัดไปอีกสองสามร้านเราพบร้านขายกระจกเงากรอบไม้สัก พี่สาวผมแอบมากระซิบบอกว่าแม่เตือนว่าอย่าลืมปิ่นโตไม้ถึงสองครั้ง แม่คงคิดว่าเราจะไม่ซื้อแล้ว (ความจริงผมซื้อมาแล้ว) ที่หน้าร้านขายกระจกเงานั้นเองผมเห็นร้านขายของเก่าอดไม่ได้ที่จะเข้าไปเมียงมอง เมื่อเดินทะลุจากหลังร้านเข้าไปออกถนนด้านหน้าจึงได้เห็นว่าตลอดซอยดังกล่าวมีร้านขายเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่และร้านขายของเก่าหลายร้าน ผมเห็นนาฬิกาลานแขวนเต็มฝาผนัง สนนราคาตั้งแต่หกพันบาทขึ้นไปเป็นหมื่น โคมไฟเก่าสารพัดแบบห้อยลงมาจากเพดาน กล้องดูดาว ตะเกียง เครื่องกระเบื้อง เครื่องทองเหลือง ตุ๊กตาไม้แกะแบบพม่า วางไว้ในตู้บนโต๊ะจนทั้งร้านแทบไม่มีช่องเดิน ผมฝากแม่นั่งจิบน้ำชาที่ร้านเขาและฮอบจากร้านหนึ่งไปอีกร้านหนึ่ง ผมเล็งโคมไฟไว้หลายแบบ ราคาที่เขาบอกมาถูกกว่าที่จตุจักรเกือบครึ่ง เจ้าของร้านเป็นหนุ่มจีนเมืองยะลา มาเที่ยวแม่สอดแล้วติดใจในความสงบเงียบของเมืองเมื่อ 19 ปีที่แล้วจึงได้มาตั้งรกรากที่นี่ มาหัดพูดภาษาพม่า ของในร้านส่วนใหญ่มาจากฝั่งพม่า วันนั้นผมได้โคมเพดานกลับบ้านสองอัน เครื่องทองเหลืองอีกจำนวนหนึ่ง ของที่เราซื้อจากริมเมยเกินกว่าที่เราจะบรรทุก แต่ผมมีแร๊คหลังคารถที่ยังไม่เคยใช้งานเลย เราจัดการนำกระเป๋าผ้าใบออกมาคลี่วางบนแร๊ค นำของที่เบาและไม่แตกหักง่ายขึ้นไปวางในกระเป๋าและมัดอย่างแน่นหนา

เราเดินซื้อของกันจนลืมเวลาอาหารเที่ยง แดดเที่ยงแรงมากทำเอาเราเหงื่อซิบๆ มีร้านก๋วยเตี๋ยวที่หัวมุมอาเขตใต้เงาไม้ไม่ไกลจากตลาดริมเมยนัก ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นหายลงไปในกระเพาะอย่างรวดเร็ว เรามีไอศครีมนมสดและไอศครีมกะทิสดเป็นของหวานล้างปาก เจ้าของร้านช่างเจรจาพูดได้ทั้งไทยและพม่า ใบหน้าหวานและน้ำเสียงหวานสนิทถามดูจึงทราบว่าเป็นคนลำปาง มาพักอยู่กับญาติ หัดพูดพม่าเพื่อจะได้คุยกับลูกจ้างในร้านได้และจะได้รู้ลูกจ้างพูดอะไรกัน ร่ำลากันเสร็จเรียบร้อยผมนำรถไปเติมน้ำมันและเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสองโมงครึ่งเศษๆเราจึงได้ออกเดินทางกัน รถพาเราขึ้นๆลงไปตามถนนกว้างลาดยางอย่างดีเยี่ยมข้ามอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราชและอุทยานแห่งชาติลานสางออกมาบรรจบกับถนนสายเอเชีย เวลาสั้นๆเพียงครึ่งวันน้อยจนเราแทบไม่รู้จักแม่สอด ผมเริ่มตั้งใจใหม่ว่าเราจะกลับมาเที่ยวแม่สอดสักสองคืนเพื่อไปให้ทั่วเมือง ขึ้นไปดูหมู่บ้านกะเหรี่ยงอพยพที่ท่าสองยาง ลงไปดูธรรมชาติที่อุ้มผาง และกลับมาซื้อของเก่า

เมื่อรถมาถึงกำแพงเพชรผมนำรถไปเติมแก๊สจนเต็มถัง ถนนจากกำแพงเพชรลงมาที่นครสวรรค์มีรถบางตาใช้ความเร็วได้เต็มที่แต่ผมค่อนข้างกังวลกับการนำรถผ่ากลางเมืองนครสวรรค์ ผมมาถึงปากน้ำโพเอาในราวหกโมงเย็นพอดี ลมพัดแรงและมีเมฆดำราวกับจะมีฝน สายตาผมมองหาร้านอาหารริมทาง ร้านส่วนใหญ่ปิดเพราะเป็นวันหยุดปีใหม่ มีร้านก๋วยเตี๋ยวไก่รถเข็นเปิดไฟอยู่บนฟุตบาทกว้าง ถัดไปเล็กน้อยเป็นตลาดชุมชนเล็กๆจึงได้ลงไปสั่งก๋วยเตี๋ยว ผมเดินไปซื้อกับข้าวถุงมีแพนงเนื้อ กับอะไรอีกอย่างหนึ่งผมลืมไปแล้ว เอามาทานกับก๋วยเตี๋ยวแห้ง ที่เหลือกะว่าจะนำกลับมาบ้านเพราะเราเคลียร์ของล้างครัวปิดตู้เย็นไปหลายวัน รถที่ผ่านเมืองนครสวรรค์มีไม่มากและรถไม่ได้ติดยาวอย่างที่กังวล รถจากนครสวรรค์เข้ากรุงเทพฯวิ่งกันเต็มทุกช่องจราจร ผมสามารถใช้ความเร็วได้ 80-100 กม./ชม. โดยไม่ติดขัด เราแวะเข้าห้องน้ำและพักรถสองครั้งเพื่อยืดเส้นยืดสายอย่างไม่รีบเร่ง เป็นครั้งแรกในการเดินทางไกลที่เรากลับถึงบ้านก่อนเที่ยงคืน เราถึงบ้านตอนห้าทุ่มพอดี วันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2009 กำลังจะหมดลง

ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับการเดินทางรอบใหญ่หกวันห้าคืนเต็ม เรามีที่พักทุกคืน แม้ว่าจะเป็นหน้าเทศกาลแต่เราไม่ต้องแย่งกินแย่งเส้นทางกับใคร ไม่ต้องติดอยู่บนถนนยาวนาน เราไม่เจออุบัติเหตุ รถไม่เสียกลางทาง อากาศที่เย็นสบาย ทิวทัศน์ที่สวยงาม ผู้คนที่พบเจอล้วนมีอัธยาศัยที่ดี วัฒนธรรมท้องถิ่นที่แปลกตา พระเจ้าทรงเป็นผู้สรรค์สร้างสรรพสิ่งและเป็นผู้ประทานและผู้จัดเตรียมให้กับครอบครัวของเรา และสิ่งที่ผมขอบคุณพระองค์ที่สุดคือเวลา โอกาสพิเศษที่ได้อยู่กับครอบครัวตลอดเวลาหกวันเต็มๆ นอนด้วยกัน กินด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน พูดคุยพร้อมหน้ากัน นั่นคือพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่ผมไม่มีวันลืม ผมบันทึกภาพไว้หลายร้อยภาพ เวลาอาจทำให้ความทรงจำบางอย่างลบเลือนแต่เมื่อผมเปิดดูภาพเหล่านั้นครั้งใด ความทรงจำจะกลับคืนมาให้ผมได้ระลึกถึงและขอบคุณพระองค์อยู่เสมอ

Labels:


Archives

February 2006   March 2006   April 2006   May 2006   June 2006   July 2006   August 2006   September 2006   October 2006   November 2006   December 2006   January 2007   February 2007   March 2007   April 2007   May 2007   June 2007   July 2007   August 2007   September 2007   October 2007   November 2007   December 2007   January 2008   February 2008   March 2008   April 2008   May 2008   June 2008   July 2008   August 2008   September 2008   October 2008   November 2008   December 2008   January 2009   February 2009   March 2009   April 2009   May 2009   July 2009   August 2009   September 2009   October 2009   November 2009  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?