หลังอาหารมื้อเช้า เรามีเวลาเล็กน้อยที่จะจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อย และเก็บกระเป๋าเสื้อผ้านำขึ้นรถ ผมขับรถผ่านตลาดที่กำลังวาย ทั้งตลาดมีแต่คนพม่า(หรือมอญผมไม่แน่ใจ) ส่งเสียงด้วยภาษาที่ผมไม่เข้าใจ สุภาพสตรีจะสวมเสื้อผ่าหน้าชายสั้นเข้ารูป นุ่งซิ่นกรอมเท้า ปะแป้งจนหน้าลาย ชายสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวเป็นส่วนใหญ่และนุ่งโสร่ง แขกเป็นอีกกลุ่มที่เห็นมากพอสมควร น่าจะเป็นแขกปากีสถาน บังคลาเทศมากกว่าอินเดีย เราไม่ได้แวะลงที่ตลาดแต่ผมขับรถวนรอบเมืองเพื่อดูบ้านเมืองในตอนเช้า ร้านรวงต่างๆเปิดหน้าร้านกันแล้ว ไม่มีวันหยุดปีใหม่ราวกับที่นี่ทุกวันเป็นเงินเป็นทอง ผมตรงไปวัดชุมพลคีรีก่อนเพื่อจะดูเจดีย์ทองในวัด ผมเคยเห็นภาพถ่ายทางอากาศรูปทรงไม่ผิดแผกไปจากเจดีย์ชเวดากองสักเท่าใด แต่เมื่อยืนดูจากในลานวัดแล้วก็พบว่าเป็นเจดีย์มอญแปดเหลี่ยมที่ฐานไม่กว้างอย่างที่คิด แถมรูปทรงยังสูงชะลูดแบบเจดีย์อยุธยา เฉพาะปล้องไฉนเท่านั้นที่ใหญ่แบบรามัญและมียอดมงกุฎ ตัวเจดีย์ทาสีทองซีดๆ เป็นเจดีย์โดดๆ มีเจดีย์บริวารเล็กๆล้อมรอบ 20 องค์ เจดีย์อยู่กลางวัดพอดี ชาวบ้านแถบนั้นเดินตัดลานวัดออกไปตลาด ลานซีเมนต์ยังเป็นที่จอดรถและที่นอนของสุนัขหลายตัว มันมาพร้อมกับกองอุจจาระปัสสาวะทำให้ต้องระมัดระวังในการเดินถ่ายรูปภายในวัด วัดชุมพลคีรีสร้างในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช จึงมีอายุเกือบ 240 ปี มีวิหารเล็กๆอีกสองหลัง พระพุทธรูปในวิหารเป็นศิลปะตามยุคสุโขทัย
Labels: โลกนอกกะลา

เมื่อทุกคนพร้อม รถก็พาเรามาถึงตลาดเทศบาล มีนักท่องเที่ยวมาเดินตลาดก่อนหน้าเรากันแล้ว ตลาดเป็นศาลาโถง สองข้างเป็นอาคารพาณิชย์สองชั้น มีแผงขายของเป็นแถวเป็นแนว มีทั้งอาหารสด อาหารสำเร็จรูปทั้งคาวหวาน ผลไม้ และสินค้าเฉพาะถิ่นอย่างเครื่องยาสูบ สีเสียด ขนมหน้าตาแปลกๆ ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกหนาวมากขึ้นทุกที ดีที่ผมนำถุงมือและหมวกออกมาด้วย ผมเห็นไอจางๆลอยออกมาตามลมหายใจ บางคนก็ห่อตัวกันจนมิด แต่ผมเห็นบางคนสวมเพียงเสื้อยืดบางๆตัวเดียว เห็นเขาหยอดขนมครกในกะทะดินเผาแล้วน่าทานมากจึงได้ซื้อมาทานแก้หนาว เพียงหกโมงเล็กน้อยพ่อค้าแม่ขายก็เก็บของกันแล้ว ก่อนกลับเราเดินออกมาถนนข้างตลาด แม่ค้าหน้าตาคมขำกำลังนวดแผ่แป้งโรตีเพื่อทอดให้กับลูกค้าที่รอกันอยู่ จำนวนผู้รอคอยน่าจะประกันความอร่อยได้ระดับหนึ่ง จากการสนทนาได้ความว่าเธอเป็นอิสลามรุ่นที่สามที่นี่ ชุมชนพุทธ, คริสต์และอิสลามที่แม่สะเรียงต่างมีไม่น้อยและไม่เคยมีปัญหากันเลย เขาอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสงบ แม่สะเรียงเป็นชุมชนกระจายสินค้าให้กับแม่ลาน้อย ยวมและสบเมย แม้เศรษฐกิจจะไม่คึกคักหวือหวาแต่ก็พอเลี้ยงตัวได้
อาหารเช้าที่ทางโรงแรมจัดมาให้เป็นเมนูแบบอเมริกัน เรานั่งรับประทานอาหารกันที่ระเบียงที่อยู่ติดแม่น้ำยวม เสียงน้ำจากแม่ยวมเซาะแก่งดังแว่วมาตลอดเวลาในขณะที่หมอกยังปกคลุมอยู่เหนือผิวน้ำและภูเขาที่อยู่ห่างออกไป ผมเห็นแม่เดินดูโน่นดูนี่ เกาะระเบียงชะโงกลงไปดูต้นไม้ที่ตลิ่งเบื้องล่าง เสร็จจากอาหารเช้าเราก็เก็บของ อาบน้ำแต่งตัวใหม่ เราไม่ได้เร่งร้อนเนื่องจากที่พักค่อนข้างถูกใจเรามาก เช้านี้ผมมีโปรแกรมจะพาแม่ไปวัดศรีบุญเรืองและวัดจองสูง เราถึงวัดศรีบุญเรืองในตอนสายๆ วัดอยู่ในช่วงการจัดงานขึ้นปีใหม่ไทยพอดี เขาแขวนโคมกระดาษไว้ใต้ต้นไม้ และที่ลานว่างหน้าวิหาร มีโต๊ะบริจาคซื้อผ้าห่มกันหนาวแจกผู้ยากไร้ซึ่งเราก็ร่วมทำบุญกับวัดด้วย เขาให้เขียนข้อความบนผ้าห่ม ข้อความของเราคือขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอำนวยพรให้ครอบครัวของท่านมีความอบอุ่นและความสุขตลอดไป ผมว่าคนรับผ้าห่มคงประหลาดใจไม่น้อยที่ของมาจากวัดแต่เป็นคำอวยพรแบบคริสต์ จุดเด่นของวัดศรีบุญเรืองคือ เป็นวัดที่สร้างโดยชาวไทยใหญ่ อุโบสถที่นี่เป็นจองยอดปราสาท ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปแบบพม่าองค์ใหญ่ เครื่องบนหลังคาเป็นไม้ฉลุลวดลายสวยงาม ส่วนวิหารโถงแบบจองเป็นทั้งสถานที่ทำศาสนกิจ เป็นกุฏิ จึงมีทั้งพระพุทธรูปพม่าทรงเครื่องกษัตริย์องค์ใหญ่ พระพุทธรูปหินหยกขาว ธรรมาสน์พระเทศน์สองหลังพนักสูงฉลุลายปิดทองไว้งดงาม สิ่งที่เป็นงานศิลปะล้ำค่าในวิหารคือภาพเขียนชาดกเรื่องพระเวสสันดร 12 ภาพ เขียนตามวิถีชีวิตแบบไทยใหญ่ 

นาฬิกาบอกว่าเป็นเวลาบ่ายสามเศษ ก่อนจะเริ่มเดินทางกันอีกครั้งหนึ่ง ผมนำรถไปเติมน้ำมันเต็มถัง ผมยังพอเหลือก๊าซสำรองในถังอีกเล็กน้อย เราล้างหน้าตาเข้าห้องน้ำ ดื่มกาแฟ และจัดการกับขนมเค็กที่เหลือ และเราก็ออกเดินทางกันต่อ เมื่อรถมาถึงแยกจอมแจ้งผมก็อดไม่ได้ที่จะนำรถวนขึ้นไปตามดอยเตี้ยๆขึ้นไปลานวัดด้านบนเพื่อให้แม่ได้ดูภาพเมืองแม่สะเรียงจากมุมสูง วัดพระธาตุจอมแจ้งถือเป็นแลนด์มาร์คหนึ่งในสี่จอมของเมือง แดดหน้าหนาวค่อนข้างแรงเผาจนแสบผิว ผมได้ยินเสียงนักท่องเที่ยวถามกันเองว่าผมเป็นชาวกะเหรี่ยงหรือเปล่า ทำนองว่าถ้าเป็นกะเหรี่ยงจะได้มาขอถ่ายรูปด้วย กว่าที่เราจะเดินทางกันจริงๆก็สี่โมงเย็น ผมประมาณในใจว่าผมจะถึงท่าสองยางตอนหกโมงเย็นและแม่สอดในราวหนึ่งทุ่มLabels: ชุดเที่ยวล้านนา, โลกนอกกะลา
เลนซ์ในช่วงมุมกว้างของโอลิมปัสมีอยู่ 3 รุ่น คือ 7-14 มม., 9-18มม. และ 11-22มม. ตัวแรกจัดอยู่ใน super high grade หากไม่มีเงินเจ็ดหมื่นบาทก็อย่าได้หวัง เลนซ์ตัวนี้ออกมาหลายปีแล้ว เลนซ์ 11-22มม. ออกมานานพอสมควรแล้วเช่นกัน จัดอยู่ในกลุ่ม high grade หรือ semi-pro เลนซ์สองตัวนี้เป็นเลนซ์ที่ออกแบบมาให้กันฝุ่นและกันละอองน้ำ ส่วนเลนซ์ 9-18มม.เพิ่งจะออกมาไม่กี่เดือนนี้เอง แต่เป็นเลนซ์เกรดมาตรฐาน ในกลุ่มผู้เล่นเลนซ์มุมกว้างแบ่งออกเป็นสองความคิดคือ ผู้ที่ชอบมุมมองกว้างสะใจพากันเลือกเลนซ์ 9-18มม. เนื่องจากออกแบบมาดี มีน้ำหนักเบามาก สามารถถ่ายทอดให้ภาพเกิดความบิดเบี้ยวต่ำและมีขอบมืดน้อย มีความคมชัดจากขอบถึงขอบอยู่ในเกณฑ์ดีพอใช้ และมีคุณภาพดีกว่าเลนซ์ค่ายอิสระอย่างซิกมา 10-20มม. ที่สำคัญคือมีมุมมกว้างกว่าด้วย ข้อจำกัดของเลนซ์ตัวนี้อยู่ที่รูรับแสงแคบ (f4.0-5.6) และมีความคลาดสีที่ขอบภาพให้เห็นได้ ส่วนอีกลุ่มหนึ่งยังยืนยันว่าต้องการคุณภาพความคมชัดที่ดีเลิศจากขอบภาพหนึ่งถึงอีกขอบหนึ่ง, ภาพที่ได้ต้องไม่มีขอบมืดและมีความบิดเบี้ยวต่ำ เขาบอกว่าหากต้องการเลนซ์เกรดโปรสามารถกันฝุ่นและกันละอองน้ำ คุณภาพของภาพและความคมชัดที่ดีกว่า เป็นเลนซ์สว่างมีรูรับแสงกว้างไม่น้อยกว่า f2.8 ภาพที่ได้มีสีสันสดอิ่มให้เลือกเลนซ์ 11-22มม. แต่ต้องยอมเสียองศาของมุมกว้างไป ค่าเงินเยนที่กำลังแข็งเต็มที่ รวมถึงต้นทุนการออกแบบเลนซ์มาตรฐาน 9-18 มม.ตัวใหม่ของโอลิมปัสเกิดมีราคาที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ยิ่งเป็นการตอกย้ำของกลุ่มที่ต้องการคุณภาพว่าต้องเป็น ZD 11-22 มม.เท่านั้น ในต่างประเทศมีผู้ทดสอบเลนซ์อ้างว่า ZD 11-22มม.ตัวนี้ให้มุมมองภาพได้กว้างเทียบเท่า 10-20มม. เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่ยากที่ผมจะตัดสินใจเลือกเลนซ์ 11-22มม.โดยไม่รีรอ แน่นอนที่ว่าอีกไม่นานมันจะถูกถอดออกจากสายการผลิตตามกลไกทางตลาด

คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย

Labels: ก่อนลั่นชัตเตอร์
เราตื่นขึ้นมาหกโมงเช้าเพื่อจะออกไปตลาดแม่แจ่ม เช้านี้อากาศเย็นพอสมควรแต่ไม่ถึงกับหนาวสั่น อากาศแจ่มใสแม้จะมีเมฆกระจายอยู่เต็มฟ้า เราไปถึงตลาดก็พบว่าเขาเก็บของกันเกือบหมดแล้ว แผงตลาดสดยังคงค้าขายกันต่อไป ในส่วนที่เป็นแผงโชห่วยเขาเพิ่งจะเปิดร้านกัน แต่รายย่อยที่มาปูขายแบกะดินรอบๆตลาดเหลือไว้แต่กองขยะทิ้งไว้เรี่ยราด ผมตั้งใจจะมาดูร้านแบกะดินเพราะมีของป่าบ้าง ของที่ชาวบ้านชาวดอยเก็บมาจากป่า บ้างก็เป็นของที่เหลือกินเหลือใช้พวกหมากพลู สีเสียด เอื้องผึ้งที่จับช่อในกรวยใบตอง และบางครั้งอาจเจอผ้าซิ่นตีนจก นับว่าคาดเดายากเสียจริง เมื่อสงกรานต์ที่แล้วเขายังปูผ้าใบขายกันจนโมงครึ่งแท้ๆแต่ไฉนวันนี้เก็บกันเร็วมาก ชาวบ้านเขาใส่เสื้อกันหนาวกันมาเกือบทุกคน เอาผ้าขนหนูโพกหัวกันลมก็มี สวมหมวกไหมพรมก็มี สวมถุงเท้าคีบรองเท้าแตะ ส่วนพวกเราก็สวมครบชุดเช่นกัน เพียงแต่ชุดของเราค่อนข้างจะคนเมืองมากอยู่สักหน่อย หลังจากดูตลาดแล้วจึงได้ชวนกันไปยืนดูแม่น้ำแม่แจ่มที่สะพานเทศบาล จากจุดนี้เห็นภูเขา เห็นบ้านเรือนในเขตเทศบาล อีกด้านหนึ่งเป็นเรือกสวนไร่นา มีสายหมอกอ่อนๆเหนือแนวต้นไม้และควันไฟจากครัวเรือนลอยขึ้นอ้อยอิ่งเป็นสาย ผมขับรถลัดเลาะลึกเข้าไปตามถนนสองเลนแคบๆ ถนนเหล่านี้เป็นเหมือนร่างแหผืนใหญ่ที่เชื่อมหมู่บ้านชุมชนต่างๆเข้าด้วยกัน ถนนพาผมเลาะขนานไปกับลำน้ำแม่แจ่มจนผมเห็นสะพานปูนข้ามลำน้ำจึงได้หยุดรถแอบไว้ข้างทางและชวนกันขึ้นไปเดินเล่นบนสะพานเพื่อบันทึกภาพ มองลงไปเห็นน้ำไหลแรงมากเป็นสีขุ่นของตะกอนดิน อีกฝั่งแม่น้ำเป็นทุ่งนาไปจนสุดภูเขา ข้าวเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับผืนดินที่ไถพรวนเอาตอซังออก ชาวบ้านกำลังลงแปลงกัน เขาเอาผ้าพลาสติกคลุมดิน เมื่อผมส่งเสียงสอบถามได้ความว่าฝั่งนี้เขาจะเอาหอมแดงลง ส่วนอีกซีกหนึ่งที่เห็นเขาเตรียมดินอีกแบบหนึ่งนั้นจะเอากระเทียมลง เรามองเขาทำงาน เขาก็มองเราชักภาพกันอุตลุด เขาอาจนึกว่าเรามาถ่ายแฟชั่นกระมัง ขากลับจากตลาดผมขึ้นเนินและมองเห็นผืนนาอีกฝั่งของทางหลวงเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อยู่ระหว่างหุบเขา นั่นคือชุมชนแม่แจ่มดั้งเดิม กลางผืนนาและหมู่บ้านมีวัดหนึ่งที่ดูใหม่ ผมเห็นวิหารสองหลังและเจดีย์ขาวสะอาดตาตั้งแต่ที่ผมมาแม่แจ่มครั้งที่แล้ว ผมจะต้องหาโอกาสไปดูวัดนี้ให้ได้
เรากลับมาทานข้าวเช้ากันที่รีสอร์ท เลือกเมนูอาหารเช้าอเมริกัน ระหว่างรออาหารจึงได้เดินดูรอบๆบริเวณ ณวสรวง เป็นรีสอร์ทที่ปลูกอยู่บนไหล่เขา ส่วนของแผนกต้อนรับและห้องอาหารเป็นอาคารไม้ขนาดใหญ่ ด้านหนึ่งจึงเป็นกำแพงภูเขา อีกด้านหนึ่งมองเห็นแนวเทือกเขาถนนธงชัยไกลออกไป จากลานจอดรถเบื้องล่างมีบันไดไม้เลี้ยวลดไต่ขึ้นสู่อาคารต้อนรับซึ่งปลูกด้วยไม้สูงประมาณตึกสามชั้น ข้างบนปลูกไม้ดอกและจัดสวนไว้สวยงาม เขาทำทางเดินเล็กๆจากกระท่อมที่พักเชื่อมต่อกับอาคารต้อนรับ มีทางคอนกรีตให้นำรถจากลานจอดรถขึ้นมาถึงกระท่อมที่พักได้แต่ไม่สามารถเดินรถสวนกันได้จึงต้องทำหลูบวนรถกลับลงมาไว้ข้างบน กระท่อมโซนที่ผมพักอยู่ด้านล่าง ด้านบนมีกระท่อมเรียงเป็นหน้ากระดานอีกหนึ่งแถว ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งจะพบกับสระว่ายน้ำ น้ำในสระใสมองเห็นกระเบื้องสีฟ้าสด นับเป็นสระว่ายน้ำที่สวยที่สุดที่ผมเคยเห็นมา เป็นสระว่ายน้ำที่ภาพรอบทิศคือภูเขา และเบื้องบนคือฟ้าที่มือคว้าไว้ได้ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ เราเก็บของและออกไปถ่ายรูปเก็บบรรยากาศต่างๆ เช้านี้ผมมีแผนว่าจะพาแม่ไปดูวัดพุทธเอ้นและวัดกองกาน หากมีเวลาเราจะแวะมาวัดช่างเคิ่ง และตอนบ่ายเราจะไปวัดยางหลวง วัดป่าแดด และวัดอีกแห่งหนึ่งที่ผมเห็นเมื่อตอนเช้า
ผมขับรถไปรอบๆเขตเทศบาลเพื่อดูชุมชนก่อนจะนำรถข้ามสะพานคอนกรีตใหม่เอี่ยมเพื่อไปบ้านกองกานผมผ่านหมู่บ้านหลายแห่งและในที่สุดก็มาถึงวัดพุทธเอ้น วัดยังคงเงียบเหงาเช่นเคย มีแต่ชาวบ้านที่มารองน้ำที่บ่อน้ำหน้าวัดเป็นปกติ จุดแรกที่ผมตรงไปทำเป็นอันดับแรกคือดูภาพเขียนจิตรกรรมโบราณช่างไทยใหญ่ที่เหลืออยู่เพียงภาพเดียวเหนือประตูข้างพระประธาน ประตูดังกล่าวมีขนาดแคบๆพอที่ผมจะแขม่วท้องลอดออกทางด้านข้างเท่านั้น วัดเก่าแก่ทางเหนือมีประตูแบบนี้เป็นส่วนใหญ่ เขาทำประตูโดยการย่อมุมทำให้ตัวอาคารไม่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภาพเขียนที่ปรากฏเหนือช่องประตูเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับยืนบนดอกบัว มือถือดอกบัว 4 ดอก ภาพค่อนข้างจะเลือนรางเต็มที ส่วนภาพพุทธประวัติอื่นๆที่ประดับบนผนังเขาเขียนทับของเดิมที่ลบเลือนไปมากโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคณะศรัทธาวัด แทนที่ด้วยภาพเขียนสีน้ำมันสมัยใหม่อย่างน่าเสียดาย เราเดินดูและถ่ายรูปรอบๆวัด วันนี้อุโบสถกลางน้ำลั่นดาลไว้เช่นเดิม ความที่ผมอยากเห็นภายในอุโบสถกลางน้ำ ผมยื่นกล้องผ่านหน้าต่างลูกกรงด้านหน้าเข้าไปบันทึกภาพ
อุโบสถกลางน้ำสร้างขึ้นตามความเชื่อว่าพิธีกรรมต่างๆกลางน้ำมีความบริสุทธิ์ อุทกสีมา (อุทก แปลว่าน้ำ, สีมาหรือเสมา หมายถึงเขตแดน) ที่วัดพุทธเอ้น สร้างด้วยไม้อยู่กลางสระ มีสะพานไม้เล็กๆเชื่อมต่อกับแผ่นดิน อุทกสีมาในยุคโบราณจะเป็นการทอดสะพานและชักขึ้นเพื่อให้แยกตัวออกจากแผ่นดิน จากวัดพุทธเอ้น เราออกเดินทางไปยังบ้านกองกานที่อยู่ไม่ไกลนัก เราผ่านลำน้ำแม่ศึกที่น้ำเกือบแห้งขอด เขากำลังทำรั้วและประตูวัดที่ตรงเชิงสะพานพอดี ต่อไปนี้ใครมาวัดก็นำรถเข้าจอดได้ทางด้านหลังไม่ต้องผ่านถนนหมู่บ้านแคบๆมาเข้าทางด้านหน้า แต่ผมว่าการอ้อมมาเข้าด้านหน้าได้อารมณ์ของชุมชนอย่างเต็มที่ วัดกองกานวันนี้เงียบมากเช่นปกติ แม่กับพี่ของผมเดินเข้าไปดูพระเจ้าตนหลวงพระโบราณองค์ใหญ่จนชิดด้านหน้า พี่สาวผมออกปากว่าพักตร์หน้าแย้มยิ้มดีแท้ ภาพเขียนในวิหารเขียนเป็นเรื่องราวของชาวลัวะและกะเหรี่ยงซึ่งอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาแต่เดิม วิวัฒนาการของชุมชนบ้านกองกานและการค้นพบพระเจ้าตนหลวง แม่ผมเริ่มปวดหลังจึงมานั่งดื่มกาแฟเอนหลังรออยู่ในรถใต้ร่มไม้ปล่อยให้ผมกับพี่ไปยืนถ่ายภาพนาขั้นบันไดข้างวัด ชาวบ้านกำลังรวบรวมฟางที่เหลือรวบเข้าเป็นมัดออกไปเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ผมนึกถึงแม่อุ้ยนุ่งซิ่นสวมเสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาวสะพายย่าม มือถือมีดพร้ายืนโบกรถข้างทางตอนที่ผมผ่าน ผมไม่ได้รับแกขึ้นรถมาด้วยไม่ใช่เพราะผมกลัวมีด แต่รถผมบรรทุกของจนไม่มีที่ว่างแบ่งให้แกนั่งต่างหาก ตอนนั้นผมเห็นแกเดินมาลิบๆโน่น
ที่วัดกองกานไม่เคยขาดลม ลมทุ่งที่นี่พัดแรงกระนั้นอากาศที่อบอ้าวทำเอาเหงื่อไหลไคลย้อยผิดกับอากาศในตอนเช้า แดดเที่ยงเศษเต้นยิบยับไปบนพื้นและยอดไม้ เป็นจังหวะสอดรับกับท้องที่หิวโหย เรากลับเข้ามาในเมืองเพื่อหาอาหารเที่ยง ผมอยากทานอะไรที่เป็นอาหารเหนือ เมื่อเห็นร้านข้าวซอยที่แยกหน้าที่ว่าการอำเภอแม่แจ่มจึงได้จอดรถที่ว่างหน้าธนาคารฝั่งตรงข้าม ไม่อยากเชื่อว่าเราจะได้ทานข้าวซอยไก่ เนื้อบะหมี่เหนียวนุ่มในขณะที่น้ำแกงหอมกลิ่นเครื่องเทศ ที่สำคัญคือน้ำข้นและรสจัด ผมเติมน้ำพริกเผาลงไปเพิ่มความเผ็ดร้อนอีกเล็กน้อย เจ้าของร้านมีอัธยาศัยดี เขาพูดถึงแม่แจ่มว่าเป็นเมืองที่เคยสงบ มีป่าไม้เยอะ แต่ทุกวันนี้คนหักร้างถางพงเพื่อทำไร่จนต้นไม้หมด ทำให้อากาศที่เคยเย็นสบายกลายเป็นร้อนระอุ
รากฏขึ้นแก่สายตา วัดเงียบสงบจนได้ยินเสียงชาวบ้านข้างๆวัดตีไก่กันถนัด วันนี้หลวงพ่อออกมานั่งรอพุทธศาสนิกชนที่มาไหว้พระ แน่นอนว่าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่แสวงบุญจากแดนไกล เราเข้าไปดูอุโบสถไม้หลังใหญ่ที่อยู่ข้างในก่อน เขาบูรณะใหม่เห็นพื้นไม้กระดานแผ่นใหญ่ปูเต็มพื้น ขนาดของแผ่นกว้างพอที่คนเราจะนอนได้สบายๆ พูดง่ายๆคือขนาดเท่าฝาโลงนั่นแล พื้นไม้ล้วนๆ ไม่ได้ลงสีหรือขัดเงาสร้างความแปลกตาและเป็นเอกลักษณ์ พระประธานปิดทองใหม่มีเค้าพระพักตร์ดุ เสาขื่อคานภายในทาไว้ด้วยสีแดงชาด มีแต่ผนังเบื้องหลังพระประธานเท่านั้นที่เขียนเป็นลายคำ (ลายทอง) รูปกู่มีพระพุทธเจ้าประทับยืนที่เบื้องซ้ายขวา เรากลับลงมาที่วิหารเล็กเพื่อดูกู่คิชกูฏหรือกิจกูฏฝีมือของช่างกระเหรี่ยง กู่นี้ไม่ทราบจุดเริ่มต้น ทราบแต่ว่ามีมานานและคาดว่าพวกยางหรือกระเหรี่ยงสร้างถวาย กู่สร้างติดกำแพงด้านทิศตะวันตกของวิหาร มีขนาดใหญ่และต่อเติมมาติดกับฐานพระพุทธรูปประธาน ทำให้ยากที่จะเข้าไปดูใกล้ๆประกอบกับภายในวิหารมืดมากหากไม่ใช้แฟลชบันทึกภาพแล้วจะไม่เห็นรายละเอียดอะไรเลย ผมเห็นฝักเพกาประดับอยู่บนซุ้ม มีลายเครือเถาประดับอยู่บนเสาซึ่งต่างจากกู่ล้านนาอื่นที่มักเป็นนาคพัน,นกยูงและหงส์ตามแบบที่ได้รับอิทธิพลจากพม่า มีตัวนรสิงห์ครึ่งล่างเป็นคนยืนแต่ตัวครึ่งบนเป็นสิงห์ ต่อเนื่องมาถึงด้านข้างกู่มีพระพุทธรูปยืนแบบเชียงแสน หลวงพ่อจุดเทียนส่องให้ผมดูตัวหนังสือล้านนาลายนูนที่ฐานพระ แปลได้ความว่าบูรณะเมื่อพ.ศ. 2026 คือ 526 ปีมาแล้ว หลวงพ่อยังพาผมไปดูด้านข้าง เมื่อปิดหน้าต่างแล้วจะเห็นภาพหัวกลับของพระอุโบสถผ่านรูหน้าต่าง ผมเห็นข้างวัดกองไว้ด้วยไม้เป็นมัดๆมากมายจึงได้ถามท่านว่าจะมีตานหลัวหิงไฟเมื่อใด ท่านตอบเป็นภาษาเมืองว่าวันเสาร์ที่จะถึงนี้ งานจะมีในวันเพ็ญแรกของปีใหม่หรือเป็งเดือนสี่ของชาวเหนือ ผมถือโอกาสถามถึงวัดที่ผมเห็นจากทางหลวงแผ่นดินเมื่อเช้านี้ ท่านบอกว่าเป็นวัดบ้านทัพ หากโยมออกไปจะมีทางแยกซ้ายมือไปถึงหลังวัด
ออกจากวัดยางหลวงตรงไปตามทางที่หลวงพ่อบอกจนถึงบ้านทัพไร่ วัดทัพไร่ได้รับการบูรณะใหม่จนสวยงามตามคติของชาวเหนือเช่นเดียวกับวัดยางหลวง ตัวอุโบสถเป็นตึกทาสีขาว เครื่องหลังคาเป็นไม้ย้อมสีเข้มปิดทอง ส่วนตัววิหารสร้างด้วยไม้ยกสูงจนดูเหมือนครึ่งตึกครึ่งไม้ หลังวิหารเป็นเจดีย์สีขาว หน้าวัดเป็นบันไดนาคลงสู่แปลงนา เขาเอารั้วมากันวัวควายชาวบ้านไว้ไม่ให้เข้าถึงเชิงบันได วัดตั้งอยู่ที่ชายขอบของหมู่บ้าน ชาวบ้านทัพไร่เข้าวัดทางด้านหลัง ส่วนบ้านที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งจะต้องเดินตัดทุ่งเข้ามาทำบุญที่วัด ทั้งวิหารและอุโบสถปิดเงียบ เห็นแต่กองฟืนเป็นมัดๆที่ทางวัดเตรียมไว้ในงานตานหลัวหิงไฟพระเจ้า ผมเห็นเณรส่งเสียงเรียกกันข้ามทุ่ง เณรหลายรูปกำลังเดินลัดตัดทุ่งมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ ลักษณะของการเดินขึ้นบันไดนาคเข้าสู่ลานทรายของวัด วิหารที่ไว้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ด้านหลังวิหารเป็นเจดีย์ มีอุโบสถที่แยกออกไป เหล่านี้เป็นคติของการสร้างวัดในล้านนา หากเป็นวัดเก่าแก่สุดทางของบันไดนาคจะทำประตูยอดสูง ประดับตกแต่งด้วยนาคพันและสัตว์ในหิมพานต์อย่างที่เรียกว่าโขงประตู
หน้าตึกมีรูปเทพารักษ์นั่งชันเข่า เป็นสิ่งปลูกสร้างหนึ่งที่เหลืออยู่ไม่มาก ส่วนของวิหารเพิ่งได้รับการบูรณะภายนอกใหม่ ย้อมเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลเข้มและปิดทองในส่วนของลายที่แกะสลักไว้ วิหารยกพื้นสูง บันไดหน้าหมอบเฝ้าประตูด้วยสิงห์หนึ่งคู่ เพดานลดเหนือพระประธานในวิหารเขียนไว้ด้วยภาพจักรวาลแบบง่ายๆคือมีดวงดาวและอาทิตย์ มีกู่ไม้เล็กๆอยู่ด้านข้าง อีกด้านหนึ่งเป็นธรรมาสน์โบราณสูงจรดเพดานเขียนเป็นลายทองภาพดอกไม้ สิ่งที่มีค่ามากที่สุดในวิหารคือจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนเรื่องพุทธประวัติ เวสสันดรชาดก สวรรค์และนรกภูมิโดยช่างชาวไทยใหญ่ แสดงเครื่องนุ่งห่มและวิถีชีวิตของคนในยุคร้อยกว่าปีก่อนได้อย่างงดงาม เราออกไปยืนดูมัดฟืนที่พิงอยู่รอบกำแพงหน้าวัด มองดูผืนนาและดวงตะวันที่คล้อยต่ำลง ลมพัดมาแรงพาเมฆดำและความยะเยือกมาเป็นระลอกเป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องออกเดินทางกันอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ฟ้าจะมืด
ผมมาถึงแยกจอมแจ้งทางเข้าเทศบาลแม่สะเรียงเมื่อเกือบหนึ่งทุ่ม จึงได้ขับรถตรงไปโรงแรมริเวอร์เฮ้าส์รีสอร์ท จัดการลงทะเบียนและขนของเข้าห้องพัก ห้องที่ผมติดต่อไว้อยู่ด้านล่างติดกับบันไดทางขึ้นข้างบนและครัว โรงแรมปลูกขึ้นจากไม้เก่าเป็นอาคารสามชั้นติดแม่น้ำแม่ยวม ชั้นบนเป็นห้องพัก ห้องด้านหนึ่งติดถนน อีกด้านหนึ่งเป็นวิวแม่น้ำมีระเบียง ชั้นล่างส่วนหน้าเป็นแผนกต้อนรับ ตรงกลางปล่อยโล่งมีชุดรับแขก โต๊ะเก้าอี้ ทีวีและอินเทอร์เนต ส่วนซ้ายขวาชั้นล่างเป็นห้องพัก ห้องน้ำ ครัวและโถงบันได ด้านที่ติดแม่น้ำเป็นระเบียงไม้ขนาดใหญ่ ไม่มีหลังคาแต่มีไม้ยืนต้นสูงใหญ่ให้ร่มเงา เป็นโรงแรมที่สวยงามอยู่สบายเหมือนบ้านของตัวเอง เฟอร์นิเจอร์ใช้เครื่องไม้ทั้งหมด ไฟเพดานเป็นโคมกระเบื้องโบราณ ห้องผมด้านหนึ่งเป็นประตูกระจกเปิดออกไปสู่ระเบียงข้างหน้าได้ พื้นห้องน้ำเป็นพื้นไม้ลงขี้ผึ้งกันน้ำ หลังจากที่ได้ชื่นชมที่พักจนทั่ว เราจึงได้ออกไปหาอาหารค่ำ ผมขับรถตระเวณไปตามถนนสายต่างๆพบว่าร้านรวงปิดกันเงียบเชียบ ไม่มีรถเข็นขายอาหาร ร้านบางแห่งก็มีแต่ชาวขี้เมานั่งดื่ม ผมไปถึงข้างสถานีตำรวจจึงได้เห็นว่าเขามีตลาดกลางคืนแบบถนนคนเดิน ที่นี่เน้นขายอาหารสำเร็จรูป มีของสดบ้าง มีเสื้อผ้าของเล่นไม่กี่ร้าน ที่สำคัญคือตลาดกำลังวาย พ่อค้าแม่ขายเก็บข้าวของกันอยู่ เมืองแม่สะเรียงเงียบสมกับเป็นเมืองชายแดน มีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งออกมาเดินเล่นหลังอาหารค่ำต่างพากันงุนงงไม่รู้จะไปที่ไหนดี ผมวนรถหาร้านอาหารอีกพักใหญ่จึงได้ตกลงใจว่าจะทานที่ร้านอินทิรา ซึ่งใหญ่ที่สุดและเป็นร้านที่แนะนำในหนังสือท่องเที่ยว ทั้งร้านมีแต่นักท่องเที่ยวเข้ามารับประทานอาหาร แต่ร้านก็ทำได้อย่างรวดเร็ว ผมเห็นแต่ละโต๊ะสั่งอาหารมากมาย เขาบริโภคกันมากกว่าความต้องการและเหลือทิ้งเหลือขว้าง เสียงพูดคุยเอะอะดังลอยข้ามโต๊ะแข่งกัน เราได้แต่สั่งอาหารง่ายๆไม่กี่อย่างมานั่งทานกันเงียบๆ และไม่เหลือทิ้ง ในระหว่างที่รออาหาร ผมออกไปหาซื้อผลไม้ ได้ส้มติดมือมาพร้อมกับขนมเค็กไว้ทานคืนนี้ อย่างน้อยเราน่าจะมีอะไรฉลองกันเล็กๆบ้างเพราะวันนี้เป็นวันปีใหม่Labels: ชุดเที่ยวล้านนา, โลกนอกกะลา
ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ก็พบว่าแม่ของผมแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราออกจากที่พักโมงเช้าเพื่อไปยังกาดกองต้า เผื่อว่าจะเห็นชีวิตยามเช้า และพระที่ออกมาบิณฑบาตบ้าง ผมนำรถไปจอดไว้ที่เชิงสะพานเล็กๆข้ามแม่น้ำวังข้างๆบ้านของชาวบ้านเพื่อถ่ายรูปกัน เมฆกระจายเต็มฟ้าบดบังดวงตะวัน เงาของเมฆสะท้อนอยู่เต็มพื้นน้ำจนยากจะแยกว่าสิ่งใดคือของจริง สิ่งใดเป็นของเทียม รถจักรยานยนต์และผู้คนที่สัญจรไปมาทักทายเราอย่างอารมณ์ดีและหยุดรอเมื่อเรากำลังบันทึกภาพ
ผมเลือกซื้ออาหารเหนือเป็นหลักจึงได้หมูยอทอดแผ่นใหญ่ ปลาทอด แกงขนุน แกงโฮะ ข้าวเหนียว มีเต้าส่วนและครองแครงเป็นของหวาน ผมไม่ลืมที่จะหิ้วน้ำแข็งยูนิตกลับมาลงกระติกเพื่อแช่กับข้าว ผมสอบถามถึงวัดหางดงจากแม่ค้าได้ความว่า ที่วัดไม่ค่อยเปิดเนื่องมาจากกรมศิลปากรเพิ่งจะขึ้นทะเบียนวิหาร และทางวัดไม่มีพระลูกวัดที่จะเป็นกำลังในการดูแล นั่นแสดงว่าวัดกำลังขาดแคลนพระสงฆ์ที่มาสืบทอด เมื่อทุกคนพร้อม เราจึงออกเดินทางกันต่อ ผมนำรถเข้าไปวัดหางดงอีกครั้งหนึ่งและพบว่าวิหารยังคงปิดคล้องกุญแจไว้เช่นเดิม
ผมจะไปวัดพระธาตุศรีจอมทองให้ทันดูพระธาตุที่เก็บไว้ในวิหาร รถเริ่มชะลอตัวในเขตชุมชนต่างๆที่ผ่านไปตลอดทางเนื่องจากถนนที่ตัดผ่านชุมชนเป็นถนนสองเลนที่ติดฟุตบาทของอาคารพาณิชย์ดั้งเดิมของชุมชนเก่า ลานจอดรถหน้าวัดมีรถจอดเต็ม ผมได้จังหวะมีที่จอดแห่งหนึ่งพอดี แดดห้าโมงเย็นขับสีทองที่หุ้มเจดีย์ตัดกับฟ้าสีเข้ม ผมอดดูพระธาตุเพราะเขาปิดวิหารไปแล้ว เราเลยแยกย้ายกันถ่ายภาพตามใจชอบ พี่ผมเดินลงไปดูบันไดขึ้นด้านหน้า (ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจอดรถและเดินเข้าวัดทางด้านประตูหลังที่ใหญ่โต) รถไอติมเนสเล่มีคนอุดหนุนไม่ขาดสายยั่วยวนให้เราซื้อไอศครีมมาทานกับบิสกิตที่เตรียมมาจากบ้าน
ผมยังต้องข้ามเขาที่สูงชันและไม่อยากมืดบนเขาจึงรีบออกจากจอมทอง ขณะนั้นดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที รถที่ขึ้นดอยอินทนนท์มีไม่มาก แต่รถที่กำลังลงมาจากดอยมีไม่ขาดสาย รถผมดูเหมือนจะไม่มีกำลังไม่ผิดอะไรกับรถบรรทุกที่กำลังไต่เนิน ทำให้ผมต้องตัดมาใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงแทน เมื่อถึงทางเข้าอุทยานฯ ผมแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอผ่านไปแม่แจ่มโดยไม่ต้องชำระค่าเข้าอุทยานฯ รถที่บริเวณที่ทำการอุทยานฯหนาแน่น ผมมองไปตามเนินและที่โล่งเต็มไปด้วยหลังคาเตนท์ ที่จอดรถอีกด้านหนึ่งมีรถจอดอยู่เต็มพื้นที่ และมีรถที่นำมาจอดบนไหล่ทางเต็มสองข้างทาง ฟ้าเริ่มขมุกขมัวและไฟถนนสีส้มส่องจ้าเป็นแถว ผมเห็นดอกพญาเสือโคร่งประปราย และมีต้นใหญ่ที่ดอกบานเต็มต้นทำเอาเราตาลุกโพลงและบ่นเสียดายที่มาถึงเอาเมื่อฟ้ามืด การเดินทางของเราเป็นวงใหญ่และเราจะไม่ได้ย้อนกลับมาเส้นทางนี้อีก ผมนำรถเข้าจอดข้างทางหน้ากาดของชาวเขาและลงไปถ่ายรูปกัน อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตก็ได้เห็นดอกพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย จะมีใครสักกี่คนที่มีรูปถ่ายกับดอกซากุระในยามกลางคืนบ้าง ทุกคนมีแต่ภาพตอนกลางวัน ผมผ่านจุดตรวจบัตรที่ทางแยกไปอำเภอแม่แจ่มตอนฟ้ามืดสนิท ถนนเล็กและแคบผ่านป่าที่มืดครึ้ม ทางขึ้นสูงและลงต่ำ ผ่านโค้งหักข้อศอกไปตลอดทาง ผมเดินรถอยู่ใต้ร่มเงาไม้พักใหญ่กว่าจะออกมาถึงถนนที่เลียบคดโค้งไปตามไหล่เขา ผ่านจากเขาลูกแล้วลูกเล่าโดยมีรถที่นำอยู่ข้างหน้าและมีรถที่ตามหลัง ถนนที่หักไปมาขึ้นๆลงๆ และมีรถที่สวนมาไม่มากนักจนดูเหมือนว่าจะมีเราจะอยู่คันเดียวLabels: ชุดเที่ยวล้านนา, โลกนอกกะลา
วันรุ่งขึ้นหลังจากอาหารเช้า เราออกจากที่พักเมื่อเกือบเก้าโมงมุ่งหน้าไปตามเส้นทางตาก-ลำปาง เมื่อถึงทางแยกผมนำรถเข้าอำเภอบ้านตากเพื่อไปวัดพระบรมธาตุบ้านตาก จุดประสงค์ของผมคือการไปชมเจดีย์ที่จำลองมาจากเจดีย์ชเวดากอง แต่เดิมเจดีย์พระบรมธาตุบ้านตากเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย ต่อมาได้มีการเปลี่ยนรูปทรงเป็นดังปัจจุบันเมื่อพระครูพิทักษ์บรมธาตุ อดีตเจ้าอาวาสได้ไปนมัสการและประทับใจในความงามของเจดีย์ชเวดากอง วันที่ผมไปถึงนั้นเป็นวันสิ้นปี มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมานมัสการพระธาตุกันเนืองแน่น เจดีย์ประธานนั้นเป็นเจดีย์ทรงมอญรายล้อมด้วยเจดีย์ชั้นในอีก 16 องค์ แต่ละองค์ทาด้วยสีทอง รอบนอกเป็นโขงจุดเทียนอีก 6 โขง องค์เจดีย์สูง 23 เมตร กว้าง 63 เมตร มณฑปไม้สำหรับวางพระพุทธรูปออกแบบไว้เป็นทรงล้านนาวางอยู่ในศาลายกพื้นที่อยู่ข้างเจดีย์ ด้านบนขื่อเขาเอาไม้กระดานวางพาดไว้ และนำหีบเก็บพระธรรมขึ้นไปเก็บไว้หลายใบ หีบนั้นเป็นทรงสี่เหลี่ยมก้นสอบปากกว้างทาด้วยสีหมากแดงเขียนลายทอง
ไม่ไกลจากวัดพระบรมธาตุบ้านตากมีเจดีย์องค์หนึ่ง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเจดีย์ยุทธหัตถีระหว่างพ่อขุนรามคำแหงมหาราชกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด และเจดีย์องค์นี้พระองค์สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่เจ้าเมืองฉอด การกระทำยุทธหัตถีบนหลังช้างถือเป็นวิถีแห่งกษัตริย์ชาตินักรบ จึงมีพระเกียรติทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ เจดีย์สร้างอยู่บนดอยช้าง ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ตามแบบศิลปะสุโขทัย สูง 16 เมตร ส่วนฐานกว้าง 12 เมตร มีผู้ตั้งเครื่องบูชา และนำช้างไม้กับอ้อยมาวางอยู่โดยรอบ
ภายหลังอาหารเที่ยง เราตรงไปวัดไหล่หินหลวงหรือวัดไหล่หินแก้วช้างยืน วัดไหล่หินเป็นวัดที่สร้างอยู่บนเนิน ช้างที่นำพระธาตุเพื่อมาบรรจุที่วัดพระธาตุลำปางหลวงเคยมาหยุดที่นี่ วัดที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นฝีมือช่างไทยใหญ่เมืองเชียงตุงที่มีศรัทธาต่อเจ้าอาวาสพระมหาเกสรปัญโญ วัดขนาดย่อมสร้างตามคติล้านนาด้วยลวดลายสัตว์ในหิมพานต์ตามแบบศิลปะไทยใหญ่ทำให้วัดมีเอกลักษณ์โดดเด่น การบูรณะวัดในยุคหลังสูญเสียเอกลักษณ์แบบล้านนาไปเมื่อเปลี่ยนส่วนหลังคาทำให้ช่อฟ้า ใบระกาและตัวนาคลำยองกลายเป็นศิลปะแบบไทยภาคกลาง หากการบูรณะไม่ระวังดูแลให้ดีแล้ววัดไหล่หินจะสูญเสียเอกลักษณ์ความเป็นล้านนาและคติการสร้างวัดแบบดั้งเดิมไปจนหมดสิ้น ดังเช่นลานทรายรอบวัดที่เปรียบดั่งนทีสีทันดรถูกแทนที่ด้วยลานซีเมนต์บ้าง ลานแกรนิตบ้าง คุณค่าดั้งเดิมสูญหายไปกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนรุ่นใหม่ เหมือนที่เขาทำกับวัดพระธาตุลำปางหลวงมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ (เรื่องราวของวัดไหล่หินเคยเล่าไว้แล้วที่นี่) ผมพาแม่เข้าไปดูในวิหารโถง (ฝาด้านเดียว ทางทิศตะวันตก ส่วนอีกสามด้านเปิดโล่ง) หลังคาที่ลาดต่ำ ภายในเขียนลายคำรูปพระพุทธเจ้าประทับยืนบนเสา และขื่อ และรูปวิถีชาวบ้าน หลังพระประธานเขียนเป็นต้นโพธิ์ทอง ปูนปั้นเชิงประดับฐานพระเป็นกินรีแบบอย่างเชียงตุง พระภิกษุที่มารอรับญาติโยมที่ยกพื้นชะเง้อมองตามมือผมที่ชี้และอธิบายให้แม่ฟัง เก้าอี้ยาวทรงเตี้ยที่ท่านนั่งเป็นไม้ชิ้นใหญ่เก่าแก่ มีลายเล็กๆที่พนักเป็นฝูงลิง ข้างนอกมีพุทธศาสนิกชนที่ทยอยกันเข้ามาไหว้พระทำบุญ เขาจะจุดเทียนไว้ที่ข้างโขงประตูด้านนอก เทียนทางเหนือต่างจากเทียนไทยภาคกลางที่มีขนาดเล่มใหญ่กว่า เห็นได้ชัดว่านวดขี้ผึ้งเทียนด้วยมือห่อหุ้มแผ่นกระดาษยันต์ไว้ เปลวเทียนใหญ่เหมือนกับเทียนจีนที่จุดตามศาลเจ้า
พอหนังท้องตึงหนังตาผมก็หย่อนทันที บวกกับความอ่อนเพลียจากการเดินทางผมจึงรู้สึกง่วงมาก แต่ผมมีนัดกับลุงน้ำชาว่าจะไปฟังลุงทำงาน อาจแปลกใจว่าทำไมผมไม่ดูคนทำงานแต่ผมใช้วิธีฟัง ก็เพราะลุงน้ำชาเล่นเปียโนในห้องเดอะแกลเลอรีของโรงแรมทิพย์ช้างที่ผมพักอยู่ ผมล้างหน้าตาเพื่อขับไล่ความง่วงและติดกล้องถ่ายรูปลงไปที่ห้องเดอะแกลเลอรีทันที เวลานั้นสองทุ่มครึ่งเห็นจะได้แต่ในห้องอาหารมีแขกที่อยู่รับประทานอาหารค่ำเพียง 2 โต๊ะเท่านั้น ลุงน้ำชาทั้งร้องทั้งเล่นเปียโนหลากสไตล์ ส่วนใหญ่เป็นเพลงในยุคปี 50-60 ส่วนผมก็บันทึกภาพการทำงานของลุงน้ำชาไว้หลายภาพ จนสามทุ่มเศษแขกกลับออกไปหมดแล้วจึงได้พักลงมาคุยกับผม สอบถามความเป็นไปและเรื่องส่วนตัวกัน ผมเห็นแววตาตื่นเต้นยินดีที่กลับมาสู่การเป็นนักเปียโนอาชีพอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อผมมองจำนวนแขกและวัฒนธรรมของเมืองลำปางที่เห็นมาเมื่อตอนเย็นผมได้แต่คิดในใจว่ามันน่าจะจบลงในเร็ววัน เมืองขนาดใหญ่แต่ร้านรวงปิดเงียบกันตั้งแต่หัวค่ำ ตามถนนซอยร้างผู้คนทั้งๆที่เป็นวันสิ้นปี เกือบสี่ทุ่มผมจึงได้ร่ำลาลุงน้ำชากลับขึ้นมาอาบน้ำ รื้อขนมออกมากินและนอนเมื่อใกล้เที่ยงคืนเต็มที ผมไม่ได้ยินเสียงพลุ เสียงโห่ร้องนับถอยหลัง ผมหลับจนเสียงสัญญาณปลุกในปีใหม่Labels: ชุดเที่ยวล้านนา, โลกนอกกะลา


Labels: มรดกไทย มรดกโลก
February 2006 March 2006 April 2006 May 2006 June 2006 July 2006 August 2006 September 2006 October 2006 November 2006 December 2006 January 2007 February 2007 March 2007 April 2007 May 2007 June 2007 July 2007 August 2007 September 2007 October 2007 November 2007 December 2007 January 2008 February 2008 March 2008 April 2008 May 2008 June 2008 July 2008 August 2008 September 2008 October 2008 November 2008 December 2008 January 2009 February 2009 March 2009 April 2009 May 2009